29 ม.ค. 2021 เวลา 02:54 • หุ้น & เศรษฐกิจ
โมห์นิช พาไบร กับ แนวคิดดันโด : กลยุทธ์การลงทุนในหุ้นที่มีความเสี่ยงต่ำ แต่ให้ผลตอบแทนสูง
"ออกหัวผมได้เงิน ถ้าออกก้อยผมเสียเงินนิดหน่อย" คือประโยคฮิตติดปากของ "โมห์นิช พาไบร" (Mohnish Pabrai) ที่ถูกกล่าวถึงซ้ำๆบ่อยครั้งในหนังสือที่มีชื่อว่า "นักลงทุนดันโด" (The Dhandho Investor) หนังสือยอดนิยมที่เขาสวมบทบาทเป็นนักเขียน ซึ่งบทบาทหน้าที่หลักของพาไบรนั้นคือ "ผู้จัดการกองทุนพาไบร" (Pabrai Investment Funds) จดทะเบียนอยู่ในประเทศสหรัฐอเมริกาตั้งแต่ปี ค.ศ.1999 และสร้างผลงานอัตราผลตอบแทนทบต้นต่อปีได้สูงถึง 28% จนถึงปี ค.ศ.2007
"อย่าเดิมพันบ่อย อย่าจับปลาหลายตัว อดทนรอคอยหากเมื่อโอกาสผ่านเข้ามาแล้วต้องโฟกัสและเดิมพันหนักๆ" เป็นอีกประโยคหนึ่งที่พาไบรเชื่อมั่นและพร่ำบอกเสมอว่ามันคือแนวทางที่ใช้ได้ผลอย่างมากกับการลงทุนในหุ้นของเขา นักลงทุนมือใหม่หลายท่านเมื่ออ่านมาถึงตรงนี้ก็อาจจะเริ่มตั้งคำถามว่า เอ๊ะ แนวคิดมันก็คล้ายคลึงกับการลงทุนแบบเน้นคุณค่า (วีไอ) อยู่ไม่น้อยนี่หน่า ใช่ไหมล่ะเจ้าดันโดเนี่ย
ไม่แปลกหรอกครับที่คุณจะคิดเช่นนั้น เพราะพาไบรเปิดเผยตลอดมาว่า แนวคิดของเขานั้นไม่มีอะไรใหม่เลย ไม่มีอะไรซับซ้อน ไม่มีการสร้างสรรค์องค์ความรู้ใหม่อันเลิศหรูใดๆให้เกิดขึ้นบนโลกใบนี้ เขาเพียงแค่ลอกเลียนแบบ หยิบยืม แล้วนำมาวิเคราะห์ วางแผน ทำตามแผนการอย่างมีวินัย จากนั้นก็เพียงแค่เฝ้ารอให้สิ่งอัศจรรย์ที่คาดการณ์ไว้ล่วงหน้าบังเกิดขึ้น ซึ่งแน่นอนว่ากองทุนพาไบรของเขาคือส่วนผสมของ วอเร็น บัฟเฟตต์ (Warren Buffett), ชาร์ลี มังเกอร์ (Charlie Munger) สองเจ้าพ่อแห่งวงการวีไอ และวิถีดันโด!!
1
อัตราผลตอบแทนทบต้นตั้งแต่ก่อตั้งกองทุนพาไบร เอาชนะทุกดัชนีหุ้นในอเมริกา cr. Pabrai Investment Funds
แนวคิดดันโดคือหลักการหรือกลยุทธ์ในการลงทุนที่มุ่งเน้นเรื่องการจำกัดความเสี่ยงให้เหลือน้อยที่สุด ซึ่งเรื่องความเสี่ยงนั้นเป็นสิ่งหนึ่งที่คนทั่วๆไปต่างหวาดกลัวเมื่อพูดถึงวงการตลาดหุ้นอันสุดแสนผันผวน และในทางตรงกันข้ามการลงทุนนั้นๆก็ควรจะให้ผลตอบแทนที่สูงมากพอ พูดง่ายๆก็คือผลตอบแทนที่จะได้รับต้องคุ้มค่าต่อความเสี่ยงที่ยังหลงเหลืออยู่นั่นเอง สูงจนคุณมั่นใจเมื่อเปรียบเทียบกับความเสี่ยงเพียงเล็กน้อย แล้วต้องทำอย่างไร? มาเริ่มต้นศึกษาเรียนรู้กับแนวคิดดันโดทั้ง 9 ข้อกันเลยครับ ผู้เขียนได้สรุปความแบบสั้นกระชับมาให้คุณแล้ว
1. "มุ่งเน้นไปที่การลงทุนในธุรกิจซึ่งมีการดำเนินงานอยู่แล้ว"
เพราะธุรกิจที่ดำเนินงานอยู่แล้วนั้นมีโครงสร้างและรูปแบบการประกอบกิจการที่ชัดเจน มีประวัติการดำเนินงานมายาวนานจนคุณสามารถวิเคราะห์ธุรกิจได้อย่างครอบคลุมรอบด้าน วิธีการนี้มันมีความเสี่ยงที่ต่ำมาก ต่ำกว่าการลงทุนในธุรกิจที่เพิ่งเริ่มต้นตั้งตัวอย่างมหาศาล คุณจะเอาตัวเองไปเสี่ยงทำไมในเมื่อมีบริษัทดีๆอีกตั้งมากมายอยู่ในตลาดหุ้น
2. ลงทุนในธุรกิจที่เรียบง่าย และมีการเปลี่ยนแปลงในอุตสาหกรรมน้อยมากๆ
วอเร็น บัฟเฟตต์ เคยกล่าวไว้ว่า ความเปลี่ยนแปลงคือศัตรูของการลงทุน เราไม่อยากขาดทุน เราจึงต้องมองหาสิ่งที่ไม่เปลี่ยนแปลง โลกทุนนิยมช่างโหดร้าย เราเพียงแค่ต้องพยายามมองหาธุรกิจที่ผลิตสินค้าหรือบริการแบบพื้นๆ ที่ใครๆก็จำเป็นต้องใช้
3. ลงทุนในธุรกิจที่ประสบภาวะยากลำบากภายในอุตสาหกรรม
วอเร็น บัฟเฟตต์ (อีกแล้ว) ก็เคยกล่าวว่า อย่าคาดหวังกับการขายหุ้นที่ราคาดีๆมากนัก แต่ให้เข้าซื้อหุ้นในราคาที่ถูกมากๆ ถูกเสียจนเมื่อเราต้องขายในราคาแย่ๆก็ยังให้ผลตอบแทนที่ดี หรืออีกประโยคหนึ่งคือ "จงกลัวในขณะที่คนอื่นกำลังโลภ และจงโลภเมื่อใครๆต่างก็พากันกลัว" ลองสังเกตธุรกิจที่ดูอนาคตมืดมน ไม่มีใครชอบ ไม่มีใครสนใจ คุณอาจจะได้พบกับหุ้นที่มีราคาถูกอย่างเหลือเชื่อ
cr. Forbes
4. ลงทุนในธุรกิจที่มีความได้เปรียบเชิงเเข่งขันอย่างยั่งยืน
หัวใจสำคัญของการลงทุนไม่ได้อยู่ที่การประเมินว่าบริษัทนั้นๆจะเติบโตมากแค่ไหน แต่อยู่ที่การวิเคราะห์ความได้เปรียบในการแข่งขัน และความยั่งยืนของความได้เปรียบนั้น สินค้าหรือบริการที่จำเป็นเสมอและลอกเลียนแบบได้ยากคือคูเมืองอันแข็งแกร่ง ผมไม่ชอบธุรกิจที่ใครๆก็ทำได้ บัฟเฟตต์กล่าวไว้อีกนั่นแหล่ะ
5. เดิมพันหนักๆ เมื่อคุณมีแต้มต่อที่ชัดเจน
ชาร์ลี มังเกอร์ หุ้นส่วนธุรกิจของบัฟเฟตต์ ได้นำระบบการเดิมพันที่ใช้ในสนามม้า (Pari-mutuel) มาปรับใช้กับการลงทุนในตลาดหุ้น คุณต้องมองหาการเดิมพันซึ่งคุณสังเกตเห็นอย่างชัดเจนว่ามีอัตราต่อรองที่ผิดพลาด ประเด็นคือคุณต้องมีความรอบรู้มากพอที่จะมองเห็นมัน นั่นแหล่ะเรียกว่าการลงทุนแบบเน้นคุณค่า เดิมพันหนักๆ เดิมพันน้อยครั้ง คุณควรจะอยู่เฉยๆในเวลาส่วนใหญ่ รอจนกว่าจะมีโอกาสทองผ่านเข้ามา
6. มองหาโอกาสทำอาร์บิทราจ (Arbitrage)
ก็คือความพยายามหาผลกำไรจาก "ราคาที่แตกต่างกัน จากสิ่งของที่เหมือนกันหรือคล้ายๆกัน" คุณจะได้เงินแบบเฉยๆ และไม่มีทางขาดทุนเลย ก็ไม่มีขนาดว่าไม่มีความเสี่ยง แต่ความเสี่ยงมันต่ำมาก เช่นตัวอย่างง่ายๆคือ คุณอาจซื้อทองคำจากที่หนึ่ง เพื่อไปขายอีกที่หนึ่งซึ่งอยู่ไกลออกไป สิ่งสำคัญคือเมื่อคุณเห็นส่วนต่างของราคานั้นเกิดขึ้นอย่างชัดเจน
7. ลงทุนในธุรกิจที่มีราคาต่ำกว่ามูลค่าที่แท้จริงอย่างมาก
แนวคิดเรื่อง "ส่วนเผื่อเพื่อความปลอดภัย" (Margin of Safety) สำคัญมากๆ โอกาสขาดทุนอย่างถาวรของคุณจะต่ำมากแม้ว่าจะอยู่ในสถานการณ์ที่เลวร้าย เบนจามิน เกรแฮม (Benjamin Graham) เจ้าพ่อวีไอของโลกอีกท่านหนึ่ง (อาจารย์ของบัฟเฟตต์อีกที!!) เคยกล่าวไว้ว่า "หน้าที่หลักของส่วนเผื่อเพื่อความปลอดภัยก็คือ ทำให้การคาดการณ์อนาคตอย่างแม่นยำเป็นเรื่องไม่จำเป็น"
cr. Pabrai Investment Funds
8. มองหาธุรกิจที่มีความเสี่ยงต่ำ แต่มีความไม่แน่นอนสูง
สองสิ่งนี้มันเข้าคู่กันสุดๆ มันทำให้ราคาหุ้นอยู่ในระดับที่ต่ำมากๆ "หุ้นราคาถูก ในธุรกิจที่มืดมน" (ไม่รู้อนาคตจะเป็นอย่างไรแน่) วิถีดันโดจะเริ่มต้นจากการจำกัดความเสี่ยงให้อยู่ในระดับที่ต่ำที่สุด จากนั้นจึงมาจัดการกับความไม่แน่นอนที่สูงนั้นด้วยการวิเคราะห์คาดการณ์ผลลัพธ์ทั้งหมดที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตแบบอนุรักษ์นิยม การลงทุนเช่นนี้จะจบลงด้วยประโยคที่ว่า "ออกหัวผมได้เงิน ออกก้อยผมเสียเงินนิดหน่อย!!"
9. การเลียนแบบนั้นดีกว่าการสร้างสรรค์สิ่งใหม่
นวัตกรรมหรือการคิดค้นสิ่งใหม่ๆก็เปรียบเสมือนการโยนลูกเต๋า แต่การหยิบยืมเอาความคิดที่มีอยู่แล้วมาต่อยอดถือว่ามีความเสี่ยงต่ำมาก และมันก็ให้ผลตอบแทนในระดับที่ดีมากด้วย เพียงแค่เดินตามเส้นทางที่มีผู้ประสบความสำเร็จคนอื่นแผ้วถางเปิดทางรอคุณไว้แล้ว!!
หลักๆของวิถีดันโดก็คงประมาณนี้ครับ สมกับคำร่ำลือที่ว่ามันเป็นกลยุทธ์ซึ่งเน้นเรื่องการควบคุมความเสี่ยงให้อยู่ในระดับต่ำมากๆ ผลลัพธ์ที่ตามมาก็คือผลตอบแทนที่คาดหวังก็สูงขึ้นเป็นเงาตามตัว แม้ว่าผู้เขียนจะสรุปวิเคราะห์มาเพื่อให้อ่านเข้าใจได้ง่ายอย่างสั้นกระชับแล้ว แต่ก็เชื่อว่ายังมีผู้สนใจอีกมากมายโดยเฉพาะ "นักลงทุนหุ้นมือใหม่" ที่อาจจะยังไม่ค่อยเข้าใจกับแนวคิดดังกล่าว มันเริ่มซับซ้อนและต้องคิดให้ลึกมากกว่าเดิมอีกหน่อยแล้วล่ะครับ คิดวิเคราะห์กับหลากหลายสิ่งที่เกิดขึ้นรอบๆตัวเราในชีวิตประจำวันให้มากขึ้นกว่าเดิม คุณจะพบกับสิ่งใหม่ๆที่น่าสนใจเสมอ หากต้องการศึกษาเพิ่มเติมลองมองหาหนังสือที่มีชื่อว่า
นักลงทุนดันโด (The Dhandho Investor) : กลยุทธ์การลงทุนแบบมีความเสี่ยงต่ำ แต่ให้ผลตอบแทนสูง
ฉบับแปลภาษาไทย, พ.ศ.2559, วิสดอมเวิร์ค เพลส
ผู้แต่ง : โมห์นิช พาไบร (Mohnish Pabrai)
ผู้แปล : พรชัย รัตนนนทชัยสุข
มาอ่านกันดู ภายในหนังสือเล่มนี้จะมีบทขยายความแนวคิดในแต่ละข้อที่ผู้เขียนหยิบยกมา ให้ได้ศึกษาเพิ่มเติมกันอย่างเต็มอิ่ม อาจทำให้คุณเข้าใจและนำไปปรับใช้ในการวางแผนการลงทุนส่วนตัวกันได้มากขึ้น
cr. SE-ED
แล้วพบกันใหม่อีกครั้ง ขอให้มีความสุขกับการลงทุนนะครับ :)
อ้างอิง
โฆษณา