28 ม.ค. 2021 เวลา 14:04 • ประวัติศาสตร์
รู้หรือไม่? ครั้งหนึ่งเคยมีจักรพรรดิอินเดียโบราณแห่ง ราชวงศ์โมริยะ ท่านหนึ่ง เคยเปลี่ยนผันตัวเองจากไม่ดีเป็นดีมาเเล้วเพราะพระพุทธศาสนา?
จักรพรรดิองค์นั้น ก็คือออออออออออออ!!!!!!!
พระเจ้าอโศกมหาราช!!!! เป็นจักรพรรดิอินเดียโบราณแห่ง ราชวงศ์โมริยะ หรือเมารยะ ที่เปลี่ยนผันตัวเองจากคนที่คิดโหดร้าย เป็นผู้ที่ทํานุบํารุง พระพุทธศาสนาใน อนุทวีปอินเดีย(หรือชมพูทวีป)จนกลับมารุ่งเรืองอีกครั้งเเละยังเผยแพร่พระพุทธศาสนาออกไป ทั่วดินเเดนต่างๆมากมาย เช่น ดินเเดนสุวรรณภูมิ(หรือแถวเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ของเรานั้นเอง) และยุคของพระเจ้าอโศกมหาราชนั้นจึง เป็นยุครุ่งเรืองของพระพุทธศาสนาด้วยนั้นเอง!!!!!
พระเจ้าอโศกมหาราช(ครองราชย์ พ.ศ. 270 - พ.ศ. 311)
พระเจ้าอโศกมหาราช ทรงเป็นจักรพรรดิแห่งจักรวรรดิโมริยะ ผู้ปรีชาสามารถพระองค์สุดท้ายของราชวงศ์ ทรงปกครองแคว้นมคธ มีพระราชธานีชื่อว่า ปาฏลีบุตร (ปัจจุบันเรียกว่า ปัฏนะ Patna) ทรงเป็นพระโอรสของพระเจ้าพินทุสารแห่งราชวงศ์โมริยะ พระมารดานามว่าศิริธรรม พระเจ้าอโศกมีพระโอรส และธิดา 11 พระองค์ สมเด็จพระมหาจักรพรรดิอโศกมหาราช หรือพระเจ้าอโศกมหาราช เดิมเป็นพระเจ้าแผ่นดินที่โหดร้าย ชอบการทำสงครามกับแว่นแคว้นต่าง ๆ จนได้รับสมญานามว่า จัณฑาโศกราช (พระเจ้าอโศกผู้โหดเหี้ยม) แต่หลังจากที่พระองค์หันมานับถือพระพุทธศาสนา พระองค์ก็ทรงกลายเป็นองค์เอกอัครพุทธศาสนูปถัมภก์ ผู้อุปถัมภ์บำรุงพระพุทธศาสนาให้มีความเจริญรุ่งเรืองและแผ่ขยายมากที่สุดในประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนา และจากพระราชกรณียกิจมากมายนานัปการที่พระองค์ได้ทรงบำเพ็ญด้วยทศพิธราชธรรมอย่างแท้จริง ทำให้ภายหลังทรงได้รับการขนานพระราชสมัญญานามว่า ธรรมาโศกราช (พระเจ้าอโศกผู้ทรงธรรม)
ภาพ: แผ่นหินสลักรูป พระเจ้าอโศกมหาราช จักรพรรดิแห่งโมริยะ องค์ที่ 3
พระเจ้าอโศกมหาราช กับพระพุทธศาสนา
ก่อนที่จะเปลี่ยนมานับถือพุทธศาสนา มีความดุร้ายและโหดเหี้ยมเป็นอย่างยิ่ง จนได้รับฉายาว่า จัณฑาโศก แปลว่าอโศกผู้ดุร้าย ต่อมาเมื่อไปรบที่แคว้นกาลิงคะ (ปัจจุบันอยู่รัฐโอริสสา) มีผู้บาดเจ็บล้มตายจำนวนมาก จึงเกิดความสลดสังเวชในบาปกรรม และตั้งใจแสวงหาสัจธรรมและพบนิโครธสามเณรที่มีกิริยามารยาทสงบเรียบร้อย จึงทรงนิมนต์พระนิโครธโปรดแสดงธรรม พระนิโครธก็แสดงธรรม จึงมีความเลื่อมใสในพุทธศาสนาอย่างแรงกล้า ต่อมาได้ฟังพระธรรมจากพระสมุทระเถระทรงส่งกระแสจิตตามพระธรรมเทศนาจนเข้าถึงพระรัตนตรัย พระองค์ทรงทำนุบำรุงพุทธศาสนา เช่น ทรงสร้างวัด วิหาร พระสถูป พระเจดีย์ หลักศิลาจารึก มหาวิทยาลัยนาลันทา ทรงเป็นกษัตริย์พระองค์แรกที่ทรงผนวชขณะที่ยังทรงครองราชย์อยู่ และเลิกการแผ่อำนาจในการปกครอง มาใช้หลักพุทธธรรม (ธรรมราชา) ปกครอง นอกจากนี้พระเจ้าอโศกมหาราชยังทรงส่งสมณะทูตไปเผยแพร่ศาสนา โดยแบ่งเป็น 9 สาย สายที่ 8 มาเผยแพร่ที่ สุวรรณภูมิ โดยพระโสณะและพระอุตระเป็นสมณะทูต และพระองค์เป็นผู้จัดการสังคายนาพระไตรปิฎกครั้งที่3 ณ วัดอโศการาม เมืองปาฏลีบุตร ต่อมาก็ทรงโปรดเกล้าให้สร้างบ่อน้ำ ที่พักคนเดินทาง โรงพยาบาล และปลูกต้นไม้ เพื่อจัดสาธารณูปโภคและสาธารณ ตามหลักพุทธธรรม ต่อจากนั้นก็เสด็จไปพบสังเวชนียสถาน4แห่ง เป็นผู้แรก และทรงสถาปนาให้เป็นเป็นสถานที่สักการะบูชาของพุทธศาสนิกชนในเวลาต่อมา นับว่าพระองค์เป็นอัครศาสนูปถัมภ์พระพุทธศาสนาอย่างแท้จริง และต่อมาพระองค์ทรงได้สมญานามว่า ธรรมมาอโศก แปลว่า อโศกผู้ทรงธรรม ทรงครองราชย์ได้41ปีดำเนินรัฐศาสนโยบาย ด้วยทรงถือหลักธรรมวิชัยปกครองแผ่นดินโดยธรรม ยึดเอาประโยชน์สุขของพสกนิกรของพระองค์เป็นที่ตั้ง ทรงส่งเสริมสารธารณูปการ และประชาสงเคราะห์ ทรงทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรมในชมพูทวีปอย่างกว้างขวาง ได้เป็นบ่อเกิดอารยธรรมที่มั่งคงไพศาล อนุชนได้เรียกขานพระนามของพระองค์ด้วยความเคารพเทอดทูน ยิ่งกว่าพระมหากษัตริย์หลายองค์ที่พิชิตนานาประเทศด้วยสงคราม แม้พระนามของพระองค์ก็ปรากฏอยู่ถึงปัจจุบัน
อัครศาสนูปถัมภก
ระบรมราชโองการฉบับที่ 13 แห่งพระบรมราชโองการของพระเจ้าอโศกบนศิลาจารึกสะท้อนถึงการสำนึกผิดที่ยิ่งใหญ่ พระเจ้าอโศกทรงรู้สึกสำนึกผิดหลังจากการตรวจดูการทำลายล้างแคว้นกาลิงคะดังนี้
“พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงรู้สึกสำนึกผิดต่อผลของชัยชนะที่มีต่อแคว้นกาลิงคะ เพราะว่าในระหว่างการปราบปรามแคว้นที่ยังไม่เคยถูกพิชิตมาก่อนหน้านี้นั้น การสังหาร ความตาย และการจับประชาชนเป็นเฉลยศึกเกิดขึ้นโดยหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่ทว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงรู้สึกโศกเศร้าพระทัยอย่างมากและเสียพระทัยอย่างมาก”
ภาพ: ศิลาแห่งกาลสี โองการของพระเจ้าอโศก, ซึ่งกล่าวถึงกษัตริย์กรีกทั้งหลายมีพระนามดังนี้ อันทิคัส ที่ 2 เธออส Antiochus II Theos, ปโตเลมี ที่ 2 แห่งอียิปต์Ptolemy II of Egypt, อันติโกนุส ที่ 2 โกนาอัส Antigonus II Gonatas, มาคัสแห่งไซรินี่ Magas of Cyrene และ อเล็คซานเดอร์ ที่ 2 แห่งอีปิรัส Alexander II of Epirus , ซึ่งเป็นผู้รับการเผยแผ่การสอนจากพระองค์
พระบรมราชโองการยังบอกกล่าวถึงระดับของความเศร้าโศกและความเสียใจอย่างมากมายอันเป็นผลมาจากการเข้าใจของพระเจ้าอโศกว่า บรรดาเพื่อนและครอบครัวของผู้ตายจะต้องทนทุกข์ทรมานมากเหมือนกัน ตำนานกล่าวว่า วันหนึ่งหลังจากสงครามจบลงพระเจ้าอโศกกล้าเสด็จออกไปเดินเตร่ในเมืองและพระองค์น่าจะทอดพระเนตรเห็นบ้านที่ถูกไฟไหม้และซากศพที่กระจัดกระจาย สงครามที่รุนแรงได้เปลี่ยนแปลงจักรพรรดิผู้เต็มไปด้วยความหึกเหิมให้มากลายเป็นจักรพรรดิผู้หนักแน่นมั่นคงและมุ่งสันติภาพ และพระองค์กลายมาเป็นผู้อุปถัมภ์พระพุทธศาสนา
ตามที่ได้บันทึกในอินเดียวิทยาที่สำคัญกล่าวว่า ศาสนาส่วนตัวของพระเจ้าอโศกกลายมาเป็นศาสนาพุทธ ถ้าไม่ก่อนก็หลังสงครามแคว้นกลิงคะแน่นอน อย่างไรก็ตาม การบรรยายของ A. L. Bashamนักประวัติศาสตร์และนักอินเดียวิทยาบอกว่า ธรรมะที่เผยแผ่อย่างเป็นทางการโดยพระเจ้าอโศกไม่ใช่เป็นธรรมะในทางพระพุทธศาสนาเลย แม้กระนั้น การเผยแผ่ของพระองค์ก็นำไปสู่การขยายวงกว้างออกไปของพระพุทธศาสนาในจักรวรรดิโมริยะและอาณาจักรอื่นๆในยุคเดียวกับที่พระองค์ปกครอง และออกไปสู่ต่างประเทศมากมายจาก จากประมาณปี 250 ก่อนคริสตกาล บุคคลที่โดดเด่นในกรณีนี้คือพระโอรสของพระองค์พระนามว่า พระมหินทเถระ (Mahinda) และพระธิดาของพระองค์พระนามว่า สังฆมิตตาเถรี (สังฆมิตตา แปลว่า เพื่อนของสงฆ์) ผู้ที่สถาปนาพระพุทธศาสนาขึ้นในเกาะซีลอน (ทุกวันนี้คือประเทศศรีลังกา) คัมภีร์อรรถกถาสมันตปาสาทิกาบอกว่า เวลาที่พระโอรสและพระธิดาทั้ง 2 องค์ผนวช พระเจ้าอโศกทรงอภิเษกครองราชย์ได้ 6 ปี
ก่อนที่จะเปลี่ยนมานับถือศาสนาพุทธ มีความดุร้ายและโหดเหี้ยมเป็นอย่างยิ่ง ได้สั่งฆ่าขุนนางที่กระด้างกระเดื่อง จำนวน 500 ใครไม่เชื่อฟัง หรือ ขัดคำสั่งของพระองค์ให้ฆ่าเสีย ในคราวหนึ่ง นางสนมกำนัลไปหักกิ่งรานกิ่ง ดอกและต้นอโศกเล่น พระองค์ทรงกริ้วมาก จึงจับนางสนมกำนัลเหล่านั้นเผาทั้งเป็น ด้วยเหตุนี้จึงได้รับฉายาว่า จัณฑาโศก แปลว่า อโศกผู้ดุร้าย ต่อมาเมื่อไปรบที่แคว้นกลิงคะ (ปัจจุบันอยู่รัฐโอริศา) มีผู้บาดเจ็บล้มตายจำนวนมาก จึงเกิดความสลดสังเวชในบาปกรรม และตั้งใจแสวงหาสัจธรรมและพบนิโครธสามเณรที่มีกิริยามารยาทสงบเรียบร้อย จึงทรงนิมนต์พระนิโครธโปรดแสดงธรรม พระนิโครธก็แสดงธรรม จึงมีความเลื่อมใสในพุทธศาสนาอย่างแรงกล้า ต่อมาได้ฟังพระธรรมจากพระสมุทรเถระ ทรงส่งกระแสจิตตามพระธรรมเทศนาจนเข้าถึงพระรัตนตรัย พระองค์ทรงทำนุบำรุงพุทธศาสนา เช่น ทรงสร้างวัด วิหาร พระสถูป พระเจดีย์ ศิลาจารึก มหาวิทยาลัยนาลันทา ทรงเป็นกษัตริย์พระองค์แรกที่ผนวชขณะที่ยังทรงครองราชย์อยู่ และเลิกการแผ่อำนาจในการปกครอง มาใช้หลักธรรม (ธรรมราชา) ปกครอง นอกจากนี้ พระเจ้าอโศกมหาราชยังทรงส่งสมณทูตไปเผยแพร่ศาสนา โดยแบ่งเป็น 9 สาย สายที่ 8 มาเผยแพร่ที่ สุวรรณภูมิ โดยพระโสณะและพระอุตระเป็นสมณทูต และพระองค์เป็นผู้จัดการสังคายนาครั้งที่สามในศาสนาพุทธ ณ วัดอโศการาม เมืองปาฏลีบุตร
พระเจ้าอโศกมหาราชทรงเป็นอัครศาสนูปถัมภกที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในพระพุทธศาสนา เป็นพระมหากษัตริย์ที่ยิ่งใหญ่ในชมพูทวีป เป็นพระอัครศาสนูปถัมภกทั้งฝ่ายมหายานและเถรวาท ตามพระราชประวัติในคัมภีร์อโศกาวทานของฝ่ายมหายาน ในสมันตปาสาทิกา ทีปวงศ์ และมหาวงศ์ ของฝ่ายเถรวาท และทรงอุปถัมภ์ผู้ที่นับถือศาสนาเชนโดยการถวายถ้ำหลายแห่งให้แก่เชนศาสนิกเชนเพื่อไปประกอบพิธีทางศาสนา
ต่อมาก็โปรดเกล้าให้สร้างบ่อน้ำ ที่พักคนเดินทาง โรงพยาบาล และปลูกต้นไม้ เพื่อจัดสาธารณูปโภคและสาธารณะตามหลักพุทธธรรม ต่อจากนั้นก็เสด็จไปพบสังเวชนียสถาน 4 แห่งเป็นคนแรก และทรงสถาปนาให้เป็นเป็นสถานที่สักการบูชาของพุทธศาสนิกชนในเวลาต่อมา นับว่าพระองค์เป็นอัครศาสนูปถัมภ์พระพุทธศาสนาอย่างแท้จริง และต่อมาพระองค์ทรงได้สมญานามว่า ธรรมาโศก แปลว่า อโศกผู้ทรงธรรม ทรงครองราชย์ได้ 41 ปี
การสังคายนาพระไตรปิฏก ครั้งที่ 3 และเผยแผ่พระพุทธศาสนา ผ่านคณะสมณทูต
หลังจากที่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงเสด็จดับขันธปรินิพพานไปได้ประมาณ 236 ปีเศษ คณะสงฆ์ได้ทําการสังคายนาครั้งที่ 3
ภาพ: เผยแผ่พระพุทธศาสนา ผ่านคณะสมณทูต
เมื่อทําสังคายนาเสร็จแล้ว พระเจ้าอโศกมหาราชได้ส่งคณะสมณทูตไปเผยแผ่ พระพุทธศาสนาในแคว้นและประเทศต่างๆ รวมทั้งหมดมี 9 สาย มีรายนามตามคัมภีร์ที่บันทึก เป็นภาษาบาลี ดังต่อไปนี้
1) คณะพระมัชฌันติกเถระ ไปแคว้นแคชเมียร์และคันธาระ ซึ่งอยู่ทางทิศ ตะวันตกเฉียงเหนือของอินเดีย ได้แก่ แคว้นแคชเมียร์ในปัจจุบัน
2) คณะพระมหาเทวเถระ ไปมหิสสกมณฑลอยู่ทางตอนใต้ของดินแดน แถบลุ่มแม่น้ําโคธาวารี ทางภาคใต้ของอินเดีย ได้แก่ แคว้นไมซอร์ในปัจจุบัน
3) คณะพระรักขิตเถระ ไปวนวาสีประเทศ ซึ่งอยู่ในเขตกนราเหนือ ทาง ภาคตะวันตกเฉียงใต้ของอินเดีย แคว้นบอมเบย์ ในปัจจุบัน
4) คณะพระธัมมรักขิตเถระ ซึ่งท่านเป็นชนชาติกรีก ไปปรันตชนบท อยู่ ริมฝั่งทะเลอาระเบียน ทางทิศเหนือของบอมเบย์
5) คณะพระมหาธัมมรักขิตเถระ ไปแคว้นมหาราษฎร์ปัจจุบันเป็นดินแดน แถบตะวันออกเฉียงเหนือ ห่างจากเมืองบอมเบย์
6) คณะพระมหารักขิตเถระ ไปโยนกประเทศ ได้แก่ แคว้นของชาวกรีก ในทวีปเอเซียตอนกลาง เหนือประเทศอิหร่านต่อขึ้นไปจนถึงเตอร์กีสถาน
7) คณะพระมัชฌิมเถระและพระมหาเถระอีก 4 รูป คือ พระกัสสปโคตตะ พระมูลกเทวะ พระทุนทภิสสระ และพระเทวะ ไปแคว้นดินแดนแถบภูเขาหิมาลัย ได้แก่ เนปาล ซึ่งอยู่ตอนเหนือของอินเดีย
8) คณะพระโสณเถระ และพระอุตตรเถระ ไปสุวรรณภูมิ ได้แก่ ไทยพม่า ในปัจจุบัน
9) คณะพระมหินทเถระผู้เป็นโอรสของพระเจ้าอโศกมหาราช ได้นํา พระพุทธศาสนาไปประดิษฐานที่เกาะสิงหล หรือประเทศศรีลังกาเป็นครั้งแรก
ทรงเป็นหนึ่งใน 6 ในอัครมหาบุรุษ
เอช. จี. เวลส์ (H.G.Wells) นักเขียน (The father of science-fiction)ในตะวันตกก็ยกย่องพระเจ้าอโศกมหาราช ว่าทรงเป็นอัครมหาบุรุษท่านหนึ่ง ใน 6 อัครมหาบุรุษแห่งประวัติศาสตร์โลก คือ พระพุทธเจ้า โสเครติส อริสโตเติล โรเจอร์ เบคอน และอับราฮัม ลิงอล์น บุรพกรรมของพระเจ้าอโศกมหาราช
1. กล่าวว่าด้วยเหตุอันที่พระเจ้าอโศกเป็นใหญ่ในชมพูทวีป เพราะได้เคยถวายน้ำผึ้งแก่พระปัจเจกพุทธเจ้า
2. กล่าวว่าด้วยเหตุอันที่พระเจ้าอโศกผูกพันกับนิโครธสามเณรเมื่อแรกพบ เพราะเมื่อชาติอดีตที่เป็นพ่อค้าขายน้ำผึ้ง เป็นพี่น้องกัน รวมทั้งพระเจ้าเทวานัมปิยะติสสะ ที่ลังกาทวีป
3. หลังจากที่พระเจ้าอโศกมหาราชสิ้นพระชนม์ พระองค์ก็ได้ไปบังเบังเกิดเป็นงูเหลือม เพราะก่อนพระองค์จะสวรรคตพระองค์ทรงพระดำริที่จะถวายพระราชทรัพย์ถวายไว้ในพระศาสนาอีก ได้มีขุนนางมาทัดทาน พระองค์จึงเกิดจิตโทสะ เมื่อสิ้นพระชนม์ จึงได้ไปเกิดสู่ทุคติภูมิ แต่หลังจากนั้นพระองค์ได้ฟังพระธรรมเทศนาจากพระมหินทเถระ พระราชโอรสซึ่งบรรลุพระอรหันต์แล้ว จนได้บรรลุพระโสดาบัน และ พองูเหลือมซึ่งก็คือพระเจ้าอโศกมหาราชได้ตายแล้ว ดวงวิญญาณของพระองค์ก็ได้ล่องลอยสู่สรวงสวรรค์ ด้วยผลบุญที่พระองค์ทรงเคยทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาอย่างใหญ่หลวง
4. พอมาสมัยยุคปัจจุบันนั้น ในประเทศไทยมีพระอริยสงฆ์ซึ่งได้บรรลุธรรมสูงสุดจำนวนมาก ซึ่งส่วนมากเป็นศิษย์ หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต
5. หนึ่งในจำนวนนั้นก็คือ ท่านพ่อลี ธัมธโร ซึ่งได้บรรลุธรรมสูงสุดแล้ว (พระอรหันต์) ได้เล่าถึงอดีตชาติว่าชาติก่อนท่านเป็นพระเจ้าอโศกมหาราช
ภาพ: เฮอร์เบิร์ต จอร์จ เวลส์ หรือ เอช. จี. เวลส์ (Herbert George Wells - H. G. Wells)
ก็จบไปเเล้วกับพระเจ้าอโศกมหาราชกับพระพุทธศาสนา นะครับ ต้องขอขอบคุณที่รับชมบทความของผม ถ้ามีข้อมูลผิดพลาดประการใด ต้องอภัย มา ณ ที่นี่ ด้วยครับ
เนื้อหาเเละภาพอ้างอิงจาก: 1. http://www.digitalschool.club/digitalschool/social1_1_1/social1_1/more/page1_5.php
โฆษณา