9 ก.พ. เวลา 02:21 • วิทยาศาสตร์ & เทคโนโลยี
มองชีวิตผ่านมุมวิวัฒนาการ
#สาระสำคัญของทฤษฎีวิวัฒนาการ
(เรียบเรียง โดย ศุภกิจ พัฒนพิฑูรย์)
ตั้งแต่ “ชีววิทยา” เริ่มแยกตัวออกมาจากธรรมชาติวิทยาและปรัชญาธรรมชาติเมื่อต้นศตวรรษที่ 19 และแขนงการศึกษาย่อยๆ ในกลุ่มวิชานี้เริ่มลงเสาเข็มก่อรากฐานขึ้น คงไม่มีแนวคิดพื้นฐานใดที่ส่งผลกระทบต่อชีววิทยาและสังคมมนุษย์ในวงกว้างได้เท่ากับ "วิวัฒนาการ" แล้ว
8
นอกจากนี้แนวคิดเรื่อง “วิวัฒนาการ” ยังเป็นสิ่งที่มีผู้คนจำนวนมากเข้าใจผิด นับตั้งแต่ที่ชาร์ลส์ ดาร์วิน (Charles Darwin) ตีพิมพ์หนังสือ “กำเนิดสปีชีส์” (On the Origin of Species) เมื่อ 162 ปีก่อน “วิวัฒนาการ” และ “การคัดเลือกโดยธรรมชาติ” ได้ถูกหยิบยกขึ้นมาวิพากษ์วิจารณ์อย่างเผ็ดร้อนจนถึงปัจจุบัน ข้อโต้เถียงเพื่อหักล้างทฤษฎีวิวัฒนาการส่วนมากได้รับการพิสูจน์จนสิ้นสงสัยแล้วว่าไม่จริงและเป็นการตีความทฤษฎีอย่างผิดๆ เพื่อโยงประเด็นสนับสนุนความเชื่ออื่นที่ไม่เป็นวิทยาศาสตร์ ทั้งยังเป็นชุดความคิดที่ล้าหลัง ไม่ปรับเปลี่ยนไปตามหลักฐานและทฤษฎีใหม่ๆ
บทความนี้จะพาทุกท่านไปรู้จักพื้นฐานของวิวัฒนาการกันว่ามีประวัติความเป็นมาอย่างไร ทฤษฎีมีรายละเอียดอะไร และทำไมเราถึงควรรู้จักทฤษฎีวิวัฒนาการ
4
พัฒนาการของแนวคิดวิวัฒนาการ
ทฤษฎีของลามาร์ก กับ ทฤษฎีของดาร์วิน กับการอธิบายเกี่ยวกับยีราฟคอยาว ที่มา:https://www.quora.com/What-are-the-major-differences-between-Darwin-and-Lamarcks-theories
เมื่อภาษาและพัฒนาการทางระบบประสาทอนุญาตให้มนุษย์เริ่มคิดตั้งคำถามเกี่ยวกับการดำรงอยู่ของเผ่าพันธุ์ตัวเองได้ แนวคิดว่าด้วยความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์เรากับสิ่งอื่นรอบตัว ก็ปรากฏขึ้นซึ่งเห็นได้จากหลักฐานทางประวัติศาสตร์ในอารยธรรมต่างๆทั่วโลก
ในยุคกรีกโบราณ อริสโตเติลพูดถึงแนวคิด “scala naturae” ว่าด้วยการจัดแบ่งสิ่งต่างๆ บนโลกออกเป็นขั้นๆ คล้ายขั้นบันได เริ่มตั้งแต่สิ่งไม่มีชีวิต พืชชั้นต่ำ พืชชั้นสูง สัตว์น้ำ สัตว์บก และแน่นอนว่าขั้นบนสุดต้องเป็นมนุษย์
ในยุคกลาง แนวคิดดังกล่าวแปรเปลี่ยนไปเป็น “The Great Chain of Being” ตามอิทธิพลทางศาสนา เหนือกว่ามนุษย์ขึ้นไปจึงเป็นเหล่าปวงเทพ ทูตสวรรค์ และพระผู้เป็นเจ้า ต่ำต้อยกว่าสิ่งมีชีวิตบนโลกจึงได้แก่เหล่าปีศาจและซาตาน
แนวคิดทั้งสองนี้เชื่อเหมือนกันว่าสิ่งต่างๆ ไม่มีการเปลี่ยนแปลง เป็นชะตาที่ถูกกำหนดมาแล้ว
1
ล่วงมาถึงศตวรรษที่ 18 ฌ็อง-บาติสต์ เดอ ลามาร์ก (Jean-Baptist de Lamarck) เจ้าของทฤษฎี “ใช้และไม่ใช้” และ “การถ่ายทอดลักษณะที่ได้รับมา” ยกตัวอย่างที่มาของยีราฟคอยาวไว้ว่า ในช่วงแรกยีราฟทุกตัวมีคอสั้น แต่มีบางกลุ่มที่พยายามยืดคอให้ยาวขึ้นเพื่อกินใบไม้ที่อยู่สูงขึ้นไป และถ่ายทอดลักษณะคอยาวนั้นให้กับลูกหลาน แม้ต่อมาจะทฤษฎีนี้จะไม่ได้รับความนิยม แต่นี่เป็นแนวคิดแรกๆ ที่เอ่ยถึงความเป็นไปได้ที่สิ่งมีชีวิตสามารถเปลี่ยนแปลงได้ตามกาลเวลา
1
ชาร์ลส์ ดาร์วิน กับการคัดเลือกโดยธรรมชาติ
3
ชาร์ลส์ ดาร์วิน ที่มา:วิกิพีเดีย
ทฤษฎีการคัดเลือกโดยธรรมชาติที่ชาร์ลส์ ดาร์วินเสนอนั้น เรียบง่าย
สิ่งมีชีวิตที่มีลักษณะเหมาะสมกับสิ่งแวดล้อม จะมีโอกาสอยู่รอดและสืบทอดลักษณะนั้นให้แก่ลูกหลาน ดังนั้น เมื่อเวลาผ่านไป ประชากรนั้นๆ ก็จะมีสิ่งมีชีวิตที่ปรับตัวได้ดีกับสิ่งแวดล้อมที่อาศัยอยู่ได้มากขึ้นเรื่อยๆ
1
กุญแจสำคัญอีกประการหนึ่งคือความหลากหลาย สมาชิกแต่ละตัวในประชากรจะมีลักษณะภายนอกที่แตกต่างกันออกไป อัตราความสำเร็จการอยู่รอดและสืบพันธุ์จึงแตกต่างกัน เมื่อรวมเข้ากับสภาพแวดล้อมที่หลากหลายและแปรเปลี่ยนไปได้เรื่อยๆ กลุ่มสมาชิกบางกลุ่มในประชากรนั้นอาจจะพบหนทางใช้ชีวิตใหม่ที่เหมาะสมกว่า และแตกเผ่าเหล่ากอ แยกตัวออกไปเป็นสปีชีส์ใหม่
1
การคัดเลือกพันธุ์โดยธรรมชาติจึงไม่ได้บอกว่ามนุษย์ถือกำเนิดมาจากลิง แต่เรากับลิงนั้นแท้จริงเป็น “ญาติ” กัน หมายความว่าเรากับลิงมีบรรพบุรุษร่วมกัน และปรับเปลี่ยนสายพันธุ์ตัวเองมาทีละเล็กละน้อย จนกระทั่งกลายมาเป็นมนุษย์และลิงในยุคปัจจุบัน
4
วิวัฒนาการยุคใหม่
1
ปัจจัยที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของพันธุศาสตร์ประชากร ได้แก่ การกลาย(mutation) การถ่ายเทยีน(gene flow) การผสมพันธุ์ในประชากรไม่เป็นแบบสุ่ม(nonrandom mating) การเปลี่ยนความถี่ยีนอย่างไม่เจาะจง(genetic drift) และการค้ดเลือกทางธรรมชาติ(selection) ที่มา: McGraw-Hill Education
ทฤษฎีของชาร์ลส์ ดาร์วินยุคดั้งเดิมมีจุดบอดอยู่ที่ไม่สามารถอธิบายได้ว่าการสืบทอดเผ่าพันธุ์เกิดขึ้นได้อย่างไร ต้องรอการมาถึงของความรู้ด้านพันธุศาสตร์ และการประยุกต์ใช้หลักความน่าจะเป็นมาทำให้วิวัฒนาการ “จับต้อง” ได้มากขึ้นในทางคณิตศาสตร์ จนเกิดเป็นสาขาวิชา “พันธุศาสตร์ประชากร” ที่นับสัดส่วนของยีนและลักษณะการแสดงออกของยีนออกมาเป็นตัวเลข แล้วคำนวณหาโอกาสที่ยีนต่างๆจะถูกส่งต่อไปยังรุ่นถัดไป
วิวัฒนาการจึงได้รับการนิยามใหม่อีกครั้งว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงอัตราส่วนของยีนในประชากร ซึ่งเกิดขึ้นได้ด้วยปัจจัยและที่มาต่างๆ มากมาย เช่น การกลายพันธุ์ การอพยพ การคัดเลือกทางเพศ การคัดเลือกกลุ่ม และการคัดเลือกโดยธรรมชาติ
จะเห็นได้ว่า การคัดเลือกโดยธรรมชาติ ไม่ได้เป็นพระเอกเพียงหนึ่งเดียวของกลไกการเกิดวิวัฒนาการอีกต่อไป เราจึงไม่สามารถ “กล่าวโทษ” การคัดเลือกโดยธรรมชาติเพียงอย่างเดียวได้ เพราะยังมีปัจจัยอื่นๆอีกมากที่ต้องคำนึงถึงว่ามันอาจเป็นต้นเหตุของสิ่งที่เราพบเห็นในธรรมชาติ
นับตั้งแต่ที่สิ่งมีชีวิตกลุ่มแรกถือกำเนิดขึ้น มรดกทางพันธุกรรมของมันไม่เคยหายไป หากเปลี่ยนแปลง เกิด ดับ และสืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน
1
เมื่อทุกสิ่งในชีววิทยาฟังดูเข้าที
โครงสร้างของขาหน้าที่มีความเหมือนกัน (Homologous forelimbs) ของสัตว์มีกระดูกสันหลัง ได้แก่ มนุษย์ แมว วาฬ และค้างคาว ที่มา : Pearson Education
เป็นความจริงที่ขณะนี้เรายังไม่สามารถย้อนเวลาไปไล่ดูการเปลี่ยนแปลงของสิ่งมีชีวิตจากยุคหนึ่งไปสู่อีกยุคหนึ่งได้ แต่หลักฐานจากฟอสซิลก็มีมากเพียงพอที่จะทำให้เราเห็นการเปลี่ยนผ่านอย่างช้าๆ คล้ายกับภาพสแนปช็อตที่เมื่อนำมาเรียงต่อกัน ย่อมมองเห็นเป็นความเคลื่อนไหว ฉายให้เห็นถึงการปรับตัวที่เปลี่ยนแปลงไปทีละเล็กละน้อยตามสภาพแวดล้อมของโลก
3
มือมนุษย์ อุ้งตีนหมี ปีกค้างคาว ครีบวาฬ สี่สิ่งนี้อาจจะดูแตกต่างกันทั้งรูปลักษณ์ภายนอกและการใช้งาน แต่เมื่อพิจารณาการจัดเรียงตัวของกระดูก กลับพบว่าคล้ายคลึงกันอย่างน่าประหลาด ยังไม่นับรวมถึงโครงสร้างของเส้นขนเล็กๆ ในหลอดลมของเรากับเส้นขนรอบเซลล์พารามีเซียม กระบวนการเมตาบอลิซึมพื้นฐานของมนุษย์และแบคทีเรียที่ใช้สารตั้งต้นเป็นตัวเดียวกันและได้ผลิตภัณฑ์ออกมาเหมือนกัน หรือแม้แต่รหัสพันธุกรรมที่อยู่ในดีเอ็นเอซึ่งสิ่งมีชีวิตแทบทุกชนิดใช้สารเคมีประเภทเดียวกัน
แม้สิ่งมีชีวิตบนโลกจะแตกต่างกันมากเหลือเกิน แต่ก็ดูเหมือนว่ามีบางสิ่งบางอย่างที่เชื่อมร้อยองคาพยพทั้งหมดนี้เอาไว้ด้วยกัน “เอกภาพในความหลากหลาย” นี้เอง ที่ฟังดูเหมือนเพลงใหม่ของวงเก็ตสึโนวา (getsunova) แต่มันกลับฟังดูมีเหตุมีผลขึ้นมา ในกรอบของวิวัฒนาการ
3
ความแปลกแยกโดดเดี่ยวที่เราเคยคิดว่าเราเป็น แท้จริงเป็นเพียงภาพลวงตาที่เกิดเพราะเรามองไม่เห็นโยงใยที่ซ่อนเร้นในธรรมชาติรอบตัว วิวัฒนาการไม่ใช่มนต์คาถาวิเศษที่ใช้เป็นคำตอบให้กับทุกคำถามบนโลก แต่อย่างน้อยหากเราได้ลองมองชีวิตด้วยแง่มุมนี้ มันอาจช่วยให้ชีวิตได้พบแง่งามบางประการที่เกิดขึ้นจากการได้ตระหนักว่าเราทั้งผอง และสิ่งมีชีวิตทั้งมวล ไม่ใช่ใครอื่นไกล แต่ล้วนเป็นญาติกัน
3
    Panudech Ponlawan
    แค่คล้ายกันต้องทึกทักเอาว่ามาจากที่เดียวกันเสมอไปหรอครับ