28 ก.พ. 2021 เวลา 00:15 • กีฬา
เป็นเรื่องที่น่าคิดว่า ทำไมลิเวอร์พูลถึงแพ้รัวๆ จนหาทางออกไม่เจอแบบนี้ แม้อันดับในตาราง จะยังไม่ไกลจากท็อปโฟร์มากนัก แต่การแพ้ 4 เกมติดต่อกัน ไม่ใช่เรื่องปกติแล้ว ถึงตรงนี้ ต้องยอมรับว่า ลิเวอร์พูลมีปัญหาหนักมากจริงๆ
จากทีมแชมป์ ทุกอย่างมาสู่จุดนี้ได้อย่างไร เราจะไปล้วงลึกด้วยกันว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นคืออะไรบ้าง
1
---------------------------
1) ความชะล่าใจที่ไม่ซื้อเซ็นเตอร์แบ็ก
2
นับตั้งแต่เดยัน ลอฟเรน ย้ายออกจากทีมไป มีแต่คนเตือนลิเวอร์พูลว่า ให้ซื้อเซ็นเตอร์แบ็กเข้ามาอีก 1 คน จะได้มี 4 คน คอยสลับเปลี่ยนหมุนเวียนลงสนาม เพราะลำพังแค่ เวอร์จิล ฟาน ไดค์, โจ โกเมซ และ โจเอล มาติป ต้องลงเล่น 4 ถ้วยพร้อมกัน ไม่มีทางเลยที่จะยืนระยะได้ตลอด
3
มองในมุมของสโมสร คงตั้งใจจะลองใช้ บิลลี่ คูเมติโอ ดาวเตะชาวฝรั่งเศสวัย 17 ปี ที่เป็นวันเดอร์คิด บวกกับเรียกดาวรุ่งทั้งรีส วิลเลียมส์ และแนท ฟิลลิปส์กลับมา ถ้านับๆดูแล้วก็มีถึง 6 คน ก็น่าจะเพียงพออยู่ เพียงแต่ปัญหาคือ ดาวรุ่งทั้งหลาย ถือว่าโอเค แต่ยังไม่ดีพอ โดยเฉพาะคูเมติโอ ที่โดนส่งไปเล่นทีม u-23 และยังสร้างความผิดพลาดในสนามเรื่อยๆ เขาต้องเรียนรู้อีกเยอะ
จริงๆ ทีมซื้อขาย ต้องรู้อยู่แล้วว่า มาติปเจ็บออดๆแอดๆ ยากมากที่เขาจะยืนระยะได้ทั้งซีซั่น แต่สุดท้ายก็ยังชะล่าใจไม่ซื้อเซ็นเตอร์แบ็กทั้งๆที่คนก็เตือนกันแล้ว และพอเจอสถานการณ์อย่างที่เป็นอยู่ จะไปโทษใครได้
1
---------------------------
2) เวอร์จิล ฟาน ไดค์ เจ็บทั้งซีซั่น
เป็นเหตุผลต่อเนื่องมาจากข้อแรก จริงๆ ถ้ามองในมุมของทีมซื้อขาย ที่ไม่ยอมซื้อ อาจคิดว่ายังไงเซ็นเตอร์แบ็กตัวหลัก ต้องมีฟาน ไดค์ 1 คน อยู่แล้ว ซึ่งดูจากสถิติเมื่อ 2 ซีซั่นที่ผ่านมา ฟาน ไดค์ ลงเล่นเป็นตัวจริง ทุกนัด ทั้งในพรีเมียร์ลีก และแชมเปี้ยนส์ลีก ไม่เคยเจ็บป่วยแม้แต่ครั้งเดียว มันก็เลยทำให้ทีมงานคิดว่า ฟาน ไดค์ ก็จะยังเป็นคนเหล็กแบบนั้นต่อไปอีก
1
แต่ไม่มีใครคาดคิดว่าฟาน ไดค์ จะถูกจอร์แดน พิคฟอร์ด เสียบจนเจ็บหนักขนาดนั้น และพาฟาน ไดค์พักทั้งฤดูกาล สิ่งที่เห็นคือ นักเตะคนอื่นไม่มีใครมีศักยภาพในการเป็น "ผู้นำในแนวรับ" ได้เลย
อย่าลืมว่า 2 ปีที่ผ่านมา ลิเวอร์พูลไม่เคยลงเล่น โดยไม่มีฟาน ไดค์ พอต้อง "ไม่มี" เข้าจริงๆ ก็เลยปรับตัวกันไม่ถูกเลย ว่าจะไปยังไงต่อ เป็นความเสียหายที่รุนแรงจริงๆ
4
---------------------------
3) ความพร้อมของร่างกายจากปรีซีซั่น
ลิเวอร์พูลเป็นทีมที่ใช้พลังในการวิ่งเยอะมาก ดังนั้นสภาพร่างกายของนักเตะต้องสมบูรณ์จริงๆ แต่ในปีโควิด ทุกอย่างมันผิดเพี้ยนไม่เป็นรูทีนไปหมด บอลลีกในซีซั่นที่แล้วจบวันสุดท้ายคือ 26 กรกฎาคม จากนั้นนักเตะได้พักร้อนแค่ 20 วันเท่านั้น ก็ต้องกลับมาปรีซีซั่นต่อทันที และพอปรีซีซั่นได้แค่ 14 วัน ก็ต้องลงเล่นเกมแรกของฤดูกาล
จริงๆทุกทีมก็ต้องเจอปัญหานี้ แต่กับทีมเล็กอย่างเบิร์นลีย์ หรือเวสต์บรอมวิช ที่เน้นการแพ็กเกมรับ นักเตะไม่ต้องวิ่งต้องเพรสซิ่ง ก็จะเจอผลกระทบเรื่องปรีซีซั่นน้อยกว่า
การที่เตรียมตัวไม่พร้อม พักไม่พอ และมีช่วงปรีซีซั่นน้อยเกินไป ส่งผลให้นักเตะหงส์แดง มีอาการบาดเจ็บง่ายมาก นี่เป็นซีซั่นที่ลิเวอร์พูลมีตัวเจ็บมากที่สุดตั้งแต่คล็อปป์คุมทีมมา ล่าสุดกัปตันเฮนเดอร์สันก็เจ็บยาวไปอีกคนแล้ว
2
---------------------------
4) ใช้กองกลางเล่นกองหลัง
ผลกระทบจากการไม่ซื้อกองหลัง ทำให้ตัวที่มีอยู่เป็นกลุ่มดาวรุ่งที่มีฝีเท้าไม่น่าไว้วางใจ คล็อปป์จึงต้องส่งเอามิดฟิลด์ที่มีประสบการณ์มากกว่า ทั้งฟาบินโญ่ และจอร์แดน เฮนเดอร์สัน มาเล่นเซ็นเตอร์แบ็กแทน
สิ่งที่เสียไปก็คือพลังขับเคลื่อนในแผงกองกลาง กล่าวคือพอฟาบินโญ่เล่นเซ็นเตอร์แบ็ก ลิเวอร์พูลก็ขาดมิดฟิลด์ตัวรับที่คอยตัดเกมได้อย่างสมบูรณ์แบบ หรือพอเฮนเดอร์สันเล่นเซ็นเตอร์แบ็ก ก็ขาดกองกลางไดนาโมที่คอยขับเคลื่อนขึ้นลง และขาดคนที่จะคอยช่วยเทรนต์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์
ฟาบินโญ่, เฮนเดอร์สัน, ไวจ์นัลดุม คือ 3 มิดฟิลด์ของลิเวอร์พูลเล่นร่วมกันมาตลอด จนพาทีมได้แชมป์ยุโรปและแชมป์พรีเมียร์ลีกมันเป็นส่วนผสมที่ลงตัว แต่พอสลับคนนี้เข้า คนนี้ออก พลังในการขับเคลื่อนก็หายไปจากเดิม
---------------------------
5) เทรนต์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ออกทะเล
1
ในปีที่แล้ว อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ อยู่ในฟอร์มพีกที่สุด เขาแอสซิสต์กระจาย จนติดทีมยอดเยี่ยมแห่งปีของฟีฟ่า แต่มาในปีนี้ เขาเจอภาวะฟอร์มตกที่สุดในอาชีพ ฟรีคิกที่เคยมั่นใจ ยิงไม่เข้าเลยแม้แต่ลูกเดียว สถิติการครอสบอลดำดิ่งมาก บางเกมเปิดบอล 22 ครั้ง เข้าเป้า 1 หนก็มีมาแล้ว
ส่วนหนึ่งเพราะอเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์บาดเจ็บในช่วงสั้นๆ พอหายกลับมาก็ฟอร์มไม่เหมือนเดิม แถมพอไม่มีเฮนเดอร์สันช่วยในฝั่งขวา ทำให้เขาต้องเล่นอย่างโดดเดี่ยวเกินไป บางทีเจอกองหลัง 2-3 คนรุม ก็หาทางออกไม่ได้เหมือนกัน
1
ซีซั่นที่แล้ว 25 เกมแรก เทรนต์แอสซิสต์ไป 10 ครั้ง แต่มาปีนี้แอสซิสต์ไป 3 ครั้ง ดูก็รู้ว่าประสิทธิภาพลดลงอย่างมีนัยยะสำคัญ อีกส่วนคือ คู่แข่งแย่งตำแหน่งแบ็กขวาคือ เนโก้ วิลเลียมส์ด้วย ไม่ใช่คนที่จะคุกคามเทรนต์ได้ ถ้ามีตัวที่กดดันได้ดีกว่านี้ ก็อาจทำให้เทรนต์รีดฟอร์มได้ดีขึ้น
---------------------------
6) เซ็ตพีซขาดประสิทธิภาพอย่างสิ้นเชิง
ลิเวอร์พูลฤดูกาลนี้ ทำประตูจากลูกเตะมุมได้ 4 ลูก (ลีดส์, เลสเตอร์, คริสตัล พาเลซ, วูล์ฟแฮมป์ตัน) ดูเหมือนจะเป็นตัวเลขที่ไม่ได้แย่ แต่ถ้าเทียบกับโอกาสเตะมุมทั้งหมด 172 ครั้ง จะเห็นว่าหงส์แดงใช้การเตะมุมอย่างสิ้นเปลืองมาก หลายๆครั้งเตะเข้ามาแบบส่งเดช แล้วก็โดนสกัดทิ้งไป อย่างเสียประโยชน์
1
รวมถึงฟรีคิก ซีซั่นนี้หงส์ได้ยิงทุกระยะ แต่ยังเปลี่ยนเป็นประตูไม่ได้เลยแม้แต่ลูกเดียว อเล็กซานเดอร์ อาร์โนลด์ ยังหาทางซัดตรงกรอบไม่เจอ บางทีก็น่าคิดว่า ทำไมไม่ลองเปลี่ยนคนยิงบ้าง
2
---------------------------
3
7) อาการเจ็บของดีโอโก้ โชต้า
ตอนโชต้ายังมีร่างกายสมบูรณ์ เขาช่วยให้ลิเวอร์พูลไร้พ่าย 7 นัดติดกัน (ชนะ 4 เสมอ 3) และเจ้าตัวกำลังอยู่ในฟอร์มที่ดีมากๆ ยิงได้ในลีกถึง 5 ลูก สไตล์ของโชต้านั้นแตกต่างกับแนวรุกคนอื่นในทีม คือเขาเป็นพวก วิ่งทะลุช่อง ในจังหวะที่เพื่อนจ่ายบอลคิลเลอร์พาสจากแดนกลาง เขาจะวิ่งสลัดกับดักล้ำหน้า แล้วหลุดเข้าไปยิงล่อเป้า ซึ่งสไตล์ของอีกสามคนในแนวรุกไม่เป็นแบบนี้
3
พอโชต้าเจ็บยาว กลายเป็นว่าขาดตัวรุกที่จะไปกดดัน 3 ตัวบน เพราะถ้าไม่มีโชต้า มันก็แน่นอนอยู่แล้วว่า ไม่มีใครสอดแทรกซาลาห์ มาเน่ ฟีร์มีโน่ได้ การขาดหายไป ในช่วงที่ฟอร์มกำลังดี ถือเป็นความเสียหายมากๆของลิเวอร์พูล
1
---------------------------
8) การเมินทาคุมิ มินามิโนะ
ทาคุมิ มินามิโนะ ไม่ใช่นักเตะที่แย่ เราเห็นสกิลการครองบอลของเขาแล้ว ถือว่าคล่องแคล่ว และพยายามเคลื่อนที่ตลอด น่าสนใจคือในเกมที่ลิเวอร์พูลชนะพาเลซ 7-0 เกมนั้น มินามิโนะลงตัวจริง และยิงประตูขึ้นนำ 1-0 ได้ด้วย ฟอร์มของเขาถือว่าโอเคมาก แต่หลังจากนัดนั้น มินามิโนะโดนดร็อปและไม่ได้เล่นอีกเลยแม้แต่นาทีเดียว
ไม่มีใครเข้าใจว่า ทำไมคล็อปป์เลือกจะไม่ให้โอกาสนักเตะที่กำลังเล่นได้ดี แต่กลับเลือกไปให้โอกาสคนที่ฟอร์มไม่ดีอย่างดิว็อค โอริกี้แทน ซึ่งพอมินามิโนะไม่ได้ลง เขาก็ต้องขอย้ายทีมแบบยืมตัวเพื่อโอกาสลงเล่นที่มากขึ้น ผลงานของเขาก็อย่างที่เห็น ลง 3 เกม ยิง 2 ประตูให้เซาธ์แฮมป์ตัน และยังเป็นลูกที่สวยงามทั้ง 2 ลูก
3
ถ้ามีมินามิโนะอยู่ อย่างน้อยที่สุดก็อาจลงมาเป็นโจ๊กเกอร์เปลี่ยนเกมได้ การปล่อยยืมตัวแบบนี้ เหมือนอยู่ๆก็ยกอาวุธที่ตัวเองมี ให้คนอื่นไปเฉยเลย
---------------------------
9) คู่แข่งรู้แล้วว่าจะรับมือกับลิเวอร์พูลอย่างไร
นับตั้งแต่แซม อัลลาร์ไดซ์ พาเวสต์บรอมวิช บุกมาเยือนแอนฟิลด์และแชร์ผลเสมอ 1-1 กลับออกไปได้ เขาได้แสดงให้ทุกทีมได้เห็นเลยว่า เล่นกับลิเวอร์พูลต้องเล่นแบบไหน
ในเกมนั้นบิ๊กแซม ปล่อยให้ลิเวอร์พูลครองบอลได้เต็มที่ อยากจ่ายบอลกันไปมากี่ครั้งก็เชิญตามสบาย ส่วน 11 คนของเวสต์บรอมฯ จะถอยลงมาต่ำมาก แม้ลิเวอร์พูลจะขึ้นนำ แต่เวสต์บรอมฯ ก็เล่นอย่างอดทน รักษาช่องว่างเอาไว้แค่ 1 ลูก และรอโอกาสที่เมื่อไหร่ลิเวอร์พูลจะพลาด ซึ่งสุดท้ายก็มาตีเสมอได้จริงๆจากจังหวะเตะมุม เกมจบ 1-1
1
เมื่อทีมอื่นเห็นแล้วว่าลิเวอร์พูลเจาะทีมที่เล่นเกมอุดไม่เข้า ทุกทีมจะใช้แผนนี้หมด คือตั้งรับไปเรื่อยๆ แล้วรอเมื่อไหร่หงส์แดงจะพลาดให้เอง ซึ่งทุกทีมที่ใช้แผนนี้ เห็นชัดว่า "ได้ผล" ลิเวอร์พูลไม่สามารถทะลวงเกมรับของใครได้เลย
1
---------------------------
10) ถนัดแต่การเจอทีมที่เปิดหน้าบุก
ตั้งแต่เสมอเวสต์บรอมฯ วันนั้น ลิเวอร์พูลลงเล่นไปอีก 12 เกม (ไม่นับเอฟเอคัพที่วิลล่าส่งเด็กลงเล่น) มีแค่ 3 เกมที่ชนะ คือ สเปอร์ส (เยือน), เวสต์แฮม (เยือน) และไลป์ซิก (เยือน) สิ่งที่คล้ายกันของสามทีมที่หงส์ชนะ คือเป็นทีมใหญ่ หรือกลางค่อนใหญ่ และมีความมั่นใจจากการเล่นในบ้าน
2
3 ทีมนี้ สู้ลิเวอร์พูลด้วยการบุกแบบแลกหมัด ซึ่งปรากฎว่าทั้งสามทีม โดนประสิทธิภาพเกมโต้กลับเร็วของลิเวอร์พูลเล่นงาน ดังนั้น ก็เป็นข้อเตือนใจให้ทีมใหญ่ได้เห็นว่า ยอมเล่นเกมรับไปเถอะ เดี๋ยวหงส์ก็พลาดเอง
1
เหมือนอย่างเลสเตอร์ เล่นในบ้านแท้ๆ แต่เลือกจะเล่นเกมรับในบ้านตัวเอง (ครองบอล 38% - 62%) ก็รู้อยู่แล้วว่าลิเวอร์พูลน่ากลัวตรงไหน ดังนั้นก็อย่าไปเล่นอะไร ที่จะเอื้อให้ลิเวอร์พูลเล่นง่าย
---------------------------
1
11) เดินเกมในตลาดหน้าหนาวได้ช้ามาก
ลิเวอร์พูลมีเวลา 1 เดือนเต็มๆ ในการซื้อเซ็นเตอร์แบ็กคนใหม่เข้ามาสู่ทีม แต่ก็ยังเย็นใจ ไม่รีบเดินเกมเร็วซะที ในวันที่ 4 มกราคม เกมที่แพ้เซาธ์แฮมป์ตัน 1-0 ตอนนั้นทีมไม่มีเซ็นเตอร์แบ็กเหลือแล้ว จนต้องใช้ฟาบินโญ่ ยืนคู่กับเฮนเดอร์สัน ในตำแหน่งเซ็นเตอร์แบ็ก แต่ทีมซื้อขายก็ไม่ยอมซื้อใครซะที แล้วก็รอ รอ รอ จนถึงนาทีสุดท้ายค่อยซื้อ เบน เดวิส กับ โอซาน คาบัคเข้ามา
1
คือจะรออะไรขนาดนั้น ถ้ารู้อยู่แล้วว่าขาดแคลน ทำไมไม่รีบปิดดีลแล้วให้นักเตะย้ายมาไวๆ เพื่อปรับตัวเข้ากับทีมให้เร็วที่สุด คือถ้าคาบัคย้ายมาเร็ว เขาจะได้สื่อสารกับอลิสซอนได้ดีกว่านี้ และประตู 2-1 ที่เสียให้เลสเตอร์ ก็คงไม่เกิดขึ้น
12) ติอาโก้ ยังปรับตัวกับบอลอังกฤษไม่ได้
เรื่องฝีเท้าของติอาโก้ ไม่มีคำถามอีกแล้ว ถ้าเขาไม่เก่งจริง ไม่สามารถได้แชมป์มากมายทั้งที่สเปน และเยอรมัน แต่ปัญหาคือติอาโก้ ยังปรับตัวไม่ได้เลยกับเกมอันว่องไวของพรีเมียร์ลีก หลายๆครั้ง เขาตามความเร็วของคู่แข่งไม่ทัน จนต้องไปรวบสกัด เสียใบเหลือง
จริงๆติอาโก้ ถ้าหากเขาได้รับการซัพพอร์ทที่ดีจากเพื่อนๆในตำแหน่งกองกลาง คือมีฟาบินโญ่ กับ เฮนเดอร์สันคอยเล่นเกมรับให้ เขาอาจมีเวลาที่จะไปสร้างสรรค์เกมได้มากกว่านี้ แต่นี่พอไม่มี ฟาบินโญ่กับเฮนเดอร์สัน หลายๆนัดเขาก็ต้องถอยลงไปเล่นเกมรับเอง แต่ในภาพรวมติอาโก้ก็มีทักษะที่ดี ถ้าได้เล่นบอลอังกฤษอีก 1-2 ปี น่าจะเข้าใจเกมได้ดีขึ้นกว่านี้
ผลงานติอาโก้ จนถึงวันนี้ 14 เกม 0 ประตู 0 แอสซิสต์ และไม่ใช่แค่ตัวเลขประตู-แอสซิสต์เท่านั้น แต่เขายังหาลู่ทางของตัวเองไม่ได้ และคล็อปป์ก็ยังเหมือนจะไม่รู้ว่าควรวางติอาโก้ไว้ตรงไหนดี
13) ฟีร์มีโน่ฟอร์มตกที่สุดตั้งแต่ย้ายทีม
โรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่ คือ False 9 ที่เป็นคีย์แมนความสำเร็จของลิเวอร์พูล จุดเด่นของเขาที่เหนือกว่าใคร คือเป็นคนที่แย่งบอลเก่งมาก ฟีร์มีโน่จะไล่ล่าบอลในแดนของคู่แข่ง แล้วพอตัดบอลได้ ก็จ่ายบอลให้ซาลาห์-มาเน่ ปิดบัญชี ขณะที่เรื่องการจบสกอร์ เป็นที่รู้กันว่าไม่ใช่จุดแข็งของเขา แต่ในเมื่อเขายังมีประโยชน์ในด้านอื่น ก็พอถูไถไปได้
แต่ในซีซั่นนี้ สถิติบอกว่า ฟีร์มีโน่แย่งบอลจากคู่แข่งได้น้อยที่สุดตั้งแต่ย้ายมาลิเวอร์พูล มันแปลว่า จุดเด่นที่เคยมีก็หายไป ส่วนจุดด้อยเรื่องการจบสกอร์ก็ยังคงอยู่เหมือนเดิม มีอยู่ช่วงหนึ่ง ฟีร์มีโน่กระตือรือร้น เพราะโดนโชต้าแย่งตำแหน่ง แต่พอโชต้าเจ็บ เขาก็ไม่มีอะไรต้องกดดันอีก ปีนี้ฟีร์มีโน่เล่นหลุดฟอร์มจริงๆ อย่างปฏิเสธไม่ได้เลย
14) สามประสาน เจอวัฏจักรความเปลี่ยนแปลง
ในวัฏจักรของฟุตบอล ส่วนใหญ่จะยืนระยะได้แค่ราวๆ 3 ปี ก็ต้องเปลี่ยนแปลง ถ้าไม่เกิดจากนักเตะย้ายทีม ก็จะเกิดขึ้นเพราะโดนคู่แข่งจับทางได้ บาร์เซโลน่ายุค เมสซี่-อองรี-เอโต้ เล่นร่วมกันสองปี และเพิ่งได้แชมป์ยุโรปมาแท้ๆ แต่เป๊ป ก็ต้องเปลี่ยนทีมขายเอโต้ และดึงอิบราฮิโมวิชเข้ามาแทน เพราะเขารู้ดีว่าวัฏจักรของฟุตบอลมันไม่สามารถใช้ใครต่อไปได้นานๆ
1
หรือยุคสามประสาน เมสซี่-เปโดร-บีย่า ที่คว้าแชมป์ยุโรปปี 2011 ก็เล่นด้วยกันแค่ 3 ปี ก่อนที่บาร์ซ่าจะโละทิ้งแล้วไปดึงซัวเรซกับเนย์มาร์เข้ามาแทน
สามประสานของลิเวอร์พูลนั้น เล่นด้วยกันมาแล้ว ปีนี้เป็นปีที่ 4 ในซีซั่นแรก 2017-18 เข้าชิงยุโรป จากนั้น 2018-19 ได้แชมป์ยุโรป และซีซั่น 2019-20 ได้แชมป์พรีเมียร์ลีก มันผ่านช่วงฮันนีมูนสามปีมาแล้ว พอเข้าปีที่ 4 ทุกอย่างดร็อปไปพร้อมๆกันอย่างน่าตกใจ
โอเค ซาลาห์ยังยิงประตูอยู่ แต่ส่วนใหญ่ก็มาจากความสามารถเฉพาะตัวของเขา ไม่ได้มาจากการที่เพื่อนแอสซิสต์ให้ และถ้าสังเกตดูตอนนี้แต่ละทีมรู้หมดแล้วว่าต้องรับมือกับทั้ง 3 คนอย่างไร ใครจะวิ่งไปตรงไหน ใครจะเล่นเกมบุกอย่างไร คือทุกทีมศึกษาจังหวะการเล่นด้วยกันของ 3 คน จนรู้ทุกอย่างแล้ว
วิธีที่น่าจะลองพิจารณาดู คือขายคนใดคนหนึ่งในซัมเมอร์ที่จะถึง เพราะอาจจะยังได้ราคาอยู่ อย่างน้อยก็ระดับ 80 ล้านปอนด์ และนำเงินก้อนนั้นไปซื้อซูเปอร์สตาร์สักคน เพื่อสร้างมิติที่แตกต่างในเกมรุก ถ้ายังใช้แบบเดิม ทุกอย่างก็จะจบแบบเดิมนั่นแหละ
1
15) ปัญหาสัญญาของไวจ์นัลดุม
1
เป็นเรื่องที่ยืดเยื้อ และคาราคาซังมาก กับเคสของจินี่ ไวจ์นัลดุม เจ้าตัวขาดความแน่ชัดว่าจะเอายังไงกับอนาคตกันแน่ ถ้าบอกว่าจะไป ทีมก็จะได้วางแผนขายตัวตั้งแต่ซัมเมอร์ก่อน หรือจะบอกว่าอยากย้ายแบบบอสแมน ก็บอกมาชัดๆเลย ทีมจะได้จัดการถูก
ด้วยความกั๊กๆแบบนี้ มันก็ส่งผลต่อแผนการทำทีม อย่าลืมว่าเขาเป็นหนึ่งในกัปตันของทีม ซึ่งคนที่เป็นผู้นำยังแสดงท่าทีไม่ให้ใจกับทีมแบบนี้ จะไปกระตุ้นใครคนอื่นได้อย่างไร ล่าสุด หลังเกมแพ้เบิร์นลีย์ ที่เขาเป็นกัปตัน มีนักข่าวขอให้อัพเดทเรื่องการย้ายทีม ซึ่งไวจ์นัลดุมตอบว่า "ไม่มีอะไรต้องอัพเดททั้งนั้น" ถึงจุดนี้ ก็ยังไม่มีใครรู้ว่า เขาจะเอายังไงกันแน่
3
16) VAR ไม่เป็นใจ
ซีซั่นนี้ลิเวอร์พูลโดนการตัดสินเสียประโยชน์จาก VAR ถึง 11 ครั้ง มากที่สุดใน 20 ทีมของพรีเมียร์ลีก หลายครั้งก็มีเหตุผล แต่บางครั้งก็เต็มไปด้วยคำถาม อย่างตอนฟาน ไดค์ โดนพิคฟอร์ดกระโดดเสียบขาคู่จนเจ็บยาวทั้งปี แต่กลับไม่มีการลงโทษพิคฟอร์ดแม้จะดู VAR แล้ว
4
หรือในจังหวะคาบเกี่ยว ผลลัพธ์มักออกมาเป็นใจให้อีกฝ่าย ตัวอย่างเช่น ลูกจุดโทษของโดมินิค คัลเวิร์ต-เลวิน กรรมการบางคนอาจจะไม่ให้ แต่บางคนก็ให้ ซึ่งในซีซั่นนี้ช็อตไหนที่ 50-50 น้อยมากที่จะเป็นใจให้ฝั่งหงส์
มันไม่ใช่ข้ออ้างได้ แต่มันก็หลายช็อตที่ ถ้าการตัดสินเปลี่ยนไปอีกแบบ ลิเวอร์พูลน่าจะได้แต้มมากกว่านี้ ตัวอย่างเช่นเกมเสมอไบรท์ตัน 1-1 จังหวะที่แดนนี่ เวลเบ็คโดนโรเบิร์ตสันเตะในเขตโทษ ลูกนั้นเจ้าตัวเวลเบ็คยังไม่คิดว่าเป็นการฟาวล์ ยังลุกมาเล่นต่อตามปกติ แต่สุดท้ายกรรมการ VAR ก็ย้อนไปให้จุดโทษในช่วงทดเจ็บอยู่ดี
17) ตัวสำรองคุณภาพน้อยเกินไป
3
ถ้าดูในซุ้มม้านั่งสำรองของแมนฯซิตี้ ในเกมที่ชนะเอฟเวอร์ตันเมื่อวีกก่อน พวกเขามีเควิน เดอ บรอยน์, กุน อาเกวโร่, เฟร์รัน ตอร์เรส หรือแม้กระทั่งจอห์น สโตนส์ ชื่อเหล่านี้ไปอยู่ในทีมไหนก็เป็นตัวจริง แต่ถ้าไปดูม้านั่งสำรองของลิเวอร์พูลบ้างล่ะ? ดิว็อค โอริกี้ และ อเล็กซ์ อ็อกซ์เลด-แชมเบอร์เลน ซึ่งลงมาทีไรไม่เคยเปลี่ยนเกมได้, นาบี เกอิต้าที่เจ็บบ่อยมากจนไม่รู้ว่าฟอร์มปัจจุบันเป็นอย่างไรแล้ว รวมถึงฟูลแบ็กอย่างคอสตาส ซิมิกาส และ เนโก้ วิลเลียมส์ ที่แทนตัวจริงไม่ได้เลย
3
ในซีซั่นที่ตัวเจ็บเยอะแบบนี้ ทีมที่มี squad depth ไม่ดีพอ ตัวสำรองไม่ถึงขั้น ก็ยากที่จะแก้เกม จากแย่ให้เป็นดีได้ เราเห็นหลายๆครั้ง ตัวสำรองลิเวอร์พูลส่งมา ยิ่งทำให้เกมแย่ลง แทนที่จะดีขึ้น
18) ความมั่นใจหายไปพร้อมกับชัยชนะ
2 ซีซั่นที่ผ่านมา ลิเวอร์พูลมีสิ่งที่เรียกว่า Mentality monsters หรือจิตใจที่แข็งแกร่งราวกับปีศาจ กล่าวคือไม่ว่าจะอยู่ในสถานการณ์ไหน ทุกคนจะมีความมั่นใจ ว่าจะชนะได้ ซีซั่น 2019-20 หลายนัดมากที่ลิเวอร์พูลโดนยิงนาที 80 กว่าๆ แต่พลิกมาชนะได้ในช่วงท้าย
1
แต่คาแรคเตอร์ของผู้ชนะจุดนี้หายไปในฤดูกาลนี้ ซีซั่นนี้ถ้าโดนนำ ก็คือรอทำใจได้เลยว่าแพ้แน่ จริงๆช่วงต้นซีซั่น ยังเห็นการคัมแบ็กอยู่บ้าง (อาร์เซน่อล, เชฟฯยู, เวสต์แฮม) แต่พอเริ่มเสมอเวสต์บรอมฯ ปั๊บ ทีมไม่เคยมีสายตาของผู้ชนะอีกเลย
1
ความมั่นใจส่งผลต่อการเล่นในสนาม นักเตะหลายๆคน ที่พลาดยากๆ ก็มาพร้อมใจกันพลาด เคสที่เห็นชัดเจนมากคืออลิสซอน เบ็คเกอร์ ในปีนี้เขามีส่วนร่วมกับการเสียประตูมาแล้วหลายลูก ซึ่งนี่ไม่ใช่สิ่งที่ปกตินัก
มีคำกล่าวว่า ฝีเท้าของลิเวอร์พูลก็ยังดีเหมือนเดิม แต่ปัญหาคือเรื่องหัวใจนี่แหละ ที่มันห่อเหี่ยวไปหมดตอนโดนยิง และไม่มีความมั่นใจเลยว่าจะคัมแบ็กกลับมาได้
1
19) ไม่มีกองเชียร์ มนต์ขลังของแอนฟิลด์ก็หายไป
สนามแอนฟิลด์ของลิเวอร์พูล ถูกยกย่องว่า เป็นสังเวียนที่คู่แข่งไม่อยากจะมาเจอที่สุด เพราะแรงกดดันจากแฟนๆในสนาม มันบีบคั้นรุนแรงมาก เสียงเชียร์ เสียงตะโกนดังอื้ออึง จนทีมเยือนแทบไม่ได้ยินอะไรเลย
2
ด้วยความน่ากลัวของสนามเหย้า เป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ลิเวอร์พูลเก็บแต้มสำคัญได้ตลอดในพรีเมียร์ลีก แต่เมื่อแฟนบอลหายไป จุดแข็งตรงนี้ก็หายไปด้วย การลงเล่นในสนามที่ไม่มีแฟน ไม่มีแรงกดดัน ก็ช่วยให้คู่แข่งเล่นง่ายขึ้น
1
[ บทสรุป ]
ลิเวอร์พูลในซีซั่นนี้ เจอมรสุมรุมเร้าไปหมด ตอนนี้ไม่ต้องคิดข้ามช็อตว่าจะเอาท็อปโฟร์แล้ว แต่มองเกมต่อเกม เริ่มจากชนะให้ได้สักนัดก่อน แค่นั้น เรียกความมั่นใจกลับมาก่อนว่าทีมสามารถเอาชนะคู่แข่งได้
ถ้าไม่คิดอะไรมาก ในพรีเมียร์ลีกช่วงเวลาที่เหลืออยู่ ให้คล็อปป์ทดลองเต็มที่ไปเลย เพื่อที่จะได้รู้ว่าซีซั่นหน้า 2021-22 จะเดินหน้ากันอย่างไร ใครที่ควรอยู่ใครที่ควรปล่อย ส่วนความฝันเรื่องโทรฟี่ก็ไปลุ้นจากเวทีแชมเปี้ยนส์ลีกเอา
ตอนนี้ สิ่งที่คล็อปป์ต้องตัดสินใจคือ
1- รอฟาน ไดค์กลับมาก่อน ปัญหาที่เกิดขึ้นตอนนี้ อาจเพราะแค่ขาดฟาน ไดค์ รวมถึงมันเป็นปีโควิด ทำให้ทุกอย่างเสียสมดุลไปหมด ถ้าฟาน ไดค์กลับมา และได้มีปรีซีซั่นตามปกติ มันอาจจะเข้าที่เข้าทางโดยอัตโนมัติ
หรือ 2- ผ่าตัดทีมไปเลยในปีหน้า เพราะฟอร์มแย่ขนาดนี้ ปัญหาไม่ใช่แค่ฟาน ไดค์คนเดียวแน่ๆ แต่มันต้องแก้ไขกันหลายจุดไปหมด โละขายสตาร์บางคน เพื่อซื้อสตาร์ตัวใหม่มาแทน
สุดท้ายทางออกที่คล็อปป์ต้องตัดสินใจก็คือ ทีมชุดนี้ "ดีอยู่แล้ว" แค่ทุกอย่างไม่เป็นใจ หรือทีมชุดนี้ "ไม่ดีพอ" ต้องผ่าตัดทีม
.
#LIVERPOOL
4
โฆษณา