17 ก.พ. 2021 เวลา 02:13 • ภาพยนตร์ & ซีรีส์
#TheMule
#เพราะเวลาไม่เคยคอยใคร
หากจะถามใครหลายๆคน ว่าสิ่งที่มีค่ามากที่สุดสำหรับพวกเค้าคืออะไร คำตอบที่ได้คงจะแตกต่างกันไป ทรัพย์สิน เงินทอง ความสัมพันธ์ บ้าน ที่ดิน อะไรต่างๆมากมาย สุดแท้แต่ที่คนเราจะนึกออกและหามาได้ หากแต่มีสิ่งหนึ่ง ที่ต่างก็มีค่า และมีความสำคัญไม่แพ้สิ่งอื่นใดบนโลกใบนี้สำหรับคนทุกคน สิ่งนั้นคือ “เวลา”
เวลาคือสิ่งที่คนเราไม่สามารถควบคุม สั่งการ หรือแม้แต่จะจับต้องมันได้ด้วยซ้ำ แต่เวลานั้นกลับมีค่ามากมายมหาศาลต่อชีวิตคนหนึ่งคน และเป็นตัวกำหนดชีวิตของคนคนนั้นเลยก็ว่าได้ และในหนังเรื่อง The Mule นี้ ได้แสดงให้เราเห็นอย่างชัดเจนว่า “เวลา” มีความหมายเพียงใดต่อชีวิตมนุษย์คนหนึ่ง
The Mule เป็นเรื่องราวที่สร้างขึ้นมา โดยอ้างอิงจากเรื่องจริงของชายชราวัย 90 ปี ผู้ที่จับพลัดจับผลู ต้องมาทำงานเสี่ยงตายในช่วงวัยโรยราโดยที่ไม่รู้ตัว และกลายเป็นบทเรียนชีวิตอันสำคัญ ไม่เพียงแต่กับตัวเค้าเอง แต่รวมไปถึงคนอื่นๆที่เกี่ยวข้องเช่นกัน
เป็นอีกครั้งหนึ่ง ที่ผู้กำกับ/นักแสดงวัยโคตรเก๋าอย่าง Clint Eastwood ได้ฝากฝีไม้ลายมือให้กับโลกภาพยนตร์ทั้งในบทบาทของผู้กำกับ พร้อมทั้งแสดงนำไปด้วยเองในตัว หลังจากที่เจ้าตัวเคยทำมาแล้วและประสบความสำเร็จไปอย่างล้นหลามทั้งจาก Mullion Dollar Baby, Gran Torino, Sully, American Sniper และอีกมากมาย
ต้องสารภาพก่อนเลย ว่าส่วนตัวชอบสไตล์การทำหนังของปู่คลินท์มากๆ เพราะนอกเหนือไปจากการแสดงของปู่ที่ปรากฏในหนังของแกเอง ที่ออกมาแบบดุดัน คม เข้ม และเต็มไปด้วยคุณภาพแล้ว ปู่ยังมีเซนส์ในการเฟ้นหานักแสดงในบทสำคัญๆของหนังได้ดีมากๆ (Hillary Swank, Bradley Cooper, Matt Damon) และแต่ละคนมักจะเฉิดฉายในบทของตัวเองอย่างสุดๆในหนังของปู่จริงๆ
นอกจากนี้ การดำเนินเรื่องแบบเนิบๆ เน้นการกระทำของตัวละครแต่ละฉากแบบเป็นธรรมชาติ เหมือนเป็นชีวิตประจำวันของตัวละครจริงๆ ไปจนถึงบทพูดที่ค่อนข้างเรียล เรียบง่ายแต่อิมแพคท์สูง สิ่งต่างๆเหล่านี้เป็นลายเซ็นในงานของปู่คลินท์ และเป็นสิ่งที่แสดงออกมาจากหนังหลายๆเรื่องของปู่เอง
เรื่องนี้เองก็เช่นกัน จุดเด่นของการดำเนินเรื่องและเล่าเรื่อง คือการนำเสนอที่ทำให้เราเหมือนได้เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตของตัวละครนำอย่าง Earl Stone เอง ได้เข้าไปอยู่ในภารกิจแต่ละครั้งของเจ้าตัว และสัมผัสถึงตัวตนของเจ้าตัวได้แบบเด่นชัด
การเล่าเรื่องแบบนี้ ช่วยดึงดูดความสนใจของผู้รับชมได้ดี และสร้างความผูกพันธ์กับตัวละครให้เกิดขึ้นกับคนดูเองด้วย และเรื่องนี้ เชื่อว่าหลายๆคนน่าจะเอาใจช่วย Earl กับแต่ละครั้งที่เจ้าตัวต้องทำภารกิจ และเอาใจช่วยกับการแก้ไขสิ่งผิดพลาดในอดีตของเจ้าตัวกันแบบใจจดใจจ่อเช่นกัน
หนังพาเราไปพบกับการเลือกเส้นทางชีวิตของคนในวัยที่หลงเหลือแรงแค่เพียงใช้ชีวิตในแต่ละวัน แต่เต็มไปด้วยความทรงจำของชีวิต และแสดงให้เราเห็นสัจธรรมข้อหนึ่งของการใช้ชีวิตอย่างชัดเจน
นอกเหนือไปจากจุดเด่นของการเลือกตัวละครและความเรียบง่ายของการเล่าเรื่องแล้ว ดนตรีประกอบในแต่ละช่วง ที่ถูกหยิบยกมาใช้ผ่านการฟังเพลงของตัวละคร ก็ค่อนข้างทำได้ดี และช่วยสร้างรอยยิ้มให้กับเราในระหว่างการเดินทางของตัวละครได้ชะงัด
บทเรียนที่สอนเรา ผ่านทางเลือกและการกระทำของตัวละคร และบทสนทนาต่างๆที่เกิดขึ้นกับคนรอบตัว ช่วยย้ำเตือนเราได้ดีถึงสัจธรรมแห่งชีวิตจริงๆ
 
ว่าสุดท้ายแล้ว เวลาเท่านั้นที่เป็นตัวกำหนดทุกอย่าง และไม่ว่าเราต้องการซักแค่ไหน...แต่เราก็ไม่สามารถจะซื้อเวลากลับคืนมาได้ เมื่อมันผ่านพ้นเราไปแล้ว
อีกหนึ่งหนังดี ที่ควรดูครับ
The Mule: 8.5/10
โฆษณา