6 มี.ค. 2021 เวลา 15:17 • ปรัชญา
มาร์กซิสซึ่มส์กับศัตรูของมาร์กซิสต์
https://www.britannica.com/topic/Marxism
คาร์ล มาร์กซ์ (Karl Marx, 1818-1883) เป็นชาวเยอรมัน เกิดที่เมือง ทริเออร์ (Trier) เยอรมันนี ติดกับพรมแดนเบลเยี่ยมในช่วงการปฏิวัติอุตสาหกรรมที่อังกฤษ และได้รับอิทธิพลทางความคิดก้าวหน้าแนวประวัติศาสตร์โลกเชิงไดอาแล็คติคส์ (Dialectics) มาจากนักปรัชญาเมธีชาวเยอรมันชื่อ เกออร์ค วิลเฮ็ล์ม ฟรีดริช เฮเกิล (Georg Wilhelm Friedrich Hegel)
มาร์กซ์เขียน แถลงการณ์พรรคคอมมิวนิสต์ (The Communist Manifesto) ร่วมกับ ฟรีดริช เอ็งเงิลส์ (Friedrich Engels) มองการเปลี่ยนแปลงสังคมที่การปฏิวัติอุตสาหกรรม (1712-1870) อันนำมาซึ่งการเปลี่ยนโลก สังคม เศรษฐกิจ ความเหลื่อมล้ำ ความยากจน การกดขี่และการเมือง
มาร์กซ์ นับเป็นบุคคลสำคัญและประพันธุ์หนังสือที่มีอิทธิพลในการเปลี่ยนความคิดของโลกรองลงมาจาก คัมภีร์ไบเบิล โดยปลุกระดมให้กรรมกรและชาวนาทั่วโลกลุกขึ้นต่อสู้ในสงครามทางชนชั้นหรือการต่อสู้ทางชนชั้น (Class Struggles) และเอาตัวอย่างมาจาก Thesis และ Antithesis ว่าจะเป็นปฏิภาคต่อกัน และจะปรากฏเป็น Synthesis ซึ่งดีกว่าเดิม วลาดีมีร์ เลนิน (Vladimir Lenin) ดื่มด่ำกับความคิดของมาร์กซ์มาก และนำมาใช้ในการปฏิวัติรัสเซีย
ถ้า มาร์กซ์ ยังมีชีวิตอยู่ถึงทุกวันนี้ เขาอาจจะภูมิใจว่าทฤษฎีการปฏิวัติ ของเขาไม่เพียงเกิดขึ้นในการปฏิวัติและประกาศอิสรภาพของอาณานิคมสหรัฐต่ออังกฤษในปี 1776 เท่านั้น ยังมีการปฏิวัติฝรั่งเศสต่อในปี 1789 และเกิดจอมเผด็จการนโปเลียนในช่วงต่อมา นอกจากนี้ยังมีการปฏิวัติรัสเซียและเกิดจอมเผด็จการสตาลิน (โจเซฟ สตาลิน) รวมทั้งการล่มสลายของอาณาจักรออสเตรีย-ฮังการี การเกิดเผด็จการของชนชั้นกรรมาชีพ (Dictatorship of the Proletariat) ขึ้นทุกครั้งหลังการปฏิวัติ อันนำไปสู่เผด็จการทหาร การทำสงครามล้างเผ่าพันธุ์และชนชั้น เช่นที่เกิดขึ้นในกัมพูชาโดยเขมรแดงในยุคสงครามเย็น และที่อิหร่านเมื่อโค่นพระเจ้าชาห์ และเมื่อสิบปีที่แล้วดังที่เกิดอาหรับสปริง Arab Springs ในตูนีเซียและอียิปต์ ล้วนแต่เป็นการลุกฮือของชนชั้นอันเนื่องมาจากความเหลื่อมล้ำทั้งสิ้น นับว่ามาร์กซ์เป็นบิดาแห่งการปฏิวัติโดยแท้ ส่วนวลาดิมีร์ เลนิน,โจเซฟ สตาลิน, เหมา เจ๋อตง, โฮจิมินห์, ฟิเดล คาสโตร, เช กูวาร่า และ อยาตอลเลาะห์ โคไมนี ล้วนแต่เป็นสาวกมาร์กซ์ผู้นำเอาทฤษฎีไปปฏิบัติทั้งสิ้น
ความคิดแบบวงจรอุบาทว์ที่ประวัติศาสตร์การต่อสู้ทางชนชั้นซ้ำรอยเดิมตามกฎวิทยาศาสตร์และปรัชญาของ มาร์กซ์ มีทั้งผู้เห็นด้วย และไม่เห็นด้วย อย่างไรก็ดี เมื่อความเป็นรัฐ และเศรษฐกิจของสหภาพสาธารณรัฐสังคมนิยมโซเวียตล่มสลายในปี 1989-1992 ฟรานซิส ฟูกูยามา (Francis Fukuyama) ได้ประกาศชัยชนะของลัมธิทุนนิยมประชาธิปไตยเหนือลัทธิคอมมิวนิสต์ ที่เรียกตามหนังสือของเขาว่า “The End of History and the Last Man” คือสิ้นสุดการวิวัฒนาการของประวัติศาสตร์โลกตามกฎแห่งวิทยาศาสตร์มาร์กซิสต์ และการสิ้นสุดกระบวนการและลัทธิของมาร์ซิสต์ซึ่มและคอมมิวนิสต์ซึ่ม
มาร์กซ์ หายหน้าหายตาไปจากหน้ากระดาษ เอกสารวิชาการ และสื่อมวลชน จนเด็กรุ่นใหม่เกือบไม่รู้จักว่าเขาคือใคร กลายเป็น Footnote หรือเชิงอรรถ ของพิพิธภัณฑ์ปรัชญาสมัยเก่า และถูกฝังโดยปรัชญาวัตถุนิยม หรือทุนนิยม เพราะแม้จะชนะการต่อสู้เพื่อชนชั้นกรรมาชีพและชาวนา แต่กลับล้มเหลวในสงครามเศรษฐกิจสมัยใหม่ ไลฟ์สไตล์ และการอยู่รอดทางการเมืองการปกครองของพรรคการเมืองและชนชั้นกลาง ทำให้ฝ่ายประชาธิปไตยนิยมสามารถประกาศชัยชนะได้ในที่สุด และคาดว่าจะต้องไม่มีการต่อสู้ระหว่างชนชั้นอีกต่อไป
การปกครองโลกปัจจุบันจึงแบ่งออกเป็น :-
รัฐนิยมภายใต้สังคมนิยมคอมมิวนิสต์ ที่ต้องพึ่งพา สวัสดิการรัฐ ตลอดจนเงินเดือน โดยภาครัฐเป็นผู้ผลิตทั้งหมด สมบัติของแผ่นดินและของประชาชนทั้งภาครัฐและเอกชนตกเป็นของรัฐทั้งหมด มีรัฐวิสาหกิจที่ทำการค้า โดยรัฐเป็นผู้เลี้ยงดู ไต่สวนและลงโทษ รัฐเป็นผู้ให้การศึกษา สร้างวินัยหรือคุณค่าทางสังคม รัฐคุมการโฆษณาการและสอดส่องประชาชน (ซึ่ง จอร์จ ออร์เวลล์ (George Orwell) นำมาเขียนหนังสือ เรื่อง หนึ่ง-เก้า-แปด-สี่ หรือ 1984) และทุกคนเสมือนหนึ่งมีความทัดเทียมกัน และเพื่อให้มีการผูกขาดสืบทอดอำนาจรัฐ จึงไม่จำเป็นต้องมีพรรคการเมืองอื่น อีกทั้งประเทศเหล่านี้ยังมีปรัชญาว่ามนุษย์สืบสันดานที่ไฝ่ชั่วและมีความจำเป็นต้องให้การศึกษาที่เข้มงวด ให้อยู่ในระเบียบวินัย และนิติธรรมบัญญัติ มีการลงโทษที่รุนแรงเพื่อให้หลาบจำ ประเทศเหล่านี้ได้แก่ จีน และ เกาหลีเหนือ เป็นต้น
รัฐนิยมในรูปแบบที่สอง คือ สังคมนิยมสวัสดิการประชาธิปไตย ซึ่งรัฐยังคงเป็นผู้เลี้ยงดูให้สวัสดิการ ไม่ว่าจะมีการปกครองโดยมีประมุขเป็นจักรพรรดิ (ญี่ปุ่น) กษัตริย์เป็นจักรพรรดิ (อังกฤษ และอีกหลายประเทศในแถบสแกนดิเนเวียและเอเชียอาคเนย์) หรือสาธารณรัฐล้วน ๆ คือ มีการเลือกตั้งประธานาธิบดีเป็นประมุข และนายกรัฐมนตรีสับเปลี่ยนกันไป เช่น รัสเซีย มีการปกครองโดยระบอบรัฐสภา (จะจัดตั้งหรือไม่จัดตั้งก็ได้ หรือจะเป็นเผด็จการผูกขาดอำนาจโดยรัฐสภา ไปเลยก็ได้) มีพรรคการเมืองที่มีปรัชญาหลากหลายเป็นตัวแทนประชาชน เช่นประเทศสมาชิกสหภาพยุโรป (ยกเว้นเดนมาร์ก ที่ยังมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข) ยุโรปตะวันตก และตะวันออกส่วนใหญ่ รวมทั้ง รัสเซียซึ่งเคยเป็นอดีตรัฐนิยมในรูปแบบที่หนึ่งในสมัยที่เป็นสหภาพสาธารณรัฐสังคมนิยมโซเวียต (Union of Soviet Socialist Republic- USSR) ประเทศเหล่านี้เชื่อในสิทธิเสรีภาพการปกครองประเทศโดยประชาชนโดยผ่านการปกครองที่ดีโดยผู้ที่ได้รับการศึกษาในระบอบ ประชาธิปไตย และผู้นำที่มีคุณธรรมในพรรคการเมือง โดยมีความเชื่อว่ามนุษย์มีคุณธรรมในกมลสันดาน และไม่ต้องการรัฐนิยมที่แข็งกร้าว หรือการลงโทษที่รุนแรง แต่พยายามปลูกฝังสิ่งดีงามให้กับประชาชนเพื่อสืบสันดานต่อไป
รัฐนิยมรูปแบบที่สาม ไม่เป็นรัฐสวัสดิการเต็มรูปแบบ ให้สวัสดิการบางส่วน และจำกัด ที่เหลือให้ไปหาบริษัทประกันหรือจ้างบริษัทเอกชนมาช่วยแบ่งเบาหรือเฉลี่ยความเสี่ยง ไม่ใช่รัฐสังคมนิยม แต่เป็นทุนนิยมแบบสุดโต่ง บริษัทเอกชนและประชาชนเป็นเจ้าของทรัพย์สินทั้งหมด แต่รัฐมีการเอาคืนโดยการเก็บภาษีอย่างหนัก แต่ก็ยังไม่เท่าสังคมนิยมสวัสดิการ การปกครองระบอบนี้ คือ การปกครองโดยสาธารณรัฐล้วน ๆ แต่รัฐยังคงมีอำนาจในปกครองทุกขั้นตอนของชีวิตเช่นเดียวกัน เพียงแต่ให้สิทธิเสรีภาพประชาชนค่อนข้างมาก ซึ่งเกิดขึ้นโดยความคิดปรัชญาที่ว่ามนุษย์มีสิทธิตั้งแต่กำเนิดโดยเท่าเทียมกันตามกฎหมายและรัฐธรรมนูญ (ซึ่งไม่ค่อยเปลี่ยน) และมีเสรีภาพเท่าเทียมกัน
มีความรับผิดชอบต่อสังคม ตนเอง และผู้อื่น มีการปกครองโดยผู้แทนปวงชนโดยตรง ในรูปแบบของประธานาธิบดีเท่านั้น ไม่จำเป็นต้องมีกษัตริย์เป็นประมุขสูงสุด หรือต้องมีนายกรัฐมนตรีเพื่อทำหน้าที่นำนโยบายของรัฐ หรือสาธารณรัฐไปปฏิบัติ แบบยุโรปเช่นอังกฤษ หรือฝรั่งเศส แต่มีการเลือกตั้งโดยประชาชนทุกระดับทั้งทางตรงและทางอ้อม ทั้งระดับนับตั้งแต่ ระดับ นิติบัญญัติ ตุลาการ และบริหาร ในระดับ เทศบาล อำเภอ จังหวัด ทั้งผู้ว่าราชการรัฐ ผู้พิพากษาศาลสูง สส. จนกระทั่ง สว. ตลอดจนประธานาธิบดี ซึ่งเป็นตัวแทนรัฐ และรัฐสภา โดยประชาชนใช้อำนาจผ่านรัฐในทุกขั้นตอน ประเทศเหล่านี้ เช่น สหรัฐ เชื่อในการศึกษาว่า มนุษย์เป็นเวไนยสัตว์ สามารถสอนให้เป็นคนดีมีคุณธรรม สามารถรู้ดีชั่วถูกผิด จัดการกับสิ่งไม่ดีงาม และ ชั่วร้าย เช่น การมีปืนในครอบครองไว้ป้องกันตัว หรือ แม้กระทั่งการมีระเบิดมหาประลัย ในครอบครอง เพื่อสามารถควบคุมโลก ให้อยู่ในอาณัติที่ดี ไม่ตกเป็นเครื่องมือให้คนชั่ว เป็นพระเอกตลอดกาล โดยเชื่อใน สิทธิ เสรีภาพ ความทัดเทียม และความเป็นมนุษย์ที่เท่ากัน โดยมีการออกกฎหมายอย่างละเอียดและเข้มงวด คุมประพฤติ ทั้ง อาญา แพ่งพาณิชย์ และปกครอง
ในระหว่างการพัฒนาของรัฐดังกล่าวนั้น ส่วนที่มาร์กซ์กำหนดให้เป็นช่วงเปลี่ยนผ่านของ คอมมิวนิสต์ ในรูปแบบที่หนึ่ง กับ สังคม ยูโทเปีย คือการใช้อำนาจรัฐผ่านปากกระบอกปืน และผ่านกระบวนการรัฐประหาร มีการปกครองด้วย ระบอบเผด็จการ ไม่ว่าจะด้วยพลเรือนหรือเผด็จการทหารซึ่งอาจนำครอบครัวมาร่วมวงไพบูลย์หรือไม่ก็ตาม เช่น อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ และนโปเลียน โบนาปาร์ต หรือผ่านกระบวนการรัฐสภาที่ถูกจัดตั้ง หรือจัดตั้งระบอบการปกครองไม่ว่าจะเป็นแบบเบ็ดเสร็จแต่ผู้เดียว (Totalitarianism) หรือรัฐนิยมแบบใช้อำนาจราชการ (Authoritarianism) หรือเผด็จการทางทหารเป็นคณะ ( Military Dictatorship ) เช่นพม่า ก็ตาม...การปกครองระบอบนี้มองประชาชนว่าไม่สามารถปกครองประเทศได้เพราะไม่มีการศึกษา
และสุดท้าย แห่งสุดท้าย คือสังคม อนารัฐยูโทเปีย ที่ไม่จำเป็นต้องมีรัฐ อีกต่อไป ประชาชนมีการศึกษาที่ดีทั่วทุกหัวระแหง ไม่จำเป็นต้องมีผู้มาเป็นผู้นำปกครองประเทศ ประชาชนมีกินมีใช้ สังคมมีเศรษฐกิจพอเพียง ผลิตอาหาร เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัย และยารักษาโรคเอง รวมทั้งมีเศรษฐกิจแบบไร้เงินตราของรัฐ สามารถสร้างสังคมแบ่งปันแลกเปลี่ยน ที่ไม่อาจตีค่าเป็นตัวเงินได้ ประชานมีการศึกษาระดับอัจฉริยะ ไม่ต้องการ รัฐนิยมที่มาใช้อำนาจแทนปวงชน โดยอ้างประชาธิปไตย หรือ คอมมิวนิสต์ซึ่ม เพื่อมากอยโกย เงินภาษีที่รัฐเก็บมา
เหล่านี้ทั้งสิ้นมีปรากฏให้เราได้เห็นเสมอมาตั้งแต่โบราณกาล สมัย จิ๋นซี และ ปูติน มินอ่องหล่าย ไบเด็น แมร์เคิ้ล และคนอื่นๆเป็นอมตะนิรันดร์กาลในอนาคต (From time immemorial until now and the future) ก็เพื่อนำมาซึ่งอำนาจ สิทธิ และเสรีภาพ และการเข้ากินเมือง ครอบครองทรัพยากร ตลอดจนการคอร์รัปชั่น ฉ้อราษฎร์ บังหลวงเพื่อเงิน เงิน และเงิน กอบโกยให้ตนเองและครอบครัว อันเป็นอีกด้านหนึ่งของเหรียญอันชั่วร้ายที่มักถูกแอบอ้าง ในการปกครองประเทศที่มีแต่ผู้ที่ด้อยการศึกษา
มาร์กซ์ ถือเป็นปรัชญาเมธีทางการเมืองที่มองเรื่องเศรษฐกิจและความเหลื่อมล้ำทางสังคมชนชั้นในยุคปฏิวัติอุตสาหกรรมเป็นหลัก ส่วนระบอบการปกครองโดยรัฐเป็นรอง และกลับมองว่าต่อไปภายภาคหน้าถ้ามีการปกครองโดยประชาชนก็ไม่จำเป็นต้องมีรัฐ และไม่ปฏิเสธการปฏิวัติรัฐประหารโดยชนชั้นกรรมาชีพ หรือจัดตั้งรัฐบาลปฏิวัติเผด็จการโดยชนชั้นกรรมาชีพ (The Revolution and Dictatorship of the Proletariat) โดยโค่นล้มระบอบเก่าดั้งเดิมด้วยกำลัง เช่นที่เคยเกิดขึ้นที่ รัสเซีย ภายใต้การลุกฮือของชนชั้นกรรมาชีพทั่วประเทศที่นำโดย วลาดีมีร์ เลนิน และเรียกปรัชญาของเลนินว่า Marxism - Leninism
สุดท้าย มาร์กซ์ มองว่าการปกครองโดยรัฐจะล้าสมัยและหายไปในที่สุด (Withering away of the state) ดังที่ได้กล่าวมาแล้วเป็นปฐม เพราะความไร้ประสิทธิภาพ การฉ้อโกงโลภโมโทสัน และความไม่สามารถมีปฏิสัมพันธ์กรือปฏิภาคที่ดีและที่แท้จริง ของรัฐกับประชาชนที่อยู่ในสังคมได้ กลายเป็น ยูโทเปีย (Utopia) หรือ โลกในอุดมคติ
เหมือนกับไอน์สไตน์ ที่ใส่ตัวแปรคงที่ไว้ในสมการ เพื่อให้จักรวาลคงที่ไม่ขยายไม่หด อันเป็นการผิดวิสัยธรรมชาติ ศัตรูของมาร์กซิสต์ คือ ลัทธิทุนนิยม หรือรัฐนิยมในรูปแบบที่สาม ที่นับวันปัจจุบันจะขยายออกไปเรื่อย ๆ เพราะคนยังต้องการกิน ต้องการรวย และต้องการมีชีวิตที่สุขสบาย โดยมีสิทธิ เสรีภาพ ปราศจากการเข้ามาแทรกแซงของรัฐ
ในศตวรรษนี้ ความคิดของมาร์กซ์ และคอมมิวนิสต์แบบเก่า นับวันมีแต่จะถอยหลัง ส่วนการปฏิวัติรัฐประหารก็ยังมีเพียงสองสามประเทศเท่านั้นที่ยังทำกัน
สุดท้ายนี้ จะขอจบด้วยคำพูดจากลัทธิมาร์กซ์:
“Revolutions are the locomotives of history. The history of all previous societies has been the history of class struggles. There is a spectre haunting Europe, the spectre of Communism.
WORKERS OF THE WORLD UNITE. YOU HAVE NOTHING TO LOSE BUT YOUR CHAINS.”
โฆษณา