5 ก.พ. 2021 เวลา 00:00 • ความคิดเห็น
บางห้วงยามในชีวิต ผมหวนนึกถึงอดีตเมื่อเรียนจบชั้น ม.ศ. 3 จะเกิดอะไรขึ้นถ้าพ่อผมไม่ให้ผมไปเรียนต่อที่กรุงเทพฯ มีโอกาสสูงอย่างยิ่ง เพราะพ่อไม่มีเงินส่งเสียผมจนเรียนจบมหาวิทยาลัยอย่างแน่นอน นั่นคือความจริง ผมจะเรียนต่อได้ด้วยกรณีเดียวคือพี่ ๆ ช่วยกันส่งเสียผมเท่านั้น มันมีโอกาส 50:50 ที่ผมจะเดินไปอีกเส้นทางหนึ่ง เส้นทางของช่างทำรองเท้า อาชีพหลักของครอบครัว
3
หากผมเดินทางสายนั้น ผมจะวางตำราเรียนลง แล้วเริ่มเรียนการทำรองเท้า การซ่อมรองเท้า กระเป๋า และเครื่องหนังต่าง ๆ ไปจนถึงซองปืน ผมน่าจะทำงานนี้ได้ดี เพราะผมชอบศิลปะและงานช่าง บางทีผมอาจกล้าออกแบบรองเท้าที่แตกต่างจากเดิมบ้าง แต่ผมก็ยังไม่มีสำนึกของความงาม ผมไม่รู้เรื่อง Minimalism หรือ Less is more ผมคงทำตามใจชอบ ผมคงชำนาญสักวัน อาจใช้เวลาอีกยี่สิบปีเป็นเซียนในสายทางนี้ แต่ผมมีเวลาทั้งชีวิตที่จะเรียนรู้
3
เมื่ออายุยี่สิบเอ็ด ผมไปเกณฑ์ทหาร ถ้าได้ใบแดง ผมก็ใช้ชีวิตในค่ายทหารสองปี ถ้าไม่ติด ผมก็ประกอบอาชีพนี้ต่อไป ไม่มีอะไรแตกต่าง
เมื่อถึงเวลาเหมาะสม แม่สื่อจะเอารูปถ่ายหญิงสาวหลายคนมาให้ดู นางสาวหลินไต้จากถนนสาย 2 นางสาวกิมจ๊อที่ถนนสาย 3 นางสาวหม่าหวูที่หาดใหญ่ใน นางสาวหมวยศรีที่ตลาดชีกิมหยง
ถ้าผมชอบหน้าตานางสาวหมวยศรีมากกว่าคนอื่น ก็แค่พยักหน้า ทำนองว่า “คนนี้แหละ” แม่สื่อก็จัดการนัดแนะให้เราพบกัน ผมคงพานางสาวหมวยศรีไปดูหนังที่โอเดียนหรือเฉลิมไทยสักสองสามเรื่อง โดยมีน้องชายน้องสาวของเธอสามคนนั่งกระหนาบซ้าย ป้าอีกคนกระหนาบขวา หลังหนังเลิกก็แวะกินขนมไทยที่ร้านแม่ทิพย์เพื่อเอาใจน้อง ๆ ของเธอ ผมจะมีขนมติดไม้ติดมือเมื่อไปหาครอบครัวของเธอเสมอเพื่อเรียกคะแนนนิยม
ผ่านไปหนึ่งปี เราก็แต่งงานกัน ในเมื่อทางเป็นอย่างนี้ และเป็นทางสายเดียวที่มี จะรอไปอีกหลายปีค่อยแต่งงานทำไม? มีลูกเร็วก็มีแรงงานมาช่วยงานครอบครัวเร็ว
1
นางสาวหมวยศรีไม่ได้เรียนสูง เพราะฐานะที่บ้านไม่ดี จบแค่ ป. 7 ที่บ้านไม่ส่งเสียให้เรียนต่อ อีกประการเป็นขนบของคนสมัยนั้นที่ไม่ให้ลูกสาวเรียนสูง ๆ หนึ่งคือไม่มีเงิน สองคือผู้หญิงเรียนสูงหาสามียาก
ผมกับหมวยศรีจะมีลูกสัก 4-5 คน ผมต้องทำงานหนักเพื่อส่งเสียลูกทุกคนเข้าโรงเรียน ผมคงไม่อาจให้ลูกทุกคนรับกิจการทำรองเท้าต่อไปได้ เพราะมันไม่ใช่กิจการใหญ่ ดังนั้นเพื่อให้พวกเขาอยู่รอด ผมต้องให้พวกเขาได้เรียนต่อสูงกว่าผม เป้าหมายของผมคือพวกเขาควรสอบเข้ามหาวิทยาลัยของรัฐได้ เพราะผมไม่มีปัญญาส่งเสียทุกคนเรียนในมหาวิทยาลัยของเอกชน ไม่ว่าอย่างไร ผมก็ต้องทำงานหนัก
ผมจะผ่านชีวิตแต่ละวันโดยตื่นแต่เช้าตรู่ กินอาหารที่ภรรยาซื้อมาจากตลาด แล้วเริ่มทำงานตั้งแต่เจ็ดโมงเช้าถึงเที่ยง ผมพักกินข้าวเที่ยงที่ภรรยาเตรียม แล้วทำงานต่อไปถึงเย็น พักกินข้าวเย็นแล้วทำงานต่อถึงสองหรือสามทุ่ม เป็นอย่างนี้ทุกวัน ไม่มีวันหยุด ยกเว้นตรุษจีนได้หยุดสามวัน
1
หากคุณ... ใช่ คุณนั่นแหละ!... เดินทางผ่านหาดใหญ่ในวันนี้ และส้นรองเท้าหลุดหรือหัวรองเท้าอ้า เราก็จะได้พบกันที่ร้านรองเท้าเลขที่ 113 ผมจะซ่อมรองเท้าให้คุณ ผมคิดค่าบริการ 20 บาท หรือ 30 บาท แล้วเราก็แยกทางกัน คุณจะลืมผมไม่เกินสิบวินาทีหลังเดินออกจากร้าน และเช่นกัน ผมจะไม่จดจำคุณ และนั่นคือสี่แยกชีวิตที่ทางของคุณกับทางของผมตัดกัน
มันเป็นธุรกิจขนาดเล็ก ๆ ซึ่งทำเงินแค่พอเลี้ยงคนในครอบครัว ไม่มีเงินเก็บมากพอไปเที่ยวต่างประเทศ ผมจะไม่รู้ภาษาอังกฤษดีพออ่านเขียน แต่ผมยังคงรักการอ่าน อาจมีเศษเงินซื้อหนังสือนิยายมาอ่าน แต่ในช่วงที่กิจการไม่ดีนัก ผมก็คงต้องยืมหนังสือนิยายจากห้องสมุดตามเดิม แต่เวลาที่เข้าห้องสมุดคงลดลง เพราะมีทั้งงานและครอบครัว
หากนิสัยเขียนหนังสือถูกฝังในยีน วันหนึ่งผมก็อาจจับปากกาขีด ๆ เขียน ๆ ผมอาจมีเรื่องสั้นตีพิมพ์ในนิตยสาร ผมอาจเขียนเรื่องเกี่ยวกับการทำรองเท้า เรื่องของลูกค้าบางคน ผู้หญิงหากินในเมือง แน่นอนโลกทรรศน์ของผมจะไม่เหมือนโลกทรรศน์ของผมในเวลานี้ อาจกว้างกว่า อาจแคบกว่า ผมไม่รู้
2
ถ้าผมไปไกลถึงขนาดรับรางวัลระดับชาติ ผมก็คงเป็นพ่อค้านักเขียนเหมือน ‘กวีหมี่เป็ด’ ผู้อาศัยอยู่ห่างจากผมไปหลายถนน คนอาจเรียกผมว่า ซีไรต์รองเท้า นักวิจารณ์อาจเรียกผมว่า ‘เดอะ ชูเมคเกอร์’ ผมอาจจับกลุ่มกับนักเขียนแถว ๆ หาดใหญ่ สงขลา พัทลุง ผมอาจปรารภกับพวกเขาว่า จะเกิดอะไรขึ้นถ้าพ่อผมให้ผมไปเรียนต่อที่กรุงเทพฯ เกิดอะไรขึ้นถ้าผมแต่งงานกับผู้หญิงคนอื่น แทนที่จะเป็นนางสาวหมวยศรี มีลูกคนนั้นแทนที่จะเป็นคนนี้ ใครคนหนึ่งอาจบอกว่า “คิดไปทำไมวะ ก็ชีวิตมึงอยู่ที่นี่”...
3
นี่เป็นทางที่ผมเกือบได้เดิน แต่ไม่ได้ไป เพียงเพราะพ่อผมตัดสินใจในนาทีนั้นว่าผมควรเรียนต่อ
คุณ... ใช่ คุณนั่นแหละ!... ในบางช่วงชีวิตอาจเคยนึกสงสัยว่าคุณกำลังทำอะไรอยู่ ไม่แปลก คนเรามักตั้งคำถามนี้เมื่อเราไม่ค่อยพอใจชีวิตของตน เราหาจุดตำหนิได้เสมอ
5
เราชอบพูดว่า “ถ้าเราไปทางนั้นก็ดีหรอก” เราพูดเมื่อเราไม่ได้ไปทางนั้น
7
เราทุกคนมีทางที่เราไม่เคยเดินและทางที่ยังไม่ได้เดินอีกหลายเส้น เราไม่รู้ว่าแต่ละทางจะพาเราไปไหน ในเวลาที่เราหดหู่หม่นหมองกับชีวิตของเรา เรามักนึกฝันว่าทางที่ไม่ได้เดินคือทางที่ดีกว่า
3
แต่หากเราไปทางนั้นจริง เราก็อาจบ่นเหมือนกัน เพราะเรามีนิสัยไม่พอใจสิ่งที่ตนมีอยู่ และสิ่งที่ตนทำอยู่
6
ทว่าหากเราลองมองทะลุเข้าไปในรายละเอียดของหนทางอื่น ทางที่เราไม่ได้เดินไป เราอาจพบว่าบางทีทางที่เราเดินอยู่ในเวลานี้ดีอยู่แล้ว
2
บางทีมันไม่สำคัญว่าเราเลือกทางเส้นใด หรือใครเลือกเส้นทางชีวิตให้เรา มันสำคัญที่ว่าเราสามารถทำให้การเดินทางสำคัญกว่าเป้าหมายหรือไม่
4
ชีวิตเรามีหลายเวอร์ชั่น แต่เราไม่อาจดำเนินไปทุกเวอร์ชั่น แค่ใช้ชีวิตเวอร์ชั่นนี้ให้ดีที่สุดก็พอ
4
ชีวิตก็เช่นหนทาง ไม่ว่าเวอร์ชั่นใด ก็มีขึ้นมีลง มีรอยแตกร้าว มีหลุม มีบ่อ แต่ก็มีบางช่วงที่ถนนเรียบและสองข้างทางมีดอกไม้งดงาม
3
บางทีเราอาจไม่สามารถกำหนดทางชีวิตของเราได้เองจริง ๆ บางทีมีปัจจัยอื่น ๆ อีกหลายอย่างที่ทำให้เราต้องเดินไปตามทางที่เราไม่ได้ตั้งใจเลือกหรือไม่ปรารถนา แต่เมื่อมันเป็นทางที่รออยู่เบื้องหน้า เราก็ต้องเดินไป
5
จากหนังสือ #รอยยิ้มใต้สายฝน โดย วินทร์ เลียววาริณ
โฆษณา