8 มี.ค. 2021 เวลา 07:12 • ศิลปะ & ออกแบบ
“พระสรลักษณ์ลิขิต”
เรื่องราวชีวิตในวัยเด็กของท่านไม่เป็นที่ปรากฏชัดนัก แต่จากบทบันทึกในทะเบียนประวัติเท่าที่ค้นคว้าได้ระบุเพียงท่านเป็นบุตรของ หมื่นจ่าอาจรณรงค์ (จันทร์) และ นางแย้ม เกิดเมื่อวันพฤหัสบดีขึ้น ๑๒ ค่ำ เดือน ๓ ปีกุน ตรงกับวันที่ ๖ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๔๑๘ ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
เมื่ออายุได้ ๑๕ ปี เริ่มชีวิตราชการเป็นมหาดเล็กหลวง ตำแหน่งช่างเขียน ขณะเป็นช่างศิลป์ประจำราชสำนักก็ได้ไปศึกษาการช่างที่โรงเรียนช่างเขียนในวัง ด้วยเหตุที่ท่านมีความสนใจและแสดงออกถึงความสามารถด้านการเขียนภาพจนมีความโดดเด่นเป็นเป็นพิเศษ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงทรงพระเมตตาอุปถัมภ์และสนับสนุนให้ศึกษาเล่าเรียนด้านการเขียนภาพอย่างจริงจัง เพราะพระองค์ต้องการให้กรุงสยามมีความเจริญในทุกๆ ด้านเทียบเท่าอารยประเทศ ไม่เว้นศิลปะ โดยโปรดให้ท่านไปศึกษาเล่าเรียนการเขียนภาพกับครูฝรั่งผู้ชำนาญด้านศิลปะในวัง
และเมื่อพระองค์ทรงเสด็จประพาสยุโรป ก็ทรงโปรดให้ท่านได้ตามเสด็จไปเพื่อศึกษาอารยธรรมด้านศิลปะของประเทศทางฝั่งยุโรปด้วย
การได้มีโอกาสติดตามพระองค์ในการเสด็จประพาสยุโรปจึงทำให้ท่านมีโอกาสได้เห็นและได้ศึกษากลวิธีเขียนภาพของจิตรกรที่มีชื่อเสียงต่างๆ ทุกครั้งที่พระองค์เสด็จไปประทับให้จิตรกรที่มีชื่อเสียงเขียนภาพ ท่านจะพยายามเรียนรู้ จดจำ และจดบันทึกถึงกระบวนการเขียนด้วยเทคนิคต่างๆ อันเป็นความรู้ติดตัวที่ต้องการนำกลับมาเมืองไทยเพื่อจะพัฒนาศิลปะสยาม
ไม่เพียงแต่ฝึกฝนเขียนพระบรมสาทิสลักษณ์เท่านั้น พระองค์ยังทรงโปรดเน้นย้ำให้ท่านฝึกการสเก็ตซ์ภาพเพื่อบันทึกอย่างฉับไว ฝึกเขียนภาพแผนที่ ฝึกเขียนภาพทิวทัศน์ และฝึกเขียนภาพอื่นๆ อย่างมีแบบแผนตามที่ได้ศึกษามาจากยุโรปอยู่เรื่อยไป ซึ่งฝีไม้ฝีมือของท่านถือว่าต้องพระทัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะฝีมือด้านการเขียนภาพเหมือนด้วยเทคนิคสีน้ำมันบนผ้าใบ ซึ่งถือเป็นเรื่องแปลกใหม่ท้าทายความเชื่อและความสามารถเป็นอย่างมากสำหรับสยามประเทศในขณะนั้น
ท่านนับเป็นจิตรกรไทยคนแรกๆ ที่บุกเบิกการเขียนภาพเหมือนบุคคลด้วยเทคนิคสีน้ำมันตามแบบแผนศิลปะตะวันตก ฝีมือการเขียนภาพเหมือนของท่านเป็นที่กล่าวขานเลื่องลือกันอย่างหาใครเทียบยากตั้งแต่รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และตลอดช่วงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว
1
นอกจากทักษะการเขียนภาพเหมือนด้วยเทคนิคสีน้ำมันอันเป็นเลิศแล้ว ท่านยังมีฝีมือทางด้านการถ่ายภาพอีกด้วย คงเพราะมุมมองในการเขียนภาพกับมุมมองในการถ่ายภาพนั้นมีองค์ประกอบการสร้างสรรค์ที่ไม่แตกต่างกันมากนัก ท่านจึงทำได้ดีทั้งสองอย่าง ซึ่งนอกจากท่านจะได้เลื่อนยศด้วยความชอบจากการเขียนภาพเหมือนแล้ว ทักษะการถ่ายภาพก็เป็นอีกหนึ่งในความสามารถสำคัญที่ทำให้ท่านได้เลื่อนยศอย่างรวดเร็วอีกด้วย
เมื่อถึงเหตุการณ์เปลี่ยนแปลงการปกครองในช่วงรัชสมัยต่อมา ผู้บริหารประเทศได้ทำการปรับปรุงระบบราชการใหม่ ผลของการปรับปรุงระบบปรากฏว่าท่านถูกปลดออกจากราชการด้วยเหตุผลว่าเป็นผู้สูงอายุ ขณะนั้นท่านมีอายุ ๕๗ ปี
ปี พ.ศ. ๒๔๗๖ เมื่อกรมศิลปากรก่อตั้งโรงประณีตศิลปกรรมขึ้น (ปัจจุบันคือมหาวิทยาลัยศิลปากร) กรมศิลปากรจึงได้เชิญผู้มีความรู้และผู้เชี่ยวชาญทางด้านศิลปะให้มาร่วมเป็นผู้วางหลักสูตรและดำเนินการเรียนการสอนในรูปแบบใหม่ โดยท่านได้รับการทาบทามจากกรมศิลปากรให้ดำเนินการสอนในวิชาจิตรกรรม โดยตลอดช่วงเวลาการสอนก็ได้ศึกษาแง่คิดและการทำงานศิลปะจาก ศาสตราจารย์ศิลป พีระศรี พร้อมกันไปด้วย (ศาสตราจารย์ศิลป พีระศรี สอนวิชาประติมากรรมและเทคนิคการช่างแบบยุโรป, พระสาโรชรัตนนิมมาน สอนวิชาสถาปัตยกรรมและประวัติศาสตร์ศิลปะ, หลวงวิจิตรวาทการ สอนวิชาประวัติศาสตร์ไทย, พระเทวาภินิมมิต สอนศิลปะไทยและลายไทย, พระพรหมวิจิตร สอนวิชาสถาปัตยกรรมไทย, หลวงเทพรักษ์เลขา สอนวิชาทำฉากละคร, ภายหลังมีชาวต่างประเทศอีก ๒ ท่านมาช่วยสอนคือ นายเอส เฮอร์มั่น สอนวิชาวิศวกรรมศาสตร์ และ นายเอส มิกกี้-เป็นชาวญี่ปุ่น ต่อมาได้รับชื่อเป็นไทยว่า นายวัฒนา ตรีพฤกษาพันธ์ สอนวิชาเทคนิคการลงรักและมุก)
ศิษย์รุ่นแรกๆ ของท่านปัจจุบันเป็นจิตรกรที่เมืองไทยต้องจารึกชื่อไว้หลายคน เช่น สนิท ดิษฐ์พันธ์, คิด โกศัลวัฒน์, แสวง สงฆ์มั่งมี ฯลฯ
กล่าวขานกันว่าในช่วงที่สอนหนังสือในโรงเรียนประณีตศิลปกรรม เมื่อขับรถมาถึงโรงเรียนท่านจะไม่เอ้อระเหยทอดน่องชมนกชมไม้หรือสนทนาปราศรัยให้เสียเวลา ทันทีที่จอดรถท่านจะขึ้นไปบนห้องทำงานส่วนตัวเพื่อเตรียมการสอนทันที ถ้าไม่มีสอนก็จะใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการนั่งเขียนภาพเงียบๆ ในห้องเพียงลำพัง ทำกิจกรรมทุกอย่างภายในห้องประดุจเป็นพื้นที่แห่งโลกส่วนตัว ไม่ว่าจะเป็นการดื่มชา ทานอาหาร หรือการงีบหลับพักผ่อน
ไม่ว่าเรื่องราวภายนอกจะวุ่นวายสักเพียงไรแต่ในห้องทำงานของท่านจะถูกหยุดนิ่งไว้ด้วยสมาธิในการทำงานราวกับเป็นคนละโลก มีเพียงบานประตูเท่านั้นที่กั้นสองโลกให้แยกจากกันอย่างสิ้นเชิง
แม้ท่านจะมีอายุมากแล้วแต่ยังดูกระฉับกระเฉง คล่องแคล่วมากหากต้องอธิบายเรื่องเทคนิคการเขียนในกับบรรดาลูกศิษย์ โดยการอธิบายของท่านจะเน้นการเขียนให้ดูมากกว่าการอธิบายด้วยปากเปล่า เพราะท่านถือว่าศิษย์จะได้คอยสังเกตและเก็บเกี่ยวกลวิธีการเขียนจากการทำงานจริงได้ดีกว่าการอธิบายแบบมโนภาพ อีกทั้งยังเป็นกุศโลบายในการสร้างบรรยากาศแห่งความศรัทธาให้เกิดขึ้นในห้องเรียนอย่างแยบยล
ท่านมักสั่งสอนลูกศิษย์เกี่ยวกับการเขียนภาพเหมือนไว้เสมอว่า “...ถ้าเก่งภาพพอร์ทเตรท (portrait) อย่างอื่นทำได้หมด...” ซึ่งน่าจะเป็นคำกล่าวที่มีเหตุผล เพราะการเขียนภาพเหมือนบุคคลนั้นจิตรกรจะต้องสายตาไว ช่างสังเกต เก็บรายละเอียดในสิ่งที่คนทั่วไปมองข้ามและจดจำรายละเอียดของผู้เป็นต้นแบบได้เป็นอย่างดี
สนิท ดิษฐพันธ์ ศิษย์เอกผู้ใกล้ชิดเล่าถึงกลวิธีการเขียนภาพเหมือนของท่านว่า ท่านมักจะให้เวลากับการเขียนโครงสร้างและภาพร่างนานพอสมควร เมื่อโครงร่างเป็นที่พอใจก็จะเก็บรายละเอียดตกแต่งส่วนต่างๆ ภายในภาพ ซึ่งท่านจะเน้นเขียนนัยน์ตาก่อนส่วนอื่นเสมอ ถ้าเขียนตาไม่สมบูรณ์ก็จะไม่ขยับไปเขียนส่วนอื่น ท่านให้เหตุผลถึงการเริ่มเขียนดวงตาก่อนอวัยวะใดก็เพราะถ้าเขียนตาไม่มีชีวิตแล้วอย่างอื่นก็ย่อมไม่มีชีวิต เพราะถือว่าดวงตาเป็นหน้าต่างของหัวใจ
ท่านเป็นคนสมถะ มีบุคลิกเรียบนิ่ง ไม่ชอบสมาคม ชอบความเงียบมากกว่าสิ่งใด รักษาสมาธิเป็นสำคัญ เป็นคนจริงจังในทุกเรื่องที่ลงมือทำ ยึดมั่นในสัจจะ ให้เกียรติสรรพสิ่ง ไม่ดื่มไม่สูบ ชอบจดบันทึกเรื่องราวต่างๆ ที่ผ่านเข้ามาในชีวิตแต่ละวัน ความละเอียดลออของท่านจึงเป็นอุปนิสัยที่โดดเด่นจนเป็นที่ประจักษ์เลื่องลือ
เป็นอาจารย์สอนในโรงเรียนประณีตศิลปกรรมได้ราว ๔ ปีท่านก็ได้ขอลาออกและเข้าอุปสมบถ ณ วัดตรีทศเทพ โดยมีความตั้งใจว่าจะไม่สึก แต่เมื่อภรรยาของท่านถึงแก่กรรมจึงจำเป็นต้องลาสิขาเพื่อมาดูแลลูกๆ
จนในราวปี พ.ศ. ๒๔๙๖ ทางสำนักพระราชวังต้องการหาช่างที่มีความรู้และความสามารถด้านวิธีการเขียนภาพแบบสมัยใหม่มาเขียนซ่อมพระบรมสาทิสลักษณ์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลต่างๆ และพระอัครมเหสีที่ติดตั้งอยู่ภายในพระที่นั่งจักรีปราสาทให้มีสภาพดีดังเดิม จึงได้มีการสืบหาตัวท่านเพื่อให้มาเขียนซ่อมภาพเหล่านั้น เหตุผลหนึ่งเพราะความสามารถด้านการเขียนภาพของท่านเป็นที่เลื่องลือ ส่วนอีกเหตุผลเป็นเพราะในบรรดาพระบรมสาทิสลักษณ์ทั้งหมดนั้นมีผลงานอยู่ภาพหนึ่งซึ่งเป็นภาพเขียนฝีมือของท่านเอง ภาพนั้นคือภาพพระบรมสาทิสลักษณ์พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าอยู่หัว
ในการทำหน้าที่เป็นช่างเขียนซ่อมภาพในพระที่นั่งจักรีมหาปราสาท ขณะนั้นท่านมีอายุเข้าปีที่ ๘๐ แล้ว แต่ยังทำงานด้วยความคล่องแคล่วแต่สุขุมรอบคอบและละเอียดลออเช่นเดิม สามารถปีนนั่งร้านขึ้นลงเพื่อไปเขียนซ่อมภาพได้เหมือนในวัยหนุ่ม ท่านใช้เวลาซ่อมภาพทั้งหมดอยู่ประมาณ ๓ – ๔ ปีจึงแล้วเสร็จ และเมื่อซ่อมแซมเสร็จท่านก็ยังแวะเวียนมาชมและตรวจสอบความเรียบร้อยของผลงานอยู่เสมอ ราวกับสิ่งที่ทำนั้นไม่ได้เป็นเพียงงาน แต่คือสิ่งที่ท่านเพียรบรรจงสร้างสรรค์ขึ้นด้วยหัวใจ
ท่านเป็นหนึ่งในความภาคภูมิใจของจิตรกรไทยและชาวสยามอย่างปฏิเสธไม่ได้ ถ้าท่านไม่ได้วางรากฐานด้านการเขียนภาพเหมือนให้จิตรกรรุ่นหลัง วันนี้วงการภาพเหมือนเมืองไทยคงขยับไปได้ช้ากว่าที่เป็น
ท่านถึงแก่กรรมด้วยโรคชราในวันที่ ๑๖ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๐๑ สิริอายุได้ ๘๓ ปี
มุ่ย คือชื่อของท่าน ส่วน จันทรลักษณ (Chandralakshna) เป็นนามสกุลที่ได้รับพระราชทานในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งนับเป็นพระมหากรุณาธิคุณต่อท่านและครอบครัวเป็นล้นพ้น จนถึงสมัย จอมพล ป.พิบูลสงคราม จึงเปลี่ยนบรรดาศักดิ์ยึดถือ สรลักษณ์ลิขิต มาเป็นนามสกุลแทน
พระสรลักษณ์ลิขิต คือชื่อยศสุดท้ายในชีวิตราชการของท่าน
(เผยแพร่ครั้งแรก)
*********************************
***เอกสารประกอบการเขียน
“พระสรลักษณ์ลิขิต” วารสารเมืองโบราณ ปีที่ ๙ ฉบับที่ ๒ เมษายน – กรกฎาคม ๒๕๒๖
 
“เปิดกรุศิลปิน” สำนักพิมพ์เมืองโบราณ ตีพิมพ์ครั้งแรก เดือนพฤศจิกายน ๒๕๓๒
โฆษณา