14 ก.พ. เวลา 05:19 • ไลฟ์สไตล์
D.I.D.
มาพาแฟนไปที่มืดๆกันดีกว่า><
1
นั่นแน่ คิดอะไรหื่นๆอยู่ใช่มั้ยถึงได้คลิกมาอ่าน
ก่อนอื่นต้องขอบอกก่อนว่าน่าเสียดายที่ Dialogue in the Dark นั้นปิดอยู่
แต่เชื่อเถอะ ลองเอาประสบการณ์ปิดตาเนี่ยไปใช้กับคนรักดู
รับรองว่าวาเลนไทน์ปีนี้วู๊ปปี้ยิบปี้แน่นอน🤤
D.I.D. แรกย่อมาจาก Dine in the dark หมายถึงกินอาหารในความมืด
ส่วนD.I.D.ต่อมา คือ Dialogue in the Dark บทเรียนในความมืด
สรุปว่า DID ไม่ได้ย่อมาจากDildoนะเอ้อ
โดยที่ทั้งสองD.I.D.นี้เป็นการจำลองสถานการณ์ การเป็นผู้พิการทางสายตา
ซึ่งการเข้าไปเยี่ยมชมทั้งสองสถานที่นี้
จำเป็นจะต้องฝาก มือถือ,ไฟฉาย,ไฟแช็ค,อุปกรณ์ส่องสว่างทุกชนิดที่ส่องแสงได้หรือแม้แต่นาฬิกาหากมีหน้าปัดที่เรืองแสงได้ เพื่อไม่ให้เป็นการรบกวนบุคลากรที่ปฎิบัติงานและแขกท่านอื่นๆที่เข้ารับบริการ
Dialogue in the Dark
บทเรียนในความมืด
ก่อนที่เราจะเข้าไป ก็ต้องฝากของต้องห้ามทั้งหมด
หลังจากนั้น เราจะได้ไม้เท้าผู้พิการทางสายตาคนละหนึ่งอัน
โดยการเข้าชม จะเป็นการเปิดประสาทสัมผัสทั้งหมด
ไม่ว่าจะเป็น เสียง กลิ่น การสัมผัส ยกเว้นการรับรู้ทางสายตา
เมื่อเข้ามาในพื้นที่ จะมีผู้พาการทางสายตาเป็นคนนำทางให้เรา
โดยจะสอนถึงวิธีการใช้ไม้เท้า การเดินไปยังจุดต่างๆพร้อมทั้งเล่าเรื่องและประสบการณ์ของผู้นำทางให้ได้ฟัง โดยระหว่างทาง จะมีการสอนให้ดมให้คลำพร้อมทั้งมีการใช้เสียงมาจำลองสถานการณ์
จนมาถึงจุดสุดท้าย หากใครไม่ได้ฝากกระเป๋าตังไว้ในล็อคเกอร์
ท่านคือผู้โชคดี เพราะจุดนี้เค้าจะมีขนมขาย ให้เราได้ลองกินอะไรแบบมืดๆ ก็สนุกไปอีกแบบ
ได้แวะพักนั่งพูดคุยอย่างจริงจังกับพี่ที่เค้านำทางและถามถึงการใช้ชีวิตโดยที่ไม่สามารถมองเห็นสิ่งใดได้เลย
ก่อนจะได้รับคำอวยพรและคำสอนที่ดี การใช้หัวใจมองชีวิตอย่างมีความสุขพร้อมทั้งกล่าวลาก่อนจากกัน
ตรงนี้แหละ ใครอ่อนไหวเป็นได้ร้องให้เสียน้ำตากันทุกรายเลย
สุดท้าย เมื่อสายตาเริ่มปรับเข้ากับแสงสว่างปกติได้
ก่อนจะไปที่ล็อคเกอร์เราก็จะได้เขียนความรู้สึกที่ได้ใส่การ์ดเพื่อเป็นความทรงจำที่ดีก่อนจากไป
Dine in the Dark
กินอาหารในความมืด
นั่งกินข้าวอยู่บ้านละเกิดไฟดับ จุดเทียนไปก็ใช่จะเห็นก้างปลา
แต่ที่นี่คุณไว้ใจได้ เพราะก่อนเข้าไป ทางผู้ให้บริการจะมีตัวเลือกมาให้
ว่าจะเอาเซ็ทเมนูไหน มีทั้งเอเชีย,ฝรั่งและมังสวิรัติ
หากไม่ทานวัตถุดิบตัวไหนหรือแพ้อาหารอะไรก็แจ้งได้
แต่ว่าจะได้กินอะไรนั้น คือความลับ ซึ่งส่วนนี้แหละสนุกที่สุดในการกินก็ว่าได้
แต่ก็ไม่ต้องกังวลไป เพราะทุกคู่จะได้ผู้นำทางที่เป็นผู้พิการทางสายตา
เพียงแต่รอบนี้ไม่เศร้าแล้วหละ จะออกแนวสนุกสนานเฮฮาปาปี้โกะ
โดยจะเริ่มจากการฝากของต้องห้าม จากนั้นผู้นำทางจะนำพาเราไปยังโต๊ะที่ได้จองไว้
โดยให้เราค่อยๆปรับตัวจากเครื่องดื่มที่ได้สั่งไว้และการสัมผัสและสำรวจอุปกรณ์ตรงหน้าเรา
โดยมีผู้นำทางคอยบอกรายละเอียดและพูดคุยอยู่เป็นระยะๆ
เมื่อพอจะจำได้แล้วว่าอะไรอยู่ตรงไหน ต้องเอื้อมแขนยาวเท่าไหร่ ทำมุมทำองศาแค่ไหน
ก็ได้เวลาเสริฟ์อาหาร โดยทุกๆครั้งที่เราทานอาหารจานนั้นๆจบลง ผู้นำทางจะคอยเฉลยว่าเรากินอะไรเข้าไป แต่จะได้เฉลยแน่นอนก็เมื่อเดินกลับออกมา ทางร้านจะนำอาหารที่ทำเสร็จแล้วของทุกเซ็ทมาวางเฉลยไว้ให้ดูก่อนที่จะไปชำระเงิน
อาหารบางอย่างนี่ก็แบบ พ่อครัวเก่งนะ ทำมาหลอกได้ซะสนิทใจเลย แบบว่าเชื่อมั่นว่าต้องเป็นเมนูนี้แน่ๆอ่ะ ออกมาเจอเฉลยปุ๊ปว๊าวทันที
อ่อ ใครกลัวกินแล้วไม่เข้าปากหกเลอะเทอะก็ไม่ต้องกังวลไป เพราะมันเปื้อนหน้าเปื้อนจมูกแน่ๆ แต่ทางร้านก็มีผ้ากันเปื้อนให้ใส่ก่อนไปเข้ารับบริการ เพราะฉะนั้นถ้าไม่ได้ทำน้ำหกใส่ ปลอดภัยแน่นอน
ความรู้สึกนี้ก็เหมือนการไปเที่ยวแบบไม่มีจุดหมายแน่นอน รู้แค่ว่าจะไปจังหวัดไหน
ค่อยๆเดินทางไป สนุกกับการแวะพักระหว่างทางมากกว่า
พาไปสองที่นี้ หากใครไม่เคยได้กุมมือ รับรองว่าได้มากกว่าโอบไหล่แน่นอน
อีกทั้งภาวะที่เราตื่นเต้นสมองจะสั่งการสับสนให้เราเข้าใจว่ากำลังรู้สึกตกหลุมรักอีกต่างหาก
สุดท้ายนี้ เมื่อการเดทจบลง ก็ถึงเวลาดับไฟลงกลอนปิดประตูตีแมวซักที😏
รู้หรือไม่
ในภาพยนต์เรื่อง about time ก็มีฉากนัดเดทกินอาหารในความมืดเหมือนกันนะ
    Me & My Sis
    น่าสนใจมากค่ะพี่เชฟ ความมืดที่ทำให้มองเห็นอะไรบางอย่างทีีไม่เคยได้เห็นในที่สว่างเลย😁😁