7 ก.พ. 2021 เวลา 06:27 • ความคิดเห็น
“ทำแท้งถูกกฎหมาย” เริ่มแล้ววันนี้!!!
ที่มา : สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา
สิ้นสุดการรอคอยสักทีสำหรับ “การทำแท้งถูกกฎหมาย” ที่เป็นประเด็นถกเถียงกันทั้งทางกฎหมายและทางสังคมมานานเหลือเกินถึงเหตุผลและความจำเป็นที่รัฐจะต้องเขียนกฎหมายให้ผู้หญิงที่ตัดสินใจที่จะยุติการตั้งครรภ์ของตนเองต้องกลายเป็น ‘อาชญากร’
เดิมประมวลกฎหมายอาญาเรื่องการทำแท้ง (เริ่มประกาศใช้มาตั้งแต่ปี 2499) ได้กำหนดให้ผู้หญิงที่ตั้งครรภ์จะสามารถยุติการตั้งครรภ์หรือทำแท้งได้โดยไม่ผิดกฎหมายเพียง 2 กรณี คือ 1) กรณีมีความจำเป็นเพราะสุขภาพของหญิง เช่น การตั้งครรภ์จะเป็นอันตรายต่อชีวิตหรือร่างกายแม่อย่างร้ายแรง หรือ 2) กรณีการตั้งครรภ์เกิดจากการกระทำความผิดอาญา เช่น หญิงถูกข่มขืนกระทำชำเราจนตั้งครรภ์เท่านั้น
ถ้าพิจารณากันตามความเป็นจริงแล้วจะเห็นได้ว่าตามกฎหมายอาญาแต่เดิมนั้น ทันทีที่มีการปฏิสนธิและหญิงรู้ว่าตนเองตั้งครรภ์ หากหญิงไม่ได้มีปัญหาเรื่องสุขภาพหรือการตั้งครรภ์ไม่ได้เกิดจากการกระทำความผิดแล้ว ทางเลือกเดียวที่กฎหมายบังคับให้หญิงนั้นเลือกคือการยอมรับและยินยอมให้การตั้งครรภ์ดำเนินต่อไปจนกว่าเด็กจะคลอดออกมา ซ้ำในกฎหมายแพ่งยังกำหนดหน้าที่ให้หญิงในฐานะผู้เป็นแม่ต้องอุปการะเลี้ยงดูบุตรของตนต่อไปจนกว่าบุตรนั้นจะบรรลุนิติภาวะ (อายุ 20 ปี บริบูรณ์)
มีคำถามว่าตลอดระยะเวลาตั้งแต่หญิงเริ่มตั้งครรภ์จนถึงเวลาสิ้นสุดแห่งหน้าที่ในการอุปการะเลี้ยงดูบุตรที่กินเวลายาวนานถึง 20 ปี 9 เดือน เป็นอย่างน้อยนั้น เหตุใดผู้หญิงที่ต้องเป็นคนที่อุ้มท้องและอุปการะเลี้ยงดูเด็กจึงไม่มีสิทธิกำหนดชาตะชีวิตของตนเองได้เลย เหตุใดกฎหมายถึงเลือกจะคุ้มครองสิทธิของทารกในครรภ์ที่ยังไม่คลอดมากกว่าจะคำนึงถึงสิทธิและเสรีภาพในเนื้อตัวร่างกายของหญิง
ประเด็นเรื่องนี้ถูกถกเถียงกันอย่างกว้างขวางทั้งในระดับประเทศและในระดับนานาชาติเนื่องจากประเด็นของการทำแท้งเป็นประเด็นที่ละเอียดอ่อนและยังเชื่อมโยงกับประเด็นทางกฎหมายและทางสังคมหลายประเด็น ทั้งประเด็นเกี่ยวกับสิทธิเสรีภาพในชีวิตร่างกายของหญิง สิทธิในชีวิตของทารกในครรภ์ เหตุผลทางศีลธรรมและความเชื่อ รวมตลอดไปถึงความเหมาะสมในการมีเพศสัมพันธ์และความจำเป็นด้านประชากรของรัฐอีกด้วย
จนเมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2564 “พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมาย อาญา (ฉบับที่ 28) พ.ศ.2564” ซึ่งมีเนื้อหาเกี่ยวกับการแก้ไขกฎหมายเรื่องการทำแท้งได้ถูกประกาศลงในราชกิจจานุเบกษาให้มีผลบังคับใช้ในวันถัดมา ดังนั้น กฎหมายนี้จึงเริ่มมีผลบังคับใช้ในวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2564
ที่มา : ราชกิจจานุเบกษา
โดยในการแก้ไขครั้งนี้ได้มีเนื้อหาที่เปลี่ยนแปลงเงื่อนไขเกี่ยวกับการทำแท้งเดิมอย่างมีนัยสำคัญที่จะมีผลว่าตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปการทำแท้งในกรณีต่อไปนี้สามารถทำได้และไม่ต้องถูกลงโทษ
1. “หญิงตั้งครรภ์” ที่มีอายุครรภ์ไม่เกิน 12 สัปดาห์ (คือตั้งแต่ปฏิสนธิไปถึง 12 สัปดาห์พอดี) สามารถทำให้ตนเองแท้งลูกหรือยอมให้ผู้อื่นทำให้ตนแท้งลูกได้ทุกกรณี
โดยที่หญิงนั้นไม่มีความผิด
2. “ผู้อื่น” ที่ช่วยเหลือหญิงที่มีอายุครรภ์ไม่เกิน 12 สัปดาห์ในการทำแท้ง ในลักษณะที่เป็นเพียงการให้ความช่วยเหลือเล็กๆน้อยๆ ไม่ได้ถึงขนาดเป็นการลงมือทำแท้งให้กับหญิง เช่น ช่วยหาอุปกรณ์ให้หญิงนำไปทำแท้งเองอย่างนี้ผู้ที่ช่วยเหลือไม่ผิด แต่ถ้าถึงขนาดลงมือทำแท้งให้กับหญิง ไม่ว่าจะเป็นคนลงมือทำแท้งให้กับหญิงเลยหรือร่วมกับหญิงในการทำแท้ง อย่างนี้ผู้ที่ช่วยหญิงต้องรับผิดแม้หญิงที่ตั้งครรภ์จะไม่ผิดเพราะเข้าเงื่อนไขตามข้อ 1 ก็ตาม
3. “ผู้อื่น” ที่ทำแท้งให้หญิงตามเงื่อนไขคือ
- หญิงยินยอม และ
- คนที่ทำแท้งให้เป็นผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมที่ได้ทำตามหลักเกณฑ์ของแพทยสภา (หมายถึงคนทำต้องเป็นหมอจริงๆ หมอถึงจะไม่ผิด แต่ถ้าให้หมอเถื่อนทำให้ หมอเถื่อนผิดนะจ๊ะ) และ
- เข้าเงื่อนไขใดเงื่อนไขหนึ่ง ดังนี้
(1) จำเป็นต้องกระทำเนื่องจากหากหญิงตั้งครรภ์ต่อไปจะเสี่ยงต่อการได้รับอันตราย ต่อสุขภาพทางกายหรือจิตใจของหญิงนั้น
(2) จำเป็นต้องกระทำเนื่องจากมีความเสี่ยงอย่างมากหรือมีเหตุผลทางการแพทย์ อันควรเชื่อได้ว่าหากทารกคลอดออกมาจะมีความผิดปกติถึงขนาดทุพพลภาพอย่างร้ายแรง
(3) หญิงยืนยันต่อผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมว่าตนมีครรภ์เนื่องจากมีการกระทำความผิดเกี่ยวกับเพศ
(4) หญิงซึ่งมีอายุครรภ์ไม่เกิน 12 สัปดาห์ยืนยันที่จะยุติการตั้งครรภ์
(5) หญิงซึ่งมีอายุครรภ์เกิน 12 สัปดาห์ แต่ไม่เกิน 20 สัปดาห์ ยืนยันที่จะยุติการตั้งครรภ์ ภายหลังการตรวจและรับคำปรึกษาทางเลือกจากผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมและผู้ประกอบวิชาชีพอื่น ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขประกาศกำหนดโดยคำแนะนำของแพทยสภาและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและแก้ไขปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่น (หลักเกณฑ์ไม่แน่ใจว่ามีรึยัง แอบเดาว่ายัง)
ทีนี้มาดูต่อกันว่า ”ใครที่ต้องรับผิด” หากมีการทำแท้งเกิดขึ้นบ้าง หลักๆ มีดังนี้
1. “หญิงตั้งครรภ์” ที่มีอายุครรภ์เกิน 12 สัปดาห์ ที่ทำให้ตนเองแท้งลูกหรือยอมให้ผู้อื่นทำให้ตนแท้งลูก + “ผู้อื่น” ที่ช่วยเหลือในการกระทำนั้น (ยกเว้นกรณีที่เข้าเงื่อนไขตามมาตรา 305)
2. “ผู้อื่น” ที่ไม่ได้เข้าเงื่อนไขตามมาตรา 305 และทำแท้งให้แก่หญิงไม่ว่าจะมีอายุครรภ์เท่าใด + ผู้ช่วยเหลือคนคนนั้น (เว้นคนที่ช่วยจะเป็น “หญิงตั้งครรภ์” ที่มีอายุครรภ์ไม่เกิน 12 สัปดาห์
ซึ่งเหตุผลในการแก้ไขกฎหมายอาญาในเรื่องการทำแท้งครั้งนี้เกิดจากความคิดที่ว่าการคุ้มครองสิทธิในการมีชีวิตของทารกในครรภ์เพียงอย่างเดียวโดยมิได้พิจารณาการคุ้มครองสิทธิของหญิงผู้ตั้งครรภ์อันมีมาก่อนสิทธิของทารกในครรภ์เป็นสิ่งที่อาจส่งผลกระทบให้หญิงไม่ได้รับความเป็นธรรมและถูกลิดรอนหรือ จำกัด สิทธิในเนื้อตัวร่างกายของหญิงซึ่งเป็นสิทธิตามธรรมชาติอันเป็นสิทธิพื้นฐานของศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ที่บุคคลย่อมมีสิทธิและเสรีภาพที่จะกระทำการใดหรือไม่กระทำการใดต่อชีวิตและร่างกายของตนได้ตราบเท่าที่การกระทำนั้นไม่ไปรบกวนหรือล่วงล้ำเข้าไปในสิทธิหรือเสรีภาพของผู้อื่นรวมทั้งยังส่งผลกระทบถึงสิทธิในการกำหนดเจตจำนงของหญิงตั้งครรภ์ที่ครอบคลุมไปถึงสิทธิในการตัดสินใจของหญิงว่าจะยุติการตั้งครรภ์หรือตั้งครรภ์ต่อไปหรือไม่ การคุ้มครองสิทธิของทารกในครรภ์และสิทธิของหญิงตั้งครรภ์ต้องให้เกิดความสมดุลกัน
เมื่อได้พิจารณาเหตุผลและความจำเป็นของการแก้ไขกฎหมายเรื่องการทำแท้งครั้งนี้ก็รู้สึกว่าเป็นเรื่องน่ายินดีที่สิทธิของหญิงได้ถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นประเด็นสำคัญมากขึ้นจากเดิม แม้ว่าการแก้ไขกฎหมายครั้งนี้จะยังไม่สามารถทำให้หญิงที่ตั้งครรภ์สามารถตัดสินใจยุติการตั้งครรภ์ของตนได้ในทุกช่วงของอายุครรภ์ก็ตาม แต่ก็ถือว่าการแก้ไขประมวลกฎหมายอาญาในเรื่องทำแท้งครั้งนี้เป็นก้าวเล็กๆ ที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนากฎหมายในเรื่องนี้ต่อไป เพราะการผลักดันให้มีการแก้ไขกฎหมายครั้งนี้ได้แสดงให้เห็นว่าสังคมเริ่มได้ตระหนักถึงสิทธิในชีวิตร่างกายของหญิงมากขึ้นแล้ว
**บทความนี้เป็นเพียงการสรุปโดยย่อเพื่อให้เข้าใจง่ายๆ ดังนั้น อาจมีเงื่อนแง่ทางกฎหมายหลายอย่างที่ไม่ได้ลงลึกไปถึง ต้องขออภัยไว้ ณ ที่นี้ด้วย**
โฆษณา