5 มี.ค. 2021 เวลา 05:25 • หุ้น & เศรษฐกิจ
วิเคราะห์ KCE - HANA ในวันที่อิเล็กทรอนิกส์ขาขึ้น
สินค้าในกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ยังอยู่ในช่วงขาขึ้น ไม่ว่าจะเป็นแรงหนุนจากดีมานด์ยานยนต์ของตลาดโลกที่ยังปรับตัวเพิ่มขึ้นสูง หรือแม้กระทั่งสินค้าที่ใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ทั้งเครื่องใช้ไฟฟ้า สมาร์ทโฟน เป็นต้น ที่ยังมีความต้องการเพิ่มมากขึ้น จากภาพรวมของกาเศรษฐกิจโลกที่ฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็ว
ทั้งนี้หุ้นในกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ของตลาดหุ้นไทยมีอยู่จำนวนมาก แต่ KCE และ HANA ถือเป็นหุ้นที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างร้อนแรงนับจากต้นปีถึงปัจจุบัน (2 มี.ค.64) โดยติด Top3 ของกลุ่มในช่วงเวลาดังกล่าว สะท้อนจากกระแสนิยมของนักลงทุนที่มีต่อหุ้นทั้งสองอย่างมาก
ก่อนอื่นต้องบอกก่อนว่า KCE หรือ บริษัท เคซีอี อีเลคโทรนิคส์ จำกัด (มหาชน) เป็นผู้ผลิตและจำหน่ายแผ่นพิมพ์วงจรอิเล็กทรอนิกส์ PCB ซึ่งเป็นแผ่น Epoxy Glass ที่มีสื่อนำไฟฟ้า เช่น ตะกั่ว ทองแดงเคลือบอยู่ และผลิตแผ่น PCB หลายชั้น ซึ่งเป็นชิ้นส่วนพื้นฐานสำคัญในการประกอบเครื่องคอมพิวเตอร์ เครื่องมือสื่อสารโทรคมนาคม อุตสาหกรรมยานยนต์และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์เกือบทุกชนิด
1
ขณะที่ HANA หรือ บริษัท ฮานา ไมโครอิเล็คโทรนิคส จำกัด (มหาชน) เป็นให้บริการผลิตผลิตภัณฑ์อิเล็คทรอนิกส์แบบครบวงจร (Electronic Manufacturing Service-EMS)
อย่างที่เราทราบกันดีแล้วว่า การเปลี่ยนแปลงที่จะเข้าสู่ยุค Internet of Things (IoT) และยุค Machine to Machine Communication รวมถึงระบบ Automation ต่างๆที่กำลังจะมาภายใต้การเข้าสู่ระบบ 5G นั้น ถือเป็นผลบวกต่อหุ้นกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ ดังนั้นทีมข่าว Wealthy Thai จะพานักลงทุนมาหาคำตอบว่า KCE และ HANA จะมีความน่าสนใจมากน้อยแค่ไหนไปดูกันเลย
KCE มีอัพไซด์จากลูกค้ารายใหญ่
.
เริ่มจาก KCE โดยบริษัทอยู่ในช่วงการเติบโตที่โดดเด่น จากยอดขายรถที่เติบโตดีโดยเฉพาะรถ EV ไตรมาส 4/63 ของเยอรมัน เติบโตถึง 455% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่งผลให้สัดส่วนยอดผลิตรถยนต์ EV ปรับตัวเพิ่มขึ้นเป็น 10.5% จากเดิม 3.0% ในปี 2562 และมีอัตราการเติบโตเฉลี่ย (CAGR 2020-2028) ที่ 23% ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการหนุนยอดขาย PCB special grade อ้างอิงจากนักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ เคทีบี (ประเทศไทย) จำกัด
พร้อมยังบอกอีกว่า KCE มี Order จองไลน์การผลิต PCB เต็มถึงไตรมาส 2/64 เป็นผลจาก Demand PCB สูงสุดในรอบ 10 ปี จากสถานการณ์ COVID-19 ทำให้ผู้บริโภคหันมาใช้อุปกรณ์เทคโนโลยีเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ lead time ยาวถึง 14 สัปดาห์ จากเดิมที่ 4 สัปดาห์
ทั้งนี้ในปี 2564 บริษัทมีแผนขยายกำลังการผลิต PCB special grade เพิ่มขึ้นอีกราว 2 เท่าจากกำลังการผลิตเดิมที่ 300,000 – 350,000 ตารางฟุต/เดือน คาดจะสามารถทยอยเปิดสายการผลิตในช่วงไตรมาส 3/64 นอกจากนี้ปี 2565 ยังมีแผนสร้างโรงงานที่มีกำลังการผลิตสูงถึง 2 ล้านตารางฟุต/เดือน คาดจะสามารถทยอยเปิดสายการผลิตได้ในครึ่งปีแรกของปี 2565 (ปัจจุบันมีกำลังการผลิตอยู่ที่ 2.7 ล้านตารางฟุต/เดือน) เพื่อรองรับความต้องการ PCB ที่อยู่ในระดับสูงทั้งจากลูกค้าเก่าและลูกค้าใหม่ในอนาคต
1
ขณะเดียวกันคาด gross profit margin ปี 2564 จะสามารถยืนเหนือที่ระดับ 25% และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในช่วงครึ่งปีหลังของปี 2564 จากการขยายกำลังการผลิต PCB special grade และมี efficiency rate ที่ดีขึ้น โดยปรับ Gross profit margin เพิ่มขึ้นเป็น 27% จากเดิมที่ 25% จากการสัดส่วนรายได้ PCB special grade ที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญและมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง โดยเราคาดจะเห็นสัดส่วนรายได้ PCB special grade อยู่ที่ 20% จากปี 2563 อยู่ที่ 16% รวมถึงการใช้หุ่นยนต์ทดแทนการใช้แรงงาน
ดังนั้นปรับกำไรสุทธิปี 2564 ขึ้น 20% เป็น 2,225 ล้านบาท เติบโต 97% จากปีก่อน จากการปรับยอดขายสกุล USD เพิ่มขึ้นเป็น 447 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เติบโต 20% จากปีก่อน จากเดิมที่ 429 ล้านเหรียญสหรัฐฯ จากการฟื้นตัวอุตสาหกรรมรถยนต์ โดยได้รับประโยชน์จากมาตรการกระตุ้นการซื้อรถยนต์ EV
และปรับกำไรสุทธิปี 2565 ขึ้น 57% เป็น 3,374 ล้านบาท เติบโต 52% จากปี 2564 จาก ยอดขายสกุล USD เพิ่มขึ้นต่อเนื่องเป็น 536 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เติบโต 20% จากปี 2564 จากการขยายกำลังการผลิตเพิ่มจากโรงงานแห่งใหม่ราว 20% และ Gross profit margin เพิ่มขึ้นเป็น 30% จากประสิทธิภาพในการผลิตที่ปรับตัวดีขึ้น อย่างไรก็ตามประมาณกำไรมี upside จากการลูกค้ารายใหม่ ซึ่งมีแนวโน้มเป็นลูกค้ารายใหญ่ติดอันดับ Top 5 ของบริษัท จึงแนะนำซื้อ ปรับราคาเป้าหมายขึ้นเป็น 70 บาท
HANA โมเมนตัมยังดีต่อเนื่อง
.
ด้าน HANA โมเมนตัมไตรมาส 1/64 ยังดีต่อจากคำสั่งซื้อที่ยังสูง ส่วนทองแดงแพงและ Chip ขาดแคลนกระทบจำกัด โดยประเมินคาดกำไรปี 2564 จะเติบโตที่ระดับ 19% จากปีก่อน โดยแนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 60 บาท อ้างอิงจากนักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ฟินันเซีย ไซรัส จำกัด (มหาชน)
ขณะที่นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ เคทีบี (ประเทศไทย) จำกัด ระบุว่า ได้ปรับประมาณกำไรสุทธิปี 2564 ขึ้น 6% อยู่ที่ 1,897 ล้านบาท ลดลง 1% จากปี 2563 ส่วนปี 2565 ขึ้นอีก 10% อยู่ที่ 2,038 ล้านบาท เติบโต 7% จากปี 2564 สาเหตุมาจากเรามองว่าภาพรวมของบริษัทดูดีขึ้นจากการแจกจ่ายวัคซีนที่เร็วกว่าคาด รวมทั้งเศรษฐกิจโลกฟื้นเร็วกว่าที่คาดไว้
อีกทั้งยอดขายมือถือ 5G และยอดขายรถยนต์ฟื้นตัวอย่างโดดเด่นในช่วงปลายปี 2563 อย่างไรก็ตามเรามองว่าปัจจัยที่ยังคงกดดันผลการดำเนินงานของบริษัทมาจากค่าเงินบาทที่มีแนวโน้มแข็งค่าต่อเนื่อง ซึ่งจะกดดัน Gross Margin ของบริษัทอย่างมีนัยสำคัญ
ดังนั้นยังคงแนะนำ “ถือ” แต่ปรับราคาเป้าหมายเป็น 52 บาท จากเดิม 40 บาท เนื่องจาก Outlook ของอุตสาหกรรมที่อยู่ในช่วงขาขึ้นทั้งในแง่ของธุรกิจมือถือและธุรกิจรถยนต์ที่มีแนวโน้มการเติบโตสูงในช่วง 2-3 ปีข้างหน้า โดยราคาหุ้นปัจจุบันคิดเป็น dividend yield ไว้ที่ 3.5% ของปี 2564
ติดตามอัพเดตความรู้ทางการเงิน-การลงทุนได้ที่
.
Facebook : Wealthy Thai
โฆษณา