Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
58+อยากเล่าฟุ้งๆ
•
ติดตาม
14 เม.ย. 2021 เวลา 15:56 • นิยาย เรื่องสั้น
นิยายเรื่องคนพายเรือ ขออนุญาตปรับเวลาการโพสต์เป็น ทุกวันพุธและเสาร์นะคะ
คนพายเรือ ตอนที่2: เรือแห่งโอกาส
“ อาเวทย์คะ รถอาจะไหม้ไหมจ้ะ ควันขึ้นแล้ว “ ฉันตะโกนบอกคุณอาซึ่งเป็นน้องชายของพ่อเพิ่งกลับจากอเมริกา อาเวทย์เป็นนักเรียนทุนฟุลไบรท์ จบดอกเตอร์ด้านมานุษยวิทยา (Anthropology) (1). และกลับมาสอนหนังสือที่มหาลัยรัฐชื่อดัง
คุณอาเวทย์ขับรถที่ซื้อไว้ตอนที่อยู่อเมริกา เมื่อถึงกำหนดกลับ คุณอาเอากลับมาด้วยโดยขนส่งทางเรือกลับมาไทยด้วย เป็นรถพวงมาลัยซ้ายขนาดลำตัวรถยาวมาก ฉันเห็นคุณอาขับคล่องแคล่วแต่เวลาเลี้ยวรถและคุณอาสาวพวงมาลัย ฉันรู้สึกตัวโยนไปมา คุณอาเหยียบคันเร่งเร็วมาก แต่ฉันมั่นใจว่าต้องไปถึงจุดหมาย
“ ไม่เป็นไร เรามาถึงพอดี เจี๊ยบรีบวิ่งขึ้นไปรายงานตัวนะ เดี๋ยวไม่ทัน ทางนี้อาจัดการเอง “
คุณอาบอกกับฉันขณะที่ต้องรีบจอดในปั๊มน้ำมันที่ใกล้ที่สุด เพราะหม้อน้ำพังไปแล้ว
เรื่องมีอยู่ว่า หลังจากที่ฉันเรียนจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่5 (สมัยนั้นเรียกม.ศ.5 ฉันน่าจะเป็นรุ่นสุดท้ายก่อนที่กระทรวงศึกษาธิการจะปรับระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายปีสุดท้ายเป็นม.6 )
ฉันก็เหมือนนักเรียนทั่วไปที่เข้าสู่ระบบการสอบแข่งขันเข้าระบบมหาวิทยาลัยที่เรียกว่าระบบเอนทรานซ์(entrance) สามารถเลือกได้6อันดับ (2).
แน่นอนว่าลำดับต้นๆที่ฉันเลือกและหวัง ก็ต้องเป็นมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย และลำดับถัดมาก็เป็นมหาวิทยาลัยภูธร ได้แก่ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยขอนแก่น มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์วิทยาเขตหาดใหญ่ และมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานีตามลำดับ
ผลการสอบ ในสมัยนั้นจะไปส่องเทียนกันที่สนามจุ๊บ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (3).
เมื่อฉันไปถึง ใจเต้มตุ๊มๆต่อมๆ ค่อยๆย่องเข้าไปดูผล ความหวังตอนนั้นริบหรี่ ด้วยความที่ฉันเป็นนักเรียนบ้านนอก สมัยนั้นจะเรียกว่านนทบุรีเป็นชนบทก็ได้ ฉันไม่เคยได้เรียนพิเศษเพราะค่าเรียนแพง และฉันเกรงใจแม่ที่จะขอค่าเรียน ช่วงเวลาก่อนสอบฉันพยายามอ่านช็อตโน้ตที่ฉันทำไว้ บางครั้งรู้สึกท้อ สิ้นหวัง
ฉันชอบอ่านหนังสือใต้ต้นไม้แล้วทอดสายตาไปยังถนนที่อยู่ด้านหน้าลิบๆนั่น บางทีก็แหงนขึ้นมองท้องฟ้า ว่าฉันจะมีโอกาสได้เรียนมหาวิทยาลัยในเมืองไหม
และโอกาสที่ฉันไม่คิดว่ามันจะเป็นไปได้ อาทิตย์สุดท้ายของการติวที่มหาวิทยาลัยที่คุณอารู้จัก คุณอาจ่ายเงิน แล้วให้ฉันได้ติวในวิชาที่สำคัญ คือภาษาอังกฤษและสังคม ไม่น่าเชื่อว่าลักษณะการติวนั้นมันมีเทคนิคที่ทำให้เราเข้าใจได้อย่างง่ายดาย แม้ฉันได้เรียนเพียงน้อยนิด แต่ก็แอบหวังอยู่ในใจลึกๆว่ามันจะทำให้ฉันทำข้อสอบได้เร็วขึ้น
เมื่อถึงวันสอบโดยเฉพาะวิชาภาษาอังกฤษ เมื่อฉันเข้าใจหลักการใช้ไวยากรณ์ เทคนิคการอ่านจับใจความ ฉันรู้สึกตัวเองว่า ฉันใช้เวลาในการวิเคราะห์ข้อสอบและตอบได้เร็วมาก จนทำให้ฉันมั่นใจในระดับหนึ่งว่าฉันน่าจะสอบได้ไม่อันดับใดก็อันดับหนึ่ง ไม่กล้าหวังสูงแต่ขอเพียงให้ได้เรียนตามที่ใจหวัง
“แม่ เจี๊ยบสอบไม่ติดนะ” เมื่อถึงบ้านฉันบอกผลสอบกับแม่ด้วยเสียงแผ่วเบา แม่บอกฉันว่า “ไม่เป็นไรลูก หาที่เรียนได้ที่ไหนมาบอกแม่นะ ไม่ต้องกังวล”
วันรุ่งขึ้นฉันรีบสมัครเรียนที่คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง ค่าหน่วยกิตถูกกว่ามหาวิทยาลัยเอกชนมาก และฉันก็บอกตัวเองว่า เรียนที่นี่ก็จะทำให้เราเข้มแข็งนะ เพราะต้องช่วยตัวเองในการเรียนมากกว่าไม่มีใครมาคอยบังคับ แล้วฉันก็ปล่อยวาง มีบ้างที่น้ำตาซึมๆ
หลังจากนั้นไม่นานประมาณ 2วัน ฉันได้รับจดหมายด่วนจากทบวงมหาวิทยาลัย ใจความว่า “ ท่านสอบได้ที่สำรองและเนื่องจากมีคนสละสิทธิ ทำให้ท่านได้เข้าเรียนที่มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี คณะมนุษยศาสตร์ หากท่านพร้อมจะเข้าศึกษา ให้มารายงานตัวด่วนที่ทบวงมหาวิทยาลัย ถนนศรีอยุธยา พญาไท ชั้น11 หากพ้นเวลาตามที่ได้แจ้งมานี้จะถือว่าท่านสละสิทธิ “
ฉันบอกกับแม่และพ่อ เราสรุปความคิดเห็นกันว่า ต้องไปเรียนถึงจังหวัดปัตตานีซึ่งไกลมาก และไม่รู้จักใครเลย จะอยู่กินอย่างไร ทางครอบครัวเป็นห่วง เมื่อข้อสรุปเป็นเช่นนี้ แท้จริงในใจฉันอยากไป ฉันอยากออกไปสู่โลกกว้างและมันเป็นสิ่งท้าทายของชีวิต แต่เมื่อเป็นมติของครอบครัว ฉันจึงนิ่งเงียบไว้ จนกระทั่งคุณอาเวทย์ทราบเรื่องเอาเมื่ออีกเพียงครึ่งวันจะหมดเขตตามที่ทบวงมหาวิทยาลัยกำหนด มันจึงเป็นที่มาของการบึ่งรถของคุณอา เพื่อพาฉันไปรายงานตัวให้ทัน จนรถหม้อน้ำพังนั่นเอง โดยคุณอาได้บอกกับพ่อและแม่ของฉันว่า คุณอามีคนรู้จักที่นั่น จะช่วยให้เขาดูแลในเบื้องต้นให้ไม่ต้องกังวล
ฉันรายงานตัวได้ทันเวลา ในข้อกำหนดที่ฉันต้องปฏิบัติตามคือ ฉันต้องเตรียมตัวให้แล้วเสร็จภายใน 3 วัน เพื่อเดินทางโดยขบวนรถไฟที่ทบวงมหาวิทยาลัยจัดไว้ให้พร้อมๆกับนักศึกษาคนอื่นๆที่เป็นกรณีเดียวกันกับฉัน เป็นหลายตู้โบกี้ จากกรุงเทพไปที่อำเภอโคกโพธิ์ จังหวัดปัตตานี และจะมีรุ่นพี่มารอรับเพื่อนำทางไปถึงมหาวิทยาลัย
เมื่อถึงวันเวลานัดหมาย นักศึกษาและเครือญาติมาส่งกันมากมายที่สถานีรถไฟหัวลำโพง สำหรับฉัน มีพ่อ แม่ คุณย่าน้องสาวคุณปู่ คุณอาอุไร คุณอาอัจ รีบจัดกระเป๋าตามมาส่งฉันที่ปัตตานีด้วย เป็นบรรยากาศที่ฉันอบอุ่นหัวใจเป็นอย่างมาก
เมื่อไปถึงรุ่นพี่น่ารักมาก พาเราขึ้นรถจากสถานีโคกโพธิ์ มาถึงตัวมหาวิทยาลัยมีการจัดแจงที่พัก ให้อยู่หอใน ห้องละ4คน ส่วนครอบครัวของฉันเข้าพักที่หอพักเอกชนที่อยู่ด้านหน้ามหาวิทยาลัยที่มีอยู่มากมาย
“ เจี๊ยบเอ๊ย ย่าให้ค่าใช้จ่ายเดือนละ2,000บาทนะลูก และซื้อจักรยานไว้ให้แล้ว1คัน เพราะหนูคงเดินไม่ไหว แต่ละตึกไกลกันมาก” ตอนนั้นฉันยังขี่จักรยานไม่เป็น แต่ก็รับไว้คิดไว้ว่าค่อยฝึกเอาก็ได้ ฉันซาบซึ้งใจมาก ร้องไห้ขอบคุณคุณย่ามากมาย
ญาติๆของฉันอยู่เที่ยวตัวเมืองปัตตานี 2วันก็กลับ เป็นครั้งแรกที่ฉันห่างจากพ่อแม่พี่น้อง แต่ฉันก็ปลอบใจตัวเองว่าต้องอยู่ให้ได้
ห้องพักที่ฉันอยู่ เป็นตึกใหม่เรียกว่าหอ5 หรูสุดแล้ว ฉันถูกจัดให้อยู่กับเพื่อนคนใต้อีก3คน ฉันรู้สึกดีใจและไม่อึดอัดเลย ในใจยังกลัวด้วยซ้ำว่าจะถูกจัดให้พักอยู่ร่วมกับเด็กกรุงเทพที่มารถไฟขบวนเดียวกัน แต่ละคนเฟี้ยวมาก แต่งตัวทันสมัยแสดงถึงครอบครัวมีฐานะทางการเงิน จึงไม่แปลกใจเลยที่ฉันสนิทกับเพื่อนคนใต้จากพัทลุง สงขลาได้อย่างรวดเร็ว และเพื่อนกลุ่มนี้นี่เอง ชื่อพิม รัตน์ บุหงารำไป ที่ช่วยสอนให้ฉันขี่จักรยานที่คุณย่าซื้อให้ได้
“น้องเล่นอะไรเป็นบ้าง ลิเก ลำตัด ร้องเพลง มาอยู่ชมรมนี้ต้องกล้าแสดงออกนะ เพราะชมรมวรรณศิลป์ของเรา ต้องจัดการแสดง ร่วมกับอีก11 ชมรม เพื่อจัดแสดงบนเวทีหอประชุมใหญ่ทุกศุกร์สิ้นเดือน “
“พี่คะ เจี๊ยบเป็นแต่อ่านทำนองเสนาะ จะทำอะไรได้บ้างไหมคะ” ฉันตอบไปแบบคิดไม่ออกว่าฉันทำอะไรเป็น
“ เอางี้ งั้นคืนพรุ่งนี้พี่จะลองสอนให้ร้องลำตัด กับเพลงฉ่อยนะ น่าจะได้กระมัง น้องมีพื้นฐานอ่านกลอนเป็นนี่นะ ลองดู “
วันรุ่งขึ้นเมื่อฉันเรียนเสร็จแล้ว พักผ่อนกับกลุ่มเพื่อนๆจนใกล้ค่ำ เมื่อได้เวลาตามนัดฉันก็ไปที่ห้องชมรมที่เรียงรายกันเป็นสัดส่วน เมื่อเข้าไปถึงห้องชมรมวรรณศิลป์ ฉันได้พบกับเจ้าพ่อ เจ้าแม่ลำตัด พี่ทั้งสามเรียนอยู่ปี3 เอกภาษาไทยเล่นลำตัดเก่งมากออกไปแนวบู๊บุ๋นทะลึ่งตึงตังหน่อยๆสองแง่สามง่าม
“เจี๊ยบรู้จัก จั่น สิ จั่นเรียนเอกภาษาไทย จั่น นี่เจี๊ยบนะ เอกสังคมวิทยา “ ฉันหันไปยิ้มให้จั่น เมื่อสบตา จั่นมองฉันด้วยแววตาที่ดูอายๆ หลบตาลงต่ำ จั่นเป็นนักศึกษาชาย ผิวคล้ำ ฟันขาวสวย สะอาด รูปร่างกำยำ มีรอยยิ้มจางๆบนใบหน้าเสมอ
“เอ้อ ใช้ได้นะเจี๊ยบชัดถ้อยชัดคำ เสียงนุ่ม เหมาะจะเป็นลำตัดสายหวานนะเราน่ะ ส่วนจั่นร้องเก่งเลย เอางี้ สองคนนี้เล่นเป็นคู่พระนางแบบแนวสายหวานละกัน ส่วนพี่ๆจะเล่นเป็นสายแนวตลก ดุดัน กับเพลงฉ่อยเอามันส์ เราจะมีการแสดงแข่งกับชมรม Act and Art เขาจะเป็นแนวสายเดิ้นส์ ทันสมัยแบบเด็กกรุงเทพ เราก็ทำของเราให้ดีที่สุดละกัน ต่อแต่นี้มาซ้อมวันเว้นวันนะ การแสดงบนเวทีใหญ่จะมีขึ้นเดือนหน้า เรามีเวลาซ้อม 1เดือน โอเค วันนี้แค่นี้นะ ดึกแล้ว รีบกลับหอ จั่นไปส่งเจี๊ยบหน่อยนะ”
ฉันตื่นเต้นนะ ตื่นเต้นที่จะขึ้นเวทีกับได้คู่ร้องลำตัดโดยไม่ตั้งใจ แต่โชคดีที่จั่นไม่ได้ทำอะไรให้ฉันรู้สึกประหม่า ฉันกลับรู้สึกกล้าพูด กล้าคุยกับจั่นเสียด้วยซ้ำ แต่จั่นยังขี้อายกับฉันเหมือนเดิม
เราขี่จักรยานกลับหอ จั่นมาส่งฉันที่หอแล้วเขาก็ขี่จักรยานกลับหอชายที่อยู่ถัดไปไม่ไกลนักโดยไม่ได้พูดกันเลยระหว่างขี่จักรยานด้วยกันมา
ฉันรู้สึกว่า ความเหงาที่คิดถึงบ้านได้หายไปแล้ว ฉันบอกตัวเองว่าเวลา4ปีที่นี่ ใช้ให้คุ้ม เรียน เล่น หาประสบการณ์ชีวิตในวัยเรียนให้ได้มากที่สุด เพราะถ้าจบไปแล้วฉันคงไม่สามารถย้อนวันเวลา วัยแบบนี้ได้อีกแล้ว
เมื่อถึงวันแสดง ฉันและจั่นร้องลำตัดเข้าคู่ ส่งรับกันได้ดี จนคนเอาไปจับคู่ให้ว่าเป็นแฟนกัน แต่ฉันก็ไม่ได้คิดอะไร
จั่นมักจะหลุบตาลงต่ำเสมอ เวลาที่ฉันสบตา จั่นจะมาให้ฉันเห็นหน้าเกือบทุกวันหลังเลิกเรียน และจั่นจะคอยเก็บจดหมาย พัสดุที่ที่บ้านส่งมาให้ฉันและฝากเพื่อนมาให้ เนื่องจากจั่นทำงานได้เงินเดือนจากการช่วยกิจการแผนกจัดเก็บจดหมายพัสดุของมหาวิทยาลัย
ชีวิตการเรียนของฉัน ดำเนินไปพร้อมกับการทำกิจกรรมของมหาวิทยาลัยสม่ำเสมอ น้อยครั้งที่ฉันจะกลับบ้าน แต่ฉันก็เขียนจดหมายถึงแม่เสมอ
คนพายเรือ บทนี้อาจไม่มีอะไรน่าตื่นเต้น ผู้เขียนอยากจะสื่อถึง โอกาสที่จะมีเข้ามาในชีวิตที่ไม่บ่อยครั้งนัก หรืออาจไม่มีเลย แต่หากโอกาสที่เข้ามาเป็นสิ่งที่พิเคราะห์แล้วว่าดี ไม่อันตราย นำมาซึ่งความก้าวหน้าได้ ควรรับไว้ ชีวิตของเรา เราต้องให้โอกาสตัวเราหากมีบุคคลที่ช่วยให้โอกาสนี้เป็นไปได้ก็ยิ่งดี ควรรับไว้
ดั่งเช่นคุณอาเวทย์ ที่ช่วยทำให้โอกาสของฉันในการได้ไปเรียนในที่ห่างไกลเป็นจริง แม้การเรียนในสมัยก่อน ในยุคคนที่เกิดในช่วงเบบี้บูมส่วนใหญ่จะไม่รู้หรอกว่าชอบไหม เรียนแล้วเอาไปทำหรือประกอบอาชีพอะไร เพราะสมัยนั้น คอมพิวเตอร์ เทคโนโลยีด้านการสื่อสารไม่ทันสมัยเลย ข้อมูลต่างๆที่จะทำให้เราอยากรู้ อยากอ่านล่วงหน้าเข้าถึงยากมาก สมัยของฉันช่วงที่เรียนอยู่ที่ปัตตานี้นั้น ข่าวสารที่จะส่งถึงกันไวที่สุดก็ยังคงเป็นโทรเลข ยังคงใช้การเขียนจดหมายถึงกันอยู่เลย
ในบทนี้ คนพายเรือยังคงเป็นฉัน
ที่เลือกรับโอกาสของการได้ศึกษาที่มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี
คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ เอกสังคมวิทยา วิชาโท ภาษาไทย
เรือแห่งโอกาส ในบทนี้จึงหมายถึง
หนึ่ง สถานที่: มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี
สอง บุคคล: คุณอาเวทย์ ผู้เชื่อมโอกาสของฉันให้เป็นไปได้ ผู้สนับสนุนสมทบคือ ครอบครัวของฉัน และกลุ่มเพื่อนคนใต้ของฉันที่ทำให้ฉันมีความสุขในการชีวิตระหว่างเรียนที่นั่น
บทต่อไป จะเป็นบทที่ว่าด้วย เรือรักแรก ท่านผู้อ่านคงทายได้ใช่ไหมคะ ว่าเขาคนนั้นเป็นใคร มาดูกันว่า จุดเริ่มต้นเกิดขึ้นได้อย่างไร ฉันจะรับรักเขาไหม สุดท้ายเรือรักแรกลำนี้จะแล่นไปไกลถึงไหน นะคะ
อ้างอิง
(1). มานุษยวิทยา คืออะไร จาก
https://www.sac.or.th/databases/anthropology-concepts/page/1
(2). ย้อนกลับไปดู ระบบสอบเข้ามหาวิทยาลัย มีรูปแบบไหนบ้าง จาก
https://www.sanook.com/campus/1390197/
(3). ประกาศผลเอนทรานซ์ยุคเริ่มแรก และยุคปี2530 จาก
https://www.admissionpremium.com/content/188
บันทึก
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย