7 ก.พ. 2021 เวลา 13:25 • ไลฟ์สไตล์
‘เพราะคิดว่าตัวเองไม่ดีพอ เลยต้องไปล้อคนอื่น’ จิตวิทยาเบื้องหลังการ Bully
“ดำขึ้นนะ” “อ้วนขึ้นนะ” “แขนใหญ่จัง” “จมูกไม่มีเลย” “แต่งตัวอะไรเนี่ย”
เราเชื่อว่าคำเหล่านี้คือสารพัดคำติเตียน วิจารณ์รูปร่างที่คนแทบทุกคนต้องเคยได้รับกันสักครั้งหนึ่ง คนที่เจอไม่บ่อยอาจแค่โมโหและผ่านไป แต่บางคนที่ต้องทนรับมือกับคำแบบนี้ทุกวันอาจนำไปสู่สภาวะทางจิตใจที่ย่ำแย่ การสูญเสียความมั่นใจ หรืออาจนำไปสู่ผลกระทบที่รุนแรงกว่านั้น
คนที่เป็นฝ่ายพูดหรือล้อเลียนคนอื่น บางครั้งอาจพูดออกไปโดยไม่ได้ตระหนัก หรือไม่ได้รู้ตัวเลยด้วยซ้ำว่าคำพูดพล่อยๆ นั้นทิ้งรอยแผลเป็นทางยาวให้กับคนฟัง
ตัวผู้เขียนเองก็เป็นหนึ่งในคนที่ฝังใจกับคำวิจารณ์แค่เพียงครั้งในวัยเด็ก แต่ส่งผลมาจนปัจจุบัน ครั้งหนึ่งเมื่อ 7 ปีที่แล้วเราเคยถูกล้อเรื่องสำเนียงภาษาอังกฤษทำให้ปัจจุบันเราจะประหม่าทุกครั้งเมื่อต้องพูดภาษาอังกฤษ
สองสามปีมานี้เราถูกทักว่าแขนล่ำ แขนใหญ่ เนื่องด้วยสรีระเราเป็นคนไหล่กว้างและดันมีปัญหาเรื่องอาการหลังค่อม ทำให้ไหล่ที่ใหญ่อยู่แล้วดูล่ำขึ้น และผลคือเสื้อสายเดี่ยวที่เราเคยชอบนัก เราก็ไม่แตะอีกเลย
แต่ถึงแม้ว่าเราจะเป็นเหยื่อ และรู้ซึ้งถึงความรู้สึกของการเป็นเหยื่อแล้ว เราเองบางครั้งก็ยังอดไม่ได้ที่จะมีความสุขกับการวิจารณ์รูปร่าง หน้าตา หรือประเด็นปมด้อยต่างๆ ของคนอื่น เพราะอะไรล่ะ? ทั้งๆ ที่รู้ซึ้งว่ามันรู้สึกยังไง ทำไมยังจะทำ?
 
คำตอบคือ เพราะการล้อเลียนคนอื่นมันไปช่วยกลบปมด้อยที่เราถูกล้อเลียนอีกทีน่ะสิ เพราะการล้อเลียนคนอื่นมันทำให้เรารู้สึกดีกับตัวเอง มันทำให้เรารู้สึกว่าอย่างน้อยก็ยังมีคนนี้ที่แย่กว่าเรา
ฟังดูใจร้ายเหลือเกิน แต่นี่คือความจริงทางจิตวิทยาของมนุษย์เรา
ล้อเลียน แบ่งแยก เพราะอยากแตกต่าง
มนุษย์เรามักจะมีความต้องการที่จะ ‘แตกต่างจากคนอื่นในทางที่ดี’ (Positive Distinctiveness) หรือพูดง่ายๆ คือเราอยากรู้สึกว่าตัวเองดีกว่าคนอื่น และเนื่องด้วยมนุษย์เป็นสัตว์สังคม เรามักจะเห็นการรวมกลุ่มก้อนของมนุษย์ นั่นคือพื้นฐานตั้งแต่ยุควิวัฒนาการที่ทำให้ปัจจุบันนี้เรามีการจับกลุ่มกับเพื่อน และยกทุกคนที่อยู่ในกลุ่มเดียวกับเราให้ดีกว่าคนอื่นๆ นอกกลุ่ม และนี่คือที่มาของการอยากแตกต่างจากคนอื่นในลักษณะของกลุ่มที่เรามักจะเห็นในซีรีส์ต่างๆ (หรือแม้แต่ในชีวิตจริงก็เยอะ) กลุ่มสาวสวยในโรงเรียนที่รวมตัวกัน และขีดเส้นแบ่งคนที่ไม่สวยในเชิงที่สังคมยอมรับออกไป พร้อมทำทุกวิถีทางให้คนที่แปลกแยกเห็นว่าเธอน่ะ มันไม่เท่าชั้นหรอก
การเปรียบเทียบทางสังคม ความเป็นจริงที่ต้องเจอ
‘การเปรียบเทียบทางสังคม’ (Social Comparisons) ก็เป็นอีกหลักจิตวิทยาเบื้องหลังการล้อเลียนและวิจารณ์ผู้อื่น โดยธรรมชาติแล้วมนุษย์เรามักจะเปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่นเสมอ เมือเปรียบเทียบกับคนที่มีลักษณะที่เราให้ความสำคัญ เช่น รูปร่าง ผลการเรียน หน้าตา ดีกว่าเรา เราก็จะรู้สึกแย่ จนต้องไปหาคนที่ด้อยกว่ามาด่าเล่น เพื่อปิดรอยแผลของตัวเอง เรามักจะเปรียบเทียบกับคนที่เราเชื่อว่าเขาแย่กว่าเราแน่ (Downward Comparison) เพื่อยกตัวเองให้สูงขึ้นในเอง นอกจากนี้งานวิจัยยังแสดงให้เห็นว่ายิ่งเราถูกทำร้ายมากเท่าไหร่ เราก็มีแนวโน้มจะไปทำร้ายคนอื่นได้มากเท่านั้น และนี่คือเหตุผลว่าทำไมเราถึงต้องพูดออกไป ต้องวิจารณ์ออกไปให้สะใจ เพราะเราเองก็ถูกทำร้ายมาเหมือนกัน
เราต่างเป็นเหยื่อและผู้ล่าในสังคมที่เป็นไปด้วยการวิจารณ์นี้ วงจรอุบาทว์แห่งการพ่นคำที่รู้ทั้งรู้ว่ามันจะทำร้ายจิตใจ เพียงเพื่อเปิดเส้นทางให้เหยื่อของเราไปทำร้ายเหยื่อของเขาต่อ และเพื่อสร้างความรู้สึกดีจอมปลอมให้เราได้ชื่นใจอยู่เพียงชั่วครั้ง แต่ก็ไม่เคยเลยที่จะมั่นใจและรักในตัวเองจริงๆ เราปิดประตูล็อคความรู้สึกผิดไว้ ด้วยการหลอกตัวเองว่าฉันมันเป็นเหยื่อโดยไม่มองบทบาทของการเป็นผู้ทำร้ายที่ตัวเองก็ทำอยู่ทุกวัน
เรารู้ว่านี่เป็นพื้นฐานของจิตวิทยา เป็นนิสัยที่เกิดขึ้นโดยธรรมชาติที่สร้างเราให้เอาตัวรอด ในยุคที่เราเลิกฟาดฟันกันด้วยกระบองล่าสัตว์เพื่อพิสูจน์ความเหนือกว่า เราก็ยังคงฟาดฟันด้วยคำพูดอยู่เสมอ
ผู้เขียนเคยอ่านเจอประโยคหนึ่งในทวิตเตอร์ที่กล่าวไว้ว่า “สัญชาตญานคือสิ่งที่มนุษย์หลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่มนุษย์เรามีความสามารถในการควบคุมตัวเองไม่ให้ปล่อยทุกอย่างตามสัญชาตญาน และนั่นคือสิ่งที่ทำให้เราเป็นมนุษย์”
ฝากไว้ให้คิด
P.S. แค่เราตระหนักรู้ว่าเรากำลังทำอะไร รู้สิ่งไม่ดีที่เราทำ และยอมรับกับตัวเองได้ เท่านี้ก็เป็นการเริ่มต้นที่ดีมากของการเปลี่ยนตัวเองแล้ว อย่าทำให้ชีวิตใครต้องเป๋ไปเพียงเพราะคำพูดไม่ยั้งคิดของเราอีกเลย
โฆษณา