21 ก.พ. 2021 เวลา 13:32 • ไลฟ์สไตล์
คู่คลอง....
ด้วยความสงสัยในเบื้องต้น.. ว่่าทำไมเขตตลิ่งชัน หรือในอดีตเรียกเป็นถึงอำเภอในฝั่งธน น้ำจึงท่วมทุกปี
ตลิ่งที่ว่าชันมันเคยมีอยู่จริงไหม... หาไปเหอะไม่เห็นจะมีสักตำราที่กล่าวอ้างในสิ่งที่อยากจะรู้
เมื่อไม่พบ.. ก็ต้องอาศัยการปะติดปะต่อจากจิ๊กซอร์ที่หลงเหลืออยู่เอง
ก็อย่างที่ทราบกันดี.. ว่าเขตตลิ่งชันในปัจจุบัน.. ในอดีตก็คือเส้นทางเดิมที่แม่น้ำเจ้าพระยาไหลผ่าน
นี่ก็เหลืออีกแค่1ปี ก็จะครบ500ปีที่มีการขุดลัดแม่น้ำครั้งที่1
แม่น้ำเดิมจึงถูกเปลี่ยนทางน้ำ... ให้มาไหลกองกันเป็นสายใหญ่ตั้งแต่ ม.ธรรมศาสตร์จนเกือบถึงสะพานพุทธ
แน่นอนล่ะว่า เมื่อน้ำลดตอย่อมผุด... ตลิ่งที่เคยดูปกติ ก็กลายเป็นตลิ่งที่สูงชันขึ้นมาทันตา
เฮ้ยๆๆ.. นี่เราวิเคราะห์ถูกป่าวว้า.. เพราะหากอ้างอิงถึงตัวอำเภอตลิ่งชัน ก็มีการอ้างถึงกันในช่วงปลายอยุธยา.. เห็นมะขุดตอนกลางยุค พอปลายยุคตลิ่งก็เริ่มจะชันให้เห็นแล้ว
จนมาบูมกันในยุครัชกาลที่4.. บูมถึงขนาดต้องตั้งอาคารสำนักงานอำเภอขึ้นที่แถวๆวัดไก่เตี้ย.. เลยสะพานชักพระไปนั่นล่ะ
เมื่อได้จิ๊กซอร์แรก ตัวที่2ก็ตามมา.. นั่นคือประเพณีการชักพระ... ก็ว่ากันว่าแต่เดิมคือประเพณีของคนทางภาคใต้
ที่จะทำกันหลังวันออกพรรษา1วัน คือแรม1ค่ำเดือน11 เพื่อจะสะท้อนเรื่องราวในสมัยพุทธกาล
ในครั้งที่พระพุทธเจ้า ได้ไปดื่มด่ำรสทิพยวิมานบนชั้นดาวดึงส์ เมื่อพุทธบริษัทปูเสื่อรอที่จะต้อนรับ.. คนก็เยอะ.. ตั๋วชั้น3หรือจะเข้ามาถึงริงไซด์ได้
พวกก็เลยนำอาหารคาวหวานที่ตระเตรียมมาห่อใส่เบนโต๊ะตองเขียว.. มัดและส่งต่อกันมาเรื่อยๆจนถึงข้างหน้า
การชักพระก็น่าจะนำวิถี ให้คนเข้าถึงพุทธองค์ได้ทั่วกัน เลยอัญเขิญพระพุทธรูปขึ้นบุษบกทั้งบกและน้ำ แห่กันไปโดยรอบ ก็เลยกลายมาเป็นประเพณี
แต่ทว่าคนธนบุรี.. จึงยึดโยงในประเพณีทางภาคใต้มากกว่ากรุงศรี....กันนะ
ก็นั่นไง... ชุมชนที่เคยเป็นเส้นสัญจรหลัก วันนึงถูกฟ้าฝ่าเหมือนถูกตัดสัญญานwifiก็อย่างนั้น...
จากที่มีการติดต่อเป็นเสมือนสะพานเชื่อมใต้และกลาง... ความสำคัญของประวัติศาสตร์จึงถูกเบี่ยง.. ตลิ่งที่เคยมีความสำคัญจึงถูกกัดเซาะไปกับสายน้ำในบัดดล
จะว่าไป.. คนฝั่งธนแถบนี้ มีความเชื่อมโยงกับคนภาคใต้มาโดยตลอด ดูสิ บขส.สายใต้ก็ผลุบโผล่อยู่ตรงนั้นมา3-4ที่ล่ะ
ไหนจะสถานีรถไฟบางกอกน้อย.. เดินดูในตลาดศาลาน้ำร้อนในอดีตได้เลย ผลิตผลทางการเกษตรก็มาจากทางใต้ทั้งนั้น
เมื่อตลิ่งชัน.. ถูกโอบรัดให้รู้จักแต่คำว่ารับ การผองถ่ายจึงไม่เกิดต่อ.. สู้วัฒนธรรมที่อิมพอร์ต เข้ามาทางปากอ่าว ตามเรือสำเภาของนานาชาติไม่ได้
ทีนี้เริ่มจะจับกลุ่มก้อนของตลิ่งที่ชันได้พอสมควร... จึงทำให้เชื่อว่าคำว่าตลิ่งชัน ก็เกิดจากสภาพของภูมิประเทศจริงๆ
แต่มันงงสิ.. ว่า499ปีผ่านไป... น้ำที่ว่าเปลี่ยนทิศจนทำให้เกิดตลิ่ง... บัดเดี๋ยวนี้ทำไมทำนบดังกล่าวจึงหายไป จนทำให้คนในยุคปัจจุบันต้องทนนอนจมน้ำที่ท่วมขัง
เรื่องนี้.. คิดว่าทุกท่านคงจะร้อยเรียงกันได้เอง.. ด้วยจากสภาพบ้านเรือนที่เห็น
แต่สิ่งที่ต้องสงสัยกันมากกว่า นั่นคือสิ่งก่อสร้างที่อยู่คู่คูคลอง นั่นคือคานคอนกรีตที่วางอยู่รอบแนวคูคลอง
เด็กๆแม่เคยบอกว่า เขาทำไว้ให้ป้าแป้นเดินมาหาป้าแม้นที่อีกฝั่งได้ หรือทำไว้ให้จ่าเชียรไว้ตากรองเท้าผ้าใบคู่งาม อีกทั้งยังอำนวยความสะดวกให้ป้าแฉ่มได้เอาคานปูนนี้ไว้ตากผ้านุ่ง
ที่เชื่อแม่... เพราะเราก็อาศัยคานปูนนี้ไว้เดินเที่ยว.. ลัดเลาะไปเรื่อยตามบ้านเพื่อนเสมอ
จนวันนี้มานั่งร้องอ๋อ!... ว่าหลวงเขาทำไว้เพื่อกั้นตลิ่งตามแนวคลองไม่ให้ทรุดลงกว่าเดิม
โถว่.. โถว..โถ...นับเป็นความชาญฉลาดทางการก่อสร้างอย่างหนึ่ง...ที่ใช้การปักเสาวางคานทั้ง2ฝั่ง เพื่อใช้ยันตลิ่ง.. หากแต่จะตอกโป๊กๆ.. ริมตลิ่ง มีหวังพังทั้งตลิ่งพังทั้งบ้านเรือน
ดีนะที่แก้สมการนี้ได้ก่อน ไม่งั้นคงจะกลายมาเป็นวิวาทะไว้ให้เด็กถามเยี่ยง.. โครงการโฮปเวลล์ในอดีตเป็นแน่
แต่ไหนๆก็ไหนๆล่ะ... หากกทม.จะต่อยอดโดยการนำคานที่สร้างนี้ มาทำคลองเทียมตามอย่างในเกาหลีสักหน่อยก็คงดี
คานมีแล้ว.. ก็ก่อข้างขึ้น.. แล้วก็ทำเป็นคลองน้ำที่ใสสะอาดอยู่ด้านบน ปิดความเน่าเฟ๊ะที่อยู่ด้านล่างลง นอกจากจะดูสะอาดตา.. ยังดูเป็นการยกระดับคุณภาพชีวิตคนเมืองให้น่าอยู่ขึ้น
 
เปลี่ยนทางน้ำใหม่ตอนนี้ก็ยังไม่สาย...
ไม่เชื่อก็ลองเปลี่ยนกันเสียแต่วันนี้..
แล้วอีก500ปีข้างหน้า ค่อยมาดูกัน...
โฆษณา