มีบัญชีอยู่แล้ว?
Meme สิ่งที่ทำให้เราอยู่เหนือวิวัฒนาการ
เวลานึกถึงคำว่า “มีม” เราคงจะนึกถึงรูปภาพตลก ๆ ในอินเตอร์เน็ตที่เดี๋ยวนี้มีอยู่ดาษดื่นเต็มเฟสไปหมด... แต่ว่าจริง ๆ คำ ๆ นี้ถูกคิดขึ้นมาก่อนหน้าจะมีอินเตอร์เน็ตนานมาก
ในปี 1976 นักชีววิทยา Richard Dawkins ได้บัญญัติคำว่า “มีม” ขึ้นมาในหนังสือ The Selfish Gene ที่เขาเป็นผู้แต่ง
แต่ก่อนจะไปถึงนิยามของ “มีม” เราต้องเข้าใจคำว่า “ยีน” ก่อน
อย่างที่รู้กันว่าสิ่งมีชีวิตทั้งหลายรวมทั้งมนุษย์ เป็นเหมือนภาชนะที่มีหน้าที่ นำพาข้อมูลทางพันธุกรรม หรือ “ยีน” ให้รอดไปถึงรุ่นต่อไป
รหัสพันธุกรรมพวกนี้คือสิ่งที่กำหนดรูปร่างหน้าตาและความสามารถของสิ่งมีชีวิตแต่ละตัว... โดยยีนจะทำ copy ของตัวเองซ้ำไปเรื่อย ๆ จากรุ่นหนึ่งสู่อีกรุ่น...
1
แล้วระหว่างทางก็จะเกิดการเปลี่ยนแปลงทีละเล็ก ละน้อยไปตามแรงกดดันทางสภาพแวดล้อม เพื่อให้สิ่งมีชีวิตมีโอกาสรอดจนได้ผสมพันธุ์และส่งต่อยีนต่อไป... กระบวนการข้างต้นก็คือ “วิวัฒนาการ” นั่นเอง
Dawkins เน้นว่ายีนคือ replicator หรือ “สิ่งที่ผลิตตัวเองซ้ำ” ซึ่งการเป็น replicator เนี่ยแหละคือคีย์เวิร์ดที่จะโยงไปคำว่า มีม ล่ะ
Dawkins บอกว่าสิ่งที่ยูนีคมากในมนุษย์ ซึ่งทำให้เราเป็นสิ่งมีชีวิตที่อยู่เหนือสัตว์ทั้งปวง คือเราไม่ได้แค่ส่งต่อยีนจากรุ่นสู่รุ่น แต่เราส่งต่อมีม ให้กันและกันได้
โอเค! มีมคือ “ความคิดที่ผลิตตัวเองซ้ำจากหัวคนสู่หัวคน” (พูดแบบนี้อาจจะงง แต่เชื่อว่าถ้ายกตัวอย่างคงจะเข้าใจมากขึ้น) เช่นแบบ ภาษาก็เป็นมีม... ไอเดียก็เป็นมีม... วัฒนธรรมก็เป็นมีม... เพลงต่าง ๆ ก็เป็นมีม เพราะมันสามารถถูกก๊อปปี้จากหัวคน ๆ หนึ่งไปใส่หัวคนอีกคนได้... ถ้าวันนี้มีนักร้องชื่อดังออก single ใหม่ ซักพักเชื่อว่าคงจะมีคนจำนวนมากร้องเพลงที่ว่าเป็น
2
Dawkins บอกว่า “มีมคืออะไรก็ตามที่ทำตัวเหมือนยีนในวัฒนธรรมมนุษย์ โดยการก๊อปปี้ความคิดจากหัวสู่อีกหัว อาจเปรียบเปรยได้ว่าเป็นเสมือนการสืบพันธุ์ของมีม” “เฉกเช่นไสตล์ของการแกะสลักไม้ที่ถูกส่งต่อจากอาจารย์สู่ลูกศิษย์” Dawkins ชี้ด้วยว่าบางครั้งมีมยังทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงลักษณะทางกายภาพของมนุษย์ได้ เช่น การขลิบหนังหุ้มปลาย (อวัยวะเพศชาย) ...จะเห็นว่าไม่มีความแตกต่างทางพันธุกรรมใด ๆ ระหว่างคนที่ขลิบกับไม่ขลิบ แต่ไอเดีย หรือ “มีม” ของการขลิบอวัยวะเพศถูกส่งต่อจากคนสู่คนอย่างแพร่หลาย ทำให้ประชากรจำนวนมากมีรูปลักษณ์อวัยวะเพศแปลกไป
1
มีมเป็นสิ่งที่ไม่มีอยู่ในสัตว์ สัตว์ทำได้แค่ส่งต่อรหัสพันธุกรรมอย่างช้า ๆ เท่านั้น แต่การที่มนุษย์ส่งต่อมีมกันได้เป็นว่าเล่นเนี่ยแหละ ที่ทำให้สปีชีส์เราประสบความสำเร็จมาได้ขนาดนี้...
2
เราสามารถสอนลูกหลานหรือเพื่อนฝูงของเราให้ทำหอกเป็น เพื่อจะได้นำไปใช้ล่าสัตว์ เราไม่ต้องรอให้มีกรงเล็บงอกออกมาจากมือเหมือน Wolverine ด้วยวิวัฒนาการหรือการกลายพันธุ์
ถ้ามีคนสายตาสั้น เราไม่ต้องรอให้คนพวกนี้ตายหายไปตามการคัดเลือกโดยธรรมชาติ เราส่งต่อมีม “แว่นตา” ให้พวกเขาแทน
บ้านที่เราอยู่ รถที่เราขับ เสื้อผ้าที่เราใส่ มือถือ คอมพิวเตอร์ วัฒนธรรมทุกอย่าง ก็ล้วนเกิดจากมีมทั้งสิ้น
มีมเองก็เหมือนยีนตรงที่มันสามารถกลายพันธุ์ และเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา... Dawkins เปรียบเทียบกระบวนการนี้ว่าเหมือนเกม “กระซิบส่งสาร” ที่ผู้เล่นเรียงแถว แล้วกระซิบข้อความต่อกันไปเรื่อย ๆ แน่นอนว่าพอถึงคนสุดท้ายข้อความก็จะเพี้ยนไปเยอะมาก ๆ
มีมวิวัฒน์ไปเรื่อย ๆ ตามผู้คนที่มันถูกส่งผ่าน... แถมมีมยังแข่งกันเองด้วย เช่นแบบ ถ้าวิธีทำหอกนี้มันไม่เวิร์ค แทงหนังแมมมอธไม่เข้า วิธีการทำหอกที่ดีกว่าก็จะเข้ามาเสียบแทน... ซึ่งมันก็คล้าย ๆ การคัดเลือกโดยธรรมชาติเลย เพียงแต่เร็วกว่ามาก และด้วยความเร็วในการเปลี่ยนแปลงของมีมนี่แหละที่ทำให้สปีชี่ส์เรากระโดดจากใช้ก้อนหิน ไปเหยียบดวงจันทร์ได้ในเวลาไม่กี่แสนปี
จริง ๆ พอรู้ความหมายของมีมแล้ว ก็เป็นคำที่เหมาะสมที่จะใช้เรียกรูปตลก ๆ ที่ถูกทำซ้ำต่อไปเรื่อย ๆ บนอินเตอร์เน็ตเหมือนกันนะ...
เพจเราไม่ได้ทำแค่บทความนะ เพจเรายังทำวิดีโอด้วย ถ้าใครยังอยากรู้เรื่องวิทยาศาสตร์คูล ๆ อีก
ไปดูได้ที่: https://cutt.ly/LfOWa3H
Writer: Panu Nakornthap
Illustrator: Chatchai Pumpuang
ติดตามเรา
    ONOYYOY
    บูชามีม🤣🤣🤣