16 เม.ย. 2021 เวลา 06:00 • ดนตรี เพลง
Radiohead - OK Computer (1997)
เบื้องหลัง
ในปี 1995 ขณะที่เรดิโอเฮดกำลังทัวร์โปรโมตอัลบั้ม The Bends ได้ครึ่งทาง ไบรอัน อีโน ได้ติดต่อให้วงทำเพลงลงในอัลบั้ม The Help อัลบั้มรวมเพลงการกุศล โดยมูลนิธิ War Child ทุกเพลงใช้เวลาอัดภายในวันเดียวคือวันที่ 4 ก.ย. 1995 และจะวางจำหน่ายภายในสัปดาห์นั้นเลย เรดิโอเฮดอัดเพลง "Lucky" ในเวลา 5 ชั่วโมงกับ ไนเจล ก็อดริช
เอนจิเนียร์ ซึ่งก็อดริชบอกว่า "บรรยากาศทำงานเต็มไปด้วยแรงบันดาลใจ เมื่อคุณทำงานด้วยความรวดเร็วแบบไม่มีอะไรจะเสีย คงเหลือไว้แค่ความรู้สึกที่ดี หลังจากจบเพลงนี้ ผมรู้สึกอยากร่วมงานกับพวกเขาอีกในอัลบั้มถัดไป" เพลง "Lucky" ถูกเลือกเป็นเพลงโปรโมตอัลบั้ม ติดชาร์ตอันดับที่ 51 แต่ BBC Radio 1 เลือกที่จะไม่เปิดมันออกอากาศ ซึ่งทำให้ ทอม ยอร์ค ค่อนข้างผิดหวัง แต่เขาก็บอกว่าเพลง "Lucky" เหมือนเป็นจุดเริ่มต้นให้วงได้เห็นว่าอัลบั้มต่อไปจะมีซาวด์และอารมณ์แบบไหน "Lucky เหมือนเป็นเพลงที่บ่งชี้ว่าอะไรคือสิ่งที่เราอยากทำ"
หลังจากบอบช้ำจากการทัวร์อย่างหนักหน่วง วงจึงหยุดพักในเดือน ม.ค. 1996 และพยายามหาทิศทางของอัลบั้มชุดต่อไปโดยไม่ให้เหมือนกับอัลบั้ม
The Bends ฟิลลิป เซลเวย์ มือกลอง บอกว่า "เราใช้พลังงานและจิตวิญญาณในการทำงานชุดก่อน
(The Bends) และอยู่กับมันมานานพอละ ถ้าจะให้ทำเหมือนเดิมในชุดใหม่มันจะโคตรน่าเบื่อเลย" ทอม ยอร์ค บอกว่า "จริงๆเราสามารถกลับไปเขียนเพลงเนื้อหาหม่นหมองแบบที่เคยทำก็ได้นะ แต่ผมไม่อยากทำอีกแล้ว ผมอยากเขียนเรื่องราวทางบวกจากสิ่งที่ผมเห็นและได้ยินบ้าง ซึ่งผมยังไม่เคยจับมันยัดลงบนเพลงซักที และผมไม่อยากบังคับมันด้วย
จากความสำเร็จด้านยอดขายแบบถล่มทลายของอัลบั้ม The Bends ทำให้เรดิโอเฮดมีความั่นใจในตัวเองมากจนอยากจะโปรดิวซ์งานด้วยตัวเอง ต้นสังกัด Parlophone ให้งบสนับสนุนสำหรับอุปกรณ์บันทึกเสียง 100,000 ปอนด์ จอนนี่ กรีนวูด มือกีต้าร์บอกว่า "คอนเสปต์ในอัลบั้มนี้คือ เราอยากอัดเสียงในที่ๆไกลจากตัวเมือง และอัดมันด้วยตัวเอง" เอ็ด โอเบรียน มือกีต้าร์อีกคนบอกว่า "ทุกคนบอกกับเราว่าคุณจะทำยอดขายได้ 6 ถึง 7 ล้านชุด ถ้าคุณทำ The Bends ภาคสอง แต่พวกเราตอบปฏิเสธ และจะทำมันออกมาในทางตรงข้ามอย่างสิ้นเชิง" รายชื่อโปรดิวเซอร์ระดับต้นๆหลายคนถูกลิสท์มาให้วงเลือก แต่พวกเขาเลือกจะทำงานร่วมกับ ไนเจล
ก็อดริช และให้ช่วยเป็นที่ปรึกษาให้คำแนะนำในการซื้ออุปกรณ์ต่างๆในการบันทึกเสียงซึ่งหนึ่งในนั้นคือ plate reverberator (แผ่นโลหะใช้สำหรับสะท้อนทำเสียงรีเวิร์บ) ที่ซื้อต่อมาจากนักแต่งเพลง
Jona Lewie แต่หลังจากนั้น ก็อดริชก็ขยับหน้าที่จากให้คำแนะนำไปเป็น Co - Producer
บันทึกเสียง
ในเดือน ก.ค. 1996 เรดิโอเฮดเริ่มซ้อมและบันทึกเสียงอัลบั้ม Ok Computer ที่สตูดิโอของพวกเขา Canned Appaluse Studio โรงนาดัดแปลงใน Oxfordshire แม้จะไม่ต้องกังวลกับเดดไลน์เหมือนตอนทำอัลบั้ม The Bends แต่ก็เกิดปัญหาขึ้น
ฟิล เซลเวย์มือกลองบอกถึงข้อเสียของการโปรดิวซ์กันเองว่า "เราทำเพลงไปเรื่อยๆเพลงต่อเพลง เมื่อเรารู้สึกว่าเริ่มหมดไอเดียแล้ว เราก็ไปเริ่มขึ้นเพลงใหม่แทน เรื่องงี่เง่าก็คือทั้งที่เพลงมันเกือบจะเสร็จแล้วแต่เราดันเปลี่ยนไปทำอีกเพลงเพียงเพราะว่ารายละเอียดมันเริ่มเยอะขึ้น "สมาชิกแต่ละคนมีบทบาทเท่ากันหมดในการนำเสนอเพลง แม้ว่าเสียงที่ดังที่สุดจะเป็นทอม ยอร์คก็ตาม เซลเวย์บอกอีกว่า "เราค่อนข้างให้พื้นที่สำหรับแต่ละคนในการพัฒนาพาร์ทของตัวเอง แต่ในขณะเดียวกันต่างคนต่างก็กังวลถึงสิ่งที่คนอื่นกำลังทำอยู่ ก็อดริช ผู้รับหน้าที่ Co producer บอกว่าเรดิโอเฮด "ต้องการใครซักคนที่เป็นคนนอกวง มาบอกว่าที่ทำอยู่โอเคมั้ยตอนที่พวกเขากำลังเล่นอะไรซักอย่างออกมา ผมจึงต้องเข้ามารับหน้าที่นี้เมื่อเห็นว่าไม่มีใครอยากรับผิดชอบ ถ้าการ
โปรดิวซ์อัลบั้มหมายความว่าต้องรับผิดชอบงานทั้งหมดในอัลบั้ม หน้าที่ของผมคือทำให้วงมั่นใจว่าจะผลักดันไอเดียของพวกเขาให้ไปต่อได้ ตั้งแต่นั้นมาก็อดริชก็รับหน้าที่โปรดิวซ์เซอร์ให้เรดิโอเฮดตลอดทุกอัลบั้ม กลายเป็นสมาชิกคนที่หกของวง
เหมือนที่ จอร์จ มาร์ติน กลายเป็นเดอะบีทเทิลส์คนที่ห้า
ทางวงเริ่มรู้สึกว่าที่ Canned Appaluse ไม่เหมาะที่จะอัดเสียง ทอม ยอร์คบอกว่ารู้สึกเหมือนอยู่ที่บ้านของใครซักคนในวง ส่วน จอนนี่ กรีนวู้ดรู้สึกว่ามันทานมื้อเย็นกับเข้าห้องน้ำไม่ค่อยสะดวก ในขณะนั้นทางวงบันทึกเสียงใกล้จะเสร็จแล้ว 4 เพลง คือ Electioneering,No Surprise, Subterranean Homesick Alien และ The Tourist พวกเขาพักเบรคจากการบันทึกเสียง ตามที่ต้นสังกัดขอร้อง เพื่อเดินทางไปทัวร์ที่อเมริกา 13 วันในฐานะวงเปิดของอลานิส มอริสเสท และได้ทดลองเล่นเพลงใหม่ 2-3 เพลงในเวอร์ชั่นล่าสุดที่เพิ่งทำ หนึ่งในนั้นคือ Paranoid Android ที่เปลี่ยนจากเพลงยาว 14 นาทีมีเสียงออร์แกนโซโล่ยาวเหยียด มาเป็นเวอร์ชั่นแบบ
6 นาทีในอัลบั้ม
ระหว่างทัวร์นั้น บาซ เลอห์มานน์ ผู้กำกับ ว่าจ้างให้เรดิโอเฮดแต่งเพลงประกอบให้กับหนังเรื่องใหม่ของเขา "โรมิโอแอนด์จูเลียต" โดยให้เวลาทั้งหมดที่ปรากฏในหนัง 30 นาที ทอม ยอร์ค บอกว่า "ตอนเราเห็นฉากที่ แคลร์ เดนส์ ใช้ปืนโคลท์ .45 จ่อหัวตัวเอง เราก็เริ่มทำเพลงกันได้ในทันที" หลังจากนั้นไม่นานวงก็แต่งและบันทึกเสียงเพลง "Exit Music (For a Film)" เสร็จ เพลงถูกใช้ในตอน end credit ท้ายเรื่อง แต่ไม่ได้รวมอยู่ในอัลบั้มซาวด์แทร็คตามที่วงขอร้อง เพลงนี้ทำให้วงเห็นภาพรวมของอัลบั้มมากขึ้นว่าจะไปในทิศทางไหน ทอม ยอร์คบอกว่าเป็น "การบันทึกเสียงครั้งแรกของเราทีผมรู้สึกว่าแต่ละโน้ตของมันทำรู้สึกหัวหมุน บางอันรู้สึกภูมิใจ บางอันผมก็อยากจะเร่งให้มันดังขึ้นไปอีก"
เรดิโอเฮดกลับมาอัดเสียงต่อในเดือน ก.ย. 96 ที่
St. Catherine's Court คฤหาสน์เก่าแก่ใกล้กับเมือง Bath พวกเขาต้องเซ็ตอัพอุปกรณ์กันใหม่เพื่อความสะดวกในการบันทึกเสียง จอนนี่ กรีนวู้ดเปรียบเทียบที่นี่กับที่เก่าว่า "ดูเป็นห้องบันทึกเสียงมากกว่าห้องทดลองอะไรซักอย่างที่มีคนกลุ่มนึงมาอัดเสียงอัลบั้มแรกด้วยกัน"
พวกเขาใช้ประโยชน์จากจำนวนห้องที่มีมากมายและระบบอคูสติคทีต่างกันในแต่ละห้อง เสียงร้องนำในเพลง "Exit Music(For a Film)" ใช้เสียงรีเวิร์บธรรมชาติที่ได้จากการอัดตรงบันไดที่ทำจากหิน ส่วนในเพลง "Let Down" อัดในห้องโถงตอนตี 3 การปิดตัวเองจากโลกภายนอก ทำให้วงมีความคล่องตัวในการทำงานมากขึ้นทั้งในเรื่องของเวลาและสถานที่ เอ็ด โอ เบรียนบอกว่า "สิ่งที่กดดันมากที่สุดคือการทำเพลงให้สมบูรณ์ ไม่มีใครมากำหนดเด้ดไลน์ มีอิสระเต็มที่ในการทำทุกอย่างที่เราต้องการ ถ้ามันจะช้าก็เพราะเราคิดว่ามันยังไม่ดีพอที่จะจบงานแบบเท่านั้นเอง" ทอม ยอร์คดูพอใจกับการได้มาอัดเสียงที่นี่มาก เขาชอบที่จะทำงานแบบไม่แยกกันทำ นั่นคือแต่ละชิ้นจะไม่แยกไปอัดของใครของมันเอง โอเบรียนบอกว่า 80 เปอร์เซ็นต์ ในอัลบั้มชุดนี้คือการอัดแบบเล่นสดพร้อมกัน "ผมไม่ชอบการโอเวอร์ดับ(อัดทับเพิ่มเข้าไปใหม่) มันฟังดูไม่ค่อยเป็นธรรมชาติ เมื่อคุณเล่นไปพร้อมๆกัน มันมักจะมีบางสิ่งที่พิเศษเกิดขึ้นเสมอ แค่คุณมองไปที่คนอื่นๆก็รู้ว่าไอ้ 4 คนที่เหลือจะช่วยทำให้สิ่งนั้นเกิดขึ้นได้แน่ๆ"เสียงร้องของทอม ยอร์ค ส่วนมากจะใช้เทคแรกเป็นหลัก เขารู้สึกว่าถ้าฝืนร้องไปเรื่อยๆ "จะเริ่มคิดมากเกินไปและเสียงที่ออกมาจะฟังดูไม่มีพลัง"
เรดิโอเฮดกลับไปที่ Canne Applause ในเดือน ต.ค. เพื่อซ้อม และกลับมาจบงานทั้งหมดที่
St. Catherine's Court ในช่วงคริสมาสต์ พวกเขาคัดเพลงมาลงในอัลบั้ม 14 เพลง เครื่องสายทั้งหมดบันทึกเสียงที่ Abbey Road Studios ในเดือน ม.ค. 1997 ใช้เวลามิกซ์เสียง 2 เดือนในหลายสตูดิโอก่อนจะกลับมาทำมาสเตอริ่งที่ Abbey Road ก็อดริชมิกซ์แต่ละเพลงค่อนข้างเร็ว "คุณต้องรู้สึกกับมันจริงๆ ณ เวลานั้น ถ้าเริ่มคิดมากไปจะไม่ดีละ ผมจะใช้เวลาประมาณครึ่งวันในการมิกซ์ ถ้ามากกว่านั้นงานจะออกมาไม่เวิร์ค สิ่งที่ยากที่สุดคือ คุณต้องพยายามให้สมองปลอดโปร่งเพื่อจะได้โฟกัสเป้าหมายได้อย่างแม่นยำ"
โครงสร้าง
Airbag
แทร็คเปิดอัลบั้ม ขับเคลื่อนด้วยจังหวะที่สร้างจาก เทคกลองที่อัดยาวของเซลเวย์ นำไปใส่ในเครื่องแซมเพลอร์แล้วอีดิทอีกทีด้วยคอมพิวเตอร์แมคอินทอช ได้รับแรงบันดาลใจมาจากงานของ
DJ Shadow เบสไลน์แบบคาดเดาไม่ได้ว่าจะหยุดและเล่นตรงไหนแบบวง Dub ในยุค 70's เนื้อหาอ้างอิงจากอุบัติเหตุทางรถยนต์ และการกำเนิดใหม่ได้แรงบันดาลใจจากบทความ "An Airbag Saved My life" ในนิตยสาร และหนังสือ The Tibetan Book of the Dead ทอม ยอร์คเขียนเพลงนี้เกี่ยวกับ ภาพของความปลอดภัยที่นำเสนอผ่านมุมมองแบบสมัยใหม่ และ "ความคิดที่ว่า ไม่ว่าคุณจะอยู่ที่ไหนคุณสามารถถูกฆ่าตายได้ทุกเมื่อ" BBC อ้างถึงอิทธิพลจากนวนิยาย Crash ของ J.G.Ballad ในปี 1973 ส่วน Tim Footman นักข่าวดนตรีให้ทรรศนะว่า เทคนิคสุดล้ำในเพลงกับเนื้อหาที่ดูวิตกกังวล
แสดงให้เห็นถึงรหัสลับของอัลบั้ม "ในขณะที่
นักดนตรีและโปรดิวเซอร์ต่างพากันตื่นเต้นกับเทคโนโลยีสมัยใหม่ นักร้องกลับรู้สึกโกรธแค้น
ต่อสังคม,ความยุติธรรม และ ผลกระทบทางจิตวิทยา มันเป็นเหมือนกระจกที่สะท้อนความขัดแย้ง แสดงออกผ่านวัฒนธรรมทางดนตรี ด้วยเสียงกีต้าร์ที่ฟังดู'จริง' เจรจาต่อรองกับเสียงกลองที่ผ่านการสังเคราะห์
Paranoid Android
6.23 นาที หนึ่งในเพลงที่ยาวที่สุดของวง โครงสร้างของเพลงได้แรงบันดาลใจมาจาก Happiness is a warm gun ของ The Beatles และ Bohemian Rhapsody ของ Queenที่ปฏิเสธโครงสร้างแบบปรกติ "ร้อง-คอรัส-ร้อง"พาร์ทดนตรีได้รับอิทธิพลมาจาก The Pixes ส่วนชื่อเพลงและเนื้อร้องอ้างอิงถึง Marvin the Paranoid Android จากซีรี่ย์เรื่องThe Hitchhiker's Guide to the Galaxy ของ DouglasAdams
Subterranean Homesick Alien
การใช้เสียงคีย์บอร์ดไฟฟ้าในเพลงนี้เป็นตัวอย่างให้เห็นว่าทางวงพยายามจำลองบรรยากาศให้เหมือนในอัลบั้ม Bitces brew ของ ไมล์ส เดวิส ชื่อเพลงอ้างอิงถึงเพลง Subterranean Homesick Blues ของ บ้อบ ดีแลน เนื้อเพลงกล่าวถึงนักเล่าเรื่องที่ชอบเก็บตัว จินตนาการว่าถูกลักพาตัวโดยมนุษย์ต่างดาว เมื่อกลับมาที่โลกก็ถูกเพื่อนๆรังเกียจหาว่าเป็นคนขี้โม้ เนื้อเพลงได้รับแรงบันดาลใจมาจากนวนิยายไซไฟของทอม ยอร์ค สมัยเป็นนักเรียน เกี่ยวกับเรื่องขำขันทางโลกีย์ของมนุษย์ ในมุมมองของมนุษย์ต่างดาว
Exit Music (For a Film)
เนื้อหาได้รับแรงบันดาลใจจาก วรรณกรรมเรื่อง
โรมิโอและจูเลียต ของ วิลเลี่ยม เช็คสเปียร์ ตอนแรกทอม ยอร์คตั้งใจจะใช้บทพูดในเรื่องมาใส่ในเพลง แต่สุดท้ายก็ใช้การสรุปกว้างๆในมุมของผู้เล่าแทน เขาบอกว่า "ผมเคยดูเวอร์ชั่นของ Zeffirelli(ผู้กำกับชาวอิตาลี่) ตอนอายุ 13 แล้วร้องไห้เพราะไม่เข้าใจว่าทำไมพวกเขาไม่หนีไปก่อนที่จะเกิดเรื่องวุ่นวายขึ้น ซึ่งเนื้อหาในเพลงก็คือเรื่องนี้แหละ ตอนขึ้นต้นเพลงที่มีแค่เสียงกีต้าร์กับร้อง ทอม ยอร์คบอกว่าเหมือนกับที่จอห์นนี่ แคช ทำในอัลบั้ม At Folsm Prison(แสดงสดในเรือนจำ) เพลงนี้มีการใช้เสียง เมลโลทรอน เสียงประสาน และเสียงสังเคราะห์อื่นๆแทรกมาตลอดเพลง จนถึงท่อนพีคของเพลง ด้วยเสียงกลองและเบสที่เล่นผ่าน Fuzz เพดัล ที่เหมือนจำลองเสียงสไตล์ Trip Hop แบบวง Portishead ก่อนจะจบด้วยเสียงของ ทอม ยอร์ค กีต้าร์อคูสติคและเมลโลทรอน
Let Down
เต็มไปด้วยเสียงกีต้าร์และเปียโนไฟฟ้าที่เล่นแบบอเพจจิโอ้(เล่นโน้ตในคอร์ดทีละตัว)ซ้อนทับกันหลายชั้น กีต้าร์ของกรีนวู้ดในเพลงนี้เล่นใน Time Signature(การกำหนดจังหวะ) ที่ต่างจากเครื่องดนตรีอื่น โอเบรียนบอกว่าเพลงนี้ได้รับอิทธิพลจาก ฟิล สเปคเตอร์ (โปรดิวเซอร์,นักแต่งเพลง เป็นที่รู้จักในการใช้เทคนิครีเวิร์บพื่อสร้างเสียงแบบ Wall of Sound)เนื้อหาของเพลง ทอม ยอร์คบอกว่า "เกี่ยวกับความรู้สึกที่คุณได้รับเมื่ออยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านแต่คุณไม่สามารถควบคุมมันได้ คุณอาจจะเคยไปมาหลายที่ พบเจอผู้คนหลายพันคนแต่สุดท้ายคุณก็ถูกลบเลือนหายไปจากสิ่งเหล่านั้น"
ผมยืนฉี่อยู่ในผับแห่งหนึ่ง อยู่ดีๆก็มีความคิดตลกๆโผล่เข้ามาตอนนั้น จะเกิดอะไรขึ้นถ้าทุกคนที่กำลังดื่มอยู่ถูกกีดกันจากขวดเบียร์ ถ้าขวดเบียร์ถูกแขวนอยู่บนเพดานด้วยเส้นลวด แล้วพื้นถูกเจาะลงไปเป็นหลุม สิ่งเดียวที่จะทำให้ทุกคนอยู่รอดได้คือขวดเบียร์เหล่านั้น คงน่ากลัวมากๆเลยนะถ้าติดอยู่ในนั้น ...
- ทอม ยอร์ค
(อะไรของเฮียแกวะเนี่ย - แอดมิน)
 
ในท่อน "Don't get sentimental / It always ends up drivel" ทอม ยอร์คบอกว่า "การแสดงความเห็นใจคือช่วงอารมณ์ที่ทำออกไปเพราะคิดว่าอยากทำ เราถูกจู่โจมด้วยความเห็นอกเห็นใจ,อารมณ์ของมนุษย์ นั่นแหละคือความผิดหวัง คิดว่าทุกอย่างคือสิ่งจอมปลอมหรือคิดว่าทุกอารมณ์นั้นเหมือนอยู่บนเครื่องบินลำเดียวกัน ทั้งโฆษณารถยนต์และเพลง
ป็อบ ทอม ยอร์ค รู้สึกว่าความระแวงสงสัยในอารมณ์ความรู้สึกเป็นบุคลิกของคนยุค Gen X เขาพูดถึงเรื่องนี้ไม่เฉพาะแค่ในเพลง Let Down แต่ทางวงต้องการให้มันกระจายอยู่ทั้งอัลบั้ม
Karma Police
เพลงนี้มีท่อนเวิร์สหลักๆสองท่อน ก่อนจะเบรคเข้าท่อนเงียบ และตามด้วยท่อนจบที่แตกต่างออกไป ท่อนเวิร์สประกอบด้วยเสียงอคูสติกกีต้าร์และเปียโนเล่นคอร์ดโปรเกรสชั่นคล้ายๆกับเพลง "Sexy Sadie" ของ The Beatles ก่อนจะเข้าสู่ท่อนออเครสตร้า และจบด้วยเสียงเอฟเฟคดีเลย์ oscillation ของ
โอเบรียน ชื่อเพลงและเนื้อหาได้มาจากเรื่องตลกภายในวงระหว่างทัวร์ชุด The Bends จอนนี่ กรีนวู้ดเล่าว่า "ถ้ามีใครซักคนเริ่มทำพฤติกรรมแย่ๆ พวกเราจะบอกว่า 'เดี๋ยวมันจะโดนตำรวจตรวจกรรมมาจับไป'" ...(เฮ้อออ - แอดมิน)
Filter Happier
เป็นแทร็คเพลงทดลองสั้นๆที่ประกอบไปด้วย เสียงแซมพ์แบบมิวสิคคัล และเสียงท่องเนื้อเพลงโดย "Fred" เสียงพูดสังเคราะห์จากโปรแกรม Simple Text ในแมคอินทอช ทอม ยอร์คเขียนเพลงนี้ภายในเวลา 10 นาที หลังจากเขียนไม่ออกมาพักใหญ่ เขาอธิบายว่าเนื้อเพลงเป็นเหมือนการรวมสโลแกนต่างๆในยุค 90's และเป็นเพลงที่เขาไม่ชอบที่สุดตั้งแต่เคยแต่งมา มันเลยถูกปลดปล่อยออกมาด้วยเสียงพูดของคอมพิวเตอร์แทน "บางทีเมื่อไอเดียแรกของคุณถูกแทนที่ด้วยไอเดียอื่น คุณอาจต้องขอโทษไอเดียแรกเพราะมันจะไม่มีความหมายอีกต่อไป นั่นคือสิ่งที่เกิดกับเพลงนี้ หลังๆมาผมเลือกฟังแต่ท่อนที่เป็นเปียโน" เสียงแแซมพ์ที่วางเป็นลูป อยู่ข้างหลังมาจากหนังเรื่อง Three Days of the Condor ในปี 1975 เพลงนี้เกือบถูกใช้เป็นเพลงเปิดอัลบั้ม ก่อนจะถูกคัดค้านในที่สุด
Electioneering
นำเสนอเสียงคาวเบลและกีต้าร์โซโล่สุดจัดจ้าน ถือเป็นเพลงที่ร็อคที่สุดในอัลบั้มและหนึ่งในเพลงที่หนักที่สุดของเรดิโอเฮด ทำให้นึกไปถึงสไตล์ของวงในชุด Pablo Honey เนื้อหาของเพลงเกี่ยวกับการเมืองโดยตรง ได้แรงบันดาลใจจากเหตุการณ์จราจล "Poll Tax Riot" รวมไปถึงหนังสือ Manufacturing Consent ของ Chomsky ที่วิเคราะห์เกี่ยวกับสื่อมวลชนร่วมสมัยที่ตกอยู่ภายใต้โมเดลของการโฆษณาชวนเชื่อ ยอร์คบอกว่าเนื้อเพลงเปรียบเทียบศิลปะในการประณีประณอมทางการเมือง กับนักบวชที่พูดจาโผงผางเมื่อยืนอยู่หน้าไมโครโฟน ยอร์คบอกอีกว่า "คุณจะพูดอะไรเกี่ยวกับ IMF หรือนักการเมืองได้มั่งล่ะ หรือคนที่กำลังขายอาวุธให้กับประเทศในแอฟริกา ลูกจ้าง ทาส กรรมกร คุณสามารถพูดอะไรได้บ้าง ที่ทำได้ก็แค่เขียนลงไป 'Cattle Prods and IMF' และคนที่คุณก็รู้ว่าเป็นใคร" โอเบรียนบอกว่า "เมื่อคุณต้องโปรโมตอัลบั้มในระยะเวลานาน สมมติในอเมริกา คุณต้องบินจากเมืองนี้สู่เมืองนั้นตลอดสัปดาห์เพื่อพบปะสื่อมวลชนและคนในบริษัทแผ่นเสียง หลังจากนั้นไม่นานคุณจะรู้สึกเหมือนเป็นนักการเมืองที่ต้องคอยจูบเด็กๆและจับมือเช็คแฮนด์ตลอดทั้งวัน"
Climbing Up the Walls
น่าจะเป็นเพลงแรกของวงที่อธิบายถึงความน่าสะพรึงกลัว การวางเลเยอร์ของพาร์ทเครื่องสาย เสียงแอมเบียนต์ เสียงนอยส์ เครื่องเคาะโลหะ ที่วนเวียนอย่างไม่รู้จบ พาร์ทเครื่องสาย 16 ชิ้น แต่งโดยจอนนี่ กรีนวู้ดได้รับอิทธิพลจากผลงานชื่อ Threnody to the Victims of Hiroshima ของนักประพันธ์เพลงคลาสสิคหัวก้าวหน้า Krzysztof Penderecki
กรีนวู้ดบอกว่า "ผมตื่นเต้นมากที่มีโอกาสได้เรียบเรียงพาร์ทเครื่องสายในแบบที่ไม่เหมือนกับเพลง Eleanor Rigby ของเดอะบีทเทิลส์เมื่อ 30 กว่าปีก่อน" เนื้อหาเขียนขึ้นจากประสบการณ์ทอม ยอร์ค ตอนไปช่วยงานในโรงพยาบาลที่บำบัดผู้ป่วยทางจิต "ผู่ป่วยบางคนนอนไม่หลับถ้าไม่ปิดม่าน พวกเขาเห็นภาพดวงตาหลายคู่กำลังลุกไหม้และพุ่งเข้ามาทางหน้าต่างทุกๆคืน"
No Surprises
เนื้อหาอันแสนหนักหน่วงซึ่งตรงกันข้ามกับพาร์ทดนตรีอันแสนนุ่มนวล บันทึกเสียงภายในเทคเดียว ทางวงต้องการให้เพลงนี้มีบรรยากาศแบบเพลงของ
มาร์วิน เกย์ หรือเพลง "Wonderful World ของ หลุยส์ อาร์มสตอง โคลิน กรีนวู้ด มือเบส บอกว่า
"No surprises คือเพลงที่ค่อนข้างเป็นมิตรกับคนฟัง ไอเดียของเราคือ เขย่าขวัญคนฟังด้วย 'Climbing up The Walls' ก่อนที่จะทำให้พวกเขาผ่อนคลายด้วยเพลงป็อบที่มีท่อนคอรัสแบบเพลงกล่อมเด็ก" ทอม ยอร์คบอกว่า "ผมใช้เวลาอยู่นานเพื่อพยายามไม่ให้เสียงร้องเป็นแค่เสียงของตัวเอง ในเพลงอย่าง 'Karma Police','Paranoid Android' และ'Climbing uo the Walls' ก็เป็นเสียงของคนที่มีบุคลิกต่างกันไป สำหรับ No Surprises เป็นอีกคนนึงที่พยายามจะเก็บรักษาทุกสิ่งไว้ด้วยกัน แต่ไม่สามารถจะทำได้" เนื้อร้องเหมือนเป็นบทกวีที่อ้างอิงถึงการฆ่าตัวตาย หรือชีวิตที่ไม่สมบูรณ์แบบ ความไม่พอใจกับสังคมแบบสมัยใหม่ และมาตรการของรัฐบาล บางท่อนกล่าวถึงชีวิตในชนบทหรือชานเมือง หนึ่งในท่อนที่อุปมาถึงเรื่องเหล่านี้คือประโยคแรกในเพลง
"A heart that's full up like a landfill(สถานที่ทิ้งขยะแถวชานเมือง)" ทอม ยอร์คบอกว่านี่เป็น "เพลงกล่อมเด็กยอดแย่" ที่เกิดมาจาก "ความอึดอัดในเรื่องสุขภาพชีวิต ว่าเราจะทำยังไงกับกล่องหรือขวด
พลาสติค แม้ว่ามันจะถูกฝังแต่มันก็ยังเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของเราอยู่ดี เพราะมันไม่เน่า ไม่ย่อยสลาย มันยังคงอยู่ตรงนั้นและนั่นคือสิ่งที่เรายอมรับ ยอมรับที่จะอยู่กับมันไปแบบนั้น"
Lucky
เนื้อหาได้รับแรงบันดาลใจมาจาก สงครามบอสเนีย กล่าวถึงชายคนนหนึ่งที่รอดชีวิตจากเหตุการณ์เครื่องบินตก และความกังวลในระบบขนส่งของ ทอม ยอร์ค พวกเขาบันทึกเสียงเพลงนี้ในวันที่ 4 ก.ย. 1995 แต่งขึ้นเพื่ออัลบั้มการกุศล Help: A Charity Album For The Children Of Bosnia ถูกเลือกเป็นซิงเกิ้ลแรกของอัลบั้ม ก่อนจะมาอยู่ใน OK Computer โครงสร้างหลักของเพลงนี้คือการประสานกันของกีต้าร์ทั้ง 3 ตัว ที่พัฒนาต่อมาจากคอร์ดเพี้ยนๆของ โอ เบรียน ด้วยการดีดสายกีต้าร์หลังนัทบริเวณหัวกีต้าร์ ทำให้ได้ซาวด์ประหลาดๆเหมือนที่เราได้ยินตอนอินโทรของเพลง
The Tourist
เพลงปิดอัลบั้มแต่งโดยจอนนี่ กรีนวู้ด "เพลงนี้คือเพลงของผมเอง แปลกใจเหมือนกันที่อีก 4 คนที่เหลือยอมให้ผมทำเพลงนี้ 'The Tourist' ซาวด์ไม่
เหมือนกับเรดิโอเฮดโดยสิ้นเชิง(ในยุคนั้น - แอดมิน) มันเป็นเพลงที่ไม่จำเป็นต้องมีอะไรบางอย่างโผล่มาทุกๆ 3 วินาที เป็นเพลงที่มีสเปซ เนื้อหาของเพลงได้แรงบันดาลใจมาจากการเห็นกลุ่มนักท่องเที่ยวที่แย่งกันกิน แย่งกันเที่ยวในฝรั่งเศส ทอม ยอร์ค บอกว่ามันถูกเลือกเป็นเพลงปิดอัลบั้มเพราะ "เพลงส่วนใหญ่ในอัลบั้มค่อนข้างฟังดูยุ่งเหยิง วุ่นวาย มีเสียงนู่นนี่นั่นเต็มไปหมด จำเป็นมากๆที่จะต้องมีเพลงอย่าง 'The Tourist' มาปิดท้าย เพลงนี้เหมือนแต่งให้กับผมเองด้วย ท่อนที่ร้องว่า "Idiot, Slow down"
ณ ตอนนั้นคือผมต้องการให้ทุกอย่างมัน Slow Down จริงๆ
#สตูดิโอแลนด์
#Radiohead
โฆษณา