สวัสดีครับ
.
Q: ช่วยแนะนำตัวให้เรารู้จักหน่อยครับ?
.
ชื่อ บอล อยู่รัฐศาสตร์ปี 4 ครับ
.
Q: คุณบอลอยู่มหาวิทยาลัย มี Lifestyle ใช้ชีวิตยังไงบ้างครับ?
.
เอาจริงๆเป็นคนที่ชอบทำกิจกรรมนอกห้องเรียนมากกว่า เพราะว่าพอเราเรียนในห้องแล้วเรารู้สึกว่ามันยังไม่เติมเต็มให้เราสมบูรณ์แบบได้
คือแบบเรียนในห้องมันได้แค่ตัวทฤษฎี แต่พอไปอยู่นอกห้องเรียนมันก็จะได้เรียนรู้ในสายปฏิบัติด้วย คือด้วยความที่เราเรียนรัฐศาสตร์ ดังนั้นอยู่แค่ในห้องเรียนมันไม่พอหรอกเรียนแค่ตัวทฤษฎี แต่การที่เราอยู่นอกห้องเรียนมันทำให้เราเห็นโลกที่กว้างขึ้น เช่น การทำชมรม หรือทำกลุ่มกิจกรรมต่างๆ
ก็ทำให้เราเข้าใจคนอื่นมากขึ้น
.
เพลโตเขาเคยบอกไว้ว่า “เราไม่สามารถวาดวงกลมได้อย่างสมบูรณ์แบบที่สุดหรอก แต่เราจะวาดได้ใกล้เคียงกับความเป็นจริงมากที่สุด” ก็คือวาดได้แค่เสมือนว่ามันเป็นวงกลมแค่นั้น ซึ่งคราวนี้เมื่อนำมาเปรียบเทียบการเรียนในห้องเรียนแล้วจะเห็นได้ว่า พอเราเรียนในห้องเรียนเราอาจจินตนาการว่า เห้ย โลกมันเป็นวงกลมเหมือนที่เราคิดไว้ แต่ในความเป็นจริงโลกเราก็อาจจะไม่ได้เป็นวงกลมเหมือนที่เราวาดไว้ก็ได้ โลกอาจจะดูเสมือนวงกลมแต่ไม่ใช่วงกลมที่แท้จริง หรือพูดง่ายๆคือ ชีวิตในอุดมคติกับชีวิตในความเป็นจริงมันอาจจะไม่ใช่สิ่งเดียวกันเสมอไป
.
ดังนั้นจึงเป็นคนที่ชอบออกไปทำกิจกรรมนอกห้องเรียนมากกว่า อย่างเช่นการไปทำงานกลุ่มกิจที่ตนเองสนใจ ซึ่งส่วนมากก็จะเป็นในเรื่องของวิชาการหรือไม่ก็ช่วงปี 1 จะเป็นช่วงที่ไปเล่นกีฬาบ่อยหน่อย ไปเล่นฟุตบอลทีเนี่ยแทบจะเรียกได้ว่าไปลงเตะแทบทุกแมตช์เลยก็ว่าได้ และพอปี 2 ก็ไปน้อยลง
.
Q: ได้ยินมาว่า คุณบอลได้รับฉายาว่า Perfect boy มันมีที่มาจากอะไรหรอครับ?
.
ต้องเท้าความก่อนว่า คำๆนี้มาจากรุ่นน้องน่าจะปี 2 นะถ้าจำไม่ผิด และด้วยความที่ว่าเราไปปรากฏตัวเกือบแทบจะทุกกิจกรรมเลยก็ว่าได้ จนทำให้น้องแซวว่าแบบ คนอะไรแบบทำทุกอย่างเลย เอ้อ และมีแบบกิจกรรม Lifestyle หลักคือชอบร้องเพลงด้วย มันเลยเป็นที่มาของคำว่า Perfect Boy
.
Q: และคุณบอลคิดว่าตนเองเป็น Perfect Boy ไหมครับ?
.
ไม่นะ เพราะคิดว่ายังมีบางสิ่งบางอย่างที่ยังไม่โอเคอยู่ ยังต้องปรับแก้ต่อไป เช่นแบบการถ่ายรูป เป็นคนที่ถ่ายออกมาแล้วแบบภาพเอียงมาก มุมสวยนะแต่ถ่ายออกมาแล้วไม่สวย หรือเรื่องลายมือนี่ก็แย่นะ ไม่รู้ว่าอาจารย์อ่านออกได้ยังไงตอนทำข้อสอบ (หัวเราะ) อันนี้ก็เป็นสิ่งที่ตนเองต้องปรับแก้ต่อไป หรือเรื่องของภาษาที่ 3 คือตอนนี้ได้แค่ไทยกับอังกฤษ ภาษาที่ 3 แทบจะได้แค่ 0.5% ด้วยซ้ำ เช่น แบบสเปนที่ลงเรียนไปก็ไม่ได้รู้สึกว่าดีขนาดนั้น แค่พอใช้ คือยังมีหลายสิ่งหลายอย่างน่ะ
.
“เอาจริงๆคนเราไม่มีความ Perfect อยู่แล้วแหละ เพราะมันยังมีหลายสิ่งที่เรายังทำไม่ได้อยู่”
.
Q:และในเมื่อคุณบอลไม่ได้เป็น Perfect Boy เหมือนตามที่ใครๆว่ากัน คุณบอลรู้สึกอย่างไร?
.
คือนี่มองว่าไม่ว่าจะเป็นคนดี หรือคนเลว เมื่อได้รับคำชมไปก็ต้องรู้สึกดี
รู้สึกในทาง Positive ซึ่งเราก็รู็สึกดีนะที่มีคนเรียกอย่างงี้แม้ว่ามันจะเป็นคำแซวก็ตาม แต่ในขณะเดียวกันเราก็พยายามมองย้อนกลับไปตามสไตล์ของเด็กรัฐศาสตร์ที่ว่า ที่มาของคำแซวนั้นมาได้ไง เราก็มองย้อนไปดู อ่อ เราไปโผล่ทุกกิจกรรม ตั้งแต่ในค่ายจนถึงนอกค่าย ซึ่งมันเป็น Reflection จากสิ่งที่คนอื่นมองเรา ก็เลยแบบเอ้อ การที่เราได้ฉายานี้มันก็สะท้อนให้เราเห็นและฉุกคิดกับมันขึ้นมาด้วยว่าทำไมเราถึงโดนเรียกอย่างนั้น
.
Q:แล้วคุณบอลมีเคล็ดลับอย่างไรในการไปทำกิจกรรมที่เยอะได้ขนาดนั้น?
.
เอาจริงๆเคล็ดลับคือการไม่มีเคล็ดลับ (หัวเราะ) คือว่าส่วนใหญ่เราจะเป็นคนที่ไม่ได้ไปเป็นส่วนของแม่งานหลักของทุกงาน คือเราเข้าไปร่วมในฐานะ
สตาฟ หรือว่าเป็นผู้ร่วมกิจกรรม เช่นไปกลุ่มบอลก็เข้าไปเป็นแค่นักฟุตบอลประจำทีมเท่านั้นคือเข้าไปก็ไม่ได้มีบทบาทอะไรมาก หรืออย่างงานอื่นๆเราก็จะมีการจัดลำดับความสำคัญของงานก่อนว่าอันไหนควรมาก่อน-หลัง ถ้างานไหนจำเป็นที่สุดก็ไปงานนั้นก่อน ส่วนงานไหนที่มีความจำเป็นน้อยลงมาก็จะส่งสตาฟคนอื่นเข้าไปจัดการแทน คือแบบแบ่งเป็น 4 ส่วน
1. เร่งด่วนและจำเป็น 2. เร่งด่วนและไม่จำเป็น 3. ไม่เร่งด่วนและไม่จำเป็น และ 4. งานจิปาถะทั่วไป
.
Q: แล้วเราคิดว่าการที่ทำกิจกรรมเยอะขนาดนี้มันส่งผลเสียอะไรกับเราไหม?
.
คิดว่ามีนะ มีหลายประเด็นด้วย เดี๋ยวขอย่อยไปทีละประเด็นด้วยกัน
.
ประการแรกคือ ความที่เราทำกิจกรรมนอกคณะเยอะ เราก็อาจจะไม่ได้สนิทกับเพื่อนในคณะมากขนาดนั้น
ไม่ได้สนิทในแง่ที่ว่าเราคุยกันได้ทุกเรื่อง คือสนิทแค่ในฐานะเพื่อนร่วมงานนะและพอจบงานก็ไม่ค่อยได้คุยกัน คือแบบเวลาเข้าทำงานจริงๆจะเน้นงานมากกว่าเน้นความสัมพันธ์ ซึ่งกลายเป็นว่าความสัมพันธ์หลังงานจบก็ไม่ได้สนิทอะไรกันมากมาย
.
และนี่เป็นคนที่ไร้ Topic ในการพูดคุยหลังจากจบงานว่าแบบจะคุยอะไรต่อ ก็เป็นข้อเสียอย่างนึงนะที่พอเราทำงานเยอะเสมือนว่าเรารู้จักกับคนเยอะนะ แต่เรารู้จักกันแค่ผิวเผิน จะมีแค่น้อยคนนักที่จะสนิทกันจริงๆ คือมันเป็นข้อเสียที่เกิดจากนิสัยส่วนตัวด้วย
.
แต่ถ้าสำหรับคนอื่นที่เป็นสายกิจกรรมอยู่แล้วที่แบบเข้ากับคนได้ง่าย คุยกับคนได้ทุกเรื่อง มันก็จะไม่ค่อยมีปัญหา
.
อย่างต่อมาคือว่า มันกลายเป็นหลุมพรางที่เราคิดว่าเรา manage เวลาได้ดีซึ่งในความเป็นจริงมันอาจจะไม่ได้เป็นแบบนั้นก็ได้ คือแบบสมัยปี 1 เนื้อหาการเรียนมันน้อย ไม่ได้หนักขนาดนั้น ทำให้เราคิดไปเองว่าทำกิจกรรมได้ระหว่างเรียนไปด้วย อันนี้คือที่สุดของคนแล้วที่ balance ทั้ง 2 เรื่องได้ แต่อันที่จริงแล้วมันกลายเป็นหลุมพรางให้กับตนเอง ซึ่งกลายเป็นว่าในปีหลังๆ เราก็เริ่มเห็นผลของหลุมพรางอันนั้นแล้ว พูดง่ายๆเหมือนเส้นกราฟที่จากสูงและดิ่งลงมาข้างล่าง คือแบบคนอื่นจากพื้นไต่ขึ้นไป ส่วนของตนเองคืออยู่ชั้นบนและร่วงลงมา มันเลยกลายเป็นหลุมพรางของคนที่คิดว่าเรา manage เวลาได้ดี
.
และก็ เราอาจจะเสพติดการทำงานมากเกินไป อย่างช่วงปี 1-2 มีกิจกรรมเยอะมาก แต่พอ ปี 3-4 มันจะเริ่มมีสิ่งที่เรียกว่า การว่างงาน แบบเราจะไปทำไรต่อ คือแบบปกติเลิกเรียนก็จะมีประชุม เข้าไปทำกิจกรรม แต่พอไม่มีงาน โปรเจกต์จบไปแล้ว มันเลยมีความรู้สึกเคว้งเข้ามาในจิตใจว่าแบบเราไม่รู้จะทำไรต่อดีหลังเลิกเรียน สังเกตง่ายๆเลยช่วงปี 4 ของใครหลายคนที่เลิกเรียนและไม่รู้ว่าไปไหนต่อดี ฟีลเหมือนเราตกงานหลังเรียนจบอะแหละ
.
Q: ก็เป็นประเด็นที่คนถามสัมภาษณ์เองก็ยังเป็นอยู่เลยนะครับ (หัวเราะ)
และสุดท้ายนี้คุณบอลมีอะไรอยากจะฝากถึงคนที่อ่านอยู่บ้างไหมครับ?
.
ประเด็นแรกเลยก็คือ เราอย่าตกหลุมพรางกับการทำงานมากเกินไป สำหรับสายกิจกรรมต่างๆ
.
เพราะว่าเวลาที่เราทำเยอะ มีประสบการณ์เยอะ มันจะเสริมความมั่นใจให้ตนเองเล็กๆน้อยๆจนเราไม่รู้ตัวเลยว่าเรากลายเป็นคนที่มีอีโก้สูงไป เหมือนเป็นกับดักของทิฐิเลย คือแบบเราอาจจะติดกับดักที่ว่าเราเก่ง เหนือกว่าคนอื่น เพราะเรามีประสบการณ์มากกว่า แต่จริงๆแล้วเราเป็นแค่คนที่ไม่ยอมเสียหน้ากับคนอื่นทั้งๆที่มนุษย์ทุกคนมันก็ผิดพลาดกันได้ คือบางครั้งคนที่มีประสบการณ์น้อยกว่าเราเขาก็อาจจะมีมุมมองใหม่ๆที่เรายังมองไม่เห็นอยู่ก็เป็นได้ อันนี้ก็เลยอยากฝากเอาไว้ว่า
.
“ถึงเราจะทำกิจกรรมเยอะก็จริง แต่มันก็เป็นเพียงแค่เสี้ยวหนึ่งของชีวิต เพราะยังมีอะไรอีกมากมายที่เรายังไม่รู้ ว่าง่ายๆคือ ไม่ได้เป็นน้ำที่เต็มแก้ว แต่เป็นน้ำครึ่งแก้ว เติมเท่าไรก็ยังครึ่งแก้วอยู่”
.
และอีกประเด็นนึงคือว่า “อย่าลืมเติมความสุขให้ตัวเองบ้าง” อันนี้สำคัญมากนะสำหรับคนที่ทำกิจกรรมเยอะหรือคนที่แทบไม่มีเวลาที่จะอยู่กับตนเองเลย และอยากให้แคร์คนที่อยู่รอบข้างมากยิ่งขึ้นด้วย
.
อีกอย่างนึงคือว่า “งานไม่ใช่ทุกสิ่งที่ทำให้เราก้าวไปสู่ข้างหน้าได้ แต่คนรอบตัวก็เป็นสิ่งสำคัญไม่แพ้กันด้วย”
.
คือแบบพอจบงานแล้วไม่ใช่เลิกติดต่อจากกันไปเลย แต่อาจจะแบบในทางเศรษฐศาสตร์ มันมีสิ่งนึงที่เรียกว่า ทุนทางสังคม เราจบงานนี้แต่เราก็ยังมี Contact อะไรมาแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างกัน คือ เราไม่ได้สนิทกันเพราะเราเคยทำงานร่วมกันแต่เราสนิทกันเพราะเราเข้าใจซึ่งกันและก