วิธีทำงานให้มีความสุข ในแบบของ ชาวสแกนดิเนเวีย
3
รู้หรือไม่ ในปี 2020 ที่ผ่านมา ทาง World Happiness Report ได้รายงานประเทศที่ประชากรมีความสุขในการทำงานมากที่สุดในโลก โดยมีประเทศที่ติด 3 อันดับแรกคือ นอร์เวย์, เดนมาร์ก และ ฟินแลนด์ ซึ่งทั้ง 3 ประเทศนี้อยู่ในแถบเดียวกันคือ แถบ “สแกนดิเนเวีย”
แล้วเพราะเหตุใด ชาวสแกนดิเนเวีย ถึงมีความสุขในการทำงาน?
วันนี้ THE BRIEFCASE ขอสรุปมาให้อ่านกัน
1. ชั่วโมงการทำงานของคนสแกนดิเนเวีย ที่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศอื่นๆ
โดยชั่วโมงการทำงานเฉลี่ยต่อสัปดาห์ของชาวเดนมาร์กอยู่ที่ 37 ชั่วโมงต่อสัปดาห์
และ
ซึ่งต่ำกว่าชั่วโมงการทำงานเฉลี่ยของชาวอเมริกันหรือแม้แต่คนไทย ซึ่งมีค่าที่มีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 44 ชั่วโมงต่อสัปดาห์
หรือประเทศที่ทำงานหนักอย่าง จีนและญี่ปุ่น ที่มีชั่วโมงเฉลี่ยมากสุดถึง 50 ชั่วโมงต่อสัปดาห์
2
2. ชาวสแกนดิเนเวีย ไม่มีวัฒนธรรมในการทำงานล่วงเวลา
หากเป็นประเทศอื่นๆ การออกจากงานก่อนเวลาคงเป็นเรื่องที่ไม่เหมาะสม แต่สำหรับชาวสแกนดิเนเวียแล้ว พวกเขาสามารถเลิกงานก่อนเวลาได้ ยกตัวอย่างเช่น ชาวเดนมาร์ก และ สวีเดน ที่มักจะเลิกงานก่อนเวลา 1 ชั่วโมง เพื่อใช้เวลาเดินทางกลับบ้าน และมีเวลาให้กับครอบครัวเพิ่มขึ้น
3
3. วัฒนธรรม ความเท่าเทียม ของทุกระดับในองค์กร
2
โดยชาวสแกนดิเนเวียจะยึดหลัก “Janteloven” ซึ่งมีใจความในเรื่องของ ความเท่าเทียม และการไม่เปรียบเทียบซึ่งกันและกัน
2
พูดให้เข้าใจง่ายขึ้น ก็คือ ตั้งแต่ CEO จนถึง พนักงานฝึกงาน ต่างมีสิทธิ์เท่าเทียมกัน
พอเป็นแบบนี้ ความตึงเครียดในการแข่งขัน ชิงดีชิงเด่นในองค์กร ก็น้อยลง หรือแทบจะไม่พบเห็น
4
4. วัฒนธรรม การพักทานกาแฟ สังสรรค์ ระหว่างเวลาทำงาน
1
กิจกรรมการพักผ่อนนี้ เป็นที่นิยมอย่างมาก โดยเฉพาะประเทศสวีเดน
ซึ่งจะเรียกการพักผ่อนแบบนี้ในภาษาสวีดิชว่า “ฟิก้า” แปลตรงตัวว่า ดื่มกาแฟ
ชาวสวีเดนจะมีช่วงเวลา ฟิก้า ในที่ทำงานอยู่ 2 ช่วงเวลา
คือ เวลาช่วงเช้าประมาณ 10 โมง และเวลาช่วงบ่ายประมาณบ่าย 2 โมง
5. สวัสดิการในเรื่องของวันลา ที่ไม่เอาเปรียบ แต่นำมาใช้เป็นแรงจูงใจพนักงานแทน
ตัวอย่างที่ทำให้เห็นภาพได้ชัดที่สุด คือ การมอบวันลาแบบรับเงินเดือน ที่มากถึง 5 สัปดาห์ต่อปี
และอีกตัวอย่างที่น่าสนใจไม่แพ้กัน คือ เรื่องของสวัสดิการวันลาคลอด และเลี้ยงดูบุตร
โดยสำหรับคุณแม่ จะมีวันลามากถึง 4 เดือน และ สำหรับคุณพ่อก็จะได้อยู่ประมาณ 3 เดือน
อ่านถึงตรงนี้ เราคงจะเริ่มเห็นแล้วว่า ปัจจัยที่ส่งผลให้ประชากรในประเทศแถบสแกนดิเนเวีย มีความสุขในการทำงาน คือปัจจัยในเรื่องของ ความยืดหยุ่น สวัสดิการ และ ชั่วโมงการทำงานที่ไม่หนักจนเกินไป
1
ถึงแม้ว่า ลักษณะการทำงานของชาวสแกนดิเนเวีย จะดูมีความผ่อนคลายมากก็จริง..
แต่คงต้องบอกว่า พวกเขายังคงให้ความสำคัญ ในเวลาทำงานปกติ
โดยเฉพาะในเรื่องของความความคืบหน้าในแต่ละโปรเจกต์ ที่มีการวัดผลกัน อย่างเข้มงวด
นั่นก็เป็นเพราะพวกเขามองว่า เวลาทำงานที่น้อยลง บวกกับความสุขที่เพิ่มมากขึ้น
ก็จะต้องทำให้ประสิทธิภาพในการทำงานสูงขึ้น เช่นเดียวกัน
2
อย่างไรก็ตาม เราคงไม่สามารถที่จะด่วนฟันธง ในเรื่องความเหมาะสม ของการปรับใช้วัฒนธรรมการทำงานของชาวสแกนดิเนเวีย กับองค์กรในประเทศแถบเอเชีย ซึ่งอาจมีความแตกต่างกันอยู่พอสมควร
1
แต่อย่างน้อยที่สุด หากเรานำข้อคิดบางอย่าง มาปรับใช้ เพื่อทำให้พนักงานของเรา
สามารถทำงานได้อย่างมีความสุขมากขึ้น ก็คงเป็นเรื่องราวที่ดีอยู่ไม่ใช่น้อย..
ปิดท้ายด้วยข้อมูลที่น่าสนใจ
จากรายงาน “World Happiness Report 2020”
รู้หรือไม่ว่า จากทั้งหมด 154 ประเทศ ที่องค์การสหประชาชาติทำการวิจัยในเรื่องของ “ความสุข”
ประเทศที่มีวัฒนธรรมการทำงานหนักแบบ “996” อย่าง จีน ติดอันดับอยู่ที่ 94
ประเทศญี่ปุ่น ที่มีการทำงานหนักจนถึงชีวิตแบบ “คาโรชิ” ติดอันดับอยู่ที่ 62
ส่วนประเทศไทยของเรา ติดอันดับอยู่ที่ 54..
45ถูกใจ
35แชร์
10Kรับชม
แสดงความคิดเห็นของคุณ...
    • กำลังนิยมในบล็อกดิต
      สวยและรวยมาก‘ลิซ่า BLACKPINK’ ถือ‘แบล็คการ์ด’ซื้อบ้านหรู 200 ล้าน ‘ลิซ่า BLACKPINK’ ถือ‘แบล็คการ์ด’บัตรเครดิตลิมิเต็ดเอดิชั่น ที่มีผู้ครอบครองเพียง 1,000 คนเท่านั้นบนโลก ทั้งซื้อบ้านหรูไฮโซ ในเกาหลีใต้ มูลค่ากว่า 200 ล้านบาท
      รู้จัก ALLY REIT ช่องทางลงทุนอสังหาริมทรัพย์ ในยุคนี้ ยุคนี้ใคร ๆ ก็สามารถเป็นเจ้าของศูนย์การค้า หรือคอมมูนิตี้มอลล์ได้ แม้จะมีเงินทุนในมือไม่มาก..
      ออสเตรเลียเตรียมถอดภาพ ควีนเอลิซาเบธออกจากธนบัตร พร้อมประกาศจะไม่ใช้ภาพกษัตริย์อังกฤษบนธนบัตรอีกต่อไปและจะแทนที่ด้วยภาพที่ให้เกียรติวัฒนธรรมพื้นเมืองในประเทศ
      ข้อควรรู้เกี่ยวกับ PM 2.5 : ฝ่าวิกฤตฝุ่นด้วยข้อมูลเชิงประจักษ์ ปัญหาฝุ่น PM 2.5 เป็นที่รู้จักของสังคมไทยมากขึ้นเรื่อยๆ และประชาชนเริ่มตระหนักรู้ถึงโทษและอันตรายของเจ้าฝุ่นนี้ต่อสุขภาพมากขึ้น ปีนี้เราเห็นว่าเจ้าฝุ่นเริ่มกลับมาอีกแล้ว และคาดกันได้ว่าปัญหานี้จะทวีความรุนแรงมากขึ้นในช่วงปลายปี ต้นปีหน้า และปีต่อๆ ไป ถ้าเราไม่สามารถแก้ไขปัญหานี้กันอย่างจริงจัง
      ดูทั้งหมด