9 ก.พ. 2021 เวลา 15:43 • ประวัติศาสตร์
หากเราย้อนเวลากลับไปเรื่อยๆ​ จักรวาล​ก็จะค่อยๆเล็กลงจนกลายเป็นหลุมดำ​ ที่ซึ่งเวลานั้นหยุดนิ่ง​ เราย้อนไปไกลกว่านั่นไม่ได้อีกแล้ว ​เพราะไม่มีเวลาอยู่​ก่อนบิกแบง ดังนั้นจึงไม่มีผู้สร้าง เพราะไม่มีเวลาให้ผู้สร้างได้ดำรงอยู่
อธิบายโดย สตีเฟน​ ฮอว์กิง
ขณะที่เราเดินทางย้อนเวลาสู่อดีต เพื่อค้นหาบิกแบง จักรวาลก็จะมีขนาดเล็กลงเรื่อยๆ จนกระทั่งถึงจุดที่ทั้งหมดของจักรวาลกลายเป็นอวกาศขนาดเล็กยิ่งยวด​ เป็นเพียงหลุมดำจิ๋วที่หนาแน่นอย่างถึงขีดสุด เช่นเดียวกับบรรดาหลุมดำในปัจจุบัน ที่ล่องลอยอยู่ในอวกาศ กฎธรรมชาติทำให้เกิดสิ่งที่น่าทึ่งมากมาย กฎเหล่านั้นบอกกับเราว่าที่นี่เวลาจะหยุดนิ่ง คุณไม่สามารถเดินทางไปถึงเวลาก่อนการเกิดบิกแบงได้ เพราะไม่มีเวลาก่อนบิกแบง​อยู่​จริง​ และในที่สุดเราก็ค้นพบสิ่งที่ปราศจากต้นเหตุที่มา เพราะไม่มีเวลาให้ต้นเหตุที่มาเหล่านั้นดำรงอยู่ นั่นหมายความว่า เป็นไปไม่ได้ที่จะมีผู้สร้าง เพราะไม่มีเวลาให้ผู้สร้างได้ดำรงอยู่
เวลาไม่มีอยู่ก่อนบิกแบง ดังนั้นจึงไม่มีเวลาที่พระเจ้าจะทรงสร้างจักรวาลได้ เหมือนการถามทางไปสุดขอบโลกทั้งที่โลกเป็นทรงกลม​ ไม่มีขอบ ถือเป็นการค้นหาที่ไร้ประโยชน์
สวรรค์ไม่มีจริง ชีวิตหลังความตายก็เช่นกัน ความเชื่อเรื่องชีวิตหลังความตายเป็นแค่ความหวังลมๆแล้งๆ ปราศจากหลักฐานที่น่าเชื่อถือใดๆมาสนับสนุน และขัดแย้งกับทุกสิ่งที่เรารู้เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ เมื่อเราตายไป เราก็จะกลายเป็นเถ้าธุลี แต่ในแง่หนึ่งเราจะยังคงอยู่ต่อไป ผ่านอิทธิพลและยีนที่เราส่งต่อไปยังลูกๆของเรา เรามีชีวิตเพียงหนึ่งเดียว เพื่อชื่นชมความยิ่งใหญ่ของจักรวาล และนั่นถือเป็นพระคุณอย่างยิ่งแล้ว
(คำตอบสุดท้ายของ สตีเฟน​ ฮอว์กิง ที่เขียนอธิบายให้กับคำถามที่ว่า​ “พระเจ้า​มีจริงไหม”)
สิ่งหนึ่งที่ทำให้บุคลิก​ของฮอว์กิงดูคล้ายกับไอน์สไตน์ก็คือ​ เขาเป็นคนหัวดื้อ มั่นใจในตัวเอง และกล้าที่จะคิด​ เขาเชื่อในอิสระ​ทางความคิด​ และจากประสบการณ์​ทำงานมาตลอดชีวิต​ทางคณิตศาสตร์​ของเขา​ เขามีศรัทธา​ในตัวเองอย่างแรงกล้า​และเชื่อมั่นในคำตอบนี้ว่าจักรวาลสามารถดำรง​อยู่​ได้โดยไม่จำเป็น​ต้องมีพระเจ้า​ หรือถ้ามีพระเจ้าก็คือกฎธรรมชาติ​ และเขาอยากจะถามต่อพระเจ้า​เหลือเกินว่าทำไมพระองค์​ถึงคิดคณิตศาสตร์​ที่ซับซ้อนเหล่านี้ออกมาได้มากมาย ซึ่งอันที่จริงแล้วแม้แต่พระเจ้า​เองก็ต้องอยู่ภายใต้กฎเกณฑ์​ธรรมชาติ​ที่ถูกสร้างขึ้นมา​ โดยมิอาจทำลายได้
ฮอว์กิงพูดติดตลกว่าหรือบางทีการที่เขาเป็นคนเช่นนี้​ ที่ดูเหมือนท้าทาย​ต่ออำนาจของพระเจ้า​ เลยทำให้เขาต้องถูกสาปให้อยู่แต่ในร่างพิการ​บนรถเข็น​ อย่างไรก็ตามเขาก็ยังคงเชื่อในวิทยาศาสตร์​อยู่​ดี
และเขายังเชื่อว่าจักรวาล​สามารถ​เกิดขึ้นมาได้จากการไม่มีอะไรเลยได้​ จากความรู้ทางควอนตัม​สมัยใหม่พบว่าคู่ของอนุภาคสามารถ​เกิดขึ้น​มาได้จากความว่างเปล่า​ โดยจะปรากฏ​แบบสุ่ม​ ซึ่งเกิดขึ้นทุกจุดในจักรวาล​แล้วสลายหายไปอย่างรวดเร็ว
แต่สำหรับที่ขอบฟ้าเหตุการณ์​ของหลุมดำแล้ว​ คู่ของอนุภาคหนึ่งอาจพลัดพราก​จากกันได้ และไม่มีโอกาส​ได้ทำประลัยต่อกัน​ เนื่องจากถูกกำแพงมืดกั้นเอาไว้​ โดยสหายหนึ่งจะมุ่งสู่ภาวะเอกฐาน​ ในขณะที่อีกสหายหนึ่งจะกระเด็นออกจากขอบฟ้าเหตุการณ์​ อันเป็นการค้นพบที่ยิ่งใหญ่ในชื่อ​ “การแผ่รังสีของฮอว์กิง” การปลดปล่อย​พลังงานนี้เมื่อกาลเวลาผ่านไป​นานนับล้านๆปี​ ท้ายที่สุดหลุมดำก็จะสลายตัวไป
จักรวาลในทางความคิดของเขาคือ​ จักรวาลที่สมดุล​ แต่เป็นที่ทราบกันดีว่าทุกวันนี้​จักรวาลเราขยายตัวออกไปเรื่อยๆ​ โดยไม่มีทีท่าว่าจะสิ้นสุด​ ฮอวกิงเชื่อว่าจะต้องมีจักรวาลติดลบอยู่​ที่ไหนสักแห่ง​ ที่เมื่อบวกรวมจักรวาล​กันแล้วต้องมีผลลัพธ์​เป็น​ 0 แต่คำถามคือแล้วอะไรที่ไปทำให้ความสมมาตร​นี้แตกกระจายออกมา​ เขาทำนายว่าภายในศตวรรษ​นี้หลังจากที่เขาจากไป​ เราจะมีคำตอบแน่นอน​ โดยฝากความหวังไว้ให้แก่คนรุ่นใหม่ได้ค้นพบความลับของจักรวาลแห่งนี้สืบต่อไป
สำหรับไอน์สไตน์แล้วเขาเชื่อว่าหากมีพระเจ้าอยู่จริง “พระเจ้าคงไม่ทอดลูกเต๋าหรอก” เขาเชื่อว่าจักรวาลของเราดำรงอยู่มาได้อย่างมีแบบแผน และคำนวณได้อย่างสมบูรณ์ ซึ่งเป็นสิ่งตรงกันข้ามกับความจริงในทางกลศาสตร์ควอนตัม ที่ไม่มีสิ่งใดวัดค่าได้อย่างแน่นอน
ฮอว์กิงแสดงความเห็นในเรื่องนี้เอาไว้ว่า หากมีพระเจ้าอยู่ “พระเจ้านั่นแหละที่เป็นนักพนันตัวยงเลย” จักรวาลก็เป็นเหมือนบ่อนกาสิโนขนาดยักษ์ ที่มีการทอดลูกเต๋าและหมุนวงล้อรูเลตต์ในทุกโอกาส ซึ่งเจ้าของกาสิโนเสี่ยงที่จะสูญเสียเงินทุกรอบครั้ง แต่เมื่อเล่นต่อๆกันไปวันนานเข้า ผลรวมเฉลี่ยที่ออกมามักเข้าทางเจ้ามือเสมอ (ดังนั้นก่อนเปิดกาสิโนเจ้าของบ่อนก็ต้องทำให้มั่นใจอยู่แล้วว่าตามหลักทางสถิติแล้ว จำนวนตัวเลขความเป็นไปได้เหล่านั้นจะอยู่ข้างตนตลอด) นี่เป็นเหตุผลว่าทำไมเจ้ามือถึงรวยกันถ้วนหน้า ดังนั้นโอกาสที่ผู้เล่นจะรวยได้ก็คือ ต้องเดิมพันครั้งใหญ่ โดยการเทหมดหน้าตักกับการทอดลูกเต๋า หรือหมุนวงล้อรูเลตต์เพียงไม่กี่รอบ
จักรวาลก็เหมือกัน เมื่อมันโตขึ้น จำนวนการทอดลูกเต๋าก็จะเพิ่มมากขึ้น ซึ่งผลเฉลี่ยก็เป็นสิ่งที่เราสามารถใช้ทำนายความเป็นไปของจักรวาลได้ แต่เมื่อมีจักรวาลเล็กลงเรื่อยๆจนเข้าใกล้กับบิกแบง จำนวนการทอดลูกเต๋าจึงเกิดขึ้นน้อยลง ดังนั้นหลักความไม่แน่นอนถึงเข้ามามีบทบาทสำคัญต่อการพยากรณ์จักรวาล เราจึงได้เห็นว่าทุกวันนี้มีนักวิทยาศาสตร์หลายคนต่างพยายามทำงานกันอย่างหนักเพื่อที่จะผสานเอาทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไปของไอน์สไตน์รวมเข้ากับกลศาสตร์ควอนตัมในเรื่องของสิ่งที่เล็กที่สุด มาเป็นทฤษฎีเอกภาพที่จะสามารถใช้อธิบายอดีต ปัจจุบัน และอนาคตของจักรวาลได้อย่างครอบคลุม ขณะนี้จึงมีแต่เพียงเวลาเท่านั้นที่จะเป็นตัวบอกว่าเราจะค้นพบสมการนั้นเมื่อไหร่ และเราจะพิสูจน์มันได้อย่างถูกต้องได้ไหม
อ้างอิงจาก
Quote by Stephen W. Hawking
Brief Answers to the Big Questions
A book of stephen hawking a mind without limits
จักรวาลที่ไม่มีจุดเริ่มต้น ในแนวคิดของ ‘สตีเฟน ฮอว์กิง’
โฆษณา