30 มี.ค. เวลา 05:53 • หุ้น & เศรษฐกิจ
รีวิวหุ้นต่างประเทศ Lemonade [LMND:NYSE]
By อัพน้อย - Security Analysis
ประกันเป็นสิ่งที่แทบทุกคนน่าจะคุ้นเคยกับมันดี เพราะไม่ว่าในแง่ของบุคคลทั่วไปหรือบริษัท ก็ต้องเคยผ่านการตัดสินใจทำประกันกันทั้งนั้นแหละ เช่นเวลาเรามีรถคนส่วนใหญ่ก็จะซื้อประกันรถ เวลาเรากู้ซื้อบ้านก็น่าจะต้องทำประกันชีวิตเพื่อคุ้มครองวงเงินเท่ากับสินเชื่อบ้าน หรือบางคนอาจจะทำเพื่อสะสมทรัพย์, ลดหย่อนภาษี คุ้มครองค่ารักษาสุขภาพอะไรก็ว่ากันไป
หรือแม้กระทั่งในแง่ของบริษัท ก็ต้องมีการตัดสินใจทำประกันเหมือนกัน ไม่ว่าจะเป็นประกันไฟคุ้มครองออฟฟิศ หรือถ้าทำธุรกิจขนส่งก็อาจจะต้องมีประกันให้กับยานพาหนะที่บริษัทใช้ ยกตัวอย่างง่ายๆอย่างเคสที่เรือของบริษัท Evergreen ไปติดขวางกลางคลอง Suez ถ้าบริษัทได้ทำประกันไว้ ก็อาจจะผ่อนภาระจากหนักเป็นเบาได้ โดยคนที่รับภาระหนักไปแทน Evergreen ก็คือบริษัทประกันนั่นเอง 🤣
ซึ่งเราก็จะเห็นได้ว่าการประกันสามารถไปร่วมอยู่ได้กับเกือบธุรกิจจริงๆ ไม่ว่าเราจะทำธุรกิจอะไร ส่วนใหญ่ก็ต้องซื้อประกันเพื่อคุ้มครองอะไรซักอย่างกันเกือบทั้งนั้น เพราะมันคือการจ่ายเงินเพื่อโอนย้ายความเสี่ยงที่เราไม่รู้ว่าอาจจะเกิดขึ้นกับเราเมื่อไร ไปให้คนอื่นหรือบริษัทประกันรับความเสี่ยงนี้ไปแทน
นั่นก็เลยทำให้อุตสาหกรรมการประกันมันใหญ่มากๆ คิดเป็นมูลค่าทั่วโลกประมาณ 5 ล้านล้านดอลล่าร์ และเมื่อ Product มันออกแบบคล้ายๆกันทั้งอุตสาหกรรม มันเลยทำให้อุตสากรรมนี้นั้นมีการแข่งขันกันสูงมากๆด้วย โดยเราจะเห็นได้จากบริษัทประกันใหญ่ๆบางบริษัทนั้นสามารถสร้างรายได้ได้ปีละมากกว่า 1 แสนล้านดอลลาร์ต่อปี โดยที่บริษัทนี้มี Market Share อยู่แค่ไม่ถึง 4% เท่านั้น!!
และยิ่งไปกว่านั้นอุตสาหกรรมการประกันนี่อยู่คู่กับโลกนี้มาแทบจะทุกยุคทุกสมัยไม่เคยหายหรือถูก Disrupt ไปเลย โดยเราจะสังเกตได้จากการที่บริษัทประกันใหญ่ๆทั้งหลายพวกนี้นั้นอยู่ยงคงกระพันมาก อายุของแต่ละบริษัทประกันนี่เกิน 100 ปีกันเป็นว่าเล่น บางบริษัทที่ยังให้บริการในทุกๆวันนี้อยู่นั้นมีอายุกว่า 300 ปีแล้วด้วยซ้ำ ซึ่งในยุคนั้นๆเรายังไม่มีอินเตอร์เน็ตหรือแม้แต่เครื่องบินใช้กันเลยด้วยซ้ำ แต่ก็มีการประกันเกิดขึ้นแล้ว และมันยังคงอยู่ปรับตัวมาได้กับทุกยุคสมัยมาจนถึงทุกวันนี้
แล้วถ้ามีใครที่สามารถนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมสมัยใหม่เข้ามาใช้กับอุตสาหกรรมการประกันหละ บริษัทนั้นจะสามารถพัฒนาหรือออก Product ใหม่ๆเพื่อให้ลูกค้าได้ประโยชน์กว่าที่เป็นอยู่ได้ไหม? และถ้าเกิดว่าบริษัทนั้นทำได้ขึ้นมาจะสามารถเปลี่ยนแปลงวงการประกันหรือ Disrupt บริษัทประกันเก่าๆไปได้เลยหรือเปล่า? และนี่ก็คือแนวคิดเริ่มต้นที่ทำให้เกิดบริษัทที่ผมจะเอามารีวิววันนี้ขึ้นมาครับ บริษัท Lemonade นั่นเอง (ไม่ใช่บริษัทขายน้ำมะนาวนะ🤣🤣)
ก่อนอื่นมาทำความรู้จัก Lemonade ผ่าน Business Model ของเค้ากันครับ ว่าแตกต่างจากบริษัทประกันอื่นๆยังไง โดยผมจะขอแบ่งเป็น 3 ข้อหลักๆครับ
1. Customer Centric
Lemonade เป็นบริษัทประกันที่เน้นโฟกัสไปที่ความพอใจของลูกค้า ซึ่งบริษัทเคลมว่าแค่หลักการของเค้าตรงนี้ก็คิดไม่เหมือนบริษัทประกันอื่นๆแล้ว
คือโดยปกติแล้วบริษัทประกันทั่วไปจะออก Product ที่คำนวนจากความน่าจะเป็นมาแล้วว่าแบบประกันจะคุ้มครองอะไรบ้าง เบี้ยประกันต้องเป็นเท่าไร ตามความน่าจะเป็นแล้วลูกค้าน่าจะเคลมน้อยและบริษัทประกันนั้นๆก็จะมีกำไร อะไรประมาณนี้
แต่ Lemonade มองต่างออกไป โดยมองว่าการทำแบบนั้นไม่ได้เน้นลูกค้าเป็นจุดศนย์กลาง และถ้าบริษัทประกันหันมาเน้นออก Product และให้บริการที่ลูกค้าพอใจ ใช้ Lemonade แล้วได้ประสบการณ์ที่แฮปปี้ มันจะส่งผลให้ Product นั้นๆดึงดูดลูกค้าเข้ามาเรื่อยๆเอง เมื่อลูกค้าเข้ามาเรื่อยๆ บริษัทก็จะได้ Data จากลูกค้ามากขึ้นเพื่อนำไปให้ระบบ Machine Learning ของบริษัทเรียนรู้และระบบมันก็จะคำนวนความเสี่ยงและความน่าจะเป็นอะไรพวกนี้ให้เองตามข้อมูลที่มันได้มา
ซึ่ง Machine Learning เนี่ยถ้ามันได้ข้อมูลไปเยอะๆ มันสามารถคำนวนเรื่องพวกนี้ได้ดีกว่ามนุษย์อยู่แล้ว สุดท้าย Lemonade ก็จะมีกำไรจากตรงนี้มากขึ้นไปโดยอัตโนมัติเอง และจะวนลูปแบบนี้ไปเรื่อยๆ โดยทุกอย่างนี้เริ่มต้นจากแค่การที่บริษัทใช้หลักการโฟกัสไปที่ความพอใจของลูกค้าก่อนเท่านั้นครับ
2. Conflict of Interest
Lemonade บอกว่าการเคลมประกันของบริษัทประกันทั่วไปเนี่ยมันมี Conflict of Interest ครับ ยกตัวอย่างเช่น ลูกค้าเคลมประกันเป็นยอดเงิน 10,000 บาท ถ้าบริษัทประกันนั้นขุดหาเหตุผลจนมาปฏิเสธการเคลมนั้นๆได้ นั่นหมายความว่าบริษัทประกันนี้ก็จะกำไรเพิ่มขึ้น 10,000 บาททันที แต่ถ้าต้องจ่ายเคลมบริษัทประกันนี้ก็จะกำไรน้อยลง 10,000 บาท ก็คือ
เคลมได้ลูกค้ารวยขึ้น บริษัทจนลง
เคลมไม่ได้บริษัทรวยขึ้น ลูกค้าจนลง
ซึ่งข้อหลังนี่มันก็จะส่งผลโดยตรงไปที่ความไม่พอใจของลูกค้านั่นเองครับ
โดย Lemonade แก้ปัญหาเรื่อง Conflict of Interest ตรงนี้โดยการใช้วิธีจำแนกให้ลูกค้าดูก่อนเลย ว่าเงินค่าเบี้ยประกันที่ลูกค้าจ่ายให้ Lemonade ทั้งหมดจะถูกแบ่งเป็นค่า Fee 25% และส่วนที่ Lemonade เอาไว้จ่ายเคลมอีก 75% โดยในส่วน 75% นี้ถ้าลูกค้าเคลมไม่ถึง 75% ส่วนที่เหลือจากตรงนั้นบริษัทจะเอาไปบริจาคครับ โดยที่ลูกค้าสามารถเลือกได้เองเลยว่าอยากให้เงินส่วนที่เหลือของเค้านี้บริจาคไปให้องค์กรไม่แสวงหาผลกำไรองค์กรไหน คือไม่เคลมลูกค้าก็เหมือนได้ทำบุญไปด้วย 😊
ด้วยเหตุนี้วิธีการของ Lemonade มันเลยเป็นการตัดปัญหาเรื่องกำไรจากการปฏิเสธเคลมออกไปจากใจลูกค้าได้เลย ให้ลูกค้าเห็นเลยครับว่าบริษัทไม่มีเหตุผลที่จะปฏิเสธเคลม เนื่องจากเงินก้อนที่เหลือนี้ยังไงก็ไม่ได้เข้าบริษัทอยู่แล้ว
ถ้า งง ผมยกตัวอย่างให้ง่ายๆตามนี้ครับ
สมมุติค่าเบี้ยประกัน 100,000 บาท
25% หรือ 25,000 บาท จะถูกเก็บเป็นค่า Fee
75% หรือ 75,000 บาท ที่เหลือจะเอาไว้จ่ายเคลม
ลูกค้ามีการเคลม 50,000 บาท
ดังนั้นเงินส่วนที่บริษัทเอาไว้จ่ายเคลมจะเหลือ
75,000-50,000 = 25,000 บาท
ซึ่ง Lemonade จะนำเงินจำนวน 25,000 บาทนี้ไปบริจาคทั้งหมดเลยครับ
3. AI Not Agent
Lemonade ยังแตกต่างจากบริษัทประกันทั่วไปในเรื่องช่องทางการขาย โดย Lemonade ไม่ใช่ตัวแทนประกันในการขายครับ แต่ให้ลูกค้าแชทกับ AI Bot ที่ชือว่า Maya ในแอพพลิเคชั่นของ Lemonade แทน ซึ่งจากรีวิวของผู้ใช้งานจริงที่บริษัทโชว์ให้ดูก็ดีทีเดียวครับ(ตรงนี้อาจจะต้องฟังหูไว้หู🤣)
โดยการไม่จ้างตัวแทนนี่ก็จะส่งผลดีให้กับบริษัทในแง่ของต้นทุนอีกครับ ซึ่งเมื่อต้นทุนของบริษัทถูกลง ก็สามารถออก Product ที่เบี้ยประกันถูกกว่าบริษัทประกันทั่วไปในตลาดได้ โดย Lemonade ยกตัวอย่าง Renter Insurance ที่บริษัทสามารถทำเบี้ยประกันได้ถูกกว่าบริษัทประกันอื่นๆถึง 50% เลยครับ
ส่วนในเรื่องของการเคลม บริษัทก็ใช้ AI Bot ชื่อ Jim ในการรับเรื่องเคลมจากลูกค้าเหมือนกันครับ ซึ่งมันจะประมวลผลทันที บางการเคลม Jim สามารถรับเรื่องเอาไปประมวลผลว่าถูกต้องมั้ย แล้วจ่ายเงินค่าเคลมเข้าบัญชีลูกค้าได้ทันที โดยกระบวนการทั้งหมดตั้งแต่รับเรื่องจนเงินถึงบัญชีลูกค้านี้ใช้เวลาแค่ 3 วินาทีเท่านั้น! และจากสถิติของบริษัทกระบวนการทั้งหมดนี้สามารถมาจากการที่ Jim ประมวลผลเองล้วนๆโดยไม่ต้องผ่านมือมนุษย์ถึง 1 ใน 3 ของการเคลมทั้งหมดเลยครับ
นอกเหนือจากนั้นลูกค้าของ Lemonade 90% เป็นลูกค้าที่ซื้อกรมธรรม์เล่มแรก คือไม่เคยซื้อประกันกับบริษัทอื่นมาก่อนเลย คือ Lemonade เนี่ยเป็นบริษัทที่ถูกใจวัยรุ่นมากๆ🤣
ซึ่งกว่า 70% ของจำนวนลูกค้าทั้งหมดของ Lemonadeในตอนนี้ มีอายุไม่เกิน 35 ปีเท่านั้น เรียกได้ว่าลูกค้ายังมีเวลาสร้างรายได้อีกหลายปี มีโอกาสขยับขยายไปซื้อคอนโด, ซื้อบ้านที่ต้องการการซื้อประกันมาคุ้มครองเพิ่มเติม ซึ่งถ้า Lemonade ครองใจลูกค้าที่มีไปได้เรื่อยๆ รายได้ของบริษัทก็สามารถเติบโตไปพร้อมกับลูกค้าได้ยาวๆครับ
โดย ณ ตอนนี้ Lemonade เน้นขายประกันอยู่ 3 อย่างครับ Renter Insurance, Homeowner Insurance และ Pet Insurance เรียกได้ว่าเค้าใช้กลยุทธ์โฟกัสไปที่ตลาดเฉพาะเจาะจงที่ไม่ค่อยมีการแข่งขันสูงเพื่อให้บริษัทเติบโตได้จากตรงนั้นก่อน แล้วถ้าเริ่มแข็งแกร่งแล้วก็ค่อยมาลุยตลาดใหญ่ๆต่อ ซึ่งตอนนี้ Lemonade ก็ได้เปิดตัวขาย Product ในด้าน Life Insurance เพิ่มไปแล้ว และก็เหมือนจะมีข่าวลือว่าจะเปิดตัวขาย Product ในด้าน Auto เร็วๆนี้เหมือนกันครับ ซึ่งก็ต้องมาติดตามดูกันต่อไปว่าจะเวิร์คเหมือนตัวอื่นๆรึป่าว😊
เข้าใจ Business Model ที่แตกต่างจากบริษัทประกันทั่วไปของ Lemonade กันไปแล้ว ทีนี้มาดูด้านตัวเลขกันบ้างครับ ว่าเค้าสามารถทำได้จริงเหมือนที่คุยมั้ย🤣
โดยล่าสุดใน Q4/2020 Lemonade แจ้งว่าเค้ามีลูกค้าทั้งหมดกว่า 1 ล้านคนแล้วครับ คิดเป็นการเติบโตจากปีก่อนถึง 56%
และมีเบี้ยประกันเฉลี่ยต่อลูกค้าหนึ่งคนอยู่ที่ 213 ดอลล่าร์สหรัฐคิดเป็นการเติบโต 20% จากปีก่อน
ส่งผลให้ยอดเบี้ยประกันทั้งหมดที่บริษัทได้มาในปี 2020 เท่ากับ $213 million ซึ่งเติบโต 87% จากปี 2019 ครับ
และ Annual Gross Loss Ratio หรือเรียกง่ายๆว่าเงินค่าเคลมที่บริษัทได้จ่ายออกไปในปี 2020 นั้นอยู่ที่ 71% ครับ ซึ่งในปี 2019 ค่านี้อยู่ที่ 79% โดยตรงนี้ยิ่งน้อยลงยิ่งดีกับบริษัทครับ
โดยส่งผลให้รายได้ของ Lemonade
ในปี 2019 อยู่ที่ $67 million
ปี 2020 อยู่ที่ $94 million (เติบโต 40%)
และก็เหมือนเดิมครับ บริษัทดีๆแบบนี้ต้องขาดทุนอยู่😅
ในปี 2019 ขาดทุนอยู่ที่ $108 million
ปี 2020 ขาดทุนอยู่ที่ $122 million (มากขึ้น 13%)
โดยบริษัทยังได้ให้ประมาณการณ์ปี 2021 ไว้ดังนี้ครับ
- ยอดเบี้ยประกันทั้งหมดหรือ In Force Premium จะอยู่ที่ประมาณ $372 - $378 million ซึ่งคิดเป็นการเติบโต 74 - 77% จากปี 2020
- รายได้รวมจะอยู่ที่ประมาณ $114 - $117 million ซึ่งจะคิดเป็นการเติบโต 21 - 24% จากปี 2020 ครับ
สรุป
เราจะเห็นว่าจริงๆแล้วข้อได้เปรียบที่ Lemonade เคลมว่าเค้าเหนือกว่าบริษัทประกันทั่วไปคือเรื่องของ Data แต่ปัญหาก็คือถ้าบริษัทประกันใหญ่ๆเค้าก็มี Data เหมือนกันหละ ดีไม่ดีมีเยอะกว่าอีก หรือแม้กระทั่งบริษัทใหญ่ๆบริษัทอื่น เช่น Tesla ที่ก็จะมีประกันรถเป็นของตัวเอง ซึ่งกรณีนี้เค้ามี Data ของคนขับมากกว่า Lemonade แบบเยอะโคตรๆแน่นอน แบบนี้ข้อได้เปรียบของ Lemonade ตรงนี้อาจจะไม่ใช่ข้อได้เปรียบที่ยั่งยืนอีกต่อไปก็ได้ครับ
นอกเหนือจากนั้นประกันบางแบบเช่นประกันสุขภาพหรือประกันชีวิต ลูกค้าส่วนใหญ่ยังต้องใช้อารมณ์ในการช่วยตัดสินใจซื้ออยู่ดีครับ เช่น ในแง่ของประกันสุขภาพลูกค้าอาจจะยังต้องการมนุษย์ตัวเป็นๆมาเยี่ยมเวลาป่วย หรือในแง่ของประกันชีวิตลูกค้าบางคนอาจจะต้องการที่พึ่งทางใจว่าถ้าตายไปตัวแทนคนนี้จะนำเงินค่าประกันชีวิตมาส่งถือมือลูกๆเค้าแน่นอน ซึ่งพวกนี้เป็นอะไรที่คุยกับ AI แล้วอาจจะยังไม่ตอบโจทย์เท่าไรครับ
ปล.หุ้น Lemonade เพิ่งเข้าเทรดในตลาดเมื่อเดือนกรกฏาคม ปี 2020 ที่ผ่านมา ด้วยราคา IPO ที่ $29 หลังจากนั้นก็วิ่งขึ้นไปทำจุดสูงสุดที่ $188 เมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา แล้วก็ไหลลงมาเรื่อยๆจนตอนนี้ราคาหุ้น LMND อยู่ที่ $83 แล้วครับ ซึ่งคิดเป็นมูลค่าตลาดอยู่ที่ $5.1 billion ส่วนราคาตรงนี้จะถูกหรือแพงนั้นทุกท่านต้องลองเอาไปประเมินมูลค่ากันต่อเองนะค้าบ😊
รายงานงบไตรมาสล่าสุดของบริษัทสามารถดูได้ที่นี่เลยครับ (https://s24.q4cdn.com/139015699/files/doc_downloads/2021/Q4-2020-LMND-Shareholder-Letter_vF.pdf)
ติดตามเราผ่านช่องทาง Facebook ได้ที่ :
    The Observing Mind
    เรื่อง data นี่ ผมเหนด้วยว่าลริษัทประกันดั้งเดิมเขามีเยอะกว่ามาก แต่ตัว data ที่ว่ามากๆนั้น อาจเป็นพวก paper document มากกว่า ซึ่งมันคงต่างกับdata ที่...ดูเพิ่มเติม