7 เม.ย. 2021 เวลา 22:59 • ปรัชญา
🔖เฉลยปริศนาธรรม "ปฏิจจสมุปบาท"🔖
ที่มาของภาพวาดของอ.มาโนชญ์เพ็งทอง น่าจะมาจากภาพที่เป็นต้นฉบับในภาพเขียนปริศนาธรรมโบราณในสมุดไทย
โดยภาพที่ ๑,๒,๓ และ ๖ ได้มาจากสมุดไทยขาววัดพระรูป อ.เมือง จ.เพชรบุรี ส่วนภาพที่ ๕ จากสมุดไทยขาววัดลาด อ.เมือง จ.เพชรบุรี (ส่วนภาพที่๔ ที่มามิได้กล่าวถึง)
ที่มาของเรื่องราวนี้โพสต์โดย "สอนสุพรรณ" เป็นสุภาษิตภาคใต้
..ช้างสารซ่านซับมัน
รันแรงร้ายเหลือกำหนด
ลือชาทั่วปรากฏ
มาลดกายให้กบกิน..
สาระในภาพสื่อให้เกิดความคิดในเชิงเปรียบเทียบ เพื่อให้เห็นความเป็นไปตามสภาพธรรมของโลกโดยลำดับ
เนื้อหาของภาพเป็นเป็นตอน ๆ ต่อเนื่องกันเป็นชุด ภาพปริศนาธรรมชุดนี้มี ๖ ตอน ถ่ายทอดมาจากบทธรรม "ปฎิจจสมุปบาท"
ภาพที่๑ น้ำ ๓ สระ ภาพนี้จะขอข้ามไปเพราะได้กล่าวไว้แล้วในบทความก่อนหน้านี้ เป็นเรื่องของตัณหา ๓ อย่าง
1
ภาพที่๑ น้ำ ๓ สระ
ภาพที่๒ ช้างกินน้ำ ๓ สระ
คำอธิบายประกอบภาพ ช้างสารคือ ชาติ กลืนน้ำ ๓ สระ คือ ตัณหาทั้งสาม
1
ภาพที่๒ ช้างกินน้ำ๓สระ
ภาพที่๓ กบกินช้าง
คำอธิบายประกอบภาพ กบคือโลภะกลืนชาติ ชาติกลืนตัณหาทั้งสาม
1
ภาพที่๓ กบกินช้าง
ภาพที่๔ งูกินกบ
คำอธิบายประกอบภาพ งูคือโทสะกลืนโลภะ กลืนชาติ กลืนตัณหาทั้งสาม
1
ภาพที่๔ งูกินกบ
ภาพที่๕ นกกินงู
คำอธิบายประกอบภาพ นกไส้คือโมหะกลืนทั้งนั้น บินไปจับต้นอ้อ
1
ภาพที่๕ นกกินงู
ภาพที่๖ นกบินมาเกาะต้นอ้อ
คำอธิบายประกอบภาพ ต้นอ้อคือตัวอาตมา หนู ๔ ตัวคือ ชาติ ชรา พยาธิ มรณะ
1
ภาพที่๖ นกเกาะต้นอ้อ
ขอขอบคุณที่มาของข้อมูล
🔻คำอธิบายเพิ่มเติม🔻
ปัจจยาการ คือ อาการที่เป็นไปแห่งปัจจัย หรืออีกนัยหนึ่งเรียกว่า "ปฏิจจสมุปบาท" คือ การเกิดขึ้นพร้อมแห่งธรรมทั้งหลายเพราะอาศัยกันหรือธรรมที่อาศัยกันเกิดขึ้นพร้อม ลองมาพิจารณาความหมายต่อดังนี้
๑.อวิชชา คือ ความไม่รู้ (หมายเอาถึง ไม่รู้ในอริยสัจ ๔ หรือ อวิชชา ๘)
๒.สังขาร คือ สภาพที่ปรุงแต่ง อันได้แก่ กายสังขาร วจีสังขาร จิตตสังขาร หรือ ปุญญาภิสังขาร อปุญญาภิสังขาร และอเนญชาสังขาร
๓.วิญญาณ คือ ความรู้แจ้งอารมณ์ อันได้แก่ วิญญาณ ๖
๔.นามรูป แบ่งเป็น นามและรูป นามได้แก่ เวทนา สัญญา เจตนา ผัสสะ มนสิการ
รูป ได้แก่ มหาภูติรูป ๔ และอุปาทายรูป ๒๔ รวมเรียกว่า รูป ๒๘
๕.สฬายตนะ คือ อายตนะ ๖ อันได้แก่ อายตนะภายใน ๖
๖.ผัสสะ คือ ความกระทบ หมายถึง การกระทบกันแห่งอายตนะภายในและภายนอก ได้แก่ สัมผัส ๖
๗.เวทนา คือ ความเสวยอารมณ์ อันได้แก่ เวทนา ๖
๘.ตัณหา คือ ความทะยานอยาก อันได้แก่ ตัณหา ๖ มีรูปตัณหา เป็นต้น
๙.อุปาทาน คือ ความยึดมั่น อันได้แก่ อุปาทาน ๔
๑๐.ภพ คือ ภาวะแห่งชีวิต อันได้แก่ ภพ ๓ คือ กามภพ ๑ รูปภพ ๑ อรูปภพ ๑
๑๑.ชาติ คือ ความเกิด อันได้แก่ ความปรากฎแห่งขันธ์ทั้งหลาย คือ การได้อายตนะ
๑๒.ชรามรณะ คือ ความแก่และความตาย อันได้แก่ ชรา ความเส่อม อายุ กับมรณะ ความสลายแห่งขันธ์
องค์ทั้ง ๑๒ ข้อนี้ เป็นปัจจัยที่ต่อเนื่องกันไป หมุนเวียนกันไปเป็นวงจรไม่มีต้นไม่มีปลาย ที่เรียกว่า ภวจักร คือ วงล้อหรือวงจรแห่งภพ
ตราบใดที่ยังไม่สามารถกำจัดที่ต้นเหตุคือ อวิชชาได้ ก็จะต้องเวียนเกิดเวียนตายอยู่ไม่รู้จักจบสิ้น เปรียบดังคุกที่จองจำเหล่าสัตว์ไว้ในสังสารวัฏ
ทางเดียวที่จะหลุดพ้นได้ก็คือ การเข้าถึงพระนิพพานอันเป็นบรมสุข
สมดังพระบาลีที่มีมาในหมวด"สุขวรรค"ที่ว่า
"นิพฺพานํ ปรมํ สุขํ แปลว่า นิพพานเป็นสุขอย่างยิ่ง"
🔻อวิชชา🔻
อวิชชา แปลตามศัพท์จะหมายถึง "ความไม่รู้" แบ่งแยกย่อยออกเป็น ๘ ประการ ดังนี้ครับ
๑.ความไม่รู้จริงในทุกข์ครับ ได้แก่ ความเกิด ความแก่ ความเจ็บ ความตาย กล่าวคือ ไม่รู้ว่ามาจากเหตุอะไรจึงทำให้เกิดผลเป็นเช่นนี้
๒.ความไม่รู้ในเหตุที่ทำให้เกิดทุกข์ คือ ไม่เข้าใจในสาเหตุของทุกข์ คือตัณหา ๓ ได้แก่ กามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา
๓.ความไม่รู้ในความดับทุกข์ คือ ไม่รู้ว่าเมื่อเหตุแห่งทุกข์คือตัณหาดับไป ความทุกข์จึงดับตามไปด้วย
๔.ความไม่รู้ในข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์ คือ ไม่รู้ว่าจะดับทุกข์ด้วยวิธีไหน เพราะไม่เข้าใจในอริยมรรคมีองค์ ๘ นั่นเอง
๕.ความไม่รู้ในส่วนที่เป็นอดีต คือ ไม่รู้ว่า ในอดีต ขันธ์ ธาตุ และอายตนะ ได้เคยมีมาหรือไม่อย่างไร
๖.ความไม่รู้ในส่วนที่เป็นอนาคต คือ ไม่รู้ว่า ในอนาคตนั้นจะมีขันธ์ ธาตุ อายตนะ เกิดขึ้นหรือไม่
๗.ความไม่รู้ทั้งในส่วนที่เป็นอดีตทั้งในส่วนที่เป็นอนาคต คือ ไม่รู้ว่าขันธ์ ธาตุและอายตนะได้มีมาแล้วในอดีต และจะมีในอนาคตอีกด้วย
๘.ความไม่รู้ในธรรมทั้งหลาย คือ ไม่รู้ว่า สิ่งนี้มีได้ ก็เพราะสิ่งนี้มีเป็นปัจจัย และไม่เข้าใจกระบวนการแห่ง "ปฏิจจสมุปบาท" อย่างถ่องแท้
อวิชชา ๘ อย่างข้างต้นนั้น จะดับไปได้ ก็ต้องอาศัยการปฏิบัติตามอริยมรรคมีองค์ ๘ ประการให้ต่อเนื่องกัน โดยบำเพ็ญให้สมบูรณ์ทั้งส่วน ศีล สมาธิ และปัญญา เมื่อความสมบูรณ์แห่งองค์มรรคปรากฏขึ้น "วิชชา" คือ ความรู้แจ้งเห็นจริง ก็เกิดขึ้นในจุดที่เคยมีอวิชชาปรากฏอยู่นั้น
กล่าวโดยสรุป
อวิชชา จึงหมายถึง ความไม่รู้ในอริยสัจ ๔ หรือจะเรียกว่า ธรรมชาติที่ไม่รู้ตามความเป็นจริง ก็คงจะไม่ผิดนัก
มี ๘ ประการ คือ ไม่รู้ในทุกข์ ๑ , ไม่รู้ในทุกขสมุทัย ๑ , ไม่รู้ในทุกขนิโรธ ๑ , ไม่รู้ในทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา ๑ , ไม่รู้ในส่วนอดีต ๑ , ไม่รู้ในส่วนอนาคต ๑ , ไม่รู้ในส่วนอดีตและอนาคต ๑ , ไม่รู้ในปฏิจจสมุปบาทธรรม ๑ รวม ๘ ประการ
หนทางพ้นทุกข์ในอริยสัจ ๔ ก็คือ มรรคมีองค์ ๘ บุคคลใดพึงเจริญให้เกิดขึ้นมีแก่ตนแล้ว ก็สามารถกำจัด อวิชชา ให้ดับสิ้นไป เพื่อผลคือ พระนิพพานได้ครับ
ธรรมะสวัสดี
โฆษณา