3 ก.พ. 2021 เวลา 09:29 • บันเทิง
เมื่อวานเล่าประวัติจริงจังของจิ๋นซีฮ่องเต้ไปช่วงนึง วันนี้มาต่อครับ
อีกเรื่องนึงที่จิ๋นซีแกฝากไว้กับโลกใบนี้ก็คือการสร้างอะไรที่มันใหญ่ๆโตๆ  ซึ่งการสร้างแบบนั้นไม่มีทางจะเกิดขึ้นในโลกสมัยนี้อีกแล้ว...
เหมือนกับที่อียิปต์สร้างปีรามิด  ก็คือต้องใช้กำลังไปบังคับกดขี่เอาแรงงานมาสร้าง...กำแพงเมืองจีน...อันที่จริงกำแพงเมืองจีนนั้นไม่ใช่ว่าเริ่มจากพื้นที่ว่างๆแล้วพี่จิ๋นแกระดมคนมาเริ่มตั้งแต่ศูนย์  กำแพงเมืองจีนนั้นมีอยู่แล้วแต่เป็นช่วงๆไม่ได้ต่อกันยาวแบบที่เห็น  จิ๋นซีแกเป็นคนทำให้มันต่อเชื่อมกันจนยาวเหยียดแบบนี้
เอ้อ  ผมเคยเห็นในหนังสารคดี...กำแพงเมืองจีนเค้าไม่ได้ใหญ่โตอลังเหมือนอย่างที่เห็น  ไม่ได้ทำจากหินแข็งแรงขนาดเอารถม้าขึ้นไปวิ่งได้ทุกช่วงไปหรอก...บางช่วงก็ยังเป็นกำแพงที่ทำจากดินผสมหญ้า  ดูเผินๆเหมือนกองดินแค่นั้น  แต่เป็นกองดินที่ทอดเป็นแนวยาวเลยมองรู้ว่าเป็นกำแพง
แล้วจะสร้างทำไมให้มันเท่ๆแค่นั้นเหรอ...ปล๊าว  แกสร้างเพราะความจำเป็นคือมันมีชนเผ่าทางเหนือเรียกว่า ซงหนู (สังเกตว่าจะเรียกว่าชนเผ่า  ไม่ได้เรียกเมืองหรือประเทศ  เป็นการเหยียดๆอยู่ในทีว่าพวกนั้นมันยังบ้านป่าเมืองเถื่อนไม่ค่อยเจริญพอจะนับเป็นเมืองได้)  ไอ้พวกซงหนูนี่ถ้าว่างเมื่อไหร่เป็นต้องยกมากวนตีนชายแดนแถวภาคเหนือ  ซึ่งก็อยู่ห่างไกลซะด้วย...อย่ากระนั้นเลย  สร้างกำแพงกั้นมันซะ
2
นอกจากกำแพงเมืองจีนที่พอจะพูดได้ว่า  สร้างเพื่อส่วนรวม...แกยังระดมคนมาสร้างสุสานให้ตัวเองอีก  อันนี้ส่วนตัวอย่างแท้ๆอ้างอะไรอื่นไม่ได้...
3
คือพอแกได้เป็นใหญ่สุดๆในแผ่นดินแล้วแกก็ชักจะเสพติดความเป็นจักรพรรดิกษัตริย์  ไม่อยากตายอยากอยู่ให้นานที่สุด  ก็ระดมผู้คนออกหายาอายุวัฒนะเพื่อจะอยู่ค้ำฟ้าให้ได้  มีหลักฐานบอกว่าไม่รู้แกไปเอาจากตำราไหน  เสวยปรอทเป็นประจำเพื่อให้อายุยืน...ฮื่มมมมมม
...เฮียจิ๋นแกถูกคนหลอกไปก็เยอะ  หรือพวกที่หายามาให้แกไม่ได้ก็หัวกุดไปหลายหัว  บางคนก็มาโม้จนแกเคลิ้มออกทุนให้เดินทางไปเอายาวิเศษแล้วก็หายจ้อยไปก็มี...แน่ล่ะซี่ เห็นหัวแยกกับตัวมาไม่รู้กี่คน ถ้าหายาวิเศษไม่ได้ใครมันจะกลับมาล่ะ
3
หลังๆแกเปลี่ยนแนวความคิดใหม่...เออไอ้ยาอายุวัฒนะนี่มันหายากจริงเว้ย  แต่กูนี่เจ๋งขนาดนี้แล้วความตายมันทำอะไรกูไม่ได้หรอกวะ  ตายมันก็แค่เปลี่ยนที่อยู่แค่นั้น...แกเลยระดมผู้คนมาสร้าง “โลกหลังความตาย” ให้ตนเอง
อะไรที่เคยมีในโลกมนุษย์  แกก็ขนใส่ไปให้มากที่สุด...มีแผ่นดินมีภูเขาก็เอาไปด้วย  มีแม่น้ำก็เอาไปด้วย (ว่ากันว่าไอเดียแกเก๋มาก...สร้างแม่น้ำจำลองโดยการใช้ปรอทแทน) ทหงทหาร  ม้า  รถศึก  นางสนมกำนัล...แกขนใส่ไปหมด
2
เลยปรากฏเป็นหลักฐานให้เราเห็นจนทุกวันนี้...สุสานจิ๋นซี...แต่ข่าวบอกว่าที่เราเห็นกองทัพทหารดินเผาหลายพันตัวนั้น  เป็นแค่ส่วนนึงของสุสาน...อีกส่วนนึงอยู่ในสภาพเนินดินที่ใหญ่จนเหมือนภูเขาย่อมๆที่เขายังไม่ขุดขึ้นมา  เพราะกลัวผีจิ๋นซีหักคอ...เฮ่ย ไม่ใช่...กลัวจะรักษาสภาพเดิมไว้ไม่ได้  แล้วไม่รู้เขาเอาอะไรส่องเข้าไปแล้วมันสะท้อนกลับมา  อ่านค่าได้ว่าข้างในมีปรอทอยู่เป็นจำนวนมาก...
2
หืมมมม...ตำนานแม่น้ำปรอทชักจะมีเค้าๆความจริงแฮะ
ถ้าไม่นับเรื่องสุสานที่เป็นเรื่องเพื่อส่วนตัวของแก  ก็ต้องนับว่าจิ๋นซีมีความมุ่งหวังอย่างแรงกล้าที่จะจัดระเบียบให้กับมหาอาณาจักรจีน  ให้เป็นหนึ่งเดียวกันให้ได้...
4
จัดระเบียบภาษาเขียน  เงินตรา  ชั่งตวงวัด  อย่างที่เล่ามาแล้ว...แกยังลงลึกไปถึงความพยายามจัดระเบียบความคิดของคนในแผ่นดินด้วย...ห้ามแตกแถวห้ามคิดนอกกรอบ  ห้ามๆๆๆๆๆ
แต่มนุษย์อ้ะเนอะ  ห้ามอะไรพอห้ามได้แต่ห้ามคิดนี่สิยากที่สุด...คราวนี้พอพวกที่ชอบคิดแบบที่เค้าเรียกว่า “นักคิด” ถูกกดถูกขี่มากๆก็ต้องหาทางระบาย  ก็แอบๆนัดมาสุมหัวเบรนสตอร์มกันอยู่บ่อยๆเป็นหย่อมๆ...บ่อยเข้าก็ไปเข้าหูท่านจิ๋น  ก็โกรธสิฮะ
กูห้ามแล้วพวกมึงไม่ให้คิดมากก็ไม่ฟัง  งั้นพวกมึงมานี่เลยกูขุดหลุมไว้ให้  พวกมึงลงไปเบรนสตอร์มกันต่อในหลุม...โกยนักคิดทุกคนลงหลุมแล้วเอาดินกลบ...ฝังทั้งเป็นเลยฮะ  แล้วพวกตำรงตำราไม่ต้องห่วง...กูเผาส่งตามไปให้มึงถึงในนรก
1
ในสมัยจิ๋นซีก็เลยมีปรากฏการณ์ “ฝังนักคิด เผาตำรา” อันลือลั่น...ดีที่แกยังเว้นตำราอื่นๆที่ไม่เกี่ยวกับแนวคิดเช่น  ตำราทางการแพทย์และอื่นๆที่ไม่เกี่ยวกับการเมือง...ไม่งั้นความรู้ของชาวจีนที่สั่งสมกันมาหลายพันปี  อาจจะสาบสูญไปเกือบหมด
2
ยังไม่พอครับ...เพื่อให้การปกครองเป็นไปอย่างเคร่งครัด  แกเลยใช้วิธีลงโทษเหมือนทหาร...ผิดหนึ่งลงโทษทั้งหมู่  บ้านไหนมีใครทำผิดต้องโดนลงโทษทั้งบ้าน...โอ้โฮ  เจอแบบนี้เข้าแผ่นดินแทบจะลุกเป็นไฟ  ชาวประชาชีทั้งหลายอยู่กันแบบหวาดกลัวหวาดระแวงกันไปหมด...นอนอยู่กับบ้านดีๆถ้าไอ้ลูกชายดันไปลักของข้างบ้าน  มีหวังอาเตี่ยอาม่าได้มือกุดกันทุกคน...
ถึงแม้จะมีอำนาจล้นแผ่นดิน  และมีความพยายามจะจัดระเบียบอย่างเคร่งครัดเข้มงวดและโหดเหี้ยม  แต่สิ่งหนึ่งที่จิ๋นซีฮ่องเต้มองข้ามหรือไม่เห็นค่าคือ...ความเป็นมนุษย์...ความเป็นมนุษย์ที่ไม่สามารถปรับเปลี่ยนอะไรได้ในเวลาสั้นๆไม่ว่าจะใช้กำลังบังคับสักแค่ไหน  โดยเฉพาะถ้าว่ากันถึงมนุษย์จำนวนนับล้าน  และการเปลี่ยนแปลงในช่วงเวลาแค่สิบสามปี
1
สิบสามปีที่จิ๋นซีอยู่บนบัลลังก์ฮ่องเต้  เป็นสิบสามปีที่เกิดความเปลี่ยนแปลงอย่างมากบนแผ่นดินจีน  เป็นสิบสามปีที่เหมือนนรกของชาวจีนนับล้าน  แล้วพอครบสิบสามปีเง็กเซียนฮ่องเต้คงเห็นว่า  พี่จิ๋นแกชักเล่นแรงขึ้นทุกทีก็ชักใบแดงให้...มึงออกจากโลกมนุษย์ไปได้แล้ว
ปกครองคนในลักษณะเอาตีนเหยียบไว้  พอหลังจากเจ้าของตีนตายคราวนี้ความคับแค้นทั่วมหาอาณาจักรจีนก็ระเบิดออกแล้วก็ลามเป็นไฟลามทุ่งอย่างรวดเร็ว...ภายในเวลาแค่สองปี  ราชวงศ์ฉินก็ล่มสลายจากกบฎชาวนา...ชนชั้นที่เดือดร้อนที่สุดจากฝีมือของราชวงศ์ฉิน
จากนั้นแผ่นดินจีนก็เข้าสู่ยุดเลียดก๊ก  ไปจนถึงการก่อตั้งราชวงศ์ฮั่น...ราชวงศ์ฮั่นปกครองต่ออีกสี่ร้อยกว่าปีก็แตก  แล้วก็เป็นยุคสามก๊กไงล่ะ
จิ๋นซีฮ่องเต้มีตัวตนจริงๆ  ประวัติเท่าที่ยืนยันกันได้ก็มีอยู่...แต่นอกจากนั้นแล้วก็เป็นเรื่องสันนิษฐานกันบ้าง  แต่งเติมเสริมเพื่อความสนุกกันบ้าง  ออกมาเป็นนิยายก็หลายเวอร์ชั่น...
ผมเลือกเวอร์ชั่นนึงมาเล่าให้ฟัง...ลองติดตามกันครับ
โฆษณา