Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
PJ Writing
•
ติดตาม
23 ก.พ. 2021 เวลา 08:35 • การเมือง
#AllLivesMatter
จริงๆว่าจะเขียนนานละ แต่ในช่วงที่มันเป็นประเด็นและกระแสกำลังแรงๆ เป็นจังหวะชีวิตเร่งรีบ และมีความท่วมท้นของสิ่งที่ต้องทำในชีวิตเยอะมาก จนมันเลยมาถึงตอนนี้ (ที่ก็ยังท่วมท้นอยู่) แต่ก็คิดว่า อยากจะแชร์ความเห็นและมุมมองในเรื่องนี้ซักที
ประเด็นของการประท้วงเพื่อสนับสนุนความเท่าเทียมและเรียกร้องความยุติธรรมให้กับคนผิวสี หรือที่เป็นแฮชแท็กกันว่า #BlackLivesMatter นั้น เป็นประเด็นระดับโลก และระดับนานาชาติไปแล้วในปัจจุบัน และแม้จะลดระดับกระแสและความรุนแรงลงมาแล้ว แต่ในปัจจุบันก็ยังคงเห็นคนพูดถึงเรื่องนี้อยู่เรื่อยๆ โดยเฉพาะในหมู่คนดัง และดาราศิลปินต่างประเทศ
เกริ่นก่อนว่า ตัวเราเองก็ไม่ได้ศึกษาในเรื่องนี้ หรือประวัติศาสตร์เกี่ยวกับปูมหลังต่างๆมาทั้งหมด เรารู้ในส่วนที่เป็นเหตุการณ์หลักๆ และเป็นเหตุการณ์ใหญ่ๆที่คนส่วนใหญ่ก็รู้จักกันทั่วไป ไม่ว่าจะเรื่องของ ดร.มาร์ติน ลูเธอร์ คิง, การค้าทาสในอเมริกาสมัยก่อน, การล่าคนผิวสี, KKK และอีกหลายๆอย่าง บางเรื่องเราอาจจะรู้รายละเอียดมากกว่าคนทั่วไปนิดหน่อย จากการไปเห็นและได้อ่านประวัติศาสตร์ของชาวแอฟริกัน-อเมริกัน บ้างสมัยอยู่ที่โน่น แต่ก็ไม่ได้รู้หมดทุกอย่าง ความเห็นที่จะเขียนให้ได้อ่านกัน มันคงเป็นเรื่องของความเห็นส่วนบุคคล จากทัศนคติและมุมมองของคนคนนึง ที่มองเรื่องนี้จากสายตาและความเข้าใจของตัวเราเอง
ในความเห็นและจากประสบการณ์ของเรานั้น การเหยียดสีผิวและการแบ่งแยกชนชั้นของเผ่าผันธุ์มนุษย์ โดยมองไปที่เชื้อชาติ, สีผิว, ชาติพันธุ์นั้นยังคงมีอยู่จริงๆ และมันไม่ใช่แค่ชาวผิวสี หรือ บรรดามนุษย์เชื้อสายแอฟริกันเท่านั้นที่โดนกระทำอย่างแตกต่างเพียงแค่เพราะประเด็นในเรื่องที่บอก แต่ต้องบอกว่าเกือบจะทุกชาติพันธุ์ที่ไม่ใช่เผ่าพันธุ์ คอเคซอยด์ หรือบรรดามนุษย์ผิวขาวนั้น โดนเหยียดและแบ่งแยกกันหมด
เราจะขอไม่พูดถึงประเด็นการบูลลี่ และเหยียดชาติพันธุ์ที่เป็นพฤติกรรมของคนในประเทศเรา เพราะบริบทของวัฒนธรรมและหลักปฏิบัติต่างๆที่แตกต่าง อีกทั้งมันคงจะเป็นการจุดประเด็นที่แตกต่างจากเรื่องที่พูดถึงอยู่เกินไปหน่อย
จากเคสการเสียชีวิตของจอร์จ ฟลอยด์นั้น ประเด็นของการเสียชีวิตจากการปฏิบัติอันรุนแรงเกินความจำเป็นของเจ้าหน้าที่ตำรวจ เป็นตัวจุดไฟที่พร้อมจะปะทุมานานของบรรดาชนผิวสีในอเมริกา ซึ่งไฟดังกล่าวที่ถูกจุดปะทุขึ้นมาครั้งนี้ จะบอกว่าเป็นไฟที่ลุกโชนมากที่สุดกว่าการประท้วงและการแสดงความไม่พอใจครั้งไหนๆในช่วง 10-20 ปีนี้เลยก็ว่าได้
หากใครที่เคยเข้าไปสัมผัสกับชีวิตของชาวผิวสีเหล่านี้ในอเมริกา ก็จะพอรู้ถึงความเป็นไปของคนกลุ่มนี้ดี แน่นอน ไม่ว่าจะเป็นคนกลุ่มไหน ในกลุ่มย่อมมีทั้งคนที่ดี และคนที่ไม่ดี กลุ่มนี้ก็เช่นกัน และในกลุ่มคนผิวขาว หรือชาติพันธุ์อื่นๆเองก็เป็นเหมือนๆกัน เพียงแต่สิ่งที่คนผิวสี (โดยเฉพาะชนชั้นกลาง และชนชั้นล่าง) ต้องประสบพบเจอมาตลอด มันคือการถูกปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรม การไม่ได้รับโอกาสที่เท่าเทียมจากสังคม และการถูกตั้งแง่จากสังคมมาตลอด และหลายๆครั้งมันนำไปสู่การถูกปฏิบัติแบบที่ล้ำเส้นของความเป็นมนุษย์ และนำไปสู่เหตุการณ์อันน่าเศร้าคล้ายกรณีของจอร์จ ฟลอยด์
และในหลายๆครั้ง มันเกิดจากน้ำมือของเจ้าหน้าที่ของรัฐ หรือคนที่เป็นผู้ถือกฏหมายของประเทศเองนี่แหละ
หากใครรู้จักและสังเกตแนวทางการโพสท์และแชร์ข่าวหรือประเด็นต่างๆในเฟซบุ๊ค น่าจะพอเข้าใจได้ว่า เราจะค่อนข้างอินกับประเด็นเรื่องของความไม่เท่าเทียม, การเหยียดสีผิวและชาติพันธุ์ อะไรต่างๆพวกนี้มาก เหตุผลก็เพราะ เราเองก็เคยเจอมากับตัว ซึ่งถ้าใครที่เคยเจออะไรแบบนี้ ก็น่าจะพอรู้ว่า มันเป็นอะไรที่ฝังใจนะ
เคสของการปลุกระดมในครั้งนี้ สำหรับเราจึงค่อนข้างมองด้วยสายตาที่เข้าใจและเห็นใจคนที่ถูกกระทำนะ (ไม่นับพวกฉวยโอกาสก่ออาชญากรรม เพราะมันคนละประเด็นกัน) แม้เราจะเข้าใจว่าบรรดาคนผิวสีหลายๆกลุ่มก็มีพฤติกรรมที่ไม่ดีนัก แต่นี่มันเป็นเรื่องของปัญหาของการกดขี่ข่มเหงที่เกิดขึ้นมาอย่างยาวนาน และเหตุการณ์นี้มันเป็นแค่ไฟที่ปลายไม้ขีด ที่ทำให้เกิดการปะทุของการเดินขบวนและประท้วงนั่นเอง
จากที่อ่านความเห็น และสังเกตการแสดงออกความคิดเห็นจากหลายๆคน (คนไทย) ก็จะเห็นว่ามีบางส่วนไม่เข้าใจว่าทำไมถึงประท้วงกันจริงจังจัดเต็ม และค่อนข้างมีความฮึกเหิม และกระจายเป็นวงกว้างได้อย่างรวดเร็ว พร้อมกับเสียงท้วงติงถึงการประท้วงที่ค่อนข้างรุนแรง และดูไม่ค่อยสงบในหลายๆที่ และบางคนก็เปรียบเทียบกับภาพในอดีต หรือกระทั่งกับการประท้วงในไทยก่อนหน้านี้เอง (ซึ่งมันก็ไม่ได้จะสงบมากไหมนะ)
เคสนี้ต้องมองย้อนไปอย่างที่กล่าวไว้ข้างต้น ว่าเหตุการณ์ “จุดติด” ของการประท้วงในประเด็นนี้นั้น มันไม่เกิดขึ้นมานานมากแล้ว น่าจะนานเกินกว่าที่บอกไว้ด้วยซ้ำ ซึ่ง เมื่อมันถูกจุดติดขึ้นมาในยุคโซเชี่ยลมีเดียเฟื่องฟู และเป็นยุคที่โลกถูกเชื่อมเข้าไว้ด้วยกันผ่านเครือข่ายอินเตอร์เน็ต ทำให้การรณรงค์และการผลักดันจึงเกิดขึ้นแบบต่อเนื่อง เพราะเชื่อเหลือเกินว่า หลายๆคนที่อยากเห็นการเปลี่ยนแปลงในประเด็นนี้นั้น ต่างก็คิดแบบเดียวกันแหละว่า
“ถ้าไม่ใช่ตอนนี้ มันคงไม่มีโอกาสนี้อีกง่ายๆแล้ว”
มันเลยกลายเป็นประเด็นว่า ทำไมคนถึงออกมาเคลื่อนไหวเรื่องนี้กันได้จริงจัง และมีการผลักดันกันสุดตัวขนาดนี้ เพราะในอดีต ในหลายๆเหตุการณ์ หากย้อนไปศึกษาจริงๆ จะพบว่า การประท้วงในประเด็นความเท่าเทียมของชาติพันธุ์และคนผิวสีนั้น ไม่ว่าจะจบด้วยดี ประสบผลสำเร็จหรือไม่ แต่มันไม่เคยหลีกเลี่ยงความขัดแย้งและความรุนแรง ทั้งในช่วง ก่อน-หลัง-ระหว่าง การประท้วงได้เลย โดยเฉพาะประเด็นของการออกมากวาดล้างและแสดงความไม่พอใจหลังจากเกิดการประท้วงของฝ่ายตรงข้าม ที่รุนแรงไม่น้อยไปกว่าการประท้วงเองเลยในเกือบจะทุกครั้ง
แต่จากแนวโน้มล่าสุด และท่าทีของฝั่งผู้นำประเทศสหรัฐอเมริกาเอง ก็ต้องบอกว่าความหวังดูจะค่อนข้างเลือนรางที่จะมีการเปลี่ยนแปลงอันยิ่งใหญ่เกิดขึ้นจากการเคลื่อนไหวในครั้งนี้ เชื่อว่าหลายๆคนก็คงเห็นตามข่าวและการให้สัมภาษณ์หลายๆครั้งแล้วว่า “มันคงจะไม่เกิดขึ้นแน่ในครั้งนี้” มันจึงเป็นอีกเหตุผลว่าทำไม คนจึงยิ่งอินและเห็นด้วยกับการประท้วงในครั้งนี้ขึ้นไปอีก
ในมุมมองของเรา แม้มันจะไม่ประสบความสำเร็จ อาการ “จุดติด” ในครั้งนี้ของประเด็นความเท่าเทียมของชาวผิวสี อาจจะยังไม่ได้รับการตอบสนองเท่าที่ควร แต่เหตุการณ์ครั้งนี้มันก็ทำให้เกิดการรวมตัวกันติด ของคนที่มีทัศนคติแบบเดียวกัน และต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลงในแบบเดียวกันในที่สุด
มันอาจจะทำให้ทุกคนที่พยายามต่อสู้และผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในประเด็นนี้ได้เห็นว่า “พวกเค้าเหล่านั้นไม่ได้ต่อสู้อยู่โดยลำพัง” และอาจจะทำให้เกิดเป็นการสร้างความร่วมมือ จนมันประสบความสำเร็จในวันข้างหน้าก็เป็นได้
บันทึก
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย