10 เม.ย. 2021 เวลา 15:30 • นิยาย เรื่องสั้น
คนพายเรือ ตอนที่1: เรือที่เลือกไม่ได้
“ แม่ เจี๊ยบตักน้ำใส่ตุ่มเสร็จแล้ว “ เอาสารส้มไปแกว่งด้วยลูก แม่ตะโกนจากในครัว
เมื่อฉันนึกถึงคราวที่ฉันยังเด็ก ภาพยังชัดเจนเหมือนเป็นเหตุการณ์ปัจจุบันที่ฉันอยู่ในขณะนี้
ฉันมีหน้าที่ตักน้ำใส่ตุ่ม ตอนนั้นฉันเรียนอยู่ป. 6 โตพอที่จะเอาถังใบย่อมที่ถูกผูกด้วยเชือกตักน้ำ โดยยืนตรงสะพานไม้ที่ทอดยาวจากบ้านย่ามาที่บ้านของฉันที่ปลูกอยู่ริมตลิ่งแม่น้ำเจ้าพระยา
บ้านหลังนี้เป็นบ้านหลังแรก ชั้นเดียว เสาปักลงไปในแม่น้ำบริเวณริมตลิ่ง แบ่งเป็น2 พื้นที่ ห้องนอนที่กางด้วยมุ้งใหญ่2หลัง แม่มีลูก 4คนตอนนั้น แบ่งกันนอนแม่กับพ่อ1หลัง ฉันกับน้องๆ 1หลัง ตอนนั้นยังตัวเล็กๆกันอยู่ แต่ละคนนอนดิ้นกันมาก ตอนเช้าฉันอยู่นอกมุ้งทุกที แขนลายไปด้วยรอยยุงกัด อีกห้องหนึ่งเป็นชานเรือนที่ไว้นั่งเล่น นอนกลางวัน ทำครัว ส่วนห้องน้ำมีไม้กระดานทอดยาวออกไปจากตัวบ้านสัก2เมตร ตอนกลางคืนถ้าปวดท้อง น้องๆและตัวฉันจะไม่กล้าเดินออกไปเลยเพราะมืดและกลัวงู แต่พ่อได้ทำไม้กระดาน2แผ่น มีช่องตรงกลางไว้ให้ ตรงสะพานหน้าบ้าน เวลาปวดท้องฉุกเฉินก็นั่งลง เสียงลงน้ำจ๋อมๆ
บ้านของฉัน มีสะพานทอดยาวขนานไปกับริมตลิ่ง เชื่อมกับหลังบ้านของคุณปู่คุณย่าซึ่งคุณย่าท่านนี้ เป็นภรรยาของคุณปู่ลูกชายคุณทวด
คุณทวดของฉัน อดีตท่านเป็นมหาดเล็กหลวงในรัชกาลที่6 มีตำแหน่งเป็น ท่านขุน
ขณะที่ท่านยังมีชีวิตอยู่และอายุมากแล้วและฉันตอนนั้นอายุได้ 10 ขวบ บ้านของท่านเป็นบ้านทรงเรือนไทยโบราณมีศาลาท่าน้ำ มีสะพานทอดเชื่อมกับบ้านคุณปู่คุณย่าซึ่งเป็นเรือนไทยโบราณและมีศาลาท่าน้ำเช่นกัน หลังบ้านเป็นสวนพื้นที่ 5ไร่ ปลูกทุเรียนและมังคุดเป็นหลัก ฉันชอบไปสวนเวลาหิว ฉันจะปีนต้นมังคุด เป็นไม้พุ่มเตี้ย และต้นชมพู่เก็บกินสบายใจ พออิ่มจัด ฉันก็นอนเล่นที่บ้านไม้หลังเล็กในสวน
ฉันสนิทกับคุณทวด วันนึงคุณทวดบอกกับฉันว่า “เจี๊ยบเอ๊ย ถ้าทวดตายไป เจี๊ยบต้องมานอนเป็นเพื่อนทวดคืนนึงนะลูก “ ฉันรับปากแต่คืนนั้นฉันนอนไม่หลับเลย ไม่เข้าใจว่าทำไมคุณทวดต้องให้ฉันไปนอนด้วย และนั่นคือลางไม่ดีหรือเปล่าที่คุณทวดพูดแบบนั้น หลังจากนั้นคุณทวดล้มป่วย ท้องเสียและมีไข้และจากฉันไป
ตามคำสัญญาในคืนนั้นก่อนที่จะกางมุ้งนอนกับศพคุณทวด คุณย่าที่เป็นลูกของคุณทวดและแม่ของฉันช่วยกันอาบน้ำ เช็ดตัวทำความสะอาดให้และประแป้งหลังจากนั้นได้ใช้ผ้าแพรผืนสวยที่คุณทวดชอบ ห่มร่างกายให้ท่านและคืนนั้นฉันกับคุณย่าก็นอนในมุ้งใหญ่รวมกันกับคุณทวด
เวลาผ่านไปฉันไม่รู้ว่ายามใด ฉันตื่นขึ้นมาเพราะเสียงหมาหอนหลังจากนั้นฉันก็นอนไม่หลับอีกเลย ฉันนั่งมองคุณทวดที่ทอดกายนิ่ง ส่วนคุณย่ายังคงหลับอยู่ข้างๆฉัน ไม่นานคุณย่าก็ตื่นเวลาน่าจะประมาณตี5 คุณย่าเก็บมุ้งและเดินไปหยิบเสื้อกางเกงผ้าแพรมาใส่ให้คุณทวด พอตอนเช้าถึงได้รู้จากคุณย่าว่า คุณทวดมาเข้าฝัน ว่าท่านไปไหนไม่ได้เลย ทำไมไม่ใส่เสื้อผ้าให้
ความฝันนี้ก็แพร่ไปในหมู่ญาติๆ ทุกคนจึงกำชับกันว่า ต่อไปห้ามลืมกันนะถ้าใครเป็นอะไรไป กลายเป็นสิ่งที่ทุกคนจดจำ
คุณย่าเก็บศพคุณทวดที่อยู่ในโลงพระราชทานสีขาวสวย ไว้ในบ้านเป็นเวลา1ปี ฉันมีหน้าที่เคาะหลังโลงยามที่นำอาหารคาวหวานมาให้ท่าน ทำเช่นนั้นจนเวลาล่วงเลยจนครบกำหนดพระราชทานเพลิงศพ และหลังจากนั้นความทรงจำของฉันในวัยเด็กช่วงนั้นก็ค่อยๆเปลี่ยนผ่านมาในยุคที่ฉันใกล้จะจบป7. ซึ่งก็มีเรื่องราวชีวิตเดิมๆชีวิตประจำวันเดิมๆ
ฉันอยู่บ้านหลังนี้จนกระทั่งฉันเรียนจบป7.ในโรงเรียนที่อยู่คนละฝั่งฟากของแม่น้ำเจ้าพระยา เวลาไปเรียนต้องนั่งเรือข้ามฝั่ง สมัยก่อนเรียกว่าเรือแท็กซี่เป็นเรือลำใหญ่ เสียงดัง แท็กซ์ๆ มีคนขับอยู่ด้านหลังคนละแบบกับเรือหางยาว จนฉันเข้าเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่1 พ่อจึงได้ปลูกบ้านใหม่แทนบ้านหลังเดิม แต่ขยับขึ้นมาบนบกแต่หน้าบ้านพ่อได้ทำสะพานลูกบวบ (เอาไม้ไผ่ลำใหญ่ มามัดรวมกันจนแน่นแล้วมันลอยน้ำได้ เวลาน้ำขึ้นน้ำลงมันก็ขยับตามระดับน้ำ )
ฉันกับน้องๆมักจะเดินลงไปจากบ้าน เดินไปที่สะพานลูกบวบแล้วกระโดดน้ำเล่น บ้างไปเก็บผักบุ้ง บ้างไปจับกุ้ง หนวดของมันโผล่เรียงกันจับทีหนึ่งรวบมาได้3-4ตัวเลย แม่มักจะทำต้มยำกุ้งหม้อใหญ่ให้พวกเราได้กิน
แม่ของฉันเป็นแม่บ้านเลี้ยงลูกๆ ส่วนพ่อเป็นพนักงานขับรถของโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ ออกต่างจังหวัด เดือนหนึ่งจะอยู่บ้านเพียงไม่กี่วัน แม่มักจะช่วยคุณย่าทำงานรดน้ำต้นทุเรียน ผลไม้พันธุ์ต่างๆ ครั้งหนึ่งแม่เล่าให้ฟังว่า ต้นทุเรียนที่ชาวสวนเมืองนนท์ปลูกนั้น เขาจะทำเป็นท้องร่อง เวลารดน้ำต้องถ่างขาแล้วใช้กระบวยที่ทำเป็นด้ามไม้ยาวๆ ตักน้ำจากท้องร่องแล้วสาดไปที่ต้นทุเรียน
แม่ทำตั้งแต่ท้องน้องสาวของฉันอ่อนๆ เมื่อมีอายุครรภ์มากขึ้น แม่เปลี่ยนเป็นยืนริมท้องร่องแล้วค่อยๆวักน้ำรดต้นทุเรียน แต่โชคไม่ดีที่น้องของฉันคนนี้ แท้งตอนแม่อายุครรภ์ 8 เดือน ถ้าเขาอยู่ป่านนี้เขาคงอยู่คู่กับฉันมาตลอดเพราะเป็นพี่น้องกันหัวปีท้ายปี หลังจากนั้นแม่ก็ตั้งท้องและมีลูกเรียงกันมาอีก4คน รวมฉันเป็น5คน
ในวัยเด็กเรามีของเล่นคือ หมากเก็บ ห้อยโหนตามต้นไม้ เก็บของกินในสวน เล่นซ่อนแอบ ลงย่ำโคลนใต้ถุนบ้านเวลาน้ำลด เก็บของเก่าได้มากมาย ทั้งโอ่ง ไห เหรียญเงินสมัยก่อน
จับปลา จับกุ้ง ครั้งหนึ่งเราย่ำๆลงโคลนไปเจอไหที่มีผ้าขาวปิดปากหม้อ วิ่งกันกระเจิงเพราะเรามีความเชื่อกันว่าเป็นหม้อถ่วงน้ำ เราเลิกลงโคลนอยู่พักใหญ่เพราะยังกลัวกันมาก
1
เวลาที่เราเล่นกันจนหิว จนพลบค่ำ แม่จะทำกับข้าวเป็นหม้อใหญ่เพียงหม้อเดียวแล้วนั่งล้อมวงกินข้าวพร้อมกัน นั่งคุยกันและบทสนทนาที่เรามักจะคุยกันคือ คิดถึงพ่อจังเมื่อไรพ่อจะกลับ จึงไม่แปลกใจเลยเวลาที่พ่อกลับมาจากต่างจังหวัด ทุกคนจะวิ่งกรูล้อมหน้าล้อมหลังพ่อ น้องตัวเล็กกระโดดขึ้นเอวพ่อทุกครั้ง เป็นความสุขมากที่สุดในยามนั้น
ภาพสรุปที่ฉายให้ฉันจำว่าครอบครัวของฉันเป็นอย่างไรนั้น ฉันชอบนั่งคิดทบทวนเสมอ เพราะในวัยเด็กฉันรู้สึกมีความสุข มีความรู้สึกมั่นคงปลอดภัย มีความรู้สึกผูกพันกับพ่อและแม่และเครือญาติซึ่งหมายถึง อาหลายๆคนของฉันที่เป็นพี่น้องของพ่อ ส่วนฝั่งแม่ ฉันไม่ค่อยได้คลุกคลีเพราะแม่เป็นคนอยุธยา ที่มาได้กับพ่อ ตอนที่แม่ฉันอายุ18 คุณย่าซึ่งเป็นแม่ของพ่อฉัน ไม่ค่อยชอบแม่ฉันนัก ด้วยความรู้แม่ของฉันที่น้อยและเป็นคนต่างถิ่นมา แต่แม่ก็เอาชนะใจคุณย่าด้วยการทำงานหนักและขยันอดทน ไม่เถียง ไม่บ่น แต่แอบร้องไห้โดยมีคุณย่าที่เป็นลูกของคุณทวดคอยปลอบและให้ความช่วยเหลือ
จนกระทั่งเวลาผ่านไปคุณย่าจึงได้เอ็นดูแม่ของฉันมากขึ้น แต่สำหรับฉัน ฉันรู้สึกว่าชีวิตแม่ของฉันเหมือนนิยายบ้านทรายทองเลย แต่ถึงอย่างไรเราก็อยู่กันมาอย่างมีความสุขจนพ่อของฉันท่านเสียชีวิตไป หลังจากที่ลูกๆทั้ง5คนต่างมีครอบครัวและพ่อได้พิสูจน์ให้แม่ได้รับรู้แล้วว่า พ่อรักแม่มากมายเพียงใด
คนพายเรือ คนคนนั้นคือฉัน เรือลำนั้นคือครอบครัวของฉัน พ่อแม่ของฉัน ที่เราเลือกไม่ได้ว่าเราอยากจะเกิดมาเป็นลูกใคร แนวคิดทางสังคมวิทยา(sociology) ครอบครัวที่เลือกไม่ได้คือครอบครัวที่ให้กำเนิดเรามา
ดังนั้นเรือลำแรกของชีวิต ฉันเปรียบเป็นเรือที่เราเลือกไม่ได้ เป็นเรือที่คอยพยุงประคับประคองชีวิต เป็นเรือที่ฉันผูกพัน เป็นเรือที่ดูแลชีวิตของฉันในวัยแรกเกิดและในวัยเด็กที่ยังต้องมีคนดูแลสั่งสอน เป็นรากฐานเริ่มต้นของบุคลิกภาพของฉัน แม้สมาชิกในครอบครัวของฉันเช่น คุณย่าที่ท่านอาจจะชอบแม่ของฉันไม่มาก แต่ท่านก็รักหลานๆ โดยการสอนการบ้าน สอนคณิตศาสตร์ เช่นให้แบ่งเม็ดมะขามเป็นกองๆ กองละ5 กองละ10 เป็นกลวิธีในการสอนหนังสือของท่านเพราะท่านเป็นครูโรงเรียนเทศบาลมาก่อน สอนหลานให้ว่ายน้ำเป็นโดยการใช้ลูกมะพร้าว 2 ลูก มาผูกกันแล้วเอาตัวเราอยู่ระหว่างกลาง มือกอดลูกมะพร้าวและเท้ากะพุ้งน้ำจนหลานทุกคนว่ายน้ำเป็น
หรือคุณอาที่ชอบพาฉันไปดูละคร ไปดูโขนที่โรงละครแห่งชาติตอนฉันเล็กๆ หรือน้าสาวหลานของแม่ฉันแอบพาฉันไปดูลิเกที่ตลาดเพราะน้าชอบพระเอกลิเก เอาฉันไปเป็นเพื่อน จนเมื่อฉันโตขึ้นได้เรียนมหาวิทยาลัยทำให้ฉันได้เล่นลำตัด เล่นละคร เป็นประธานชมรมวรรณศิลป์ที่ผลิตละครร่วมกับรุ่นน้อง จำได้ว่าเรื่อง ระเด่นลันได มีคนดูสนุกสนานมากมาย ฉันเชื่อว่านั่นคือจากประสบการณ์ในชีวิตวัยเด็กของฉัน ที่หล่อหลอมให้ฉันแสดงพฤติกรรมเหล่านี้ได้ไปพร้อมกับการฝึกฝน
แม่และพ่อของฉัน ที่จับฉันไปเรียนที่วัด เรียนพุทธศาสนาทุกวันอาทิตย์ จนฉันสอบข้อสอบสนามหลวงได้นักธรรมตรีคนเดียวที่เป็นฆารวาส ของจังหวัด และพ่อและแม่ของฉัน คือคนที่ให้กำลังใจแก่ฉันเสมอ สอนให้ฉันคิดบวก
มีครั้งหนึ่งที่ฉันได้รับโอกาสเป็นตัวแทนโรงเรียน เข้าประกวดอ่านทำนองเสนาะระดับชาติ ระดับมัธยมศึกษาตอนปลายเพื่อชิงถ้วยรางวัลสมเด็จพระเทพฯ ตอนที่ฉันก้าวเท้าเดินออกจากบ้าน บ้านหลังที่สองของฉัน ช่วงนั้นน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาสูงมาก ล้นมาที่ตลิ่งทำให้การเดินออกจากบ้านผ่านไม้กระดานที่พ่อปูไว้ค่อนข้างลื่น ฉันเหยียบพลาดเลยลื่นตกลงไปในน้ำเปียกไปครึ่งตัว มีเวลาไม่มากนักที่ฉันจะเปลี่ยนชุดทั้งหมด ฉันจึงเปลี่ยนแค่กระโปรงแต่เสื้อยังชื้นๆ ฉันตกใจมาก แต่แม่และพ่อบอกฉันว่า เป็นนิมิตหมายที่ดีลูก ขอให้มั่นใจทำตามที่เราตั้งใจไว้ แม่เชื่อว่าเจี๊ยบทำได้ชนะเลิศแน่ลูก คำพูดเหล่านี้ทำให้ฉันมั่นใจและหายประหม่า แต่จริงๆในใจตกใจไม่น้อย
เมื่อไปถึง ลำดับการอ่านของฉันคือลำดับที่สอง เมื่อได้ยินน้ำเสียงของนักเรียนตัวแทนโรงเรียนที่เข้าแข่งขันคนแรก เธอมาจากจังหวัดสุพรรณบุรี เสียงเธอเวลาอ่าน แหลม สูง ชัดถ้อยชัดคำ แต่ในขณะนั้น ฉันนึกถึงสิ่งที่พ่อและแม่พูด ฉันตั้งสติแล้วบอกตัวเองว่าฉันทำได้ ฉันทำสมาธินิ่ง ทบทวนทำนองการอ่านในใจ เช่นกาพย์ยานี11 กาพย์ฉบัง16 กาพย์สุรางคนาง อินทรวิเชียรฉันท์ กลอนแปด ฯ ซึ่งถ้าหากจำหลักไม่แม่นจะทำให้การอ่านจังหวะเพี้ยน และจะรวนไปทั้งหมดได้ ขณะนั้นฉันใช้ความรู้สึก ฉันเกิดความรู้สึกอย่างแน่วแน่ว่าฉันได้รางวัลชนะเลิศ
ผลการประกวด ฉันได้รับรางวัลชนะเลิศ ด้วยผลที่ว่าน้ำเสียงของฉันนุ่มนวลการเอื้อนในแต่ละวรรคให้ความรู้สึกถึงอารมณ์ของบทกลอน(เป็นคำกล่าวที่ฉันได้รับฟังมาในยามนั้น)
ด้วยสิ่งเหล่านี้ที่ผ่านเข้ามาในชีวิตของฉัน ฉันจึงเชื่อว่ายามใดที่ฉันมีทุกข์ฉันก็ยังมีภูมิคุ้มกันที่จะไม่ให้ตัวเองดำดิ่งลงไปเรื่อยๆแม้จะเสียใจเพียงใด
บทสรุปของบทนี้ คนพายเรือ คือตัวฉันในวัยเด็ก ที่ยังอาจจะไม่มีเรี่ยวแรง ไม่มีทักษะ คิดยังไม่เป็น ที่จะพาตัวเองให้เป็นคนพายเรือได้
เรือ คือครอบครัวของฉันที่ดูแลเลี้ยงดูฉันในวัยแรกเกิด วัยเด็กที่ยังช่วยเหลือตัวเองไม่ได้มากฉันจึงต้องให้เรือลำนี้พาไป แม้อยากจะขัดขืน ซน ไม่เชื่อฟัง กระโดดโลดเต้นจนบางครั้งจะตกเรือ แต่เรือลำนี้ก็ไม่ล่ม เรือลำนี้พยายามที่จะพาฉันไปถึงฝั่ง แม้เรือลำนี้จะถูกพัดพาด้วยแรงลมในบางครั้ง เกือบพลิกคว่ำก็หลายครั้งแต่เรือก็พยายามประคองตนและประคับประคองคนในเรือให้ถึงจุดหมายเท่าที่เรือลำนี้ยังไม่แตกหรือผุพังไป
บทต่อไป จะเป็นบทที่ว่าด้วยเรื่อง คนพายเรือที่เติบโตบรรลุนิติภาวะแล้ว คนพายเรือคนนี้
จะพายเรือแต่ละลำ ที่ผ่านเข้ามาในชีวิตของเขาในแต่ละช่วง แต่ละเวลา แต่ละสถานการณ์อย่างไร จะล่มไปกับเรือ หรือจะถีบเรือทิ้งไป หรือจะรั้งเรือเอาไว้ก่อน โปรดติดตามตอนต่อไปนะคะ
โฆษณา