11 มี.ค. 2021 เวลา 09:46 • ข่าว
EP. 100 “จ่าเพียร ผู้กล้าแห่งเทือกเขาบูโด”
อยากให้ EP. 100 นี้มีความพิเศษ เรานั่งคิดอยู่นานว่าจะเขียนเรื่องของใคร ตอนแรกคิดแล้วว่าเราจะเขียนเรื่องของ serial killer โหดๆ กับอาชญากรรมที่แสนจะสยดสยองแบบยาวๆให้สมกับที่ทุกคนรอคอยดีไหม
แต่ไปๆมาๆ เราอยากให้ EP. ที่ 100 ของเรามีความพิเศษมากกว่านั้น เราอยากเขียนเรื่องเกี่ยวกับความดี ความกล้าหาญของใครซักคน เราอยากเชิดชูคนที่เสียสละ และคนที่ปิดทองหลังพระ เราไม่อยากให้ EP. ที่ 100 พูดถึงความชั่วช้า ความเลวของใครซักคน
แล้วเราก็นึกถึงเรื่องของใครคนใดคนนึงขึ้นมาได้ ซึ่งในวันที่ 12 มีนาคม นี้ เป็นวันครบรอบวันที่เขาได้เสียสละแบบ Ultimate Sacrifie หรือเป็นการเสียสละขั้นสูงสุด คือการสละชีวิตของตัวเองนั้นเองค่ะ
ใน EP. 100 นี้ ก้อยจะเล่าเรื่องของ “จ่าเพียร” วีรบุรษแห่งชายแดนใต้ หรือจ่าเพียรขาเหล็กที่ทุกท่านอาจจะเคยได้ยิน หรืออ่านข่าวเรื่องของเขามาแล้ว
เมื่อวันก่อนคุยกับเพื่อนบ้านที่เป็นตำรวจ เขาถามถึงอาชีพตำรวจในเมืองไทย เราอธิบายว่าเป็นอาชีพที่โดนด่า พอๆกับอาชีพโจร คุยไปคุยมา เราอธิบายเพิ่มว่า จริงๆแล้วเราเห็นต่าง ถึงแม้เราจะเห็นข่าว Top Form ของอาชีพนี้ในประเทศไทยมากเท่าไหร่ เราก็ยังเชื่อตามเดิมว่า
“ทุกอาชีพ มีทั้งคนดี และคนไม่ดี”
บางอาชีพ ทำดีก็จะเสมอตัว เพราะคนคิดว่าเป็นหน้าที่ของเราอยู่แล้ว แต่พลาดเพียงนิดเดียว จะกลายเป็นชั่วช้า กลายเป็นคนห่วยแตก โหล่ยโท้ย กลายเป็นว่า หากทำไม่ได้ ทำไม่ดี มาทำอาชีพนี้ทำไม?
ที่แน่ๆเลยคือเพื่อนบ้านอิชั้น amazing นะคะ ที่ตำรวจที่เมืองไทย ไม่มีเสื้อกันกระสุน ต้องซื้อปืนเอง และต้องเติมน้ำมันรถสายตรวจใช้เงินตัวเอง ทั้งๆที่อุปกรณ์เหล่านี้เป็นอุปกรณ์ที่ต้องใช้ในการทำงาน (บางท่านทำงานเอกสาร ต้องซื้อปริ้นเตอร์เอง หมึกพิมพ์เอย กระดาษเอย อาจจะไม่ใช่ทุกสถานที่ แต่เรารู้และเห็นมาจากประสบการณ์ที่ได้พบเจอ คุยแบบเปิดอก เราบอกตรงๆ เราทำแบบเขาไม่ได้หรอกค่ะ เงินเดือนที่ได้ จะเลี้ยงลูก เลี้ยงครอบครัวได้ซักเท่าไหร่ แถมต้องออกไปเสี่ยงภัย เป็นด่านหน้าอีก)
ยังไม่พอ นอกจากนี้ มันยังมีระบบเจ้าขุนมูลนาย นายสั่งอะไรต้องทำ รอนาย หากนายเป็นคนไม่ดี ลูกน้องซวยตาม เพราะจะขัดได้ยังไง จะไม่ทำได้ยังไง? ถ้าเป็นเรา เราคงด่าให้เจ็บ สะบัดก้นใส่ แล้วไปหาทางทำมาหากินต่อ แต่สำหรับบางคนที่มีภาระ มีปากท้องหลายปากท้อง รออยู่ เรายังนั่งคิด ถ้าเป็นเรา เราจะทำเยี่ยงไร?
*** เราไม่เข้าข้างคนนิสัยไม่ดีนะคะ เพราะบางทีก็อยากจะว้าปไปด่าเหมือนกัน แต่อยากให้เข้าใจอีกมุมนึงของชีวิต
วันนี้เราอยากเล่าเรื่องของตำรวจคนนึง คนที่ทำหน้าที่ของตัวเอง หน้าที่ที่ได้รับมอบหมายในหน้าที่การงานที่ทำอย่างเต็มที่มาตลอดทั้งชีวิต อยากให้เป็นแรงบัลดาลใจกับทุกท่าน ให้รู้ว่า การที่เราทำหน้าที่ของเราอย่างดีที่สุด อย่างสุดความสามารถ อย่างกล้าหาญ และอย่างสุจริต ถึงแม้จะไม่มีใครเห็น อย่างน้อยๆ ตัวเราเองที่รู้ ตัวเราเองพูดได้เต็มปากว่าเราภูมิใจกับสิ่งที่เราทำ และเวลาเข้านอน เราจะนอนหลับเพราะไม่มีเสียงคนสาปแช่งหรือก่นด่า
อ่ะ เข้าเรื่อง เนื่องจากบางคนอาจจะอายุยังน้อย อาจจะไม่ทันเรื่องที่เกิดขึ้น ไม่อยากให้ทุกคนลืมเขา วันนี้จะเล่าเรื่องของคนที่ประกอบอาชีพ “ตำรวจ”
Cr: https://www.chapanakij.com/announce_famous/73
ก่อนจะมาเป็นจ่าเพียร:
สมเพียร เอกสมญา หรือที่ทุกคนอาจจะเรียกเขาว่า “จ่าเพียร” นั้นจริงๆแล้ว ชื่อและยศเต็มๆคือ พ.ต.อ. สมเพียร เอกสมญา อดีต ผกก.สภ.บันนังสตา จ.ยะลา
ชีวิตของสมเพียรนั้น เริ่มต้นมาจากเด็กชายธรรมดาๆ ที่ไม่ได้มีเส้นสาย ไม่ได้เกิดมาในครอบครัวที่มีเงินทอง ตรงกันข้ามจ่าเพียรนั้นเกิดมาจากครอบครัวที่ไม่ค่อยมีเงิน ต้องอาศัยอยู่วัด ทานข้าววัด เพื่อให้ได้ไปเรียนหนังสือ นามสกุลเดิมของสมเพียรนั้นจริงๆแล้วคือ “แซ่เจง” แต่เมื่อตอนที่จะสอบเข้าโรงเรียนนายตำรวจในตอนนั้น รัฐกำหนดนโยบายไว้ว่า หากใครจะสอบเข้าโรงเรียนนายตำรวจ จะใช้นามสกุลที่เป็นแซ่ไม่ได้ (คล้ายๆกับว่าต้องเป็นคนไทย มีสัญชาติ เชื้อชาติไทยแท้หรือเปล่า อันนี้ก้อยเดา) สมเพียรในตอนนั้น จึงขอใช้นามสกุล “เอกสมญา” ของเพื่อน เพราะกลัวว่าหากขอเปลี่ยนและตั้งนามสกุลใหม่จะใช้เวลานาน
1
เมื่อได้เข้ามาเรียนและเรียนจบจากโรงเรียนนายตำรวจแล้ว สมเพียรก็จบออกมาเป็นตำรวจสมใจ เขาทำงานรับราชการในเขตจังหวัดภาคใต้อยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นสงขลา ระนอง ปัตตานี สตูล พัทลุง เป็นต้น จนได้รับการเลื่อนยศไปเรื่อยๆ แต่ถึงแม้ยศจะสูงขึ้น แต่คนก็ที่รู้จักกับสมเพียรก็มักจะติดปาก เรียกสมเพียรว่า “จ่าเพียร” อยู่เสมอ
จ่าเพียรแต่งงานกับคุณพิมพ์ชนา เอกสมญา (ในตอนหลัง ครอบครัวเปลี่ยนนามสกุลเป็น ภูวพงษ์พิทักษ์ เพื่อถือเคล็ด แต่จ่าเพียรขอกลับมาใช้ เอกสมญาเหมือนเดิม) และมีบุตรชายด้วยกันทั้งหมด 4 คน จ่าเพียรนั้นทุ่มเทให้กับการทำงานเป็นอย่างมาก ครอบครัวโดยเฉพาะภรรยาของจ่าเพียรรู้ดีว่า งานของจ่าเพียรนั้นมาก่อน จนถึงกับเคยพูดเล่นกันว่า หากวันนึงมี 30 ชั่วโมง จ่าเพียรก็คงใช้เวลาทั้ง 30 ชั่วโมงนั้นในการทำงาน
จ่าเพียรกับชื่อเสียงที่ไม่ได้มาเล่นๆ:
จ่าเพียรนั้นมีฉายาหลายฉายาด้วยกัน เช่น จ่าเพียรขาเหล็ก นักรบขาเหล็ก นักสู้ผู้ยิ่งใหญ่แห่งเทือกเขาบูโด วีรบุรุษแห่งบันนังสตา ฯลฯ จ่าเพียรนั้นเริ่มอาชีพตำรวจจากสถานีตำรวจในอำเภอบันนังสตา จังหวัดยะลา เป็นที่รู้กันว่าจ่าเพียรนั้นเป็นคนที่ลุย และบุกเข้าทลาย ต่อสู้ ร่วมเป็นร่วมตายกับเพื่อนตำรวจ หรือลูกน้องในการปราบปรามโจร และผู้ก่อการร้าย โดยจ่าเพียรนั้น ชำนาญพื้นที่เป็นอย่างดี ไม่ว่าจะเป็นในตัวเมือง หรือในป่าเขาที่ห่างไกลที่ชุมชน จ่าเพียรจะเดินเท้า เดินนำหน้า หากมีการปะทะ ก็จะอยู่ข้างหน้า ร่วมเป็นร่วมตายกับลูกน้อง (ซึ่งนี่คือคุณสมบัติของผู้นำ และของคนเป็นนายที่แท้ทรู มิใช่สักแต่นั่งอยู่บนที่สูง บนหอคอย สั่งการแบบนั้นแบบนี้ แล้วส่งลูกน้องไปเสี่ยงภัย หรือไปตาย)
นอกจากจะมีความหนักแน่น เด็ดเดี่ยว และคิดวางแผนอย่างรอบคอบในการปราบโจรผู้ร้าย (ซึ่งไม่ใช่โจรผู้ร้ายธรรมดานะคะ ระดับผู้ก่อการร้ายที่พยายามแบ่งแยกดินแดน ที่มีอาวุธสงครามครบมือนั้นแหละค่ะ) จ่าเพียรยังเน้นย้ำให้ตำรวจที่เป็นลูกน้องในพื้นที่ พยายามเข้าหา พูดคุยและช่วยเหลือชาวบ้าน จ่าเพียรนั้นเป็นที่รักของชาวบ้านเป็นอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นชาวบ้านไทยพุทธ หรือชาวบ้านมุสลิมในพื้นที่ จากที่เคยเกรงกลัวตำรวจ หรือรู้เรื่องอะไรใรวงลึก แล้วไม่รู้จะไว้ใจใคร ไม่รู้จะบอกใคร ก็จะมีสายสืบมาทำงานร่วมกับจ่าเพียร เพื่อหาเบาะแสในการจับกุมผู้ก่อการร้าย
Cr: https://www.tnews.co.th
จ่าเพียร ปะทะกับผู้ก่อการร้ายมามากกว่า 100 ครั้ง และบาดเจ็บหนักๆ 8-9 ครั้งด้วยกัน ในปี 2525 หลังจากที่ได้รับบาดเจ็บอย่างหนักครั้งที่ 4 จ่าเพียรได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์อันมีศักดิ์รามาธิบดี (เหรียญรามมาลาเข็มกล้ากลางสมร) ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท พระบรมมหาราชวัง แต่หากเพียงแค่ 1 ปีหลังจากนั้นในปี 2526 ในตอนนั้น จ่าเพียรผู้ที่เพิ่งได้รับการเลื่อนยศ และดำรงตำแหน่งรับราชการอยู่ที่สถานีตำรวจอำเภอยะหา จังหวัดยะลา ได้ทำการเข้าปิดล้อมผู้ก่อการร้ายที่อำเภอสะบ้าย้อย และไปเหยียบกับระเบิด การโดนกับระเบิดในครั้งนี้ ทำให้จ่าเพียรเกือบเอาชีวิตไม่รอด เขาแขนหัก กรามฉีก ที่สำคัญตรงกระดูกข้อเท้าถูกแรงระเบิดอัดจนทำให้เกิดการบาดเจ็บแสนสาหัส จนหมอเกือบจะต้องตัดขา แต่ในที่สุด ก็สามารถรักษาขาของจ่าเพียรไว้ได้ แต่เหตุการณ์นั้นก็ทำให้จ่าเพียร ต้องกลายเป็นคนเดินกะเผลกตลอดมา (ถึงมีคนเรียกจ่าเพียรว่า นักรบขาเหล็กยังไงละค่ะ)
1
แต่นั้นก็ไม่หยุดจ่าเพียรได้ จ่าเพียรก็ยังทำงานอยู่แถวด้ามขวานของไทย คอยปกปักรักษา สร้างความสงบให้กับประชาชนในพื้นที่ต่างๆ แม้กระทั่งต้องเผชิญกับเรื่องการเมืองท้องถิ่น คือมีการประท้วงให้ย้ายจ่าเพียร เพราะไปวิสามัญคนร้าย (ซึ่งดันเป็นลูกน้องของนักการเมืองท้องถิ่น) และแม้จะถูกโยกย้ายก็ยังโดนตามรังควานหลายต่อหลายครั้ง แต่นั้นก็ไม่ได้ทำให้จ่าเพียรเสียกำลังใจ
วีรบุรุษแห่งบันนังสตา:
ในปี 2550 ตอนนั้น พลตำรวจเอกเสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส รักษาการแทนผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติในสมัยนั้น ขออาสาสมัครลงไปทำงานในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ (น่าจะเพราะว่างหลายตำแหน่ง เพราะมีคนไม่อยากไป) ทำให้ จ่าเพียรอาสา ลงไปรับตำแหน่ง ผกก.สภ. บันนังสตา ซึ่งเป็นเรื่องแปลก เพราะในตอนนั้น มีการคัดเลือกตำรวจที่อายุไม่เกิน 40 - 45 ปี ไปดำรงตำแหน่งนี้ แต่ความเก๋าก็คือความเก๋า จ่าเพียร ผู้ที่ในตอนนั้นอายุ 57 - 58 ปี รู้ตัวดีว่าตัวเองนั้นเหมาะสมกับตำแหน่งนี้ท่ีสุด และหากไม่มีใครทำ เขาจะทำเอง
*** การปราบโจรนี้จ่าเพียรไม่ได้อยู่ๆ พาพวกไปลุยนะคะ ตอนที่ยังหนุ่มๆ จ่าเพียรจะพาลูกน้องไปปราบ ทลายฐานโจรที่มักอยู่ตามป่า จะมีการส่งเรื่อง แจ้งให้คนพวกนี้รู้ตัวก่อนเสมอว่า ให้ยอมมอบตัว หรือเปลี่ยนพฤติกรรม หากไม่ยอมทำตาม ถึงเข้าโจมตี พอกลับมาดำรงตำแหน่งในปี 2550 อีกครั้ง เขาก็ทำแบบเดิม
การย้ายมาของจ่าเพียรในครั้งนี้ท้าทายไม่น้อย เพราะบันนังสตา เป็นอำเภอหลักที่กลุ่มผู้ก่อการร้ายแบ่งแยกดินแดน พยายามจะพิชิตให้เป็นดินแดนของตนให้ได้ ในปี 2547 หากใครคุ้นข่าวสมัยเก่า จะรู้ว่ามันมีเหตุการปล้นปืนเกิดขึ้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ส่งผลให้มีข่าวเรื่องผู้ก่อการร้ายพยายามจะก่อความไม่สงบหลายครั้ง สร้างความหวาดกลัวให้กับชาวบ้าน และโจมตีเจ้าหน้าที่หลายต่อรายครั้งในหลายพื้นที่ ก่อให้เกิดความสูญเสียเป็นอย่างมาก
**เผาโรงเรียน ปล้นปืนที่ค่ายปิเหล็ง ในอำเภอเจาะไอร้อง ทำให้ทหารเสียชีวิต 4 ราย และคนร้ายได้ปืนไปทั้งหมด 413 กระบอก
ถึงแม้ว่าเรื่องจะเกิดขึ้นที่เจาะไอร้อง แต่บันนังสตาก็ได้รับผลกระทบ เจ้าหน้าที่ถูกซุ่มยิง ซุ่มโจมตีหลายต่อหลายครั้ง โดยเฉพาะสถานีตำรวจ นั่งกินข้าวอยู่ดีๆก็โดนกราดยิง ต้องพากันหลบ
พอจ่าเพียรมา เขาก็ทำแบบเดิม เข้าหาชาวบ้าน พูดคุยแบบเป็นกันเอง จ่าเพียรถึงกับบอกลูกน้องที่สถานีให้เอาลวดหนามออก เพราะเขาย้ายมาแล้ว ไม่มีใครกล้าทำอะไรหรอก ตำรวจที่ทำงานเป็นลูกน้อง สัมผัสได้ถึงความจริงใจที่จ่าเพียรมีให้พวกเขา และยังมีให้กับชาวบ้านในพื้นที่ ถึงแม้จะเป็นชายในวัยที่ใกล้เกษียณ และเดินกะเผลก แต่จ่าเพียรก็ยังเดินนำหน้า ทุกครั้งที่มีการปะทะกับกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบ ทุกครั้งที่มีการทำข่าว จะเห็นจ่าเพียรเป็นผู้ลงพื้นที่ แต่งตัวทะมัดทะแมง ไม่มีการใส่ชุดเต็มยศลงตรวจพื้นที่หลังจากที่เกิดเหตุแล้ว
จ่าเพียรกับการพบปะ พูดคุยกับชาวบ้าน ที่มักจะเห็นได้เป็นประจำ Cr: https://www.thairath.co.th/content/155213
ในวันที่ 23 มิถุนายน ปี 2551 จ่าเพียรนำตำรวจเข้าจู่โจมฐานที่ตั้งกองทัพคนร้าย และสามารถวิสามัญ 1 ใน 6 คนร้ายที่เป็นแกนนำหลักได้ จนมีการกล่าวขานปฏิบัติการครั้งนี้ว่า “สงครามจรยุทธ์” การไล่ล่าคนร้าย และสามารถจับกุม ยึดปืนสงครามกลับมาได้นี่เอง น่าจะเป็นเหตุให้จ่าเพียรนั้นถูกหมายหัว
1
จ่าเพียรถูกคนร้ายลอบยิง และลอบวางระเบิดหลายต่อหลายครั้งนับจากนั้น จนเหลืออายุราชการอีกเพียงแค่ปีเดียว เขาทำเรื่องขอ “นาย” เพื่อให้ได้ย้ายมาประจำที่จังหวัดตรัง โดยหวังว่าจะมีชีวิตรอด เหลืออยู่หลังเกษียณ “ไม่อยากเป็นวีรบุรุษ และไม่อยากตายในชุดนักรบ” จ่าเพียรเคยกล่าวไว้ ในตอนแรกนั้น นายรับปาก และจ่าเพียรกับครอบครัวก็โล่งใจ เพราะการแต่งตั้งโยกย้ายนายตำรวจจะเกิดขึ้นอีกไม่นาน
แต่ในวันนึง ขณะที่กำลังนั่งกินข้าวกับภรรยา ก็มีโทรศัพท์มาแจ้งว่าในที่สุดแล้ว เขาก็ไม่ได้รับการโยกย้ายหรอกนะ ทำให้จ่าเพียรถึงกับอึ้งและทานข้าวต่อไปไม่ลง ความคับแค้นใจมันคงล้นอยู่ในอก ชายผู้หนึ่งที่ถวายตัว และถวายชีวิต รับใช้ชาติ รับใช้ประชาชนมา 40 ปี เจอกับความยากลำบาก ไม่เคยบ่น เสี่ยงตายมาก็ตั้งหลายครั้ง ร่างกายเต็มไปด้วยแผลเป็น กับอีแค่ขอเวลาอีกแค่ไม่กี่เดือน ทำไมเขาถึงถูกปฏิเสธเช่นนี้?
1
เรื่องที่ควรจะสะเทือนวงการตำรวจ:
ในวันที่ 23 กุมภาพันธ์ ปี 2553 จ่าเพียรตัดสินใจ เดินทางเข้ากรุงเทพมหานคร เพื่อเรียกร้องความเป็นธรรมให้ตัวเอง ต่อนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีในตอนนั้น และ พล.ต.อ ปทีป ตันประเสริฐ รักษาการผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เรื่องการโยกย้ายที่ไม่เป็นธรรม
1
เมื่อคราที่มากรุงเทพ เพื่อเรียกร้องความเป็นธรรมที่รัฐสภา Cr: https://board.postjung.com/875074
“คนทั่วไปอาจมองว่านายตำรวจที่ได้เห็นผ่านหน้าสื่อ เป็นเพียงตำรวจสูงอายุคนหนึ่งที่หวังความก้าวหน้าในหน้าที่ราชการ ออกมาเรียกร้องผลประโยชน์เพื่อตัวเอง แต่หากได้พินิจถึงร่างกายที่ห่อหุ้มด้วยชุดนายตำรวจเต็มยศในวัย ๕๙ ปี ๔ เดือนคนนั้น จะพบว่าเต็มไปด้วยริ้วรอยบาดแผลรายรอบตัว ขาซ้ายแทบพิกลพิการต้องเดินกะโผลกกะเผลก อันเป็นผลพวงจากการปะทะกับผู้ก่อการมาเกือบทั้งชีวิต” ------ Cr.Sarakadee.com
1
นายตำรวจคนนึงที่ทำหน้าที่อย่างสุดความสามารถ ได้รับบาดเจ็บมาหลายต่อหลายครั้ง ในบางครั้งถึงกับปางตาย ถึงกับทนไม่ไหวและหลั่งน้ำตาออกมา “คิดว่าจากตัวเองบาดเจ็บมา ๘-๙ ครั้ง ก็พอจะเป็นแบบอย่างให้น้องๆ ได้เดินตาม แต่มันไม่ใช่ ที่จริงอยากพูดเรื่องผลกระทบเรื่องการเมืองด้วย ถูกการเมืองเล่นงาน ๒-๓ ครั้ง แต่ไม่เคยบ่น (น้ำตาไหล) ไม่เคยกล่าวหาใคร เราทำหน้าที่ของเราไป” โดยรวมๆ จ่าเพียรระบุว่า แค่อยากให้ “นาย” มองเห็นตำรวจที่อยู่สามชายแดนภาคใต้บ้าง เพราะถึงรู้ทั้งรู้ว่า ตำรวจที่อยู่สามชายแดนภาคใต้นั้นเป็นลูกเมียน้อย แต่อยากให้ได้รับการดูแลบ้าง ไม่ใช่ดูแลแต่ตำรวจส่วนกลาง
6
**ลูกชายของจ่าเพียรถึงกับบอกว่า ในชีวิตนี้เห็นพ่อร้องไห้แค่สองครั้ง ครั้งแรกในตอนที่โดนกับระเบิดจนข้อเท้าเละเกือบขาด แล้วแพทย์ต้องให้มอร์ฟีน และถูกลำเลียงไปขึ้นเฮลิคอปเตอร์ เพื่อพาตัวส่งโรงพยาบาล สภาพจ่าเพียรเหมือนคนไม่รู้สึกตัวและในตอนนั้นแหละที่เขาน้ำตาไหลออกมา ครั้งที่ 2 คือตอนที่ไปร้องเรียนเรื่องการโยกย้ายไม่เป็นธรรมที่รัฐสภา มันคงพิสูจน์ได้แหละว่า คับอกคับใจ และน้อยใจขนาดไหน
แต่ถึงแม้ว่าจะไม่ได้รับการโยกย้ายตามที่ตัวเองร้องขอ จ่าเพียรก็กลับไปทำงานต่อเหมือนเดิม และเพียงแค่ 17 วัน หลังจากที่เดินทางกลับจากร้องเรียนที่กรุงเทพฯ ก็เกิดเรื่องที่ทุกคนกลัวและหวั่นใจมากที่สุด
วันที่ 12 มีนาคม ปี 2553 ผู้ก่อการร้ายลอบวางระเบิดรถที่จ่าเพียรนั่งไปกับลูกน้องอีกสามราย ขณะออกเยี่ยมเยียนชาวบ้าน แรงระเบิดอัดหน้ารถอย่างเต็มที่ และผู้ก่อการร้ายยังมารุมยิงซ้ำ เมื่อกำลังเสริมมาถึง ได้พาตัวเจ้าหน้าที่ที่บาดเจ็บทั้งหมดส่งโรงพยาบาล แต่ถึงแม้แพทย์และเจ้าหน้าที่จะพยายามรุมกันช่วยชีวิตจ่าเพียรสักเท่าไหร่ ก็ยื้อชีวิตเขาจากพญามัจุราชไม่ได้ จ่าเพียรเสียชีวิตลงจากพิษบาดแผลที่หนักมาก (ขาทั้งสองข้างเกือบขาดนะคะ ไม่นับรวมอาการบาดเจ็บอื่นๆ เรายังจำภาพข่าวที่แพทย์พยายามปั้มหัวใจจ่าเพียรตลอดเวลาได้อยู่เลย) และ ด.ต โสภณ อินทบวร พลขับ ก็เสียชีวิตในวันที่ 14 มีนาคม ปี 2553
1
สภาพรถที่จ่าเพียรนั่งมาในวันที่เกิดเหตุ Cr: https://www.thairath.co.th/content/155213
การเสียชีวิตของจ่าเพียร ทำให้กรมตำรวจต้องออกมาชี้แจงเป็นพัลวัน ว่ามันเกิดอะไรขึ้น? ในเมื่อตอนแรก ชื่อของจ่าเพียร เข้าไปอยู่ในโผของผู้ที่ต้องย้ายไปลงที่จังหวัดตรังแล้ว แต่เมื่อมีการประกาศจริงๆกับไม่มีชื่อเขา? จนถึงทุกวันนี้ ก็ยังหาคำตอบไม่ได้ แม้มีผู้ใหญ่หลายคนปฏิเสธว่าไม่เกี่ยวกับการเมือง แต่คนก็รู้ว่าอะไรเป็นอะไร (เรื่องการเมืองท้องถิ่น)
แน่นอนทุกวันนี้การโยกย้ายเจ้าหน้าที่ในประเทศไทยก็ยังกำกวม ไม่รู้จะขอได้ไหม ทำไมไม่สลับสับเปลี่ยนกัน? อันนี้เราไม่รู้ แต่ก็เหมือนกับทุกๆคน เราอยากได้คำตอบ
ก้อยเขียนเรื่องนี้ขึ้นมา จากความคิด ความรู้สึกที่ผสมปนเปกัน ครอบครัวก้อย ญาติๆเป็นข้าราชการกันหมด ทำให้เรารู้สึก “ชิน” กับเรื่องพวกนี้ แต่ชินไม่ได้หมายความว่าเราโอเคกับมัน ด้วยเหตุนี้ตั้งแต่เล็ก เราออกตัวเลยว่า จะไม่มีการสอบเข้ารับราชการเด็ดขาด แม้ในใจจะอยากรับใช้ชาติขนาดไหน เพราะเรารู้ว่า หากมีระบบแบบนี้อยู่ เราอยู่ไม่ได้ เข้าที่ไหนวงแตกแน่ๆ
1
อีกส่วนนึงเลย น้องชายก็เป็นตำรวจที่สมัคลงไปประจำการที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ตอนแรกที่รู้ว่าเขาไปสมัคร เรานี่แบบส่ายหัว เพราะจะไปทำไม? พ่อแม่ก็แก่ตัวลงทุกวัน อุตส่าห์มีความสามารถตั้งเยอะ ทำอย่างอื่นเหอะ และที่รู้ๆกัน ตำรวจที่ไทยโดนคนด่าขนาดไหน ไปสามจังหวัดอีก ไม่ต้องพูดถึง เกิดวันนึงโดนยิงตายขึ้นมา จะทำไง?
“อยู่ตรงไหนก็ตาย” <<< ดูมันตอบ แต่พอตอนนี้เราเข้าใจแล้วว่า เขาทำไปทำไม เขามีเหตุผลของเขา เขามีอุดมการณ์เป็นของตัวเอง เขาเองยังไม่บ่น เราจะไปบ่นทำไม?
อยากให้ทุกคนอ่านเรื่องแบบนี้ และคิดก่อน ก่อนที่เราจะรุมด่า รุมดูถูกอาชีพตำรวจ เพราะเรื่องดีๆมักไม่ค่อยมีคนพูดถึง แต่เรื่องเลวๆ มันเป็นข่าวได้ เราเลยได้ยินมาเยอะ คนนิสัยไม่ดี ก็ใช้อำนาจหน้าที่ เครื่องแบบตัวเองทำเรื่องไม่ดี ก็มีเยอะเหมือนกัน หากดูในคลิปที่แปะไว้ใน comment จะเห็นว่ามีหลายคนที่ทำงานด้วยความเสียสละ เพื่อให้เราได้กินอิ่ม นอนหลับ และไม่ใช้ชีวิตอยู่ด้วยความหวาดกลัวนะคะ
สุดท้ายนี่แล้ว หากเรื่องหลังความตายมีจริง อยากให้ดวงวิญญาณของจ่าเพียรอยู่ในสัมปรายภพแบบสงบสุข ขอให้ครอบครัวของจ่าเพียร ผู้ที่เสียสละๆเหมือนๆกับจ่าเพียร มีความภูมิใจที่เรื่องของจ่าเพียร จะเป็นแบบอย่างให้กับคนรุ่นหลัง และยังเป็นที่จดจำของประชาชนทั่วไป ในความกล้าหาญ ความรักชาติ และความเสียสละอันสูงสุด
1
โฆษณา