1 มี.ค. 2021 เวลา 07:37 • สุขภาพ
การตรวจปัสสาวะ (Urinalysis) บอกอะไรได้บ้าง?
เมื่อเราไปหาคุณหมอที่โรงพยาบาล คุณหมอให้เราตรวจปัสสาวะ คุณหมอต้องการดูอะไรบ้างจากปัสสาวะ สำหรับผู้อ่านบางท่านที่ตรวจเลือดด้วย อาจจะคิดว่าตรวจเลือดอย่างเดียวไม่พอหรือ เพื่อนๆทราบหรือไม่ว่า การตรวจปัสสาวะบอกอะไรได้บ้าง
เครดิตภาพ: Pexels
ปัสสาวะ (Urine) เป็นของเสียในรูปของเหลวที่ร่างกายขับถ่ายออกมาโดยไต ด้วยกระบวนการกรองจากเลือดและขับออกทางท่อปัสสาวะ ซึ่งเป็นผลจากกระบวนการสร้างและสลายในระดับเซลล์ (cellular metabolism) แล้วทำให้เกิดสารประกอบไนโตรเจนที่เป็นของเสียจำนวนมาก ซึ่งจำเป็นต้องกำจัดออกจากกระแสเลือด
โดยปกติปัสสาวะโดยเฉลี่ยในผู้ใหญ่จะมีปริมาตร คือ 600-1,600 มิลลิลิตรต่อวัน ในปัสสาวะประกอบด้วยสารต่างๆ มากมายเช่น น้ำ แร่ธาตุ สารเคมี โปรตีน น้ำตาล ครีเอตินิน เป็นต้น ซึ่งปริมาตรของปัสสาวะที่ขับออกในแต่ละวันจะมีความแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับช่วงอายุ อาหารการกิน อุณหภูมิในร่างกาย ปริมาณน้ำที่ดื่ม การทำงานของหัวใจและไต
สีปัสสาวะของคนปกติจะต้องมีสีเหลืองอ่อนจนถึงสีเหลืองอำพัน อย่างไรก็ตาม ในคนที่ดื่มน้ำน้อย รับประทานอาหารบางประเภท หรือได้รับยาบางชนิด เช่น ยาแก้ปวด ยาปฏิชีวนะ ยาขับเหล็ก หรือ ยาคลายกล้ามเนื้อ อาจทำให้ปัสสาวะมีสีเข้มขึ้น หรือมีสีผิดปกติได้ แต่ถ้าพบสีของปัสสาวะที่ผิดปกติเช่นมีสีแดง สีน้ำตาลอมเหลืองหรือเขียว สีน้ำนม อาจมีความผิดปกติในระบบทางเดินปัสสาวะหรือร่างกาย ควรพบแพทย์ทันที
นอกจากนี้ปัสสาวะของคนปกติควรใส และไม่มีความขุ่น สาเหตุของความขุ่นที่บอกถึงความผิดปกติในร่างกาย หรือทางเดินปัสสาวะได้แก่ เม็ดเลือดขาว เม็ดเลือดแดง แบคทีเรีย ยีสต์ เซลล์บุหลอดไต นิ่ว ไขมัน หนอง เป็นต้น
กลิ่นของปัสสาวะก็มีความสำคัญ สามารถบอกความผิดปกติได้เช่นกัน ในคนปกติปัสสาวะที่ถ่ายออกมาใหม่จะมีกลิ่นหอม (aromatic) แต่ตั้งทิ้งไว้นานจะมีกลิ่นฉุน อย่างไรก็ตาม ถ้าปัสสาวะที่ถ่ายออกมาใหม่มีกลิ่นที่ผิดปกติไปเช่น กลิ่นผลไม้ กลิ่นเหม็นเน่า กลิ่นน้ำตาลไหม้ หรือกลิ่นคาวปลา อาจมาจากความผิดปกติในร่างกายได้ เช่นการติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะ ความผิดปกติของร่างกายในการเผาผลาญไขมัน กรดอะมิโนบางชนิด หรือการคั่งของสารบางอย่างในร่างกาย เป็นต้น
โดยทั่วไปปัสสาวะจะค่อนข้างมีความเป็นกรดอยู่เล็กน้อย ค่าความเป็นกรด-ด่าง (pH) ประมาณ 6.0 แต่อาจมีค่าเป็นกลาง หรือ เป็นด่างเล็กน้อยก็ได้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับ ปริมาณน้ำที่ดื่ม ประเภทอาหาร และยาที่บริโภค โดยช่วงอ้างอิงของค่า pH ของปัสสาวะ อยู่ที่ 4.6 - 8.0
ส่วนสาเหตุที่ทำให้ปัสสาวะปกติมีความเป็นกรดเล็กน้อย เนื่องจาก ร่างกายขับไฮโดรเจนไอออน (H+ ion) ออกมาทางน้ำปัสสาวะ เพื่อรักษาสมดุลของกรดเป็นด่างในร่างกายนั่นเอง
การตรวจปัสสาวะ (Urinalysis) เป็นการตรวจดูลักษณะทางกายภาพ สารเคมี หรือตรวจทางกล้องจุลทรรศน์ เพื่อค้นหาความผิดปกติและประเมินความเสี่ยงในบางโรคเบื้องต้นจากน้ำปัสสาวะ
การตรวจปัสสาวะบอกอะไรได้บ้าง
การตรวจปัสสาวะเป็นการตรวจพื้นฐานทางการแพทย์ที่ใช้ในหลายกรณี สามารถใช้วินิจฉัยโรคหรือการติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะในเบื้องต้น เช่น อาการปวดท้อง ปวดหลัง ปวดเอว ปัสสาวะบ่อย อาการปวดแสบขณะปัสสาวะ หรือปัสสาวะมีเลือดปน เพื่อหาสาเหตุความผิดปกติที่เกิดขึ้น
อีกทั้งยังช่วยตรวจคัดกรองโรคที่มีความเกี่ยวข้องกับอวัยวะหลายส่วน เช่น โรคเบาหวาน โรคไต โรคตับ ซึ่งสามารถตรวจพบความผิดปกติบางส่วนได้จากน้ำปัสสาวะ รวมไปถึงใช้ในการติดตามผลการรักษาของโรคว่าเป็นไปในทางที่ดีหรือแย่ลง แพทย์จึงมักส่งตรวจปัสสาวะในการตรวจสุขภาพประจำปี
การตรวจสุขภาพเพื่อเตรียมตัวก่อนรับการผ่าตัด หรือการตรวจเมื่อเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล
นอกจากนี้ยังสามารถตรวจวินิจฉัยในบางภาวะได้ เช่น การตรวจหาสารเสพติดบางชนิดในร่างกาย หรือตรวจการตั้งครรภ์จากฮอร์โมน ฮิวแมน คอริโอนิก โกนาโดโทรฟิน (Human Chorionic Gonadotropin: HCG) ที่พบในน้ำปัสสาวะ
รวมทั้งการวินิจฉัยโรคมะเร็งบางประเภท เช่น โรคมะเร็งกระเพาะปัสสาวะจากการตรวจพบเซลล์เม็ดเลือดปริมาณมากในน้ำปัสสาวะ จนทำให้น้ำปัสสาวะมีสีแดงหรือชมพู หรือการตรวจพบโปรตีนที่เรียกว่า เบ๊นซ์โจนส์โปรตีน (Bence Jones Protein) สูง อาจจะเป็นสัญญาณของมะเร็งเม็ดเลือดขาวที่เรียกว่า โรคมัลติเพิล มัยอิโลมา (Multiple Myeloma: MM)
ท่านผู้อ่าน เมื่อไปพบแพทย์ แพทย์อาจให้ตรวจปัสสาวะ ดังนั้นควรทราบวิธีเก็บปัสสาวะให้ตรงตามวัตถุประสงค์ ซึ่งปัจจุบันการเก็บปัสสาวะเพื่อส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการมีหลายรูปแบบเช่น
1. การเก็บปัสสาวะในช่วงเวลาใดก็ได้เพียงครั้งเดียว (random หรือ spot urine collection) เป็นการเก็บปัสสาวะที่นิยมตรวจมากที่สุด ซึ่งในการตรวจสุขภาพประจำปีจะใช้วิธีการเก็บปัสสาวะแบบนี้ ผู้ที่เข้ารับการตรวจจะต้องเก็บปัสสาวะในช่วงกลาง (midstream urine) เพื่อลดการปนเปื้อนของเซลล์หรือสารคัดหลั่งต่างๆ ที่อยู่ในทางเดินปัสสาวะ
2. การเก็บปัสสาวะครั้งแรกในตอนเช้า (first morning urine) จะเป็นปัสสาวะที่มีความเข้มข้นของสารต่างๆ มากที่สุด เหมาะใช้ในการตรวจการตั้งครรภ์ การตรวจเบาหวานและการเพาะเชื้อแบคทีเรีย
3. การเก็บปัสสาวะสำหรับการเพาะเชื้อ จะต้องเก็บปัสสาวะในช่วงกลางหรือ midstream urine โดยต้องมีวิธีเก็บที่สะอาดและถูกต้องตามคำแนะนำของบุคลากรทางการแพทย์
4. การเก็บปัสสาวะโดยการสวนปัสสาวะ (catheterized urine) จะใช้ในกรณีที่ผู้ป่วยไม่สามารถถ่ายปัสสาวะได้เอง
5. การเก็บปัสสาวะ 24 ชั่วโมง (24-hour urine) มักใช้ในการตรวจเกี่ยวกับความผิดปกติของกระบวนการทำงานของร่างกาย
วิธีการเก็บปัสสาวะที่ถูกต้อง ผู้เก็บจะต้องล้างมือให้สะอาด รวมถึงทำความสะอาดบริเวณอวัยวะเพศให้สะอาดก่อนการเก็บปัสสาวะ จากนั้นปัสสาวะส่วนแรกทิ้งไปก่อนแล้วจึงเก็บปัสสาวะในช่วงกลางในภาชนะที่สะอาดอย่างน้อย 15-20 มิลลิลิตร และนำส่งห้องปฏิบัติการต่อไป
สำหรับการตรวจปัสสาวะทางห้องปฏิบัติการนั้น จะมีนักเทคนิคการแพทย์เป็นผู้ตรวจและควบคุม โดยทั่วไปจะมีการตรวจดังนี้
1. การตรวจดูลักษณะทางกายภาพทั่วไป (Visual Examination) เป็นการสังเกตดูสี กลิ่น และความใสของน้ำปัสสาวะที่บ่งบอกถึงความผิดปกติที่เกิดขึ้นในร่างกาย เช่น การติดเชื้อที่อาจทำให้น้ำปัสสาวะขุ่น มีกลิ่นฉุนเหม็น หรือสีปัสสาวะที่เปลี่ยนแปลงไปอาจบ่งบอกภาวะร่างกายขาดน้ำหรือการมีเลือดปนมาในปัสสาวะ อย่างไรก็ตามก็อาจมีหลายปัจจัยที่ส่งผลต่อลักษณะของน้ำปัสสาวะ ทั้งประเภทอาหารที่รับประทาน ปริมาณน้ำที่ดื่ม ยา หรือโรคประจำตัว
2. การตรวจสอบสารเคมีในน้ำปัสสาวะ (Chemical Examination) โดยการใช้แถบทดสอบสำ หรับปัสสาวะ เป็นการตรวจดู ความเป็นกรด-ด่าง (pH) และสารเคมีที่พบในน้ำปัสสาวะ ซึ่งสารเหล่านี้จะเป็นตัวบ่งบอกถึงสุขภาพและความผิดปกติของร่างกายในขณะนั้น เช่น
 คีโตน (Ketones) เป็นสารเคมีที่เกิดจากการเผาผลาญไขมันให้เป็นน้ำตาลในกรณีที่ร่างกายไม่สามารถใช้น้ำตาลหรือคาร์โบไฮเดรตมาเป็นพลังงานได้เพียงพอ หากตรวจพบสารคีโตนในน้ำปัสสาวะเป็นปริมาณมากอาจเป็นตัวบ่งบอกสภาวะร้ายแรงบางอย่างที่เกิดขึ้นในร่างกาย เช่น โรคเบาหวาน การรับประทานอาหารในกลุ่มของน้ำตาลและคาร์โบไฮเดรตไม่เพียงพอ การอาเจียนอย่างรุนแรง ซึ่งต้องมีการติดตามผลหรือตรวจในขั้นต่อไปเพื่อหาสาเหตุความผิดปกติ
 กลูโคส (Glucose) กลูโคสเป็นน้ำตาลประเภทหนึ่งที่พบในเลือด โดยปกติแทบจะไม่มีน้ำตาลกลูโคสหรือมีน้อยมากในน้ำปัสสาวะ แต่หากตรวจพบน้ำตาลในน้ำปัสสาวะเป็นปริมาณมากอาจเป็นสัญญาณของโรคเบาหวานหรือความผิดปกติเกี่ยวกับไต
 โปรตีนหรือไข่ขาวในน้ำปัสสาวะ อาจพบโปรตีนในน้ำปัสสาวะได้ แต่โดยทั่วไปมีน้อยมาก หากผลตรวจแสดงถึงปริมาณโปรตีนในปริมาณมากอาจเป็นตัวชี้ได้ว่าเกิดปัญหาความผิดปกติเกี่ยวกับไต
3. การตรวจทางกล้องจุลทรรศน์ (Microscopic Examination) ด้วยการหยดน้ำปัสสาวะประมาณ 1-2 หยด ก่อนนำไปส่องด้วยกล้องจุลทรรศน์ ซึ่งทำให้มองเห็นเซลล์เม็ดเลือดขาว เม็ดเลือดแดง จุลชีพ แบคทีเรียต่าง ๆ ว่าอยู่ในเกณฑ์ปกติหรือมีปริมาณมากเกินไปหรือไม่ เพราะจะเป็นตัวชี้ให้เห็นถึงภาวะผิดปกติของร่างกาย เช่น
 เซลล์เม็ดเลือดขาว (White Blood Cells/Leukocytes) โดยปกติแทบจะไม่พบเซลล์เม็ดเลือดในน้ำปัสสาวะ หากผลตรวจออกมาพบเซลล์เม็ดเลือดขาว อาจเป็นการบ่งบอกว่ามีการติดเชื้อเกิดขึ้น
 เซลล์เม็ดเลือดแดง (Red Blood Cells/Erythrocytes) อาจบอกได้ว่าพบความผิดปกติหรือการบาดเจ็บของไต ท่อปัสสาวะ กระเพาะปัสสาวะ หรือความผิดปกติของเลือด ซึ่งปกติแทบจะไม่พบเซลล์เม็ดเลือดแดงในน้ำปัสสาวะ
 แบคทีเรีย เชื้อรา ปรสิต (Bacteria/Yeasts/ Parasites) แสดงถึงภาวะการติดเชื้อของระบบทางเดินปัสสาวะ
 คาสท์ (Casts) เป็นแท่งโปรตีนชนิดหนึ่งที่แสดงถึงความผิดปกติในการทำงานของไต
 ผลึก (Crystal) การตรวจพบผลึกต่าง ๆ ในปริมาณมากหรือผลึกบางประเภทในน้ำปัสสาวะอาจมีความเป็นไปได้ของการเกิดนิ่วในไตหรือความผิดปกติของระบบเผาผลาญในร่างกาย เพราะในคนปกติทั่วไปจะพบผลึกได้น้อยในน้ำปัสสาวะ
จะเห็นได้ว่า การตรวจปัสสาวะ มีประโยชน์อย่างมาก สามารถใช้วินิจฉัยโรคต่างๆได้มากมาย ทั้งโรคติดเชื้อ โดยเฉพาะโรคติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะ โรคไม่ติดเชื้อ เช่น เบาหวาน มะเร็ง รวมทั้งการตั้งครรภ์ และการตรวจสารเสพติด ที่สำคัญ บางโรคนั้น ผลการตรวจปัสสาวะทางห้องปฏิบัติการ สามารถช่วยแพทย์ในการตรวจวินิจฉัยก่อนที่คนไข้จะแสดงอาการ และใช้ในการแยกโรคได้เป็นอย่างดี เช่น โรคไส้ติ่งอักเสบ กับ โรคติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ ซึ่งมีอาการปวดท้องขวาล่าง เช่นกัน
โฆษณา