21 เม.ย. 2021 เวลา 03:00 • ปรัชญา
ความเคร่งของคุณกำลังเป็นพิษหรือเปล่า
Photo by Tima Miroshnichenko from Pexels
ในบทความนี้เราจะมาคุยกันเรื่องความเคร่งครัดของคริสเตียนที่มีต่อกฎเกณฑ์และศาสนกิจต่างๆ และจะมาดูกันว่าอะไรคือความเคร่งที่เป็นพิษ เกิดจากอะไรได้บ้าง และเราจะเยียวยาตัวเองหรือผู้อื่นอย่างไรได้บ้าง
ในแต่ละโบสถ์แต่ละกลุ่มอาจมีหลักข้อเชื่อหลักๆที่ใกล้เคียงกันแต่ในหลักย่อยๆและแนวทางการปฏิบัตินั้นมีความหลากหลายอยู่มาก และในแต่ละกลุ่มหรือแต่ละคนก็จะมีความเคร่งครัดในระดับและในรูปแบบที่แตกต่างกันออกไป เพราะฉะนั้นเพื่อไม่ให้เกิดความสับสนและดราม่าที่ไม่จำเป็น จะขอจำกัดขอบเขตของคำว่า "เคร่ง" ก่อน
ความเคร่งสำหรับบทความนี้ไม่ได้หมายถึงพฤติกรรมที่มีเขียนไว้ในพระคัมภีร์อย่างชัดเจน (อย่างเช่น การไม่กราบไว้รูปเคารพ การรักเพื่อนบ้าน) หรือสิ่งที่เป็นเรื่องของทัศนคติภายใน (เช่นความอดทน ความเมตตา ความช่นชมยินดี) แต่หมายถึง สิ่งที่สอนกันในโบสถ์อย่างเป็นธรรมเนียมและไม่ได้มีความชัดเจนในพระคัมภีร์ หรือการประพฤติภายนอกต่างๆ (อย่างเช่นการแต่งตัว หรือรสนิยมทางดนตรี หรือความบ่อยในการมาโบสถ์) หรือง่ายๆก็คือกฎเกณฑ์ พิธีกรรม และแนวทางการปฏิบัติต่างๆที่ส่วนมากจะเป็นการปฏิบัติทางภายนอกนั่นเอง
คริสเตียนบากลุ่มจะมี Sense of Identity สูงมาก บางกลุ่มอาจให้คุณค่ากับตัวตนของตนเองในฐานะคริสเตียน หรือในฐานะ นิกายหรือคณะของคริสตจักรตน
อย่างที่ได้พูดไว้ก่อนหน้านี้แต่ละกลุ่มอาจมีแนวทางหยิบย่อยที่แตกต่างกันอย่างเช่น บางโบสถ์อาจให้ความสำคัญเรื่องการกิน(กินตามพันธสัญญาเดิม) ดนตรีที่ต้องมีความสงบสเงี่ยมเท่านั้น อาจจะเป็นแค่ในโบสถ์หรืออาจลามไปถึงดนตรีที่ฟังในชีวิตประจำวัน หรือการแต่งตัวที่ต้องใส่สูทผูกไทเท่านั้น ใส่กระโปรง หรือ อาจจะเป็นเรื่องการดูหนัง เล่นเกมที่ไม่ควรมีเนื้อหาที่ไม่บริสุทธิ์ ฯลฯ
ซึ่งเราจะไม่ได้มาคุยกันว่าอะไรถูกหรือไม่ถูกตามหลักศาสนศาสตร์
ต้องพูดให้ชัดเจนก่อนว่าสิ่งต่างๆที่ได้กล่าวถึงมานั้นอาจไม่ใช่สิ่งที่เป็นพิษในตัวของมันเอง บางเรื่องเป็นเรื่องที่ดีด้วยซ้ำ ในขณะเดียวกันก็อาจไม่ได้เป็นสิ่งที่ถูกหรือผิดในเชิงศาสนศาสตร์เสมอไป และแน่นอนว่ามีทั้งข้อดีข้อเสียในตัวของมัน แล้วแต่เรื่องๆไป
Photo by Vie Studio from Pexels
แต่ความเคร่งจะเป็นพิษก็ต่อเมื่อ
1. เราโฟกัสกับสิ่งที่เราไม่ทำมากกว่าสิ่งที่เราทำและให้สิ่งนี้มาเป็นพื้นฐานของตัวตนเรา
เช่นเราเป็นคริสเตียน เราไม่ดูสื่อลามก เราไม่เที่ยวผับ เราไม่กินเนื้อไดโนเสาร์ เราไม่ใส่เสื้อสีม่วง เราไม่ ไม่ ไม่ ไม่... (กฏดังกล่าวเป็นทั้งกฏจริงและกฏสมมุตปนๆกันไป) แทนที่จะบอกว่าเราเป็นคริสเตียน เราเชื่อว่าพระเยซูรักเรามากและได้มารับโทษความบาปของเราไป และเราคือคนที่พยายามจะรักผู้อื่นให้ได้แบบที่พระเยซูรักเรา เป็นต้น เมื่อไหร่ที่ตัวตนของเรามีพื้นฐานอยู่บนคำว่าไม่ มันจะทำให้มุมมองของเราแคบ และอาจส่งผลไปถึงความขาดการเห็นอกเห็นใจซึ่งกันและกัน และนำมาซึ่งสังคมศาสนาที่อึดอัดและเป็นพิษไปในที่สุด
มากไปกว่านั้นคือเราให้ความสำคัญกับตัวตนมากกว่าจิตวิญญาณ
ตัวตนในที่นี้หมายถึงความยึดติดในยี่ห้อโบสถ์ของตัวเอง เราเป็นคริสตจักรคณะ a คณะ b เราต้องไม่เป็นแบบนั้น ต้องไม่ทำแบบนี้ ต้องไม่แต่งตัวแบบนั้น ต้องไม่ใช้เพลงแบบนี้ในการนมัสการ เราไม่กินนู่นนี่ การที่เรามีแนวทางในการปฏิบัตินั้นไม่ใช่ปัญหา แต่เราเพียงต้องเช็คว่ามันกำลังเป็นพระพรต่อจิตวิญญาณตัวเอง ผู้อื่น ผู้เชื่อใหม่หรือไม่ หรือมันเป็นเพียงแค่ความยึดติดในยี่ห้อที่มีมาช้านาน ถ้ายี่ห้อหรืออัตลักษณ์ที่เรามีไม่ได้เป็นผลดีต่อจิตวิญญาณผู้อื่น เราจะรักษามันไว้ทำไม?
Photo by cottonbro from Pexels
2. เราเคร่งเราเหมือนจะทำทุกอย่างถูกไปหมดเลย แต่เรากลับไม่มีความสุข
ถ้าหากว่าใครก็ตามที่อยู่ในสภาวะนี้อาจจะต้องเริ่มเช็คอะไรหลายๆอย่างแล้ว เช่น
1)สิ่งที่เราถูกสอนว่าควรหรือไม่ควรทำนั้นถูกตามพระคัมภีร์จริงหรือไม่ และอยากจะพูดเอาไว้ตรงนี้เลยว่าการตั้งคำถามกับพระเจ้านั้นไม่ผิด(ลองอ่านดูได้ในฮาบากุกบทที่ 1 เป็นต้น) ถ้าเราตั้งคำถามกับพระเจ้าได้ เราจะตั้งคำถามกับอะไรก็ได้ทั้งนั้น และนั่นรวมถึงคำสอนของโบสถ์ หรือของพ่อแม่เราด้วยเช่นกัน และการตั้งคำถามไม่ได้แปลว่าเราเกลียด หรือไม่เคารพผู้ถูกถาม เราแค่อยากที่จะปฏิบัติให้ใกล้เคียงพระคัมภีร์มากที่สุดและมีความสุขในแนวทางของพระเจ้ากับชีวิตที่พระเจ้าให้มาได้มากที่สุด
2)ให้เราเช็คตัวเองดูว่าเรากำลังปฏิบัติอย่างถูกต้องอย่างครบถ้วนทั้งภายในและภายนอกจริงๆหรือเปล่า ภายนอกไม่น่าจะใช้ปัญหาของบทความนี้เท่าไหร่ ว่าด้วยเรื่องภายในนั้นบอกไว้เลยว่า ถ้าเราไปโบสถ์ ร้องเพลงสรรเสริญ อธิษฐาน ทำงานรับใช้พระเจ้า หรือรักษากฏหยิบย่อยโดยที่ไม่เข้าใจว่าทำไปทำไม หรือโดยที่ไม่มีความสัมพันธ์ส่วนตัวกับพระเจ้า มันจะหน้าเบื่อ และอึดอัดมากๆ ซึ่งหากไม่เข้าใจหรือมีคำถามแนะนำให้หาคนที่ถามได้ หรือถ้าไม่ได้จริงๆถามป่านเพจเฟซบุ๊คได้นะครับ :D
แค่จะบอกว่าถ้าหากว่าเราเป็นคริสเตียนแล้วเราไม่มีความสุข มันอาจเป็นไปได้ว่ามันมีรูรั่วอยู่ในความเป็นคริสเตียนของเรานะ และถ้าเราเป็นคริสเตียนแล้วไม่มีความสุข จะเป็นไปทำไม และถ้าเราเป็นแบบนี้ให้คนอื่นเห็น ใครจะมาอยากเป็นคริสเตียนล่ะ?
Photo by Craig Adderley from Pexels
3. เราทำทุกอย่างได้เหมือนจะถูกไปหมดเลย แต่เราไม่ได้เป็นคนดีขึ้นเลย
'แม้ข้าพเจ้าจะเผยพระวจนะได้ จะรู้ความล้ำลึกทุกอย่างและมีความรู้ทั้งสิ้น และแม้จะมีความเชื่อมากยิ่งที่จะย้ายภูเขาไปได้ แต่ไม่มีความรัก ข้าพเจ้าก็ไม่มีค่าอะไรเลย ' - 1 โครินธ์ 13:2
เคยเห็นคนที่เคร่งๆแต่ไม่มีใครอยากจะนั่งกินข้าวด้วยมั้ย เคยเห็นคนที่เคร่งเป๊ะดูเหมือนจะเป็น"คริสเตียนที่ดี"แต่เรากลับไม่ค่อยกล้าไปคุยกับเขามั้ย หรือเคยรู้สึกมั้ยว่าทำไมเรายิ่งเคร่งเพื่อนยิ่งหาย เพราะนั่นไม่ใช่ความเคร่งที่พระเจ้าใส่ใจไง แน่นอนว่าการอยู่ในกรอบต่างๆมันสำคัญ เราไม่ควรละเลยอะไรหลายๆอย่าง แต่ในขณะเดียวกันความเคร่งที่พระเจ้าให้คุณค่าไม่ใช่เรื่องกฏแต่เป็นเรื่องความรัก ผมจะไม่บอกคุณว่าให้คุณควรเคร่งโดยที่ไม่ละเลยความรัก แต่จะบอกทุกคนว่าคุณควรจะรักโดยที่ไม่ละทิ้งกฏอื่นๆ เพราะความรักต้องมาก่อน ในทางเดียวกัน ยิ่งเคร่ง(แบบไม่เป็นพิษ) ก็ควรจะยิ่งเป็นคนที่น่ารักขึ้นสิ เข้าใจตรงกันนะ :D
อีกอย่างที่ควรเข้าใจก็คือการที่คริสเตียนถูกข่มเหงเพราะเหตุความชอบธรรมกับการที่คนไม่ชอบเราเพราะเราเป้นคนนิสัยไม่ดีนั้นมันคนละเรื่องกัน
ความเคร่งที่เป็นพิษนั้นมีรากฐานมาจากอะไร
ความเข้าใจที่เรามีต่อพระเจ้า นี่เป็นสาเหตุใหญ่ๆเลย
รู้หรือไม่ว่าความเข้าใจที่เรามีต่อพระเจ้านั้นส่งผลต่อการกระทำและประสบการณ์การเป็นคริสเตียนของเราด้วยนะ มีคำที่กล่าวไว้ว่า You are what you eat. แต่วันนี้อยากจะบอกว่า You are what you worship.
คำถามก็คือเรากำลังเห็นพระเจ้าเป็นพระเจ้าแบบไหน เป็นพระเจ้าที่ให้คุณค่ากับอะไร ความเป็นทางการ กฏเกณฑ์พิธีกรรม มากกว่าความรัก ความเมตตา ความสุข ความชื่นชมยินดี ความสัมพันธ์ ความเป็นอยู่ที่ดีของผู้อื่นหรือเปล่า ธรรมเนียมมากกว่าหลักศาสนศาสตร์หรือเปล่า ตัวตนของศาสนามากกว่าผู้คนหรือเปล่า ถ้าเรามีความเข้าใจเกี่ยวกับพระเจ้าแบบนี้ก็มีความเป็นไปได้สูงที่ทัศนคติและความประพฤติของเราก็จะเป็นแบบนั้น แม้ว่าบางทีเราจะไม่อยากยอมรับมันก็ตาม
เซาโลที่ข่มเหงคริสเตียนในกิจการบทที่ 9 กับเปาโลที่เป็นคนเขียน 1 โครินธ์ 13 ก็เป็นคนๆเดียวกัน แต่ความเข้าใจที่เขามีต่อพระเจ้านั้นแตกต่างกันลิบลับ และนำมาซึ่งความแตกต่างในความคิดและการกระทำของเปาโลอย่างเห็นได้ชัดเจน
พระเยซูให้ความสำคัญกับอะไรบ้าง?
หลายครั้งเราก็ได้เห็นว่าพระเยซูได้ให้ความสำคัญกับความเป็นอยู่ที่ดีของผู้คน ความรัก ความสัมพันธ์ มากกว่าความเป็นทางการ ความถูกต้องตามธรรมเนียมกฏเกณฑ์ศาสนา
-พระเยซูไม่ได้โวยวายในวันที่คนเจาะหลังคาแล้วหย่อนเพื่อนมาให้พระองค์รักษา (มาระโก 2:1-12)
-พระเยซูรักษาคนมือลีบในวันสะบาโต แม้ว่าพระองค์จะรักษาวันสะบาโตก็ตาม พระองค์เลือกที่จะแหกกฏธรรมเนียมของมนุษย์ที่ตั้งไว้เกี่ยวกับวันสะบาโตเพื่อความเป็นอยู่ที่ดีของผู้อื่น (มาระโก 3)
-พระเยซูไม่ได้ตำหนิหญิงที่มาแอบจับชายเสื้อพระองค์เพื่อจะได้รับการรักษาว่าการที่มาแอบจับชายเสื้อมันไม่เหมาะสม หรือไม่เป็นทางการ ไม่เคารพ (มาระโก 5) ทั้งสองคนนี้ที่ปฏิบัติต่อพระองค์อย่างไม่เป็นทางการ และอาจไม่เหมาะสมสำหรับคนเคร่งๆอย่างพวกฟาริสี แต่พระเยซูก็ยังเรียกเขาว่าลูก
-พระเยซูไม่ได้ใยดีกับการกราบนมัสการของผีที่เข้าสิงคนที่ดูจะเป็นการกระทำที่น่ายอมรับมากแต่กลับเรียกผีตนนั้นว่า "ไอ้ผีโสโครก" (มาระโก 5) มารก็ดูเหมือนจะเคร่งกว่าเรานะ แต่เคร่งแล้วไปทำร้ายคนอื่นพระเยซูก็ซัดเลยนะนั่น
-พระเยซูได้หยิบยก โฮเชยา 6:6 มาพูดถึง 2 ครั้ง กล่าวว่า"เราประสงค์ความเมตตา ไม่ประสงค์เครื่องสัตวบูชา" เป็นการตอบกลับในข้อกล่าวหาที่ฟาริสีมีต่อพระองค์จากการทำสิ่งที่สวนเทรนด์ศาสนาในยุคนั้น (มันธิว 9,12)
-โดยการกระทำเหล่านี้พระเยซูเป็นคนบอกเองด้วยว่า 'อย่าคิดว่าเรามาล้มเลิกธรรมบัญญัติและคำของบรรดาผู้เผยพระวจนะ เราไม่ได้มาล้มเลิก แต่มาทำให้สมบูรณ์ทุกประการ ' (มัทธิว 5:17) พระเยซูไม่ได้สนับสนุนการละเมิดธรรมบัญญัติหรือความบาป บทความนี้ก็เช่นกัน แต่พระเยซูมาทำให้มาตรฐานการดำเนินชีวิตในฐานะผู้ที่เชื่อในพระเจ้าสูงขึ้นด้วยซ้ำ
เราจะเยียวยาอาการนี้ให้กับตัวเองได้อย่างไร?
Photo by Tima Miroshnichenko from Pexels
1.แน่นอนว่าเราจะพลาดการอธิษฐานไปไม่ได้อยู่แล้ว ลองขอให้พระเจ้าสำแดงให้เราเห็นความจริงบางอย่างที่เราอาจจะพลาดไป ให้เราได้มองเห็นความรักของพระเจ้า ได้มีประสบการณ์กับความรักของพระเจ้า และให้เราได้มีมากพอที่จะแบ่งความรักนั้นไปสู่ผู้อื่นมากขึ้น
2.ศึกษาพระคัมภีร์ คำตอบคลาสสิคที่พลาดไม่ได้ แต่การศึกษาพระคัมภีร์ในที่นี้คือนอกจากการเฝ้าเดี่ยวแล้วก็จะเป็นการศึกษาในเชิงตั้งคำถามและหาคำตอบ อะไรก็ตามที่เราได้ยินมาว่าเราต้องทำ หรือต้องไม่ทำ พระเจ้าเป็นแบบนี้ แบบโน้น เราควรจะตั้งคำถามและหาคำตอบจากพระคัมภีร์ รวมถึงข้อมูลที่เราได้จากบทความนี้ด้วยเช่นกัน ความเข้าใจที่ถูกต้องจะไม่เป็นพิษต่อเรา และความจริงจะทำให้เราเป็นอิสระ (ยอห์น 8:32) และศึกษาพระคัมภีร์โดยมีพระเยซูเป็นศูนย์กลาง ไม่ใช่กฏเกณฑ์ (ยอห์น 5:39) และการตั้งคำถามต่อธรรมเนียมโบสถ์นั้นไม่ผิด ไม่เชื่อก็ไปถามมาร์ติน ลูเธอร์ดูนะครับ :D
1
Photo by Rene Asmussen from Pexels
3.หากเรากำลังอยู่ในสังคมที่เป็นพิษต่อจิตวิญญาณนั้นให้เราถามตัวเองว่าเราจะสามารถเป็นอิทธิพลในทางตรงกันข้ามให้กับวัฒนธรรมนี้ได้มั้ย เราสามารถที่จะเป็นแรงบันดาลใจที่จะทำให้ผู้อื่นในสังคมนั้นได้มีความเข้าใจที่แตกต่างได้มั้ย ความสัมพันธ์ระหว่างเรากับพระเจ้าอยู่ในจุดที่ไม่หวั่นไหวต่อการกระทำของมนุษย์หรือไม่ ถ้าเราทำได้ ถ้ายังไหว ถ้าสายใยกับพระเจ้าแข็งแรงพอการที่เราอยู่ต่ออย่างมีจุดยืนนั้นเป็นสิ่งที่อาจควรทำ แต่ถ้าหากว่าเราสู้อิทธิพลนั้นไม่ไหวและมันเริ่มมาเปลี่ยนเราแทนที่เราจะเปลี่ยนมัน การเปลี่ยนไปอยู่สังคมอื่นเพื่อที่จะยังรักษาจิตวิญญาณตัวเองเอาไว้นั้นก็อาจเป็นสิ่งที่ควรทำ การออกจากโบสถ์ ๆ หนึ่งอาจเป็นสิ่งที่เยียวยารักษาจิตวิญญาณเราได้ดีกว่าการอยู่ต่อ การที่เราจะสู้ไม่ไหวแล้วถอย การที่เราทนต่อไปไม่ไหว ไม่ใช่เรื่องน่าอาย คนที่สร้างวัฒนธรรมที่เป็นพิษต่อจิตวิญญาณคนอื่นต้องทนต่างหากที่ควรจะอาย แน่นอนว่าเราก็ควรหาโบสถ์ใหม่ (ฮีบรู 10:25)
และจำไว้ว่าโบสถ์ไม่ใช่พระเจ้า การที่เราเห็นต่างจากโบสถ์ การที่เราออกจากโบสถ์ ไม่ได้แปลว่าเราต่อต้านหรือหลงหายจากพระเจ้า แม้ว่าสมาชิกคนอื่นจะว่าอย่างไรก็ตาม
2
และแน่นอนว่าในจุดนึงเราก็ควรจะอยู่ในจุดที่จิตวิญญาณเราจะไม่สะทกสะท้านต่อการกระทำของมนุษย์อีกต่อไป เพราะเราจะไม่มีวันเจอโบสถ์ที่สมบูรณ์แบบ เพราะโบสถ์นั้นมีเรา และเราก็ไม่ใช่คนที่สมบูรณ์แบบ และจะไม่มีวันเป็นจนกว่าเราจะได้รับการเปลี่ยนใหม่ในวันที่พระเยซูกลับมา
เจอกันใหม่บทความหน้า มีคำถาม อยากแขร์ หรืออยากให้เขียนเรื่องอะไร หรืออยากจะเชิญไปพูด ก็สามารถคอมเม้นหรือติดต่อไปที่เพจเฟซบุ๊ค(Pastor Paper) โดยตรง และฝากติดตาม YouTube ด้วยนะครับ :D
ขอพระเจ้าอวยพรครับ
โฆษณา