SOUL aholic Podcast EP.5 l วิธีเยียวยาภาวะ
BURNOUT SYNDROME หรือภาวะหมดไฟในการทำงาน
ตอนนี้ต่อเนื่องจากตอนที่แล้วนะคะ ที่ EP.4
แต้วรู้สึกถึงจุดอิ่มตัวในงานที่ทำ
และมีภาวะ BURNOUT เมื่อปีสองปีที่ผ่านมา
แนะนำให้ลองไปฟังที่มาที่ไปของแต้ว ได้ที่ EP.4 เลยค่ะ
สำหรับเพื่อนๆ ที่กำลังเผชิญภาวะหมดไฟในการทำงานอยู่
แต้วหวังว่า คลิปนี้จะช่วยคุณได้ไม่มากก็น้อยนะคะ
Podcast นี้ on air ครั้งแรกใน Youtube
สร้างสรรค์โดย แต้ว พัชราพรรณ แก้วโลก
อินทีเรียดีไซน์เนอร์
ฝากกดติดตามเพื่อเป็นกำลังใจดีๆให้แต้วด้วยนะคะ..
แต่ถ้าหากว่าการอ่านทำให้เพลิดเพลินมากกว่า
ติดตามด้านล่างได้เลยค่ะ
................................
วันนี้เป็นเรื่องราวต่อเนื่องจาก EP ที่แล้วนะคะ
แต้วจะมาบอกเล่าถึงวิธีการเยียวยาอาการ
Burn-out Syndrome หรือภาวะหมดไฟในการทำงาน
ก่อนอื่นเราต้องมาทำความรู้จักกับอาการนี้กันก่อนนะคะ
ภาวะ Burn-out Syndrome คือ การเปลี่ยนแปลง
ทางด้านจิตใจอันเกิดมาจากความเครียดสะสม
ในการทำงาน อาจจะทำงานปริมาณมากเกินไป
มีความกดดันในการทำงานสูง ไม่เป็นที่ยอมรับ
หรือไม่มีตัวตนในที่ทำงาน ทำให้เกิดอารมณ์
เบื่อหน่ายกับการทำงาน ขาดแรงจูงใจในงานที่ทำ
จะเป็นมากกับคนที่ทำงานเดิม เป็นกิจวัตรเดิมๆ
หรืองานรูทีน หรือทำงานในองค์กรเดิม
เป็นเวลานานหลายปี หรือหลายสิบปี
หรือเกิดกับคนที่ไม่ได้ทำงานออฟฟิศก็ได้
เช่น แม่บ้าน ที่ต้องอยู่บ้าน ทำงานบ้าน
เลี้ยงลูก ดูแลสามี เป็นกิจวัตรซ้ำๆในทุกๆวัน
แบบนี้ก็เป็นได้เหมือนกันนะคะ
ส่วนวิธีการเยียวยาที่แต้วจะนำมาบอกเล่าในวันนี้
บางวิธีการแต้วใช้แล้วได้ผล บางวิธีการ
แต้วยังไม่เคยลองใช้ แต่ว่าไปสืบหาข้อมูล
เพิ่มเติมมาให้นะคะ เริ่มต้นที่ข้อแรก
1.นอนหลับให้เพียงพอ และเข้านอนตรงเวลา
เป็นวิธีที่สมควรทำที่สุด เพราะทุกคนต้องนอนอยู่แล้ว
แต่อันนี้เป็นสิ่งที่ทำได้ยากสำหรับวิชาชีพแบบแต้วมากๆ
แต่พอเรามีปัญหานี้จริงๆ แต้วเริ่มเข้านอนเร็ว
ตั้งแต่ 5 ทุ่ม คือเร็วที่สุดเท่าที่แต้วจะทำได้แล้วนะคะ
แล้วตื่นนอนตอนเช้า จะทำให้สดชื่นมากขึ้น
แต้วอ่านบทความและหนังสือหลายเล่มบอกว่า
มนุษย์เราควรเข้านอนตอน 4 ทุ่ม หรือเร็วกว่านั้น
เพราะกว่าจะหลับได้สนิทก็จะกินเวลาไปถึง 5 ทุ่มแล้ว
ซึ่งร่างกายของเราจะหลั่งโกรธฮอร์โมน
ซึ่งเป็นฮอร์โมนของการซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ
ของร่างกาย ออกมาตอนตั้งแต่ 5 ทุ่ม ถึงตี 1
แปลว่าถ้าใครนอนหลับก่อนช่วงเวลา 5 ทุ่ม
และนอนยาวไปจนถึงเช้า จะได้รับโกรธฮอร์โมน
ซ่อมร่างกายอย่างเต็มที่ ร่างกายจะไม่ป่วยบ่อย
และไม่แก่เร็ว และมีอารมณ์คงที่ เนื่องจากสมอง
ได้พักผ่อนอย่างเต็มที่ จะส่งผลให้เรามองโลก
ในเชิงบวกอย่างเป็นอัตโนมัติด้วย ซึ่งมันเป็นวิธีการ
เยียวยาโดยธรรมชาติของร่างกาย
2.ลองออกไปอยู่กับธรรมชาติ เป็นวิธีที่ง่าย
ที่สำคัญคือได้ผลที่เยียวยาลึกถึงสภาพจิตใจ
ไม่ต้องถึงกับไปปีนเขา เข้าป่าอะไรนะคะ
ถ้าคุณไม่มีเวลาจริงๆ แนะนำให้ไปสวนสาธารณะ
ลองถอดรองเท้าและเดินเท้าเปล่าให้สัมผัสกับหญ้าดู
หรือถ้าเจอต้นไม้ใหญ่ในสวน ก็เข้าไปกอดต้นไม้
สัก 1 นาที เป็นการชาร์จพลังชีวิตให้กับตัวคุณ
หรือถ้าบ้านคุณใกล้ทะเล ให้ถอดรองเท้า
และเดินเล่นบนผืนทรายให้น้ำทะเลซัดใส่เท้าของคุณ
ไปหลังเลิกงาน ลองทำทุกวันสิคะ ธรรมชาติจะช่วย
บำบัดตัวคุณอย่างค่อยเป็นค่อยไป
3.จัดทริปท่องเที่ยว ถ้าพอมีเวลาวันหยุด
ลองไปเที่ยวต่างจังหวัด หรือต่างประเทศ
เอาตัวเองออกไปจากสภาพแวดล้อมเดิมๆ
สักพักหนึ่งนะคะ เอาความคิดออกจากงาน
เพื่อไปวางแผนการเดินทาง ว่าจะไปเที่ยวไหนดี
กินอะไรดี พอเราไปใช้เวลาในสถานที่ที่แปลกใหม่
จะทำให้เรามีความรู้สึกตื่นเต้น ตื่นตัว
และอยากเรียนรู้มากขึ้น
4.ลองปลูกต้นไม้ หรือเลี้ยงดูต้นไม้
เป็นการสร้างความรู้สึกมีคุณค่าในชีวิตของคุณ
สำหรับคนที่ไม่เคยปลูกต้นไม้มาก่อน
เพราะมันจะทำให้คุณต้องตื่นขึ้นมาเพื่อดูแล
รดน้ำ พรวนดินต้นไม้เหล่านั้น
5.ปรับเปลี่ยนสภาพแวดล้อมรอบๆตัว
เริ่มจากโต๊ะทำงาน อาจเพิ่มแจกันดอกไม้
หรือแคคตัสเล็กๆที่โต๊ะ วางของกุ๊กกิ๊ก
ที่เราชอบให้โต๊ะทำงานกลายเป็นมุมโปรดส่วนตัว
ไปจนถึงการเริ่มจัดบ้านของเราเอง ให้มีระเบียบ
เพิ่มมุมต้นไม้ดอกไม้ เพิ่มมุมวางกลิ่นอโรมา
ที่เราชอบ จะช่วยให้เราผ่อนคลาย
6.ออกกำลังกายในแบบที่คุณชอบ
ไม่ว่าจะวิ่ง คาดิโอ โยคะ ว่ายน้ำ ตีแบด
ตีเทนนิส ชกมวย อะไรก็ได้เลยค่ะ
ประเด็นก็คือ การออกกำลังกายจะมีผล
ให้ร่างกายหลั่งสารเอ็นโดรฟินออกมา
และทำให้คุณรู้สึกมีความสุข
สดชื่นในชีวิตมากขึ้น แต้วคิดว่า
คนที่อยู่ในภาวะ Burn-out ส่วนใหญ่คือ
มักจะทำงานเยอะ จนไม่มีเวลา
ในการออกกำลังกาย หรือดูแลตัวเอ
งมากพอ เอาจริงๆ แค่ออกกำลังกายบ้าง
อาการก็น่าจะดีขึ้น เพราะตัวแต้วเองลองทำ
วิธีนี้ดูเหมือนกัน ก็พบว่าดีขึ้นจริงๆ
ในเรื่องสภาวะอารมณ์ของเรา
และอีกอย่างการที่เราออกกำลังกาย
กลางแจ้ง จะทำให้เราได้รับแสงแดดอ่อน
ไม่ว่าตอนเช้าหรือเย็น จะทำให้เรามี
ความรู้สึกเบิกบานได้จริงๆค่ะ
7.ทำงานอดิเรก สมัยเด็ก เวลาเราเขียน
ประวัติส่วนตัว เรามักจะต้องเขียนว่า งานอดิเรก
คืออะไรใช่มั้ยคะ แต่สมัยนี้ ในโลกยุคดิจิตอล
ที่เร่งรีบในทุกๆวัน มันเหมือนทำให้การทำงาน
อดิเรกกลายเป็นสิ่งเสียเวลาในชีวิต แต้วอยากให้
ทุกคนกลับมามองหางานอดิเรกที่ชื่นชอบ
อาจจะตั้งแต่เป็นเด็ก สำหรับแต้วเนี่ยชอบวาดรูป
แต่ตอนนี้ไม่ค่อยอยากวาดแล้วนะคะ
วิธีการทางศิลปะที่แต้วนำมาใช้ก็คือ
การระบายสีค่ะ ซื้อสมุดระบายสีที่เราชอบมาสักเล่ม
ซึ่งมีเยอะแยะมากมาย แต้วเลือกแบบโลกใต้ทะเล
แล้วก็นั่งระบายสีบำบัดนะคะ นอกจากจะทำให้เรา
เพลิดเพลินและบำบัดความเครียดแล้วเนี่ย
แต้วก็พบว่าทำให้เรามีสมาธิจดจ่อกับตัวเองมากขึ้น
8.เล่นกับน้องหมาน้องแมว มีผลการวิจัย
ยืนยันมากมายว่าคนที่เลี้ยงสัตว์จะมีอาการซึมเศร้า
หรือเศร้าหมองน้อยลง ถึงแม้ภาวะ Burn-out
จะยังไม่ถือเป็นโรคซึมเศร้า แต่ถ้าเราปล่อยทิ้งไว้
ก็อาจร้ายแรงถึงขึ้นเป็นซึมเศร้าได้เหมือนกันนะ
ถ้าใครที่ไม่มีสัตว์เลี้ยง แนะนำให้ไปคาเฟ่หมาแมว
หรือไปบ้านเพื่อนที่เลี้ยงก็ได้ค่ะ แต้วทำมาแล้ว
เพราะว่าแต้วไม่ได้เลี้ยงสัตว์นะคะ
คือไปนอนค้างบ้านพี่ที่สนิทในช่วงที่แต้ว
มีภาวะ Burn-out นะคะ ช่วงนั้นเราเครียดมากจริงๆ
เพราะทำงานเยอะ ไม่ได้พักผ่อน แต้วเล่าอาการ
ของแต้วไว้ใน EP4 EP ที่แล้วนะคะ ไปติดตามฟัง
กันได้ กลับมาบ้านพี่เค้าซึ่งเลี้ยงน้องหมาชิวาวา
นางก็มาอ้อนเรา คาบนู่นคาบนี่มาให้เล่นกับนาง
เราก็ลูบขนนาง กอดนาง เอ้อ มันก็รู้สึกว่า
มีความสุขดีเหมือนกันนะ
9.คุยกับครอบครัวหรือเพื่อนสนิทที่ไว้ใจได้
การได้ระบายความทุกข์ ความเครียดให้กับ
ครอบครัวหรือเพื่อนได้ฟัง และได้รับกำลังใจ
และความเข้าใจตอบกลับมา ก็ช่วยให้เรา
ลดความอึดอัดในชีวิตลงไปได้บ้างเหมือนกัน
แต่ก็ต้องแน่ใจว่าคนที่คุณคุยด้วยเค้ามีทัศนคติ
หรือ Mindset ที่เป็นบวกในชีวิตด้วยนะคะ
ไม่งั้นอาจจะเครียดกว่าเดิม
10.ช้อปปิ้ง หลายคนอาจใช้วิธีนี้เวลาเครียดนะคะ
แต่แต้วมองว่าทำได้ แต่ไม่ยั่งยืน เพราะถ้าเรา
ช้อปปิ้งตอนที่เราเครียด มีแนวโน้มว่าเราจะซื้อของ
ที่เราไม่ได้ต้องการจริงๆ และซื้อเพราะอารมณ์จริงๆนะคะ
ไม่ใช่เหตุผล แต่ก็ทำบ้างก็ได้ ถ้าไม่ซีเรียส
11.นั่งสมาธิก่อนนอนหรือหลังตื่นนอน
การนั่งสมาธิช่วยได้มากจริงๆ เพราะเมื่อเราเข้าสู่ภวังค์
ของสมาธิเนี่ย สมองของเราจะสงบลงเหมือนกับ
ตอนที่เราหลับลึกเลยนะคะ พอคลื่นสมองสงบ
จิตใจของเราก็จะได้รับการบำบัดโดยอัตโนมัติ
ถ้าหากใครเป็นคนที่คิดงานตลอดเวลา
พอนั่งสมาธิแล้วก็ยังหยุดคิดไม่ได้
แต้วแนะนำให้คุณสวดมนต์ก่อนนะคะ
จะทำให้คลื่นสมองของเราเริ่มสงบ
หลังจากสวดมนต์เสร็จ เริ่มนั่งสมาธิแล้วเนี่ย
จะทำให้เราเข้าสู่ภวังค์ได้ง่ายยิ่งขึ้น
เป็นการฝึกจดจ่อสมาธิอยู่กับตัวเอง
ตั้งแต่ที่เราเริ่มสวดมนต์แล้วค่ะ
12.ฟังเพลงที่เป็นคลื่นบำบัดความเครียด
มีมากมายในยูทูบ เปิดไว้ตอนนอน
ถ้าคุณเปิดจากโทรศัพท์ ขอให้เอาโทรศัพท์
วางไว้ห่างจากตัวนะคะ เพราะมีผลวิจัยว่า
คลื่นจากโทรศัพท์หรือแสงสีฟ้าจากหน้าจอ
จะรบกวนการนอนของเราได้
เป็นยังไงกันบ้างสำหรับ 12 วิธี ที่ได้ผล
สำหรับการบำบัดภาวะ Burn-out
จริงๆ แค่คุณรู้สึกเครียดจากการทำงาน
ก็สามารถใช้วิธีเหล่านี้ได้เลยนะคะ
แต่ประเด็นที่จะแก้ปัญหาภาวะ Burn-out นี้
ให้ได้ผลอย่างยั่งยืน ก็คือ เราต้องสร้าง
กิจวัตรประจำวันที่แตกต่างออกไปจากเดิมค่ะ
เพื่อให้มีแรงจูงใจในการทำงานเพิ่มขึ้น
และลดความเครียดจากงานลงด้วย
ดังนั้นเพื่อนๆลองเอาคำแนะนำแต่ละข้อของแต้ว
ไปลองสอดแทรกในชีวิตประจำวันของเพื่อนๆดู
เช่น หลังเลิกงานวันนี้จะไปเดินเล่นที่สวนสาธารณะ
วันเสาร์อาทิตย์นี้จะไปเรียนทำขนม
ก่อนนอนจะนั่งสมาธิ เย็นนี้จะไปวิ่ง
อะไรอย่างนี้เป็นต้น
สำหรับวันนี้ขอบคุณที่ติดตามรับฟัง
อย่าลืมกดติดตามเอาไว้ จะได้ไม่พลาด Podcast
และบทความใหม่ๆ จาก SOUL aholic นะคะ สวัสดีค่ะ.