11 มี.ค. 2021 เวลา 13:57 • นิยาย เรื่องสั้น
#ตอนที่ ๑๓ [วัยรุ่นคะนองกรุง]
#เหยื่อปืน
ประกาศิตที่ระเบิดออกมาจากปากของลูกพึ่ ซึ่งกำลังร้อนเร่าด้วยไฟโทสะแรงกล้า เป็นคำขาดที่ #เหลิมพรานนก หมดทางเลือก และจำต้องหมุนตัวเดินกลับไปยังโต๊ะนักร้องสาว ด้วยความรู้สึกอึดอัดเหลือรับ !
เขาไม่อยากใช้กำลังรุนแรงกับเธอเลยสักนิด เพราะ #วัลภา ไม่ใช่คนที่ใครจะถืออำนาจบาทใหญ่ ตบตีเอาได้ตามใจชอบ อย่างน้อยที่สุด เธอก็เป็นขวัญใจของ
หัวหน้าแก๊งฝ่ายตรงข้ม ซึ่งเขาไม่อาจเทียบเคียงรัศมีได้ #แดงไบร์เล่ย์ ยิ่งใหญ่กว่า เหลิม พรานนก ชนิดที่เรียกได้เต็มปากว่าคนละชั้น!
ประการสำคัญ... เธอเป็นผู้หญิง ! การรังแกเพศอ่อนแอ เป็นเรื่องที่น่าละอาย สำหรับวัยรุ่นทั่วไป
แต่หากไม่ทำ เขาโดนขาใหญ่บางลำภูเล่น
งานแน่นอน !
หนุ่มคะนองจากย่านพรานนก สืบเท้าตรงเข้าไปโดยอาศัยร่างกายของตัวเอง บังสายตาเจ้าถิ่นตรอกสาเกไว้ส่วนหนึ่ง พอถึงตัวนักร้องสาว เธอก็เงยขวับขึ้นตวัด
เสียงเขียว
"มาเอาอะไรอีกล่ะ ?"
เขาแกล้งถลึงตาคำรามดุ ๆ
"แอ๊ว ! ทำไมกล้าดีกะปุ๊ระเบิดถึงขนาดนี้ หา?”
ขาดคำ แทนที่จะตบหน้าสาวตามความต้องการของลูกพี่ เหลิม พรานนก กลับใช้ฝ่ามือตวัดเสยขึ้นทางท้ายทอยไม่แรงนัก แต่มันก็ทำเอาฝ่ายหญิงถึงกับหัวคะมำ ผมเผ้าสะบัดกระจาย ! เธอเงยหน้ามองคนบังอาจด้วยดวงตาลุกวาว !
"ใครใช้แกมาทำกะฉันแบบนี้ ปุ๊ระเบิดใช่มั้ย ?"
ฝ่ายชายผงกศรีษะ
"ใช่"
"ดี !"
วัลภากระแทกเสียงสั้น ๆ เรียกบริกรมาเคลียร์บิลทั้งๆ ที่เพิ่งกินอะไรกันได้ไม่กี่คำ ครู่ต่อมา เธอก็พาเพื่อนพ้องทั้งสองสาวกับอีกหนึ่งหนุ่มลุกขึ้น ชอยเท้าเร่งร้อนออกจากลิตเติ้ลโฮม เบเกอรี่ โดยมีสายตาเปี่ยมแววสะใจของปุ๊ระเบิดขวดมองตามจนหายลับ!
▪️▪️▪️▪️▪️▪️▪️▪️▪️▪️▪️▪️▪️▪️
๑๓ กันยายน ๒๕๐๕ มันเป็นเวลาใกล้เที่ยง ขณะที่เรโนลท์แท็กซี่คันหนึ่งโฉบเข้าจอดเทียบบาทวิถี หน้าร้านกาแฟ ถนนนครไชยศรี ห่างจากปากชอยศรีย่าน 1 พอ
สามวัยรุ่นผลักประตูก้าวลงจากรถอย่างพร้อมเพียง หนึ่งในสามเป็นหนุ่มรูปร่างสูงเปรียวหน้าเข้มหล่อเหลาตาคมดุคนเดียวกับที่เคยไล่แทงปุ๊ กรุงเกษม แถววังบูรพา ด้วยเข้าใจผิดคิดว่าเป็นปุ๊ ระเบิดขวดนั่นเอง !
แม่นแล้ว จ๊อด เฮาดี้! อีกสองหนุ่มที่ลงมาจากแท็กซี่ด้วยกัน คือ แดง ไตรรงค์ กับหมู สุรสิทธิ์ ทั้งสาม ก้าวตามกันเข้าร้านกาแฟซึ่งมีพรรคพวกอีกสองหน่อนั่งรออยู่ก่อนแล้วที่โต๊ะมุมในสุดค่อนข้างลับตา หลังจากทรุดตัวลงนั่งร่วมโต๊ะรายล้อมกันเป็นวง สั่งโอเลี้ยงมาดูดได้คนละอึก จ๊อด เฮาดี้ ก็กวาคตาไปรอบ ๆพลางเอ่ยถาม
"มีใครรู้เรื่องแอ๊วถูกตบรีเปล่าวะ ?"
ไอ้อี๊ด หนึ่งในสองวัยรุ่นที่นั่งรออยู่ก่อนทตาโต !
"เฮ้ย ! เมื่อไหร่ ?"
"หลายวันแล้ว ที่ราชประสงค์..." จ๊อด ตอบเครียด ๆ "...ฝีมือพวกไอ้ปุระเบิด !"
แดง ไตรรงค์ เคี้ยวกรามกรวมสนั่น ! ระยำ ! แล้วหลวงพี่รู้รียัง ?"
หนุ่มหน้าเข้มสั่นศีรษะ
"ยัง แอ๊วดงไม่กล้าเล่าให้ฟัง กลัวจะทำให้ผ้าเหลืองร้อน"
"แล้วเอ็งรู้ได้ยังไง ?"
"ไอ้จุ๊ กระซิบบอกข้า จุ๊ วัดดอน วันนั้นมันไปกะแอ๊วด้วยแต่ก็ช่วยอะไรไม่ได้ ที่ข้านัดพวกเรามาก็เพราะเหตุนี้แหละ"
"เอ็งจะเล่นไอ้ปุ๊ ?"
จ๊อด เฮาดี้ พยักหนแช่มช้าแทนคำตอบ แววอำมหิตเรืองวาบขึ้นในดวงตาคมดุ ก่อนงัดเอาสิ่งหนึ่งจากใต้ชายเสื้อออกมาวางกึกลงบนโต๊ะในมุมลับตา อีกสี่หนุ่มสะดุ้งผวากันเป็นระนาว ! เพราะสิ่งที่จ๊อด เฮาดี้ เอาออกมาอวดไม่ใช่ธรรมดา รีโวลเวอร์กระบอกดำมะเมื่อม ! ลูกโม่กระบอกนั้น เป็นปืนสั้นเมด อิน ไทยแลนด์ ตราควายคาบหญ้าใช้กระสุนขนาดหน้าตัด ๖.๓๕ มิลลิเมตร หรือ .๒๕ นิ้ว ซึ่งโตกว่าลูกกรดนิดเดียว !
ถือว่าอยู่ในระดับปืนเล็ก แต่มันก็เป็นอาวุธใหม่ที่นอกจากตัวคนพกพา หนุ่มห้าวทั้งโต๊ะไม่เคยข้องแวะต้องมาก่อนเลย และนี่ คือปืนกระบอกแรกที่จะประกาศ
ศักดาในแวดวงนักเลงวัยรุ่น ! ตะลึงเช่อกันไปทั้งเทือกอยู่ชั่วขณะ แดง ไตรรงค์ ก็กลอกตามองรอบข้างอย่างระแวดระวัง ก่อนออมเสียงถามพอได้ยินกันในกลุ่ม
"เอ็งจะใช้ไอ้นี่ยิงมัน...?"
จ๊อด เฮาดี้ ผงกศีรษะ เก็บอาวุธร้ายยัดเข้าใต้ชายเสื้ออย่างเก่าแล้วทิ้งเสียงตอบหนักแน่น
"ข้ากะเอาตาย !"
"อะหือ...ไม่มากไปหน่อยรึ ?"
"ยังน้อยไป สำหรับคนที่เอาแต่เที่ยวก่อกวนสร้างความเดือดร้อนให้ชาวบ้าน ไม่เว้นแม้กระทั่ง พระเจ้าหยั่งไอ้ปุ๊"
"เดี๋ยว ! เอ็งไปได้ปืนมาจากไหน ?"
"ซื้อมาจากบ้านนอก"
"เท่าไหร่ ?"
"สามร้อยบาท"
"น่าสนแฮะ ข้าคงต้องหาเงินซื้อไว้ชักกระบอก มีดไม้มันล้าสมัยชะแล้วว่ะ"
ตอนท้าย แดง ไตรรงค์ ว่าพลางโคลงศีรษะช้าๆ ขณะที่หนุ่มตาดุหันไปเลิกคิ้วกับไอ้อี๊ด
"เอ็งแน่ใจนะว่าข้าจะได้เจอไอ้ปุ๊แถวนี้ ?"
หมอนั่นพยักหน้ามั่นคง ฉวัดมือชี้ข้ามไปยังอีกฟากหนึ่งของถนนนครไชยศรี
"ยิ่งกว่าแน่ ก็มันกลับมาเรียนที่ศิริศาสตร์นี่เอง”
"อะไรวะ แก่จนเกินแกงปูนนี้ ยังจะแค่นเรียนอีกเรอะ ?"
"ก็คงเรียนบังหน้าไปยังงั้นแหละ อาศัยเครื่องแบบเป็นไม้กันหมา"
"เราจะเจอมันได้ยังไงตรงไหนล่ะ ?"
"ตอนพักเที่ยงไอ้ปุ๊ต้องออกมากินข้าว พรรคพวกบอกข้าว่ามันนั่งที่ร้าน ส.พาณิชย์ เป็นประจำ"
"ไอ้ร้านที่ว่า..."
"อยู่เลยไปอีกหน่อย"
จ๊อด เฮาดี้ ช้อนตาขึ้นมองนาฬิกาเรือนใหญ่ติดผนังด้านในพลางพึมพำ
"เที่ยงกว่า...ป่านนี้คงมาแล้วมั้ง ?"
"เอางี้ ดูดโเลี้ยงให้หมดแก้วแล้วไปกัน !"
หมู สุรสิทธิ์ สรุปรวบรัดตัดบท ก่อนควักเงินห้าบาทออกมาวางไว้เป็นค่าเครื่องดื่ม อึดใจใหญ่ๆ ให้หลัง ทั้งห้าก็เดินเกาะกลุ่มเลาะไปตามบาทวิถีริมถนนอย่างไม่เร่งร้อน และพอใกล้ถึงที่หมาย สองในห้าคืออี๊ดกับ
นิดก็แยกกลุ่มชะงักหยุด ปล่อยให้อีกสามทอดน่อง
ล่วงหนไปเรื่อยๆ
ครู่เตียวก็ไปถึงร้านอันเป็นจุดหมายซึ่งเปิดขายอาหารจิปาถะ ช่วงเวลาพักเที่ยง ทำให้บรรยากาศภายในร้านเต็มไปด้วยความชุลมุนวุ่นวาย เนื่องจากขาประจำคับคั่งมีทั้งชาวบ้น, ข้าราชการ, พนักงานรัฐวิสหกิจ, ลูกจ้างเอกชนและนักเรียน นั่งดื่มกิน และเดินสวนกันพลุกพล่านสับสน เสียงร้องสั่งของ เสียงตะโกนโหวกเหวกชักถาม เสียงรัวตะหลิวเคาะกระทะ เสียงรวบจานช้อนส้อม และเสียงพูดคุยจ๊อกแจ๊กจอแจแซ่แซ่วดังคละเคล้ากันไม่ขาดระยะ !
ม่วยสาวคนเสิร์ฟก็วิ่งวุ่นทั้งส่งอาหารเครื่องดื่ม และเก็บโต๊ะที่เพิ่งกินเสร็จเพื่อต้อนรับลูกค้ารายใหม่ สามหนุ่มอันตรายหยุดยืนจับกลุ่มกันตรงหน้าร้าน มองสำรวจเข้าไปภายในแล้วหยุดสายตาตรงโต๊ะกลาง
เพราะโต๊ะนั้นนักเรียนวัยรุ่นหลายนายกำลังนั่งล้อมวงรายเรียงกันสลอน !
จ๊อด เฮาดี้ ซึ่งไม่รู้จักเหยื่อสังหาร เพ่งจ้องอยู่ชั่วขณะก็เอ่ยถามหมู สุรสิทธิ์ คนทำหน้าที่ชี้เป้า
"ไอ้ปุ๊คนไหน ?"
แทบไม่ทันขาดคำ หนุ่มนักเรียนนายหนึ่งยันตัวลุกจากเก้าอี้เพื่อที่จะไปเข้าห้องสุขาคนชี้เป้าตวัดเสียงบอกทันใด
"ไอ้ที่ลุกยืนน่ะแหละ !"
พริบตานั้น จ๊อด เฮาดี้ กระตุกรีโวลเวอร์ กระบอกดำมะเมื่อมมออกจากใต้ชายเสื้อ เหวี่ยงศูนย์เข้าจับร่างปุ๊ ระเบิดขวดอย่างรวดเร็ว !! ในเสี้ยววินาทีวิกฤติอันแสนสั้น จิ้งจอกอันตรายแห่งตรอกสาเกซึ่งหวนกลับมาสวม
คราบนักเรียนมัธยมปลาย ทันได้เหลือบเห็นอาวุธ
ร้ายที่เล็งหมายร่างตัวเองเพียงแว่บเดียว พร้อมกับ
เสียงผู้หญิงขวัญอ่อนบางคนหลุดอุทานตื่นตระหนก
"ว้าย...!!!"
เขาไม่ทันได้ทำอะไรมากไปกว่านั้น ปะทุแตกของดินขับกระสุนก็กัมปนาทกึกก้อง !
เปรี้ยง..!!
"โอ๊ย...!!!"
มันตามด้วยเสียงแหลมเล็กของสตรีเพศที่หลุดปากมาได้เพียงคำเดียวสั้น ๆ ไม่ใช่ใครอื่น ม่วยสาวคนเสิร์ฟนั่นเองที่โดยลูกตะกั่วทะลวงเข้าก้านคอด้านหลังอย่างจัง !เธอถลาคะมำไปข้างหน้าสองสามก้าวแล้วคว่ำโครมลงกับพื้น จังหวะเดียวกับที่เสียงปืนในมือหนุ่มตาดุแผดสนั่นหวั่นไหวขึ้นอีกสองนัดซ้อน !
เปรี้ยง...!!!
เปรี้ยง...!!!
"โอ๊ย...!!!"
คราวนี้เป็นเสียงร้องของขาใหญ่บางลำภูซึ่งม้วนตัวนโค่นตึงลงกลางร้าน ผู้คนที่เข้ามารับประทานอาหาร และพากันช็อคตะลึงนิ่งขึงไปชั่วขณะกับเหตุร้ายแรงเกินคาดหมาย โผนพรวดพราดเผ่นกระเจิงออกจากที่เกิดเหตุกันจ้าละหวั่น ! เสียงเอะอะโหวกเหวกและหวีดว้ายเจี้ยวจ๊าว เสียงโต๊ะเก้าอี้ถูกชนกระแทกล้มตึงตังโครมคราม ตามด้วยเสียงจานชามถ้วยแก้วถูกเทกระจาดสาดกระทงลงตอกพื้นแตกวินาศเปรื่องปร่างฉ่างโฉ่ง และเสียงฝีเท้าสับสนดังคละเคล้าประสานกันอึงคะนึงฟังไม่ได้ศัพท์ ! ทุกคนไม่ว่าเพศวัยใด ต่างเตลิดหนีอย่างไม่คิดชีวิต !
ก็เสียงปืนและการยิงกันสมัยนั้น มันมีให้เห็นรู้บ่อยครั้งซะเมื่อไหร่ จ๊อด เฮาดี้ ซึ่งเป็นคนลั่นไกก็ไม่อยู่รอช้า
เขาสับร้อยเมตรไล่ก้นหมู สุรสิทธิ์กับแดง ไตรรงค์ ตะบึงไต่บาทวิถี มุ่งไปทางสี่แยกพิชัยด้วยความเร็วสุดฝีตีน ! ส่วนอี๊ดกับนิด เปิดไปทางไหนก็ไม่รู้ ? ที่แน่ๆ ก็คือ เพียงไม่กี่อึดใจต่อมา เหล่าวัยรุ่นคะนองที่ก่อเรื่องร้ายก็ไม่หลงเหลืออยู่ในที่เกิดเหตุแม้แต่คนเตียว !
ความโกลาหลอลหม่านปานไหปลาแดกแตกบนรถบัสติดแอร์ที่อุบัติขึ้นในร้าน ส.พาณิชย์ ดำเนินไปอีกพักถึงได้ค่อยบรรเทาเบาบาง กลางร้านที่เกลื่อนไปด้วยเศษซากของความเสียหายย่อยยับ มีเพียงร่างของปุ๊ ระเบิดขวด กับ ม่วยสาวเคราะห์ร้าย ซึ่งนอนฟุบจมกองเลือดแน่นิ่ง! เจ้าถิ่นตรอกสาเกบาดเจ็บไม่มากนัก เนื่องจากลูกตะกั่วเจาะเข้าหน้าแข้งขวาไกลหัวใจเป็นลี้ กระนั้น ทั้งคู่ก็ถูกนำส่งโรงพยาบาลวชิระโดยพลัน !
ซึ่งเป็นสาเหตุที่ จ๊อด เฮาดี้ ระเบิดกระสุนไม่เข้าเป้า แถมยังแจกลูกหลงให้ชาวบ้านอีกต่างหากไม่ใช่เป็นด้วยมือไม่เอาไหน แต่มันเพราะอาวุธซึ่งเป็นปืนไทยประดิษฐ์ ด้อยเทคโนโลจี ไม่มีเกลียวในลำกล้องลูกตะกั่วที่พ้นปากกระบอกโดยไม่ได้รีด ควงตามร่องเกลียว จึงวิ่งเปะปะไปอย่างไร้ทิศทาง !
หลังจากเหตุร้ายแรงระเบิดขึ้นไม่นานนัก บรรดาผู้พิทักษ์สันติรษฎร์ที่แกะรอยกลุ่มมือปืนไป อย่างกระชั้นชิด ก็สืบทราบว่าหมู สุรสิทธิ์ พาพรรคพวกหลบเข้าบ้านตัวเองที่ถนนพิชัย และพอขอเงินแม่บังเกิดเกล้าได้จำนวนหนึ่งก็พากันปีนรั้วออกทางด้านหลัง เตลิดผ่านบ้านพักทหารรักษาดินแดนทะลุเข้าวัดน้อยนพคุณ ดังนั้น เจ้าหน้าที่ผู้รักษากฎหมายจึงได้วางกำลังตีแนวล้อมตรึงไว้ทุกทิศ ทั้งทางด้านถนนพิชัย ถนนอำนวยสงคราม ถนนนครไชยศรี และถนนพระราม ๕ เป็นปราการรูปสี่เหลี่ยมที่กินอาณาบริเวณกว้างขวางถึงสี่ตารางกิโลเมตร ! และต้องใช้กำลังตำรวจถึงกว่าสองร้อยนาย ! ยิ่งไปกว่านั้น สุนัขตำรวจซึ่งฝึกไว้ดีเยี่ยม ยังถูกส่งมาร่วมค้นหาอีกสองตัว ! หลบคน ก็เพียงแค่ซ่อนตัวให้พ้นสายตา แต่หลบหมา จะปิดบังกลิ่นกายได้ยังไง ? งานนี้ เห็นที่จะรอดยาก !!
▪️▪️▪️▪️▪️▪️▪️▪️▪️▪️▪️▪️▪️▪️
#แหกผ้าเหลือง
การปิดล้อมตรวจค้นและจับกุมเหล่าวัยรุ่นอันตรายที่ก่อเหตุอุกอาจเย้ยกฎหมายยิงถล่มคู่อริในย่านชุนชมกลางวันแสกๆ โดยไม่เกรงอาญาแผ่นดิน ดำเนินไปอย่างรีบเร่งด้วยการทุ่มทั้งสติกำลัง และความสามารถเต็มพิกัด ! เจ้าหน้ที่ตำรวจทุกระดับ รวมทั้งนังวิกกี้ กับเจ้าตุ๊คโปลิศสุนัขทั้งสองตัว ต้องทำงานกันหน่วงหนักชนิดที่เรียกว่าแทบไม่มีเวลาได้หยุดพักหายใจ ทั่วอาณาบริเวณสี่ตารางกิโลเมตร ถูกตรวจสอบค้นหาละเอียดยิบ ! อย่าว่าแต่คน หมาแมวสักตัวก็ไม่มีทางรอดพ้นไปจากสายตา ทว่า...กว่าห้าชั่วโมงผ่านไปก็ยังไม่ปรากฎวี่แววของกลุ่มมือปืน ! จนกระทั่งเวลาล่วงเข้าหกโมงเย็นซึ่งต่อจากนั้นถือเป็นยามวิกาล ผู้พิทักษ์สันติราษฎร์จึง ต้องถอนกำลังกลับด้วยความผิดหวัง
จ๊อด เฮาดี้, แดง ไตรรงค์ และหมู สุรสิทธิ์ รอดเงื้อมมือกฎหมายไปจนได้ ! ไม่ใช่เพราะปาฏิหาริย์ แต่เพราะพวกเขาเผ่นออกจากบริเวณนั้นก่อนถูกปิดล้อมอย่างหวุดหวิด ! โปลิศช้าไปก้าวเดียว ! และเมื่อผู้รักษากฎหมายอีกชุดหนึ่ง ย้อนไปที่โรงพยาบาลวชิระเพื่อสอบปากคำเจ้าทุกข์ผู้เสียหาย ก็ได้พบเพียงม่วยสาวที่เคราะห์ร้ายเจอลูกหลงนอนแซ่วอยู่ในห้องไอ.ซี.ยู. ไม่มี ปุ๊ ระเบิดขวด ! แน่ละ เรื่องอะไรจะอยู่รอตำรวจ ในเมื่อ
เขาเองก็มีชนักติดหลังบานตะเกียง พอหมอทำแผลให้เสร็จสรรพ จอมประลัยกัลป์ก็เผ่นออกจากโรงพยาบาล หายเข้ากลีบเมฆไปอย่างไร้ร่องรอย !
จิ้งจอกอันตรายแห่งตรอกสาเก เร้นตัวกบดานเงียบเชียบก็จริง แต่บรรยกาศในแวดวงนักบู๊หนุ่มคะนองก็เริ่มส่อเค้าวุ่นวาย และทำท่าจะลุกลามบานปลายใหญ่โต เมื่อมีข่าวว่าแก๊งระบิดขวดกำลังจะเปิดศึกล้างแค้นที่หัวโจกถูกยิง! และทางฝ่ายแก๊งตรอกไบร์เล่ย์ก็ระดมพลเตรียมพร้อมไว้คอยรับมือ เพื่อห้ำหั่นฟาดฟันกันให้รู้ดีรู้ชั่ว! เล่นเอาโปลิศน้อยไหญ่ หัวปั่นไปตามๆกัน เพราะนอกจากภารกิจตามล่ากลุ่มมือปืนวัยรุ่นยังต้องมาวุ่นวายคอยป้องกันขัดขวางการระเบิดสงครามเลือดระหว่างสองแก๊งอีกต่างหาก
กลางดึกคืนวันที่ ๑๕ กันยายน หมู สุรสิทธิ์ ก็เข้ามอบตัวทำให้ตำรวจใจชื้นขึ้นและเริ่มมองเห็นหนทางที่จะไล่ล่า จ๊อด เฮาดี้ กับแดง ไตรรงค์ แต่พอวันรุ่งขึ้น ผู้พิทักษ์สันติราษฎร์นับร้อยก็ต้องตาลีตาเหลือกยกขบวนไปสวนสัตว์เขาดินวนา เนื่องจากสายสืบรายงานยืนยันว่าปุ๊ ระเบิดขวด คุมสมัครพรรคพวกไปที่นั่นเพื่อถล่มแก๊งคู่อริจากตรอกไบร์เล่ย์ รถวิทยุสายตรวจนครบาลและกำลังตำรวจ จุกประตูเข้าออกสวนสัตว์ไว้ทุกทิศ กวาดต้อนจิ๊กโก๋ช่าได้ยี่สิบสามนาย แต่ก็ตรวจค้นไม่พบอาวุธ และในจำนวนนั้น ไม่มีหัวโจกปุ๊อีกเช่นเคย!
ขาใหญ่บางลำภู ยังคงลอยนวลอยู่ที่ไหนสักแห่งซึ่งหูตาของโปลิศสอดส่องไปไม่ถึงขณะเดียวกัน พระแดงก็ยังจำพรรษาอยู่ที่กุฏิหลังเดิมในวัดสุทัศน์ ทว่า...ไม่ใช่ด้วยความสงบเย็นเหมือนที่เคยเป็นมา ผ้าเหลืองเริ่มจะร้อนเสียแล้ว เมื่อนักร้องสาวซึ่งไปกราบเยี่ยมได้บอกกล่าวให้หลวงพี่รับรู้เรื่องเธอถูกข่มเหงระรานที่ราชประสงค์ และหลังจากฟังจบความ ท่าทีตลอดจนสีหน้าของภิกษุหนุ่มเครียดเคร่งเห็นได้ชัด
สุ้มเสียงที่เคยอ่อนโยนนุ่มนวล กลับกลายเป็นกร้าวกระด้างขึ้นมาในฉับพลัน !
"ตลอดเวลาที่ผ่านมา อาตมาได้รับรู้แต่เรื่องพวกพ้องโดนรังควานรบกวนจนอยู่กันไม่สุข กับเรื่องโยมจ๊อดไปยิงเขาที่ศรีย่านและกำลังหนีการตามล่าของตำรวจ แต่เรื่องที่โยมถูกรังแก อาตมาเพิ่งรู้นี่แหละ !!"
นักร้องสาววัลภาซึ่งพับเพียบเรียบร้อยอยู่กับพื้นในระดับต่ำกว่าอาสนะสงฆ์ ถอนใจลึกๆก่อนเอ่ยเสียงอ่อย
"ดิฉันไม่กล้าบอกตอนแรก ก็ด้วยเกรงจะเป็นการรบกวนจิตใจหลวงพี่ ทำให้ผ้าเหลืองร้อน"
ผู้ครองเพศบรรพชิต เลิกคิ้วที่โกนเกลี้ยงเห็นเป็นเพียงสันแนวจาง ๆ
"บอกตอนนี้ ผ้าเหลืองไม่ร้อนรึไง ?"
"ก็คง...เอ้อ...ก็ไม่น่าจะถึงขนาดนั้น"
"เพราะอะไร ?"
"คือ...ดิฉันเห็นว่าปุ๊ ระเบิดขวดได้รับการตอบแทนพอสมควรแล้ว อย่างน้อยที่สุด...เขาก็บาดเจ็บ"
"ที่โดนยิงน่ะรึ ?"
"ค่ะ"
ภิกษุหนุ่มส่ายหนช้าๆ ดวงตาดุเข้มฉีกประกายวูบวับขณะทิ้งเสียงเฉียบ !
"มันคนละเรื่องกัน ที่โยมถูกรังแก อาตมาถือว่ายังไม่ได้แก้คืน !"
ร่างของสีกาที่อยู่ในท่านั่งพับเพียบกระตุกเยือก ตาคู่สวยเบิกกว้าง ปากหลุดอุทานตื่นเพริด !
"หลวงพี่...!"
"ก่อนบวช อาตมาก็ได้ขอร้องไปทางปุ๊ ระเบิดตั้งหลายครั้งหลายหน ขออย่าใหวอแวกับผู้หญิงซึ่งไม่มีส่วนเกี่ยวข้องอะไรด้วยเลย แต่เขาก็ยังไม่วาย"
"ถึงไง...ปุ๊ระเบิดก็ทำกับดิฉันเพียงครั้งเดียว"
"ครั้งเดียวก็เกินพอ !"
"แต่...แต่ว่า..."
"เรื่องนี้อาตมาถือมาก โยม"
"ปลงไว้ก่อนเถอะค่ะ ท่าน"
บุรุษผู้อยู่ในเพศพรหมจรรย์ถอนใจระทดท้อ
"เห็นจะปลงไม่ไหว เขาทำเกินไป"
วัลภาทำตาละห้อย
"ดิฉันไม่อยากได้ยินท่านพูดทำนองนี้เลย
บอกตรงๆว่าใจคอไม่ดี"
"โยมแอ๊ว"
"คะ...?"
"อาตมาคงมีวาสนากับผ้าเหลืองเพียงแค่นี้ ขืนบวชอยู่ต่อไปก็ไร้ประโยชน์ รกวัดเปล่า ไม่ได้บุญกุศลอานิสงส์อันใดงอกเงยขึ้นมา ใจมันไม่สงบ"
"หลวงพี่คะ...หมายความว่า...?"
ภิกษุหนุ่มซึ่งถูกมารผจญไม่เลิกรา เหม่อมองผ่านประตูกุฏิออกไปด้วยสายตาขมขื่นปวดร้าว ขบกรามจนโปนเป็นสันนูนเด่นก่อนเน้นเสียงแน่นหนัก !
"อาตมาจะสึก !!"
*โปรดติดตามตอน “จบ” ในตอนต่อไปครับ
#นักเลงโต
โฆษณา