19 ก.พ. 2021 เวลา 02:54 • ประวัติศาสตร์
จลาจลญี่ปุ่นเมืองนครศรีธรรมราช
ใน พ.ศ. 2173 ออกญานครศรีธรรมราช ยามาดะ นางามาสะ (山田長政) ผู้บัญชาการทหารอาสาญี่ปุ่นในสยามถูกลอบวางยาพิษจนตาย ทำให้พระเจ้าปราสาททองที่เพิ่งขึ้นครองราชย์สามารถขจัดเสี้ยนหนามสำคัญได้สำเร็จ แต่ผลที่ตามมานั้นกลับเลวร้ายลงกว่าเดิมเพราะนำมาสู่จลาจลครั้งใหญ่ในเมืองนครศรีธรรมราชที่มีผู้คนบาดเจ็บล้มตายจำนวนมาก
ในเวลานั้นทหารอาสาญี่ปุ่นจำนวนมากยังคงประจำอยู่ในเมืองนครศรีธรรมราช บุตรชายของนางามาสะในเวลานั้นมีอายุ 18 ปี มีบรรดาศักดิ์เป็น “ออกขุนเสนาภิมุข” (เข้าใจว่าได้รับตำแหน่งเจ้ากรมอาสาญี่ปุ่นแทนบิดาที่ได้เลื่อนเป็นออกญานคร) ได้สืบทอดตำแหน่งเจ้าเมืองนครศรีธรรมราชต่อจากบิดา ในเอกสารญี่ปุ่นระบุชื่อว่า "โออิน" (ヲイン)
ภาพการสู้รบของชาวญี่ปุ่นในสงครามล้อมปราสาทโอซากะ ค.ศ. 1614-1615
จดหมายเหตุของเยเรเมียส ฟาน ฟลีต (Jeremias Van Vliet) ที่แต่งในสมัยพระเจ้าปราสาททองระบุว่า ออกญานครศรีธรรมราชคนเก่าที่นางามาสะตั้งเป็นหัวหน้าที่ปรึกษา ได้รับหนังสือลับจากพระเจ้าปราสาททองให้กำจัดนางามาสะกับทหารอาสาญี่ปุ่น แลกกับการได้กลับมาเป็นเจ้าเมืองอีกครั้ง และผู้ที่วางยาพิษนางามาสะจนตายคือออกพระมะริด น้องชายออกญานครคนเก่า
โออินสงสัยว่าออกญานครคนเก่าเป็นผู้สังหารบิดาของตน จึงจับกุมตัวมาจะประหารชีวิต แต่ออกญานครคนเก่าสามารถประจบประแจงจนโออินหายระแวงเปลี่ยนมาเชื่อใจตนได้และยังยกลูกสาวคนโตให้เป็นภรรยาโออินด้วย
แต่ในใจออกญานครคนเก่าก็เริ่มวางแผนกำจัดชาวญี่ปุ่นออกไปจากเมืองนครศรีธรรมราช
.
ขั้นแรก ออกญานครคนเก่ายุยงโออินว่า พระเจ้ากรุงศรีอยุทธยาทรงแต่งตั้งนางามาสะเป็นเจ้าเมืองนครศรีธรรมราชผู้มีอำนาจเต็ม ผู้สืบทอดตำแหน่งเจ้าเมืองควรเป็นบุตรชายคนโต หลังจากโออินปรึกษากับชาวญี่ปุ่นคนอื่นๆ แล้วจึงตกลงรับสืบทอดตำแหน่ง โดยไม่มีรับสั่งจากพระเจ้าปราสาททอง โออินใช้อำนาจแต่งตั้งกรมการเมืองที่ว่างอยู่ แจกจ่ายเงินทองของมีค่าให้คนของตนเอง บางคนก็ตั้งให้มีบรรดาศักดิ์เป็นออกพระ ออกหลวง
โออินไม่ได้หยุดแค่ตำแหน่งเจ้าเมือง แต่คิดตั้งตนเป็นถึงกษัตริย์ของเมืองนครศรีธรรมราช ซึ่งเข้าใจว่าเป็นแผนของออกญานครคนเก่าที่ตั้งใจยุยงให้โออินกลายเป็นกบฏต่อกรุงศรีอยุทธยา โออินได้จัดเตรียมวันประกอบพิธีราชาภิเษกและพิธีถือน้ำพิพัฒน์สัตยาไว้ด้วย
.
ขั้นที่สอง เพื่อให้ชาวญี่ปุ่นอ่อนแอลง ออกญานครคนเก่าได้ยุยงให้ ออกขุนศรีไวยวุฒิ (Ockon Cirwij Agwoot) หัวหน้าชาวญี่ปุ่นอีกคนหนึ่งที่มีนิสัยเลวร้ายให้ต่อต้านโออิน และตั้งตนเป็นเจ้าเมืองแทน ออกขุนศรีไวยวุฒิจึงได้ระดมไพร่พลและอาวุธตั้งตนเป็นศัตรูกับโออิน ทำให้ชาวญี่ปุ่นในเมืองนครศรีธรรมราชแตกเป็นสองฝ่ายต่อสู้กันเอง ทำให้ทั้งสองฝ่ายต่างสูญเสียไพร่พลและอ่อนแอลง
.
ขั้นที่สาม เมื่อออกญานครคนเก่าเห็นว่าญี่ปุ่นแตกกันเองแล้ว จึงยุยงปลุกปั่นให้กรมการและชาวเมืองนครศรีธรรมราชเกลียดชังชาวญี่ปุ่นมากขึ้นไปอีก โดยกล่าวว่าชาวญี่ปุ่นนั้นหยิ่งผยองดื้อรั้น คิดการเป็นกบฏตั้งตัวเป็นเจ้าเมืองโดยไม่มีพระราชโองการ เพราะตำแหน่งเจ้าเมืองมาจากการแต่งตั้งโดยพระเจ้าอยู่หัว หากปล่อยให้ญี่ปุ่นครองเมืองก็ทำให้พระเกียรติยศของพระเจ้าอยู่หัวมัวหมอง และยังกล่าวว่าถ้าชาวเมืองไม่หาทางป้องกันญี่ปุ่นก็อาจจะโดนราชสำนักลงโทษได้
ชาวเมืองนครจึงประชุมปรึกษากันจนได้ข้อสรุปว่าผู้ใหญ่ในเมืองจะไม่ยอมไปเข้าร่วมพิธีราชาภิเษกของโออิน และจะไม่ยอมรับอำนาจของชาวญี่ปุ่นในรูปแบบใดทั้งสิ้น
ด้วยเหตุนี้ในวันราชาภิเษกของโออินจึงไม่มีผู้ใหญ่ของเมืองไปเข้าร่วมแม้แต่คนเดียว แม้ว่าโออินจะให้เรียกตัวมาหลายครั้งก็ถูกปฏิเสธ โดยกล่าวว่าออกขุนเสนาภิมุขเป็นกบฏต่อพระเจ้ากรุงศรีอยุทธยา พวกเขาไม่มีวันยอมรับ เคารพ หรือเชื่อฟังได้จนกว่าพระเจ้าอยู่หัวจะทรงมีพระราชโองการแต่งตั้งเขาอย่างถูกต้อง
ถุงใส่ขนมอามะนัตโต (甘納豆) รูป ยามาดะ นางามาสะ โจมตีชาวเมืองนครศรีธรรมราช สมัยก่อนสงครามโลกครั้งที่สอง
ญี่ปุ่นทั้งสองกลุ่มแตกหักกันอย่างรุนแรงถึงขนาดตั้งป้อมค่ายคุมเชิงพร้อมเปิดศึกกันทุกเมื่อ แต่ในที่สุดญี่ปุ่นก็รู้ตัวว่าตนเองถูกออกญานคร “เสี้ยม” ให้สู้กันเอง ด้วยเหตุนี้ญี่ปุ่นทั้งสองกลุ่มจึงหันมาร่วมมือกัน ออกขุนศรีไวยวุฒินำไพร่พลบุกไปสังหารออกญานครถึงเรือนด้วยตนเอง รวมถึงฆ่าทุกคนที่พบในเรือนทั้งหมด
การกระทำของญี่ปุ่นครั้งนี้เป็นการจุดชนวนเหตุการณ์ให้บานปลาย จนกลายเป็นสงครามครามกลางเมืองนครศรีธรรมราชระหว่างชาวญี่ปุ่นและชาวเมืองนคร มีผู้คนล้มตายจำนวนมากทั้งสองฝ่าย แต่สุดท้ายญี่ปุ่นโจมตีอย่างรุนแรงจนชาวเมืองนครต้องพากันทิ้งเมืองหลบหนีไป ชาวญี่ปุ่นทั้งปล้นสะดมและจุดไฟเผาเมืองนครศรีธรรมราชจนเสียหายอย่างหนัก
ฟาน ฟลีต เรียกการกระทำของชาวญี่ปุ่นในครั้งนั้นว่า “การสังหารหมู่”
.
เมื่อเหตุสงบลง โออินพยายามชักจูงให้ชาวเมืองที่หนีไปให้กลับมาใหม่ โดยพยายามแสดงความเป็นมิตร สัญญาว่าทุกคนจะได้รับทรัพย์สินที่เสียไปคืนและมีอิสระเสรี แต่ชาวเมืองนครไม่เชื่อใจชาวญี่ปุ่นจึงไม่มีใครยอมกลับมาเลย ต่างพากันไปอาศัยอยู่ที่เมืองใกล้เคียงแทน มีแต่ชาวจีนเข้ามาเพียงไม่กี่คน เมืองนครศรีธรรมราชในเวลานั้นจึงกลายเป็นที่รกร้างมีแต่ซากปรักหักพัง
เมื่อเมืองนครเหลือแต่ชาวญี่ปุ่น โออินกับออกขุนศรีไวยวุฒิก็หันกลับมาต่อสู้แย่งชิงอำนาจกันอีกหลายครั้ง ชีวิตชาวญี่ปุ่นก็มีแต่จบสิ้นลงไปพร้อมกับความขัดแย้ง สุดท้ายออกขุนศรีไวยวุฒิก็ถูกฆ่า ความขัดแย้งระหว่างญี่ปุ่นจึงจบลง
ชาวญี่ปุ่นที่เหลืออยู่เห็นว่าอยู่ในเมืองนครศรีธรรมราชต่อไปไม่มีประโยชน์ และเห็นว่าพระเจ้าปราสาททองไม่มีวันยินยอมให้พวกตนปกครองเมืองต่อไปแน่นอน จึงตัดสินใจออกจากเมืองนครศรีธรรมราชเดินทางไปยังกัมพูชาแทน บางคนก็กลับไปที่กรุงศรีอยุทธยา
ฝ่ายพระเจ้าปราสาททองที่เห็นว่าญี่ปุ่นเป็นภัยคุกคามก็มีรับสั่งให้เผาทำลายหมู่บ้านญี่ปุ่นในกรุงศรีอยุทธยาทิ้งใน พ.ศ. 2173 แต่สักพักหนึ่งโปรดให้ชาวญี่ปุ่นกลับมาตั้งถิ่นฐานอีกครั้ง ซึ่งก็เหลือไม่มากนัก หลังจากนั้นไม่นานญี่ปุ่นก็ปิดประเทศ ทำให้ประชากรญี่ปุ่นลดน้อยลงไปตามเวลา
ฝ่ายชาวเมืองนครศรีธรรมราชเมื่อเห็นว่าญี่ปุ่นจากไปแล้ว จึงอาศัยความวุ่นวายก่อกบฏแยกตนเป็นอิสระ แต่พระเจ้าปราสาททองรับสั่งให้ยกกองทัพใหญ่ไปปราบปรามได้อย่างไม่ยากเย็น แล้วตั้งออกญานครคนใหม่ขึ้นปกครองแทน เมืองนครศรีธรรมราชจึงกลับมาอยู่ใต้อำนาจของกรุงศรีอยุทธยาอีกครั้ง
ดาบไทยทรงอย่างญี่ปุ่น หนึ่งในมรดกที่ไทยรับมาจากชาวญี่ปุ่นตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุทธยา พบมากในภาคใต้ของประเทศไทยโดยเฉพาะเมืองนครศรีธรรมราชที่เคยเป็นชุมชนชาวญี่ปุ่นขนาดใหญ่ในสยาม
ยุคญี่ปุ่นครองเมืองนครศรีธรรมราชจึงจบสิ้นลงในที่สุด แต่ความทรงจำของชาวเมืองนครศรีธรรมราชเกี่ยวกับการปกครองของชาวญี่ปุ่นในยุคนั้นยังถูกถ่ายทอดมาถึงปัจจุบันผ่านเพลงช้าน้องหรือเพลงกล่อมเด็กที่ร้องกันว่า
1
ไก่อูกเหอ ไก่อูกหางลุ่น
ข้าหลวงญี่ปุ่น ทำวุ่นจับเด็ก
จับเอาแต่สาวสาว บ่าวบ่าวไปทำมหาดเล็ก
ญี่ปุ่นจับเด็ก วุ่นทั้งเมืองนครเอย
สะท้อนให้เห็นถึงมุมของของชาวเมืองนครศรีธรรมราชที่มีต่อผู้ปกครองชาวญี่ปุ่นในเวลานั้นได้เป็นอย่างดี
บรรณานุกรม
ภาษาไทย
- ประชุมพงศาวดาร ภาคที่ 20 จดหมายเหตุเรื่องทางไมตรีระหว่างกรุงศรีอยุธยากับญี่ปุ่น. (2506). (พิมพ์ครั้งที่ 2). พระนคร: โรงพิมพ์บำรุงนุกูลกิจ. [พิมพ์เป็นอนุสรณ์ในงานพระราชทานเพลิงศพพันเอก พระยาศักดาภิเดชวรฤทธิ์ (แปลก นิลกุล) ณ ฌาปนสถานกองทัพบก วัดโสมนัสวิหาร วันพุธที่ 6 กุมถาพันธ์ 2506].
- อิชิอิ โยเนะโอะ และ โยชิทาเกะ โทชิฮารุ. (2542). ความสัมพันธ์ไทย-ญี่ปุ่น 600 ปี. พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ: มูลนิธิโครงการตำราสังคมและมนุษย์ศาสตร์.
ภาษาต่างประเทศ
- Baker, C., Dhiravat na Pombejra, Kraan, A. van der and Wyatt, D. K. (Eds). (2005). Van Vliet's Siam. Chiang Mai: Silkworm Books.
- Polenghi, C. (2009). Yamada Nagamasa, Japanese Warrior and Merchant in Early Seventeenth-Century Siam. Bangkok: White Lotus.
หมายเหตุ : บทความทั้งหมดเรียบเรียงโดยผู้ดูแลเพจวิพากษ์ประวัติศาสตร์ ผู้ดูแลเพจขอสงวนสิทธิไม่อนุญาตให้นำข้อมูลที่เผยแพร่ในเพจไปแก้ไข คัดลอก ดัดแปลง ทำซ้ำ เผยแพร่ต่อ และห้ามนำไปแสวงหาผลกำไรทางพาณิชย์โดยเด็ดขาด หากมีความประสงค์จะขอบทความของเพจวิพากษ์ประวัติศาสตร์ไปเผยแพร่ต่อด้วยวิธีการใดๆ ก็ตามต้องได้รับการยินยอมจากผู้ดูแลเพจวิพากษ์ประวัติศาสตร์ในทุกกรณี ยกเว้นแต่การแชร์ (share) ที่สามารถกระทำได้โดยไม่ต้องขออนุญาต
โฆษณา