5 เม.ย. 2021 เวลา 17:57 • นิยาย เรื่องสั้น
อาเซ่ตี๋
ตระกูล “ลี่”
ทุกคนคงเคยดูละครหลังข่าวกันใช่ไหมครับ เรื่องเกี่ยวกับการเป็นอยู่ของคนจีนในไทยสมัยก่อน ละครแบบนี้อาแม(แม่)ผมดูทุกวัน ผมก็ชอบดูนะครับ เพราะบางฉาก ไม่ว่าจะเป็นบ้านเอย ข้าวของเอย หรือแม้กระทั่งชีวิตความเป็นอยู่ในละคร มันทำให้นึกถึงครอบครัวผมในตอนนั้น
ปี พ.ศ.2549
ผมชื่อ เซิน ครอบครัวผมมีอยู่ทั้งหมด 7 คน ผมมีพี่น้อง 3 คน มีพี่ชายฝาแฝดชื่อ เซี่ยน และมีพี่สาวคนโตชื่อ เซียก อากุง(ปู่) อาผ่อ(ย่า) อาปา(พ่อ) อาแม(แม่) ผมเรียนอยู่ม.6 กำลังเข้ามหาลัยปีหน้าแล้วครับ บ้านผม แซ่ลี่ เป็นคนฮากกา(จีนแคะ)ครับ พ่อแม่ของอากุงอพยบมาที่เมืองไทยตั้งแต่สมัยสงครามโลกครั้งที่2 ต่อมาได้มาเช่าบ้านอยู่แถวสามย่าน และเหตุเกิดไฟไหม้ เห็นอากุงเล่าว่ามีข่าวลือ ว่าเขาจะไล่ที่ แม่ของอากุงก็เลยเอาทองใส่ไหแล้วฝังเอาไว้ พอไฟไหม้หมดแล้วแม่อากุงบอกจุดที่ฝังไว้ แล้วให้อากุงไปขุดมา แต่ไฟมันไหม้ไปหมดแล้วเหลือแต่ตอเลยไม่รู้จะหายังไง อากุงก็เลยใช้วิธีนับเสาบ้านแล้วก็ประมาณดูว่าคงเป็นตรงนี้แล้วขุด สุดท้ายเจอ เลยมาเซ้งบ้านตึกอยู่แถวริมทางรถไฟวงเวียนใหญ่และได้เปิดร้านค้า(ร้านโชห่วย)เล็กๆในบ้านชื่อร้านว่า ฮากกาพาณิชย์ ร้านผมส่วนใหญ่จะขายเป็นข้าวสารอาหารแห้ง ขนมปี๊บ และที่ขายดีที่สุดในร้านคือ ไช่กัว (บ้านผมเรียกหั่มช้อยกอน) ผักกาดดองตากแห้งที่เป็นสูตรของที่บ้านผมทำเอง มีแต่คนมาถามเนียนๆขอสูตรบ้าง อะไรบ้าง แหม.ใครจะให้ล่ะครับ สูตรอาหารสำหรับคนจีนบ้านผมกับลูกกับหลานยังไม่ให้กันฟรีๆเลย บ้านผมเป็นบ้านตึก 3 ชั้น ชั้นล่างเปิดร้านขายของ ชั้น2 มี2ห้องนอน คือห้องอาผ่ออากุงและห้องอาปาอาแม ชั้น3มี2ห้อง ห้องอาแจ๋(พี่สาว)และผมกับอาเซี่ยนนอนด้วยกัน อาแจ๋ผมแต่งงานออกไปได้ปีกว่าแล้วครับ ตั้งแต่อาแจ๋แต่งงานออกไปผมก็ไปอยู่ห้องอาแจ๋ เพราะผมเป็นคนโลกส่วนตัวค่อนข้างสูง อีกอย่างผมรำคาญอาเซี่ยนเวลามันคุยโทรศัพท์กับสาวจนดึกดื่น
“เฮ้ย พ่อแม่มึงรวยรึไงวะ คุยโทรศัพท์ได้ทั้งวี่ทั้งวัน” เสียงอากุงตะโกนด่าอาเซี่ยน
“6โมงเย็นถึง6โมงเช้ามันโทรฟรี อากุง” อาเซียนตอบด้วยน้ำเสียงที่รำคาญ ต้องบอกก่อนว่า ตอนนั้นยังไม่มี ไลน์หรือโซเชี่ยลในการโทรคุยกัน มีแต่โปรโมชั่นของค่ายโทรศัพท์ ที่สามารถโทรได้ฟรีในเวลาที่ทางค่ายโทรศัพท์กำหนด
“มึงไม่ไปช่วยเซ่ตี๋(ผม)มันขายของ จัดของ หะ..” อากุงยังพูดไม่ทันจบอาเซี่ยนมันก็เดินขึ้นข้างบนไปแล้ว
เหตุการณ์แบบนี้เป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นทุกวันตั้งแต่อาปาซื้อโทรศัพท์ให้ครับ เวลาอาเซี่ยนมันปล่อยให้ผมเฝ้าร้านหรือขายของคนเดียว ผมไม่เคยโกรธมันเลย ไม่ใช่เพราะผมเป็นน้องชายที่แสนดีหรอกนะครับ แต่พอถึงเวลาปิดร้าน ส่งของหรือต้องยกของ อาเซี่ยนมันก็จะเป็นคนทำ เราสองพี่น้องต่างรู้หน้าที่กันและกันครับ แต่อากุงก็บ่นตามประสาคนแก่ไปอย่างนั้น ซึ่งคนในบ้านทุกคนจะรู้กันดีและปล่อยให้แกบ่นไป
“เซ่ตี๋เอ้ย ไปตามอาปามากินข้าวป่ะ ไอกอตี๋(อาเซี่ยน) รีบปิดร้านแล้วรีบมากินข้าว ” เสียงอาแมพูดพลางยกสำรับมาที่โต๊ะกินข้าว
บรรยากาศอาหารเย็นบนโต๊ะส่วนใหญ่จะต่างคนต่างกินครับ เว้นแต่...
“กูจะบอกมึงให้นะ พวกมึงอย่าตามใจลูกมึงให้มากนะ เดี๋ยวลูกมึงจะเสียคน เรียนไม่จบ เดี่ยวจะรู้สึกนะ” เสียงอากุงพูดขึ้นมา
“อ๊ายหยา”เสียงอาผ่อพูดพลางถอนหายใจไปด้วย
“มึงจะพูดให้ได้อะไรขึ้นมาหะ ลูกก็ลูกมัน แล้วอีกอย่างลูกอีสองคนก็ไม่ได้นอกลู่นอกทางไปเกเรที่ไหน” อาผ่อพูดต่อ
“มันคุยโทรศัพท์ทั้งวัน หะ” อากุงพูดสวนขึ้นมาทันที
“มันมีอะไรให้คุยนักหนา หะ คุยแม่งทั้งวี่ทั้งวันไม่หยุดไม่หย่อน” อากุงพูดต่อ
“มึงปล่อยๆไปมั่งเหอะ นะ ลูกอีก็ได้ดีแต่งงานไปคนแล้ว” อาผ่อพูด
“ปล่อยอะไร หะ มึงมันใช้ไม่ได้ หะ” อากุงพูดด้วยอารมณ์เอาชนะ แต่ยังพูดไม่ทันจบ
“พอๆหยุดๆ กินข้าวๆ” อาผ่อพูดสวนขึ้นมาเพื่อให้อากุงหยุดพูด แต่อากุงก็ยังบ่นงึมงัมพร้อมกับส่ายหน้าด้วยความอารมณ์เสีย
อากุงเพิ่งจะมาเป็นคนขี้บ่นเมื่อไม่นานนี้เองครับ ผมกับพี่ชายก็สงสัยว่าทำไมอากุงถึงมาเป็นตาแก่ขี้บ่นไปได้ เพราะจำได้ว่าตอนเด็กๆประมาณ 7-8ขวบ พี่ชายผมซนมากไปหยิบมีดปลอกผลไม้มาเล่นเป็นดาบ โดนอาแมตีจนร้องไห้ อากุงเดินเข้ามาด่าอาแม แล้วโทษอาแมว่าวางของไม่ดีเอง เอามีดมาวางตรงนี้ได้ยังไง จากนั้นผมกับพี่ชายก็คิดว่าอากุงเป็นคนใจดีตลอด แต่พออาแจ๋แต่งงานออกไป อากุงก็กลายเป็นคนขี้บ่นจนถึงทุกวันนี้ เคยถามอาผ่อ ว่าทำไมอากุงเป็นแบบนี้ อาผ่อก็ตอบแค่ว่า เอาไว้ลื้อมีครอบครัวแล้วมึงจะเข้าใจ แน่นอนครับผมกับพี่ชายไม่เข้าใจในคำตอบนี้และยังคงสงสัยว่า อะไรที่ทำให้อากุงเป็นแบบนี้
“ไข่ 10 บาท จ้า” เสียงลูกค้าหน้าร้าน
“ครับป้า” ผมตอบรับคำ พลางเดินไปหยิบไข่
“ได้แล้วครับป้า นี่เงินทอนครับ”
“เซ่ตี๋เอ้ย อย่าลืมเอาข้าวสารไปส่งร้านยายบุญนะ” เสียงอาแมตะโกนจากหลังบ้าน
“ครับ อาแม” ผมตอบ
แต่หลังจากสิ้นเสียงผมไม่นาน อาเซี่ยนเดินเข้าร้านมาพอดี
“อากอ เดี๋ยวเอาข้าวสารไปส่งให้ยายบุญด้วย” ผมพูด
“เออๆ เดี๋ยวกอไปให้ เข้าห้องน้ำแปป” อาเซี่ยนตอบ
“ไปเลยนะ เดี๋ยวมาบ่นที่ร้านว่าส่งช้า อาแมบ่นอีก หนวกหู” ผมพูดสวนทันที
“เออ!” อาเซี่ยนตะโกนมาจากในห้องน้ำ
“ไอเซี่ยน” เสียงผู้ชายตะโกนมาจากหน้าร้าน
“อากอ ไอเหยินมา” ผมตะโกน และไอเหยินเดินเข้ามานั่งที่เก้าอี้หน้าเก๊ะ
ไอเหยินเป็นลูกเจ้าของร้านขายยาที่อยู่ถัดจากร้านไปสองห้องครับ ความจริงมันชื่ออาหยง แต่มันมีฟันกระต่ายยื่นออกมาพวกผมเลยเรียกมันว่าไอเหยิน อาหยงกับอาเซี่ยนและผมอายุเท่ากันครับ โตและเล่นกันมาด้วยกันและเรียนห้องเดียวกันมาตลอด แต่มันจะสนิทกับพี่ชายผมมากกว่า อาหยงมีพี่น้องสองคน มันเป็นลูกชายคนเล็กมีพี่ชายชื่อเฮียหยาง
(โรงน้ำชา)
“เหยินรอกูก่อน ส่งของแปป” อาเซี่ยนพูดหลังจากเดินออกมาจากห้องน้ำ
“เออ เร็วๆนะเว้ย พวกที่ตึกรออยู่” อาหยงตอบ
จากนั้นอาเซี่ยงขนข้าวสารขึ้นรถเข็นและเข็นไปที่ร้านยายบุญ เวลาเฝ้าร้านเบื่อๆผมจะผมนั่งอ่านการ์ตูนอยู่ที่เก๊ะ อ่านแล้วอ่านอีกวนไปวนมาหลายๆรอบ
“เฮ้ย อ่านเรื่องไรวะ” อาหยงถามผมหลังจากอาเซี่ยนเข็นรถออกจากร้านไปและก้มดูปกหนังสือที่ผมอ่านอยู่
“อะไรวะ เรื่องนี้อีกและ อ่านกี่รอบแล้ววะเนี่ย?” อาหยงถามต่อ
“ก็เล่มใหม่แม่งไม่ออกสักที กูก็อ่านวนแม่งอย่างนี้แหล่ะ” ผมตอบ อาหยงพยักหน้าหลังจากที่ผมตอบ
“ไปทำไมที่ตึกทุกวันวะ?” ผมถาม
“ก็เตะบอลกะพวกที่ตึกแหละ” อาหยงตอบ ผมพยักหน้าหลังจากที่อาหยงพูดจบ
“แล้วมึงไม่ไปเตะบอลกับพวกกูบ้างวะ วันๆอยู่แต่ร้านไม่เบื่อหรอวะ” อาหยงถาม
“ไม่อ่ะ ขี้เกรียจ ต้องเฝ้าร้านด้วย ถ้ากูไปใครจะเฝ้าร้าน” ผมตอบพรางคิดในใจว่า กูเตะบอลไม่เป็น
“ไม่ใช่เพราะเรื่องตอนนั้นใช่ป่ะ?” ผมเงียบ ไม่ได้ตอบอะไร
“ขอเข้าห้องน้ำหน่อยดิ” อาหยงถามพรางลุกจากเก้าอี้แล้วเดินไปที่ห้องน้ำ
“มึงจะขอทำห่าอะไร? มึงเข้าห้องน้ำบ้านกูตั้งแต่เด็ก” ผมพูดตามหลัง
“มายาทเว้ย” อาหยงตะโกนจากในห้องน้ำ
เสียงอาเซี่ยนเข็นรถเข็นมาจอดหน้าร้าน เดินหน้าเหนื่อยๆ เหงื่อซก เข้ามาในร้านพรางเดินเดินไปหยิบน้ำในตู้เย็นกิน
“ไอเหยินอ่ะ” อาเซี่ยนถาม
“ห้องน้ำ” ผมตอบ ในขณะที่อาเซี่ยนมองไปที่ห้องน้ำและค่อยๆย่องไปที่หน้าประตูห้องน้ำพร้อมกับหยิบผ้าขนหนูที่ตากไว้หน้าห้องน้ำมาคลุมหัวตัวเอง
“มึงตาย” อาเซี่ยนตะโกน หลังจากที่อาหยงเปิดประตูห้องน้ำออกมา
“เหี้ยๆๆ แม่งเอ้ยๆ” เสียงอาหยงตะโกนด้วยความตกใจสุดขีด
อาหยงกับอาเซี่ยนมีนิสัยคล้ายๆกันคือ เป็นคนไม่ยอมคนแต่ไม่ไปรังแกใครก่อน ในทางกลับกันถ้าใครมารังแกหรือหาเรื่องไม่ว่ากับตัวเองหรือเพื่อน จะไม่ยอมเด็ดขาด แต่คนเราก็มักจะมีจุดอ่อนเสมอครับ อย่างที่เห็นเมื่อกี๊ก็บอกได้ว่า อาหยงเป็นคนกลัวผีมาก ตอนเด็กเคยโดนอาเซี่ยนแกล้งหลอกผีจนร้องไห้ บางวันที่มีรายการเกี่ยวกับผีอาเซี่ยนมันชอบชวนอาหยงดูเป็นเพื่อนและวันนั้นอาหยงมันจะนอนบ้านผมเพราะมันไม่กล้าเดินกลับบ้าน ทั้งที่บ้านมันกับบ้านผมห่างกันแค่สองห้อง ส่วนจุดอ่อนของอาเซี่ยนหรอครับ หึ เตรียมร้องเสียงหลงกันได้เลย
“นี่ไงมึง” อาหยงจับหนวดแมลงสาปและโยนใส่อาเซี่ยน แต่พอโยนแล้วแมลงสาปมันไม่ได้ไปตามทิศทางที่เราโยนไงครับ ผมพูดแบบนี้แล้วทุกคนพอเดาออกไหมครับว่าหลังจากอาหยงมันโยนแมงลงสาปแล้วเกิดไรขึ้น
“เห้ย เห้ย เห้ย” เสียงอาเซี่ยนร้องตะโกนสุดเสียง เพราะแมลงสาปที่อาหยงโยนใส่มันบิน และบินเข้าไปในเสื้ออาเซี่ยน
“เซ่ตี๋ ไอเซ่ตี๋” อาเซี่ยนตะโกนเรียกผม
“มาช่วยหน่อย ไอเหยินมันโยนแมลงสาปใส่” อาเซี่ยนตะโกนด้วยน้ำเสียงที่หวาดกลัว
“มึงเอามันออกไปดิ๊ ไอเหยิน” อาเซี่ยนพูด
“เอาออกอะไรของมึง มันไปแล้ว” อาหยงพูด
“อะไร อะไร เล่นอะไรกัน” เสียงอาแมตะโกนลงมาจากชั้น2
“ไอเหยินอ่ะดิ แม่งโยนแมลงสาปใส”
“มึงหลอกผีกูก่อน ไอเวร”
“มึงสองคนไปไหนก็ไปป่ะ ไปๆๆๆ” อาแมไล่ด้วยความรำคาญ
หลังจากอาแมไล่ สองคนนั้นก็เดินออกมาหน้าร้าน ในสภาพที่อาเซี่ยนไม่ใส่เสื้อและอาหยงเดินหัวเราะออกมา
“เซ่ตี๋ ดูให้หน่อย มีอะไรเกาะป่ะ” อาเซี่ยนพูดพรางหันหลังมาทางผม
“ไม่มี” ผมตอบด้วยน้ำเสียงที่รำคาญ
“มึงนี่แม่งเล่นอะไรสกปรก” อาเซี่ยนพูดด้วยความหงุดหงิด
“มึงอ่ะ เล่นกูก่อน” อาหยงพูดพรางหัวเราะไปด้วย
จากนั้นอาเซี่ยนก็ใส่เสื้อและทั้งสองคนก็เดินออกจากนอกร้านไปเตะบอลที่ตึก ตึกที่ว่าเป็นตึกร้างครับ ความจริงแล้วเป็นบ้านตึกที่สร้างขึ้นมาเพื่อขายแต่ไม่มีคนซื้อก็เลยเป็นตึกร้างไป แต่หน้าตึกจะมีสนามกว้างๆอยู่ จะมีเด็กๆไปวิ่งเล่น เตะบอล กันตรงนั้น ตอนผมเด็กๆ ผมกับอาเซี่ยนและอาหยงไปเล่นตรงนั้นบ่อยๆ
อากุง - ปู่
อาผ่อ - ย่า
อาปา – พ่อ
อาแม – แม่
อาแจ๋ – พี่สาว
อากอ – พี่ชาย
เซ่ตี๋ – ลูกชายคนเล็ก
“เอาไข่มาส่งครับ” เสียงอาเซี่ยนตะโกนพรางเปิดประตูเดินเข้าไปในร้านขายยาบ้านอาหยง
“ยกไปหลังบ้านเลยอาเซี่ยน” เฮียหยางตอบ
“ครับเฮีย”อาเซี่ยนยกไข่เดินไปหลังร้านและเดินเข้าไปในครัว
“อ่าวกอตี๋ กินข้าวยัง?” เสียงอาเซียกถามพรางทำกับข้าวอยู่กับซ้อแป๋ว(แม่ของเฮียหยางกับอาหยง)
สงสัยใช่ไหมครับว่าทำไมพี่สาวผมถึงมาทำกับข้าวที่บ้านอาหยง เพราะคนที่พี่สาวผมแต่งงานด้วยก็คือเฮียหยางพี่ชายอาหยงนั่นแหละครับ อาเซียกกับเฮียหยางเกิดปีเดียวกันครับ แต่เฮียหยางจะแก่กว่าไม่กี่เดือน เราทั้งสองบ้านสนิทกันตั้งแต่รุ่นอากุง เพราะมาตั้งถิ่นฐานอยู่ที่นี่ในเวลาไล่เลี่ยกัน อากุงของอาหยงเป็นหมอแมะแต่อากุงของผมเป็นพ่อค้า อากุงอาหยงเสียไปตั้งแต่ผมยังเรียนอยู่ชั้นประถม ผมไม่ค่อยได้คุยหรือสนิทกับอากุงของอาหยงเลย เพราะวันๆแกจะอยู่แต่ร้านจัดยาจีน แมะคนไข้อยู่ทั้งวัน จะเห็นก็มีแต่อากุงผมเดินมาคุยกับแกอยู่บ่อยๆ
“แม่อยู่บ้านไหมอาเซี่ยน ทำอะไรอยู่” ซ้อแป๋วถามหันมาทำพรางทำกับข้าวไป
“อยู่บ้านครับ ทำกับข้าวอยู่เหมือนกัน” อาเซี่ยนตอบ
“หรอ ทำอะไรกินกันล่ะ ถ้าเดาไม่ผิดผัดห่ามโช่ยใช่ไหม”
“ครับ กลายเป็นกับข้าวประจำบ้านผมไปแล้ว”
“ห้าๆ ก็มันอร่อยนิเน๊อะ ไม่มีบ้านไหนทำอร่อยเท่าบ้านเธออีกแล้ว ซ้อทำยังไงก็ไม่อร่อยเท่าแม่เธอทำ” ซ้อแป๋วพูดพรางหัวเราะ (ซ้อแป๋วคือแม่เฮียหยางและอาหยง)
“งั้นผมกลับก่อนนะครับ อ้าวอาม่า สวัสดีครับ” อาเซี่ยนหันไปเจออาม่า(ย่าอาหยง)เดินลงบันไดมา
“เอ้อๆ มาทำอะไรหะอาเซี่ยน” อาม่าถามด้วยความเอ็นดู
“เอาไข่มาส่งครับ กำลังจะกลับแล้ว” อาเซี่ยนตอบ
“กลับก่อนนะครับทุกคน สวัสดีครับๆ” อาเซี่ยนยกมือไหว้ทุกคน
“ไปละนะ อาแจ๋” อาเซี่ยนตะโกนบอกอาเซียก
“เออๆ” อาเซียกรับคำและอาเซี่ยนเดินออกมาหน้าร้าน
“กลับแล้วนะเฮีย หวัดดีครับ” อาเซี่ยนลาเฮียหยาง
“เออๆ โชคดีๆ” เฮียหยางรับคำ
เราสองบ้านมีอะไรจะคอยช่วยเหลือกันครับ บ้านอาหยงจะสั่งข้าวสารอาหารแห้งทุกอย่างจากร้านผมเท่านั้น และบ้านผมก็แทบไม่ต้องไปหาหมอที่โรงพยาบาลเลย เวลาเจ็บไข้ได้ป่วยก็กินยาร้านอาหยงนอนพักไม่กี่วันก็หาย
“ครื้ดด” เสียงอาเซี่ยนปิดประตูร้าน
“มาเร็วๆ อากุงอาผ่อรอกินข้าว” เสียงอาแมพูด
“นั่นไง ผัดห่ามโช่ย” อาเซี่ยนพูดขึ้นมา
“อะไรกอตี๋ บ่นอะไร อาแมก็เห็นกินทุกวัน ” อาแมพูดขึ้นมาพร้อมทั้งสายตาคนทั้งโต๊ะมองมาที่อาเซี่ยน
“เปล่า ไม่มีอะไร ก็เมื่อกี้ตอนไปส่งไข่ยังพูดกับซ้อแป๋วอยู่เลยว่าที่บ้านต้องผัดห่ามโช่ยแน่ๆ และซ้อแป๋วก็บอกว่า ไม่มีมีใครผัดห่ามโช่ยอร่อยเท่าอาแมอีกแล้ว ขนาดซ้อแป๋วเคยผัดกินยังไม่อร่อยเท่าอาแมผัดเลย” อาเซี่ยนรีบพูดขึ้นมา
“อาผ่อไง อาผ่อสอนอาแมผัด ผัดมันต้องผัดให้แห้ง แล้วต้องรีบเอาขึ้น” อาแมพูดด้วยอารมณ์เขินนิดๆปนๆภูมิใจที่มีคนชมว่าตัวเองทำกับข้าวอร่อย
“แอะๆ เขินใช่ไหม ยิ้มด้วยเห็นนะๆ ” อาเซี่ยนแซวอาแม
“ไปๆ เอ๊ะ อย่ามาเล่นตอนกินข้าว” อาแมพูดพรางยิ้มอ่อนๆพร้อมตีแขนอาเซี่ยนไปด้วย
“แต่กับข้าวแมอร่อยทุกอย่างจริงๆนะ ไปกินที่อื่นก็ไม่อร่อย ตอนวันเกิดอาปา พากันไปกินที่เยาวราชก็เฉยๆนะ” ผมพูดขึ้นมา
“ใช่ๆ” อาเซี่ยนพูดงึมงำพรางตักข้าวเข้าปาก
“กับข้าวบ้านใครก็บ้านมัน คนอื่นมากินกับข้าวบ้านเขาอาจะว่าไม่อร่อยก็ได้” อาผ่อพูด
“ใครวะ ใครบอกไม่อร่อยวะ ลิ้นเพี้ยนแน่ๆ” อาเซี่ยนพูด
“เงียบได้แล้วๆ กินไปๆ อย่าพูดมากๆ” อาแมพูด
“ทำกับข้าวแต่ละทีมันเหนื่อย ต้องกินให้หมดนะ อาแมลื้อจะได้หายเหนื่อย” อาผ่อพูด
และหลังจากนั้นไม่นาน แค่อึดใจเดียวเท่านั้น ก็มีเสียงโวยวายขึ้นมา
“ตอนแรกมีคนช่วยทำทุกอย่าง มึงก็ไม่เอากัน หะ รีบๆให้มันแต่งออกไปมีผัว หะ แล้วเป็นไง มึงก็ต้องมาเหนื่อย แล้วก็มาบ่นๆ หะ” พอเดากันได้ไหมครับว่าใคร ใช่ครับ อากุงตะโกนขึ้นโกนขึ้นมากลางปล้อง ทำให้ทุกคนบนโต๊ะมองหน้ากัน
“ใช้ได้ที่ไหน หะ เอาลูกสาวไปยกให้เขาอย่างนั้น” อากุงพูดต่อด้วยอารมณ์ฉุนเฉียว
“จะอะไรนักหนา เด็กมันชอบกันรักกัน” อาผ่อพูด
“อีกอย่างเราก็เห็นอาหยางมันมาตั้งแต่เด็กๆ ไม่ใช่คนอื่นคนไกลที่ไหน” อาผ่อพูดต่อ
“อย่ามาพูดๆ พวกมึงมันใช้ไม่ได้” อากุงบ่นงึมงำพร้อมส่ายหน้า
เท่าที่ผมจำได้ เฮียหยางกับอาแจ๋เป็นเพื่อนกันมาตั้งแต่เด็กๆ พอมารู้อีกทีก็จะแต่งงานกันในวันที่ญาติผู้ใหญ่มาคุยสู่ขออาแจ๋ทุกคนทั้งสองบ้านก็ไม่เห็นมีปัญหาอะไรกัน เพราะเห็นหน้าคาดตาพูดคุยกันทุกวัน ผมเลยไม่รู้ว่าปัญหาของอากุงกับการแต่งงานของอาแจ๋คืออะไร
“อากอตี๋กินเร็วๆ อาแมจะเก็บจานไปล้างแล้ว” อาแมพูด
อาเซี่ยนจะเป็นคนเสร็จคนสุดท้ายตลอดเลยครับ ไม่ใช่ว่ากินช้าหรืออะไร แต่กินเยอะมาก แล้วมัวแต่คุยพรางกดโทรศัพท์ไปด้วย
“ก็มันมัวแต่กดๆโทรศัพท์ หะ อย่างนี้จะเป็นหัวหน้าครอบครัวยังไง หะ” อากุงพูด
“ไปๆ ขึ้นข้างบนไปๆ กูรำคาญ ไปๆ” อาผ่อพูดสวนขึ้นมา ในขณะที่อากุงก็เดินขึ้นไปข้างบนพร้อมกับอาปา
“เอ้อ อาผ่อ พักหลังๆอากุงเขาเป็นอะไรอ่ะ” ผมตัดสินใจถามอาผ่อ
“โรคคนแก่อย่างที่เคยบอกนั่นแหล่ะ” อาผ่อตอบ
“ทำไมอ่ะ อากุงไม่อยากให้อาแจ๋แต่งงานกับเฮียหยางหรอ?” อาเซี่ยนถามขึ้นด้วยข้าวที่ยังเต็มปาก ผมหันไปมองอาเซี่ยนพร้อมกับนึกว่า ทำไมกล้าถามออกไปตรงๆแบบนั้น
“เซ่ตี๋ ชอบถามไม่ตรงประเด็นรู้ป่ะ ถึงไม่ได้คำตอบสักที” อาเซี่ยนพูด
“เรื่องของผู้ใหญ่อยากรู้ทำไม” อาแมพูดพรางเอามือเขกหัวอาเซี่ยน
“โอ๊ย 18แล้ว ไม่เด็กแล้ว” อาเซี่ยนพูดในขณะที่เคี้ยวข้าวพรางหยิบน้ำขึ้นมาดื่ม
“เฮ้อ ความคิดเอาชนะของคนแก่ๆ เรื่องนิดเดียวเก็บมาคิดมาแค้น” อาผ่อพูด
“ยังไงอ่ะ” ผมถามขึ้นมาทันที ในขณะที่อาแมหันมาที่ผมและเอามือมาตีผม
“อะไรอาแม ก็อยากรู้อ่ะ จะได้รู้สักทีว่าอากุงเป็นอะไร” ผมพูด
“เออๆ ช่างมันๆ อย่าไปตีมัน คือเรื่องมันเป็นอย่างนี้” อาผ่อพูด
(หึ ในที่สุดก็ได้รู้สักที ผมกับอาเซี่ยนมองอาผ่อ ตั้งหน้าตั้งตาฟังอย่างใจจดใจจ่อ)
อาผ่อเล่าว่า อาแมกับซ้อแป๋วตั้งท้องในเวลาใกล้ๆกัน ด้วยคนจีนท้องแรกก็อยากให้เป็นผู้ชาย แต่พออาแมคลอดอาแจ๋ออกมา อากุงก็เลยรู้สึกเสียหน้า พักนั้นอากุงเลยพูดกดดันอาปากับอาแมให้มีลูกผู้ชายให้ได้ ไม่อย่างนั้นจะไล่ออกไปอยู่ที่อื่น อากุงไม่ได้คิดจะไล่จริงๆหรอกครับแต่พูดด้วยความโมโหและรู้สึกเสียหน้า จนอาแมมีลูกแฝดผู้ชายขึ้นมานั่นแหล่ะครับ อากุงเลยรู้สึกว่ากู้หน้าตัวเองขึ้นมาหน่อย จากนั้นอากงบ้านขายยากับอากุงของผม ก็กระทบกระทั่งเรื่องนี้มาตลอด อั้วมีหลานชายคนแรก อั้วมีหลานชายแฝด เถียงกันจนตายกันไปข้าง งานศพอากงร้านขายยาอากุงยังไม่อยากไปเลย แต่ผ่อมาขอไว้ว่าให้ไป อากุงเลยยอม
“เฮ้ย อะไร? เรื่องแค่นี้ถึงกับไม่เผาผีกันเลยหรอ” อาเซี่ยนถาม
“ก็อากุงมึงอะดิ งี่เง่า” อาผ่อพูด
“นั่นดิ เท่าที่ฟังก็คนเถียงกันแค่เอาชนะกัน ไม่น่าถึงกับไม่เผาผีกันนะ” ผมพูดต่อ
อาผ่อเล่าต่อว่า วันหนึ่งอาผ่อไปจ่ายตลาดกับอาแม แต่อาผ่อขอกลับมาก่อนแต่เดี๋ยวจะถือของกลับบ้านไปให้บางส่วน ระหว่างทางก็เจอกับอากงร้านขายยากลางทาง แกก็เลยอาสาช่วยถือของมาส่งเพราะแกก็กำลังจะกลับบ้านพอดี คราวนี้อากุงผมเห็นก็เลยไม่พอใจ ก็เลยทะเลาะกับอาผ่อเป็นเรื่องใหญ่โต
“อ๋อ หึงนี่เอง” ผมกับเซี่ยนพูดขึ้นพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย
“ว่าแต่อาผ่อก็เสน่ห์แรงนะเนี่ย” อาเซี่ยนแซว
“ทะลึ่งๆ” อาแมต่อว่าอาเซี่ยนพรางตีอาเซี่ยนไปด้วย
“เพราะแบบนี้นี่เองอากุงถึงไม่อยากให้อาแจ๋แต่งงานกับเฮียหยาง” ผมพูด
“พอๆ ไปอาบน้ำนอน ไปๆ” อาแมไล่
ในที่สุดเรื่องที่ผมคาใจมาเป็นปี ก็ได้อาผ่อมาไขกุญแจปลดล็อคมันออกมาให้ ดูเหมือนว่าเรื่องนี้มันคลายหมดแล้วใช่ไหมครับ แต่ยังครับ มันมีจุดคลายแม็กซ์อีกนิดหน่อย
“ครื้ดดด” เสียงผมเปิดประตูร้านตอนเช้า
“อาแจ๋ ไปไหนอ่ะ” เสียงผมตะโกนเรียกอาแจ๋ที่กำลังปั่นจักรยาน
“ไปตลาด ตื่นมาทำไมแต่เช้า” อาเซียกถาม
“ไปด้วยๆ” ผมปิดประตูแล้วเดินไปซ้อนท้ายรถจักยาน
ขณะที่ผมและอาแจ๋อยู่บนจักรยาน ผมก็คิดขึ้นมาว่า นานเท่าไหร่แล้วที่ไม่ได้มีโมเมนท์แบบนี้กับอาแจ๋ ตั้งแต่อาแจ๋แต่งงานออกไป ก็แทบไม่ได้คุยกันเลย
“จะไปซื้ออะไร” อาเซียกถาม
“เปล่า อยากมาด้วยเฉยๆ ไปดูอะไรกินด้วยแหล่ะ” ผมพูด
“เอ้อ เมื่อคืนอาผ่อเล่าเรื่องอากุงให้ฟัง” ผมพูดด้วยท่าทีที่นึกเรื่องเมื่อคืนขึ้นมาได้
“เล่าว่าอะไร?” อาเซียกจอดจักรยานและเดินเข้าตลาด ผมกับอาแจ๋เดินไปคุยไป
“ก็เล่าว่าทำไมตั้งแต่อาแจ๋แต่งงานไปแล้วอากุงเปลี่ยนไป” ผมเล่าเรื่องที่คุยกับอาผ่อเมื่อคืนให้อาแจ๋ฟัง
“เฮ้อ ความจริงแล้วมันมีอะไรมากกว่านั้น” อาเซียกพูด
คนเราเวลาได้ยินประโยคอะไรแบบนี้ ความอยากรู้อยากเห็นมันมากขึ้นเป็นทวีคูณ ยิ่งคนที่พูดเป็นคนในครอบครัวยิ่งแล้วใหญ่
“ทำไมอาแจ๋” ผมถามสวนขึ้นมาทันที
“อาแจ๋กับเฮียหยางเราคบกันมาตั้งแต่ตอนเรียนม.3แล้ว ผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายก็รู้แต่ไม่ได้ว่าอะไรก็อย่างที่รู้ๆกันเราสองบ้านสนิทกัน แต่ก็ปิดไม่ให้อากุงรู้ จนวันที่เราคบกันมาได้ประมาณ3ปี อาแจ๋จับได้ว่าเฮียหยางมันมีคนอื่น อาแจ๋จะเลิกกับมันแต่มันไม่ยอม อาแจ๋เลยไม่คุยกับมันเลย อยู่วันนึง มันเอาพ่อแม่มันมาคุยกับอาปาอาแมเพื่อสู่ขอ โดยให้เหตุผลว่ามันกับอาแจ๋ได้เสียกันแล้ว ด้วยเหตุผลนี้ต่อให้ผู้หญิงแก้ตัวยังไง สำหรับผู้ใหญ่แล้วมันฟังไม่ขึ้นทั้งนั้น และบวกด้วยทั้งสองบ้านอยากดองกันอยู่แล้ว เลยให้หมั้นไว้ก่อน และแต่งตอนเรียนจบม.6ซึ่งอีกเทอมเดียวก็จบแล้ว
ไปๆมาๆก็ต้องเลื่อนงานแต่งออกไปก่อนเพราะทางบ้านนั้นอยากให้เฮียหยางมันเรียนหมอจบก่อน อาแจ๋ถามมันว่าทำไมพูดออกไปแบบนั้น ทั้งๆที่ความจริงแล้วเรายังไม่ได้มีอะไรกัน มันบอกว่า มันไม่อยากเสียอาแจ๋ไปมันทำใจไม่ได้ถ้าอาแจ๋จะไปมีคนอื่น มันรักอาแจ๋มากและไม่มีทางเลือกเลยต้องทำแบบนี้”
พอสิ้นสุดคำพูดของอาแจ๋ ผมรู้สึกแน่นหน้าอก รู้สึกเศร้า หดหู่ ทุกๆความรู้สึกแย่มันรวมอยู่ในตัวผมตอนนี้ ผมนิ่งพูดอะไรไม่ออก ได้แต่คิดว่า เราเป็นคนในครอบครัว เขาเป็นพี่สาวเราทำไมเราไม่เคยรู้เรื่องนี้มาก่อน สำหรับผมแล้วมันเป็นเรื่องใหญ่มาก ทำไมเฮียหยางเห็นแก่ตัวจังวะ คำพูดมากมายมันตีอยู่ในหัวผม
“เอี๊ยด...” เสียงเบรกจักรยานที่อาแจ๋ขับมาส่งผมหน้าบ้าน
“เปิดร้านเลยหรือเปล่า” อาเซียกถาม
“เปิดเลย เปิดสายเดี๋ยวอาแมด่า” ผมตอบ
“เออๆ อาแจ๋ไปละ” อาเซียกพูดจบก็ขี่รถไป
แต่ความจริงแล้ว ตั้งแต่ฟังอาแจ๋เล่า วันนี้ผมไม่อยากทำอะไรทั้งนั้นครับ ผมเปิดร้าน จัดของหน้าร้าน และเดินไปในร้าน
“อาแม เดี๋ยวบ่ายๆลงมานะ ปวดหัวจะขึ้นไปนอน” ผมตะโกนบอกอาแมที่ทำกับข้าวอยู่ในครัวพร้อมโยนกุญแจเก๊ะไว้บนโต๊ะกับข้าว
“เอ้า เป็นอะไร มากินข้าวกินยา ไปร้านยาเอายามากิน” อาแมตะโกนจากในครัว
“ไม่เอา ไม่กิน จะนอนแล้ว เดี๋ยวตื่นแล้วลงมา” ผมพูดพรางเดินขึ้นข้างบน
ผมล้มตัวลงบนที่นอน เอามือก่ายหน้าผาก คิดเรื่องที่อาแจ๋พูด เอามาเรียบเรียงทำความเข้าใจใหม่เผื่อว่าผมจะคิดมากไปเอง แต่ไม่ว่าจะคิดยังไง ก็รู้สึกเห็นใจอาแจ๋อยู่ดี ผมรู้สึกว่ามันไม่ยุติธรรมกับพี่สาวผม คนที่ไม่มีทางเลือกคือพี่สาวผมนะ ไม่ใช่เฮียหยาง แล้วต่อจากนี้ผมจะมองหน้าเฮียหยางด้วยความรู้สึกยังไง แล้วทุกคนที่บ้านผมรู้เรื่องนี้ไหม แต่ที่แน่ๆคืออาเซี่ยนคงไม่รู้
“เซ่ตี๋เป็นไรอ่ะ” อาเซี่ยนเปิดประตูเข้ามาแล้วเดินมาที่เตียง
ผมมองหน้าอาเซี่ยนแล้วคิดในใจว่า จะบอกอาเซี่ยนดีไหม เรื่องนี้อาเซี่ยนควรรู้ไหม แต่อาเซี่ยนก็พี่ชายผมนะเขาก็ควรรู้สิ แต่ถ้าพูดไปแล้วเป็นเรื่องใหญ่ขึ้นมาละ? จะทำยังไง? อาแจ๋จะเสียใจไหม แล้วผู้ใหญ่ทั้งสองบ้านจะผิดใจกันเพราะผมหรือเปล่า แล้วจากนี้ผมควรทำยังไงต่อไป
“เฮ้ยเซ่ตี๋ เป็นไรอ่ะ อาแม! เซ่ตี๋เลือดกำเดาไหล อาแม! อาแม!”
“เซ่ตี๋เอ้ย เซ่ตี๋ เจ็บตรงไหนไหม” อาแมพูดพรางเช็ดเลือดที่จมูก
“ไม่เจ็บอาแม แต่ปวดหัว มันมึนๆอ่ะ” ผมตอบ
“อากอตี๋ ไปซื้อยาร้านโน้นมาป่ะ” อาแมหันไปบอกอาเซี่ยน
“ไม่ต้องๆ เดี๋ยวนอนพักก็น่าจะดีขึ้นแล้ว” ผมรีบพูดขัดขึ้นมา
เพราะถ้าไปซื้อยาที่ร้านนั้น อาแจ๋ต้องถามว่าใครเป็นอะไร แล้วต้องคิดมากเรื่องเล่าให้เราฟังแน่ๆ จากนั้นทุกคนเดินออกจากห้องเพื่อให้ผมนอนพัก ผมพลิกตัวตาไปมองรูปที่เราสามคนพี่น้องถ่ายด้วยกัน และค่อยๆหลับไป
“เออ เฝ้าน้องชายอยู่ น้องไม่ค่อยสบาย คงไม่เป็นไรแล้วแหล่ะ” เสียงอาเซี่ยนคุยโทรศัพท์ทำให้ผมตื่นขึ้นมา
“เอ้า อาแจ๋ มาทำไร” คำพูดของอาเซี่ยนทำให้ผมลืมแล้วรีบลุกขึ้นมานั่ง ทำให้ผมหน้ามืดจนหัวทิ่มลง
“เอ้า ลุกขึ้นมาทำไมอ่ะ” อาเซี่ยนตะโกนพรางกดวางโทรศัพท์
“ทำไมป่วยได้อ่ะเซ่ตี๋ เมื่อเช้ายังดีๆอยู่เลย” อาเซียกถาม
ผมต้องทำตัวให้ปกติที่สุด เพื่อไม่ให้อาแจ๋สงสัย ถ้าอาแจ๋รู้ว่าเราเครียดเรื่องที่เล่าไปเมื่อเช้าจนป่วย อาแจ๋ต้องรู้สึกผิดแน่ๆ
“ไม่ได้ป่วย เมื่อคืนนอนดึกแล้วตื่นเช้า ไม่ได้เป็นไรซะหน่อย” ผมพูด
“อาแจ๋ก็คิดว่าเครียดเรื่องเมื่อเช้าซะอีก”
หลังจากคำพูดของอาแจ๋ทำให้ใจผมหล่น ตัวแข็งทำอะไรไม่ถูก ผมหันไปมองหน้าอาเซี่ยนว่าจะมีปฏิกิริยาอะไรของคำพูดอาแจ๋ และเป็นอย่างที่ผมคิดไว้เลยครับ
“อะไร เมื่อเช้าทำไม” อาเซี่ยนพูดขึ้นมา
“อะไรล่ะ ไม่มี ทีหลังก็ตื่นให้มันเช้าๆดิ จะได้รู้เรื่องกับเขาด้วย ลงไปข้างล่างเถอะ เดี๋ยวลูกค้าเยอะแล้วอาแมขายของไม่ทัน คิดเงินผิดๆถูกๆอีก ป่ะๆๆ”
ผมพยายามบ่ายเบี่ยงให้ถึงที่สุดเท่าที่ผมจะทำได้ เพื่อที่ไม่ให้อาเซี่ยนได้รับรู้ถึงเรื่องที่อาแจ๋เล่า ทำไมอ่ะหรอครับ อาเซี่ยนเป็นคนใจร้อนมาก ยิ่งถ้ารู้สึกว่าคนในครอบครัวหรือคนที่ตัวเองรักโดนรังแกมันจะไม่ยอมและส่วนใหญ่จะจบด้วยการมีปากเสียงและใช้กำลังในที่สุด หลังจากที่ผมพูดจบอาเซี่ยนทำหน้านิ่งมองมาที่ผมและมองไปที่อาแจ๋
“เรื่องอะไรอาแจ๋” อาเซี่ยนถาม
“ก็บอกแล้วไงว่ามัน...”
“ไอเซ่ตี๋ เงียบดิ๊” อาเซี่ยนตะคอกผม สิ้นเสียงอาเซี่ยน ในห้องเข้าสู่ความเงียบ... และในนาทีต่อมาอาเซียกได้เล่าเรื่องทั้งหมดให้ฟัง
“เฮ้ย นี่เรื่องใหญ่นะเว้ย ทำไมเฮียหยางมันเห็นแก่ตัวแบบนี้วะ” อาเซี่ยนพูด
“ไอกอตี๋ ลองเรียบเรียงเรื่องดีๆก่อน จริงอยู่ที่เฮียหยางมันเห็นแก่ตัว แต่ที่มันทำลงไปก็เพราะมันรักอาแจ๋” อาเซียกพูด
“คนละเรื่องดิ ไปมีคนอื่นแต่มามัดมือชก ยังไงก็เห็นแก่ตัว” อาเซี่ยนพูด
“แต่หลังจากนั้นมา เฮียหยางมันเป็นสามีที่ดีมาตลอดเลยนะ ก็คิดซะว่าเป็นบททดสอบเพื่อให้ไปเจออะไรที่ดีกว่า แล้วอีกอย่าง ที่อาแจ๋ยอมเพราะอาแจ๋รักและเชื่อมั่นในตัวเฮียหยางว่ามันจะไม่กลับไปทำแบบนั้นอีก” คำพูดของอาเซียกทำให้อาเซี่ยนดูผ่อนคลายและเข้าใจมากขึ้น
“เห็นไหมล่ะ บอกแล้วไงว่าไม่มีอะไรก็ไม่เชื่อ” ผมพูด
“ไม่ต้องเลยนะไอเซ่ตี๋ คิดจะปิดไม่ให้อากอรู้ใช่ไหม” อาเซี่ยนพูดพรางเอาหมอนมาตีผม
“ห้าๆๆ กอตี๋อย่า เซ่ตี๋มันไม่สบายอยู่” อาเซียกพูด
“เออ ไม่สบายอยู่นะเนี่ย ห้าๆ”
“ไม่สบายหรอ นี่แหน่ะ ทีหลังจะปิดบังไหม”
“โอ๊ยๆ ไม่แล้วๆ เจ็บๆ ลงไปข้างล่างเถอะ หิวอ่ะ ไม่ได้กินอะไรตั้งแต่เช้าแล้วเนี่ย” ผมพูด
“เฮ้อ รู้ไหม ตั้งแต่อาแจ๋เด็กๆ อาแจ๋รู้สึกผิดมาตลอดที่เกิดมาเป็นผู้หญิง รู้สึกผิดที่ทำให้อากุงและตระกูลขายหน้าที่ไม่ได้เกิดมาเป็นผู้ชายคนแรกของอาปา อาแจ๋พยายามทำทุกอย่าง เรียนให้เก่ง ทำงานบ้านและงานอื่นๆให้เป็นทุกอย่าง เพื่อลบคำสบประมาทให้กับตระกูล แต่มันเปลี่ยนอะไรไม่ได้เลย”
“คนเราเลือกเกิดได้ด้วยหรอวะ” ผมถามขึ้นมา
“นั่นดิ มันความผิดเราหรอวะ” อาเซี่ยนพูดต่อ
“เอ็งสองคนคือความหวังของทุกคนในบ้านนะรู้ไหม ต้องทำหน้าที่แทนอาแจ๋ในสิ่งที่อาแจ๋ไม่มีโอกาสได้ทำด้วยนะ” อาเซียกพูดพรางน้ำตาคลอ
“โอ๋ๆ ไม่เอาๆ ไม่เครียดๆ ไม่ร้อง” อาเซี่ยนพูด ผมและอาเซี่ยนขยับไปกอดอาเซียก
“ไปกินข้าว หิวแล้ว เย็นแล้วยังไม่ได้กินข้าวเลยเนี่ย” ผมพูดพรางดึงตัวอาเซียกและเซี่ยนเดินลงไปข้างล่าง หลังจากที่อาเซี่ยนเปิดประตูห้อง ทันใดนั้นคนที่อยู่ตรงหน้าเราสามคนคือ อาผ่อ อาผ่อยืนเอามือไขว้หลังและยิ้มมุมปากอยู่หน้าห้อง
“เฮ้ย อาผ่อตกใจหมด มายืนทำไรตรงนี้อ่ะ” อาเซี่ยนพูด
“แล้วขึ้นมาชั้นสามเดี๋ยวก็ปวดเข่าหรอก” ผมพูดต่อ
“ก็อาแม ทำกับข้าวเสร็จแล้ว อาผ่อเลยมาตาม” อาผ่อพูด
“ออค่ะ หนูกับน้องกำลังจะลงไปพอดีเลย” อาเซียกพูด
หลังจากที่อาเซียกพูดจบ อาผ่อเดินเข้ามาลูบหัวและมองที่อาเซียก ในสายตาของอาผ่อเต็มไปด้วย ความรัก ความอ่อนโยน ความเอ็นดู จากนั้นอาผ่อเอามือที่ลูบผมมาจับที่แก้มอาเซียกอย่างแผ่วเบา
“ดอกเหมยของอาผ่อ ตอนที่ลื้อเกิดมา เหมือนมีดอกเหมยบานไปทั่วบ้าน ทุกคนดีใจมากที่มีดอกเหมยดอกนี้เกิดขึ้นและงอกงามจนสวยได้ขนาดนี้ ไม่ว่าลื้อจะอยู่ที่ไหน ลื้อก็คือสิ่งสวยงามของบ้านนี้เสมอนะ”
สิ้นเสียงอาผ่อ อาเซียกซบที่บ่าอาผ่อทั้งน้ำตา ในขณะที่อาผ่อก็โอบกอดอาเซียกด้วยใบหน้าที่ยิ้มในความปลื้มปิติพร้อมทั้งลูบหลังอาเซียกเบาๆ อาผ่อคงได้ยินเรื่องที่อาเซียกพูดถึงเรื่องที่ตัวเองด้วยความน้อยใจที่ตัวเองเกิดมาเป็นผู้หญิง คำพูดของอาผ่อคงสรุปได้ว่า คนในครอบครัวผมไม่เคยกังขากับการเกิดมาของอาเซียก อาเซียกมีความสำคัญเท่าเทียมเหมือนๆกับทุกคนในครอบครัว แต่ด้วยตรรกะหรือความคิดและการแสดงออกของคนสมัยก่อนอาจจะทำให้อาเซียกน้อยใจในการเกิดมาของตัวเองบ้าง แต่แท้ที่จริงแล้วลูกหลานยังไงก็คือลูกหลาน ต่อให้เติมน้ำลงไปมากแค่ไหนมันก็ยังมีสีและกลิ่นของเลือดอยู่ เย็นวันนั้นที่บ้านได้กินข้าวเย็นกันพร้อมหน้าพร้อมตากันทุกคนเลยครับ มันคือช่วงเวลาและบรรยากาศบนโต๊ะอาหารอันแสนอบอุ่นที่หาที่ไหนไม่ได้อีกแล้ว มันแทบจะเลือนลางจากผมไปแล้ว เพราะอย่างที่เคยบอก ตั้งแต่อาแจ๋แต่งงานบางสิ่งบางอย่างมันเปลี่ยนไป ผมขอเก็บภาพนี้และเพิ่มความคมชัดเอาในความทรงจำของผมแล้วกันครับ ภาพบนโต๊ะอาหารตระกูลลี่ที่มี อากุง อาผ่อ อาปา อาแม อาแจ๋ อากอตี๋และ... อาเซ่ตี๋
(โรงน้ำชา)
โฆษณา