15 เม.ย. เวลา 13:30 • ข่าว
20 ปี สงครามอัฟกานิสถาน ความยืดเยื้อที่ไม่คุ้มค่า
ผู้ก่อการร้ายไม่หมด แต่พลเรือน ทหาร ตายไม่น้อย
นับตั้งแต่เหตุวินาศกรรม 11 กันยายน พ.ศ. 2544 หรือ 9/11 ที่ผู้ก่อการร้ายอัลกออิดะฮ์ได้จี้เครื่องบินพุ่งชนตึกแฝดเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์กลางมหานครนิวยอร์ก นับเป็นวันเปิดฉากสงครามอันแสนยาวนานที่สหรัฐฯ ได้ส่งทหารเข้าสู่สมรภูมิรบในประเทศอัฟกานิสถาน เพื่อกวาดล้างกลุ่มตอลิบาน ปลดปล่อยดินแดนแห่งนี้ออกจากการยึดครองของกลุ่มติดอาวุธ
สงครามเริ่มต้นเมื่อสหรัฐฯ ในยุคของประธานาธิบดี จอร์จ ดับเบิลยู. บุช ที่ได้กล่าวโทษถึง นายโอซามา บิน ลาเดน ซึ่งอาศัยหรือหลบซ่อนตัวอยู่ในอัฟกานิสถานว่าเป็นผู้บงการก่อเหตุในนิวยอร์ก และรัฐบาลตาลีบันต้องยอมส่งมอบตัวนายบิน ลาเดน ผู้อยู่เบื้องหลังการโจมตีให้สหรัฐฯ แต่ตาลีบันกลับเพิกเฉย
ทำให้เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม ค.ศ. 2544 สหรัฐฯ ได้เปิดฉากปฏิบัติการเอ็นดูริง ฟรีดอมกับร่วมกับสหราชอาณาจักรและชาติพันธมิตร เริ่มต้นสงครามในอัฟกานิสถาน เพื่อล่าตัวบิน ลาเดน และโค่นล้มรัฐบาลตาลีบัน
แน่นอนว่าการโจมตีครั้งแรกด้วยอาวุธหนักทุกทางจากสหรัฐฯ และชาติพันธมิตร ทำให้ตาลีบันและอัลกออิดะฮ์พ่ายแพ้ รัฐบาลอัฟกานิสถานถูกโค่นล้ม แต่มันไม่ได้หมายความว่าการต่อสู้จะแพ้อย่างราบคาบ
1
กลุ่มก่อการร้ายแบบกองโจรจึงถือกำเนิดขึ้น และเป็นการต่อสู้จากทั้งกลุ่มตาลีบันและกลุ่มก่อการร้ายติดอาวุธพันธมิตร ซึ่งรวมไปถึงกลุ่มที่เรียกตัวเองว่ารัฐอิสลามหรือไอเอส ที่กลายมาเป็นกลุ่มก่อการร้ายสุดโหดเหี้ยมและมีบทบาทอย่างมากในสงครามตะวันออกกลาง ที่ไม่ใช่แค่ในอัฟกานิสถาน แต่รวมไปถึงหลายๆ ชาติในภูมิภาคอาหรับ
เมืองหลวงอย่างกรุงคาบูลถูกทำลายย่อยยับจากการโจมตีและทิ้งระเบิด อัฟกานิสถานกลายเป็นรัฐที่ล้มเหลวโดยสิ้นเชิง ระเบิดคาร์บอม ระเบิดฆ่าตัวตาย รวมทั้งการกราดยิงเกิดขึ้นไม่เว้นแต่ละวัน ไม่ต่างอะไรกับภาพยนตร์สงครามที่เคยดูกันตามโรงภาพยนตร์
20 ปีแห่งความนองเลือดมีผู้เสียชีวิตทั้งทหาร พลเรือน และผู้ก่อการร้ายไปไม่ต่ำกว่า 110,000 คน ซึ่งเป็นตัวเลขที่นับได้ แต่ที่สูญหายอีกมากมายยังไม่ทราบทั้งจำนวนและชะตากรรม
รายงานเดือน ก.พ. 2019 สหประชาชาติ ระบุว่า มีพลเรือนมากกว่า 32,000 คน เสียชีวิต สถาบันวัตสัน (Watson Institute) ที่มหาวิทยาลัยบราวน์ (Brown University) ระบุว่า มีบุคลากรด้านความมั่นคง 58,000 นาย และนักรบฝ่ายต่อต้าน 42,000 คน เสียชีวิต
ทหารอเมริกันถูกส่งเข้าไปประจำการในอัฟกานิสถานอย่างต่อเนื่อง ไม่เว้นแม้กระทั่งยุคของนายบารัค โอบามา ที่แม้ตัวของเขาจะได้รับรางวัลโนเบล สาขาสันติภาพ แต่กลับมีการส่งทหารอเมริกันเพิ่มเข้าไปอีกสูงสุดถึง 100,000 นายในปี 2009
1
แม้การส่งทหารไปร่วมรบเพื่อกดดันกลุ่มตาลีบันจนต้องล่าถอยออกไปจากศูนย์กลางของประเทศ แล้วไปกระจายตัวอยู่ตามชายแดนทางตอนใต้ใกล้กับปากีสถาน แต่ก็ไม่สามารถขจัดอิทธิพลของตาลีบันให้หมดไปจากแผ่นดินได้
เมื่อสหรัฐฯ และชาติพันธมิตรเริ่มถอนกำลังออกจากอัฟกานิสถาน กลุ่มตาลีบันก็ขยับกลับเข้ามามีอิทธิพลในพื้นที่ตอนในของประเทศ ซึ่งในปี 2560 กลุ่มตาลีบันยังคงรักษากองกำลังและอิทธิพลในพื้นที่ 70% ของประเทศเอาไว้ได้
ความยืดเยื้อของสงครามยิ่งเปล่าประโยชน์ต่อสหรัฐฯ ทั้งในแง่กำลังพลและงบประมาณมหาศาลที่ทุ่มลงไป ทำให้เริ่มมีขั้นการถอนกำลังออกจากอัฟกานิสถาน พร้อมกับการเจรจาหยุดยิงกับกลุ่มตาลีบันเพื่อสันติภาพซึ่งเริ่มตั้งแต่ปี 2561
การเจรจาค่อยๆ ดูมีทิศทางที่ดีขึ้นตามลำดับ มีการประชุมกันถึง 9 ครั้ง เพื่อหาข้อยุติตรงกลางซึ่งกันและกัน แม้ว่ารัฐบาลตาลีบันจะอยากสงบศึก แต่ว่ากลุ่มติดอาวุธอื่นๆ ไม่ได้อยากสงบศึกด้วย แล้วกล่าวหาว่าการที่รัฐบาลตาลีบันยอมคุยกับสหรัฐฯ ก็เพราะว่า รัฐบาลนี้เป็นเพียงหุ่นเชิดของสหรัฐฯ เท่านั้น
และเมื่อเดือนกันยายนปี 2562 สหรัฐฯ จะถอนกำลังทหาร 5,400 นาย ออกจากอัฟกานิสถานภายในเวลา 20 สัปดาห์ ตามข้อตกลงที่มีการยอมรับ "ในหลักการ" กับกลุ่มติดอาวุธตาลีบัน
แต่ไม่กี่วันต่อมา นายทรัมป์ ก็ระบุว่า การเจรจานี้ "จบสิ้นแล้ว" หลังจากที่ทางกลุ่มตาลีบันสังหารทหารสหรัฐฯ นายหนึ่ง แต่ในเวลาไม่กี่สัปดาห์ ทั้งสองฝ่ายก็กลับมาหารือกันต่อโดยไม่เปิดเผย
1
เมื่อ 1 สัปดาห์ก่อน ทางตาลีบัน ยอมที่จะ "ลดความรุนแรง" แม้ว่า เจ้าหน้าที่ทางการอัฟกานิสถานระบุว่า มีทหารอย่างน้อย 22 นาย และพลเรือน 14 คน เสียชีวิตจากการโจมตีของตาลีบันในช่วงเวลานั้น
แต่ถึงอย่างไรก็ตามล่าสุดเมื่อวันที่ 14 เมษายน ที่ผ่านมาประธานาธิบดี โจ ไบเดน ประกาศว่า สงครามที่ยาวนานที่สุดของสหรัฐฯ และถึงเวลาแล้วที่จะต้องยุติลง และจะนำทหารอเมริกันกลับบ้านจากอัฟกานิสถาน สิ้นสุดเสียทีสงครามที่ยาวนาน 20 ปี ที่กองทัพสหรัฐฯ เข้าไปเกี่ยวข้อง
แน่นอนว่าการตัดสินใจของไบเดนมีทั้งผู้ที่เห็นด้วยและคัดค้าน ฝั่งผู้ที่เห็นด้วยมองว่ามันถึงเวลาแล้วที่จะจบเรื่องราวนี้ หลังต้องเสียทั้งเงิน กำลังพล โดยที่สหรัฐแทบไม่ได้อะไรเลยนอกจากภาระในการดูและประเทศหนึ่งที่ล่มสลายเพราะสงคราม แต่ฝ่ายที่คัดค้านมองว่าสันติภาพในอัฟกานิสถานยังไม่มั่นคง และการที่สหรัฐฯ เลือกจบสงครามแบบนี้เท่ากับเป็นการ “ยอมแพ้” ในสงครามที่ไม่มีวันชนะ
พร้อมกับกล่าวว่าตัวคือผู้นำสหรัฐคนที่ 4 ที่ขึ้นดำรงตำแหน่งในช่วงเวลาที่สงครามยังอยู่แบบนี้ คนที่สนับสนุนสงครามและมันควรจบได้แล้ว ทหารอเมริกันทุกคนควรกลับบ้าน และไม่ควรที่ประธานาธิบดีคนที่ 5 จะต้องมาสานต่อเรื่องนี้แล้ว
กองทหารอเมริกันประมาณ 2,500 นายที่อยู่ที่นั่นจะค่อยๆ ถอนกำลังออกตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคมและจะสิ้นสุดภทรกิจทั้งหมดในวันที่ 11 กันยายน ซึ่งตรงกับวันก่อวินาศกรรม 9/11 เมื่อ 20 ปีที่แล้วที่เป็นต้นเรื่องของมหากาฬการส่งทหารไปอัฟกานิสถาน
ส่วนอนาคตของอัฟกานิสถานจะเป็นอย่างไรก็ให้เป็นเรื่องของภายในประเทศ ซึ่งมีการคาดการณ์ว่า กลุ่มตาลีบันจะกลับมาสู้รบอีกครั้งเพื่อสร้างอำนาจและต่อกรกับกลุ่มติดอาวุธต่างๆ ภายใน แต่ถึงเวลานั้นก็คงต้องให้มันเป็นไปตามอนาคตของมัน เพราะสุดท้ายสิ่งที่พิสูจน์ได้คือ สหรัฐฯ แทบไม่ได้ประโยชน์อะไรจากสงครามนี้เลยตลอด 20 ปี มีแต่การสูญเสีย และภาระเตี้ยอุ้มค่อมดินแดนที่ไร้เสถียรภาพ คงถึงเวลาแล้วที่จะปล่อยให้ชะตากรรมถูกกำหนดโดยคนภายในชาติเสียเอง
1
    นินจา มันกลับมาอีกแล้ว😷
    เข้าไปปลูกฝิ่นผลิตยาเสพติดออกขายในตลาดโลกน่ะซิ ชั่วช้าที่สุดในปฐพี CI A มาเฟียในคราบสายลับ