21 เม.ย. 2021 เวลา 16:54 • วิทยาศาสตร์ & เทคโนโลยี
โครงการจัดซื้อเรือดำน้ำ S26T ของกองทัพเรือไทย จำนวน 3 ลำ มูลค่า 36,000 ล้านบาท
สวัสดีครับ ผมแอดมินกลุ่มชมรมคนชื่นชอบอาวุธยุทโธปกรณ์ทางทหาร และเพจ Military Weapons อาวุธยุทโธปกรณ์ทางทหาร ในฐานะคนที่ชื่นชอบเรื่องอาวุธทางทหารมา 8 ปี วันนี้จึงอยากนำเสนอข้อมูลของ “โครงการจัดซื้อเรือดำน้ำของกองทัพเรือไทย” ซึ่งโครงการนี้ กำลังเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางในขณะนี้ ถึงความเหมาะสม และความคุ้มค่าของโครงการ ผมในฐานะคนที่ชื่นชอบด้านนี้ จึงอยากเขียน/รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับโครงการจัดหาเรือดำน้ำของกองทัพเรือไทย เพื่อให้เพื่อนสมาชิกทุกคนได้อ่าน และทำความเข้าใจกันนะครับ
► เรือดำน้ำของประเทศไทยในอดีต
ในปลาย พ.ศ. 2478 สภาผู้แทนราษฎรได้อนุมัติพระราชบัญญัติบำรุงกำลังทางเรือ พ.ศ. 2478 ให้กองทัพจัดการบำรุงกำลังทางเรือให้เสร็จภายในเวลา 5 ปี ใช้งบประมาณ 18 ล้านบาท กองทัพจึงได้กำหนดความต้องการเรือดําน้ำไว้ 5 ลำ ประมาณราคาไว้ลำละ 2.3 ล้านบาท และต้องการในขั้นแรก 3 ลำ นาวาเอก พระยาวิจารณ์จักรกิจ ผู้บัญชาการทหารเรือในสมัยนั้น ได้มอบหมายให้ นาวาเอก หลวงสินธุ์สงครามชัย (พลเรือเอก สินธุ์ กมลนาวิน) เสนาธิการทหารเรือ เป็นหัวแรงในการจัดหากำลังทางเรือ โดยได้มีการประกวดราคาสร้างเรือดําน้ำในเดือนตุลาคม พ.ศ. 2478 มีตัวแทนบริษัทต่าง ๆ เสนอราคา มีทั้งเสนอสร้าง 3 ลำ และสร้าง 4 ลํา โดยบริษัทมิตซูบิชิจากประเทศญี่ปุ่นเสนอราคาต่ำที่สุด คือสร้างเรือดำน้ำขนาด 370 ตัน มีปืนใหญ่และลูกปืน มีท่อตอร์ปิโด ไม่มีลูกตอร์ปิโด เสนอสร้าง 3 ลำ ราคาลําละ 826,452 บาท เสนอสร้าง 4 ลํา ราคาลำละ 820,000 บาท กองทัพเรือจึงได้ตกลงเลือกบริษัทมิตซูบิชิ
กองทัพเรือลงนามเซ็นสัญญากับบริษัทมิตซูบิชิ เมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2478 ณ เมืองโกเบ ประเทศญี่ปุ่น โดยตกลงสร้างเรือดําน้ำจำนวน 4 ลำ โดยเป็นเรือดำน้ำขนาดเล็ก ระวางขับน้ำเพียงลำละ 370 ตันเศษเท่านั้น แต่มีประสิทธิภาพสูง ซึ่งหากเปรียบเทียบกับเรือดำน้ำทั่วไปแล้ว เรือดำน้ำที่กองทัพเรือจัดสร้างนี้ ก็เป็นเพียงเรือดำน้ำชนิดรักษาชายฝั่งทะเลเท่านั้น เรือดำน้ำทั้ง 4 ลำ ได้รับพระราชทานชื่อว่า ร.ล. (เรือหลวง) มัจฉาณุ หมายเลข 1, ร.ล วิรุณ หมายเลข 2, ร.ล. สินสมุทร หมายเลข 3 และ ร.ล. พลายชุมพล หมายเลข 4
บริษัทมิตซูบิชิได้เริ่มทำวางกระดูกงู ร.ล. มัจฉาณุ และ ร.ล. วิรุณ เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2479 โดยมีพระมิตรกรรมรักษา อัครราชทูตไทยประจำกรุงโตเกียว เป็นผู้กระทำพิธีวางกระดูกงู และต่อมา วันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2479 ได้กระทำพิธีวางกระดูกงู ร.ล. สินสมุทร และ ร.ล.พลายชุมพล กองทัพเรือได้จัดส่งนายทหารชั้นสัญญาบัตรและทหารชั้นประทวนเป็นรุ่น ๆ ไปศึกษาวิชาเรือดําน้ำที่ประเทศญี่ปุ่น จนครบจำนวนทหารประจำการของเรือทั้ง 4 ลำ โดยเรือแต่ละลำมีทหารประจำการ 32 คน รวม 4 ลำ 128 คน เรือดำน้ำทั้ง 4 ลำ เดินทางออกจากญี่ปุ่นเมื่อวันที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2481 เดินทางถึงกรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2481 มีการจัดพิธีต้อนรับอย่างสมเกียรติ
หลังจากนั้น กองทัพเรือได้ขึ้นระวางประจำการเรือดำน้ำทั้ง 4 ลำ ออกฝึกซ้อมครั้งแรกที่เกาะคราม ตั้งแต่วันที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2481 – 10 ตุลาคม พ.ศ. 2481 จากนั้นก็ฝึกซ้อมเป็นประจำเรื่อยมา กระทั่ง เกิดสงครามอินโดจีน เมื่อ พ.ศ. 2484 ภายหลังยุทธนาวีเกาะช้าง เรือดำน้ำทั้ง 4 ลำออกลาดตระเวนใกล้ฐานทัพเรือฝรั่งเศส แต่เพื่อผลทางยุทธการ จึงตัดสินใจเลี่ยงให้เข้ามาปฏิบัติการในน่านน้ำไทย เพราะเกรงว่าจะถูกต่อตีด้วยเรือดำน้ำ ต่อมาช่วงปลายสงครามโลกครั้งที่ 2 ฝ่ายสัมพันธมิตรได้นำเครื่องบินมาทิ้งระเบิดโจมตีกรุงเทพฯ และได้โปรยทุ่นระเบิดปิดกั้นเส้นทางเดินเรือ บริเวณสันดอนปากน้ำ ทำให้ปิดทางเข้าออกแม่น้ำเจ้าพระยาไปช่วงเวลาหนึ่ง ร.ล. พลายชุมพล และ ร.ล. สินสมุทร ซึ่งออกไปปฏิบัติการกำลังเดินทางเข้ากรุงเทพฯ จึงต้องแวะเกาะสีชังไปก่อน จนกว่าจะทำการกวาดทุ่นระเบิดเสร็จเรียบร้อย และเมื่อโรงไฟฟ้าสามเสนและวัดเลียบถูกระเบิดทำลาย ทำให้ในกรุงเทพฯ ไม่มีไฟฟ้าพอใช้ ผู้จัดการไฟฟ้ากรุงเทพฯ ทราบว่า เรือดำน้ำสามารถจ่ายกระแสไฟฟ้าได้ จึงร้องขอมายังกองทัพเรือ แล้วอนุมัติให้ ร.ล. มัจฉาณุ และ ร.ล. วิรุณ ไปเทียบท่าบริเวณท่าเรือกรุงเทพฯ (คลองเตย) ทำการจ่ายกระแสไฟฟ้าให้รถรางสายหลักเมือง-ถนนตก โดยขณะที่เรือทั้ง 2 ลำ จ่ายกระแสไฟฟ้าอยู่นั้น ทหารเรือต้องทำงานเสี่ยงอันตรายอย่างมาก และต้องคอยหลบการโจมตีทางอากาศจากฝ่ายสัมพันธมิตรอยู่ตลอดเวลา
ภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ยุติ เรือดำน้ำทั้ง 4 ลำ มีสภาพทรุดโทรม ขาดแคลนชิ้นส่วนที่จะใช้ซ่อมแซม เนื่องจากการสั่งซื้อจากบริษัทมิตซูบิชิไม่สามารถทำได้ เพราะประเทศญี่ปุ่นเป็นฝ่ายแพ้สงครามและถูกยึดครอง กองทัพเรือได้พยายามหาทางซ่อมแซมเรือดำน้ำทั้ง 4 ลำ อยู่หลายปี แต่ก็ไม่บรรลุผล ต่อมา หลังจากเหตุการณ์กบฏแมนฮัตตัน เมื่อ พ.ศ. 2494 ทําให้เกิดการเปลี่ยนแปลงภายในกองทัพเรืออย่างมาก กระทรวงกลาโหมมีคําสั่งยุบเลิกหมวดเรือดำน้ำ แล้วให้โอนไปรวมในหมวดเรือตรวจฝั่งที่ตั้งขึ้นใหม่ ต่อมาวันที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2494 เรือดำน้ำทั้ง 4 ลำ ถูกปลดระวางประจำการ รวมเวลารับใช้กองทัพเรือ 12 ปีเศษ หลังจากนั้น เรือทั้ง 4 ลํา ได้จอดคู่เทียบติดกันลอยอยู่ในแม่น้ำเจ้าพระยา บริเวณท่าน้ำโรงพยาบาลศิริราชอยู่อีกเป็นเวลานาน กระทั่ง ได้ขายเรือดำน้ำทั้ง 4 ลำ ให้บริษัทปูนซีเมนต์ คงเหลือแต่หอเรือดำน้ำและอาวุธบางชิ้น เช่น ปืน และกล้องส่อง กองทัพเรือจึงได้สร้างสะพานเดินเรือจำลองขึ้น และนำอาวุธมาติดตั้งไว้เป็นอนุสรณ์ จัดแสดงไว้ที่หน้าพิพิธภัณฑ์ทหารเรือ หน้าโรงเรียนนายเรือ จังหวัดสมุทรปราการ นับเป็นเวลาถึง 69 ปีมาแล้วที่ประเทศไทย ไม่มีเรือดำน้ำประจำการ
► ความพยายามจัดหาเรือดำน้ำเข้าประจำการใหม่ของกองทัพเรือไทย
ปีพุทธศักราช 2538 จะจัดหาเรือดำน้ำจากบริษัท Kockums ประเทศสวีเดน
ปีพุทธศักราช 2553 กองทัพเรือเสนอโครงการจัดหาเรือดำน้ำใหม่หรือผ่านการใช้งานมาแล้ว จำนวน 2 – 3 ลำ วงเงิน 48,000 ล้านบาท
ปีพุทธศักราช 2555 พล.อ.อ.สุกำพล สุวรรณทัต รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ตัดสินยุติโครงการและไม่นำโครงการจัดซื้อเรือดำน้ำมือสองรุ่น U-206 A จากกองทัพเรือเยอรมนี จำนวน 6 ลำ วงเงิน 7.6 พันล้านบาท เสนอขออนุมัติต่อคณะรัฐมนตรี
ในปีเดียวกันนั้น ครม. ได้อนุมัติโครงการ “เรือฟริเกต” ที่มีขนาด 2,000-3,500 ตัน จำนวน 2 ลำ มูลค่า 3 หมื่นล้านบาท ซึ่งคือเรือหลวงภูมิพลอดุลยเดชในปัจจุบัน ซึ่งเป็นเรือฟริเกตที่มีจุดประสงค์ในการทำสงครามปราบเรือดำน้ำ หลังจากกองทัพเรือไม่ได้เรือดำน้ำเข้าประจำการ
ปีพุทธศักราช 2558 มาจนถึงปีพุทธศักราช 2560 มีหลายประเทศได้เสนอเรือดำน้ำให้กองทัพเรือไทยพิจารณาคัดเลือก ทั้งเยอรมัน เกาหลีใต้ รัสเซีย ฝรั่งเศส สวีเดน และจีน เมื่อดูข้อเสนอทั้งหมดแล้วพบว่า ข้อเสนอเรือดำน้ำจากประเทศจีน ตรงกับความต้องการของกองทัพเรือไทยมากที่สุด
หลังจากการคัดเลือกแบบมาประมาณ 2 ปี กว่า ๆ ในที่สุดเมื่อ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2560 พลเรือเอก ลือชัย รุดดิษฐ์ เสนาธิการทหารเรือ/ประธานคณะกรรมการพิจารณาจัดซื้อเรือดำน้ำจีน ในฐานะตัวแทนกองทัพเรือ นำคณะกรรมการพิจารณาจัดซื้อเรือดำน้ำ พลเรือโท พัชระ พุ่มพิเชฏฐ์ รองเสนาธิการทหารเรือในฐานะประธานคณะกรรมการจัดจ้างสร้างเรือดำน้ำ และพลเรือตรี กฤษฎาภรณ์ พันธุมโพธิ ผู้อำนวยการสำนักงานจัดหายุทโธปกรณ์ทหารเรือ ในกรรมการและเลขานุการคณะกรรมการบริหารโครงการจัดหาเรือดำน้ำ และพลเรือตรี วิสาร ปัณฑวังกูร ผู้บัญชาการกองเรือดำน้ำ กองเรือยุทธการ ได้ลงนามในสัญญาจัดซื้อเรือดำน้ำ S26T จากบริษัท CSOC รัฐวิสาหกิจของกลาโหมจีน แบบ G to G ที่ อาคารเตี๊ยวหยูไถ่ กรุงปักกิ่ง ทั้งนี้ พลเรือเอก ลือชัย รุดดิษฐ์ เปิดเผยว่า ทั้งสองฝ่ายได้ตรวจเอกสาร ฝ่ายจีนไม่มีแก้ไขฉบับที่ผ่านการตรวจสอบจากอัยการสูงสุดของไทยแล้ว และเรารับทราบว่า สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ให้ลงนามได้ จึงได้มีพิธีลงนามในวันนี้ โดยฝ่ายไทยและฝ่ายจีน จะออกข่าวการลงนามในสัญญานี้ทั้งในประเทศไทยและประเทศจีนด้วย
► โครงการจัดหาเรือดำน้ำ S26T จำนวน 3 ลำ วงเงิน 36,000 ล้านบาท (1.1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ) ผูกพันงบประเทศราว ๆ 10 ปี (ทั้งโครงการ)
-จัดหาระยะที่ 1 จำนวน 1 ลำ ในปี 2560 มูลค่า 13,500 ล้านบาท โดยงบประมาณที่จะใช้ในการจัดหาเรือดำน้ำครั้งนี้ จำนวน 13,500 ล้านบาทนั้น กองทัพเรือใช้จากงบประมาณของกองทัพเรือที่ได้รับปกติในแต่ละปี ในส่วนที่กองทัพเรือใช้ในการลงทุนเพื่อจัดหาอาวุธประเภทต่างๆ มาใช้งาน ซึ่งกองทัพเรือได้ลงทุนเกี่ยวกับการจัดหาอาวุธประเภทต่างๆ ตามที่กล่าวมานี้เป็นปกติในแต่ละปีเป็นประจำอยู่แล้ว เช่น การจัดหาเรือตรวจการณ์ชายฝั่ง การปรับปรุงเรือฟริเกตชุดเรือหลวงนเรศวร การจัดหาเรือจักรีนฤเบศร เป็นต้น โดยขอตั้งงบประมาณจากรัฐบาลตามกระบวนการปกติเหมือนส่วนราชการอื่น ๆ ที่จำเป็นต้องจัดหาเครื่องมือต่าง ๆ มาใช้ในการทำงานตามภารกิจที่ได้รับมอบหมาย โดยงบประมาณที่จะใช้ในการจัดหาเรือดำน้ำ จำนวน 13,500 ล้านบาท ครั้งนี้ จะแบ่งผ่อนชำระเป็นระยะเวลา 7 ปี โดยจะแบ่งจ่ายเงินเป็นงวดๆ ตามความก้าวหน้าในการสร้างเรือ โดยกองทัพเรือได้เจรจากับฝ่ายจีนเกี่ยวกับการชำระเงินในแต่ละปีงบประมาณ ให้สอดคล้องกับความเป็นไปได้ด้านงบประมาณของกองทัพเรือเรียบร้อยแล้ว โดยจะมีงวดการชำระเงินทั้งหมด 17 งวด ชำระเงินในปี 2560 จำนวน 700 ล้านบาท ส่วนปี 2561 – 2566 จะชำระเงินเฉลี่ยปีละ 2,100 ล้านบาท อีกครั้ง ซึ่งการจ่ายเงินในแต่ละปีจะไม่เป็นภาระงบประมาณของประเทศ และไม่มีผลกระทบกับการใช้งบประมาณด้านอื่น ๆ ของกองทัพเรือ
-จัดหาระยะที่ 2 จำนวน 2 ลำ (อาจจะเป็นในปี 2564 ถ้าโครงการผ่าน) มูลค่า 22,500 ล้านบาท โดยรายการนี้กำหนดว่าปี 63 จ่าย 3,375 ล้านบาท ปี 64 จ่าย 3,925 ล้านบาท ปี 65 จ่าย 2,640 ล้านบาท ปี 66 จ่าย 2,500 ล้านบาท ปี 67 จ่าย 3,060 ล้านบาท ปี 68 จ่าย 3,500 ล้านบาท ปี 69 จ่าย 3,500 ล้านบาท
“แต่ในช่วงโควิดระบาด จึงประสานไปยังจีนและขอคืนงบประมาณก้อนแรกปี 63 ที่ตั้งไว้แล้ว 3,375 ล้านบาท โดยเป็นการชะลอโครงการ รวมถึงโครงการอื่น เพื่อใช้แก้ปัญหาโควิด ซึ่งกองทัพเรือได้ปรับปรุงเนื้อหาใหม่ โดยมีกำหนดลงนามรัฐต่อรัฐในเดือน ก.ย. โดยการจัดงบของกองทัพเรือ ทำโดยความรอบคอบและประหยัด ตระหนักถึงงบของชาติและตั้งงบในกรอบ โดยยืนยันงบ 22,500 ล้านบาท เป็นการจ่ายใน 7 ปี โดยใช้จ่ายตามงบประจำปี ด้วยการตัดงบจัดซื้อยุทโธปกรณ์อื่นลง”
-รวมระยะที่ 1 จำนวน 13,500 ล้านบาท + ระยะที่ 2 จำนวน 22,500 ล้านบาท = 36,000 ล้านบาท ซึ่งในราคา 36,000 ล้านบาท กองทัพเรือไทยจะได้เรือดำน้ำแบบ S26T จำนวน 3 ลำ (ลำแรก 13,500 ล้านบาท ลำที่ 2-3 ลำละ 11,250 ล้านบาท) การฝึกอบรมการใช้งานให้กับลูกเรือ การรับประกันอะไหล่ และตัวเรือ รวมถึงได้รับการติดตั้งอุปกรณ์เพิ่มเติมประกอบด้วยแผ่นยางลดเสียงสะท้อน ระบบสื่อสารดาวเทียม ระบบสื่อสารข้อมูลทางยุทธวิธี และอาวุธทั้ง จรวดนำวิถี ทุ่นระเบิด ตอร์ปิโด โดยมีมูลค่ากว่า 2,100 ล้านบาท ซึ่งไม่ต้องเพิ่มวงเงินแต่อย่างใด ดังนั้น ในปี 2560-2570 ประเทศไทยจะมีเรือลำดำหน้าตาคล้ายกันทั้งหมด 3 ลำ แต่หากไม่ดำเนินการตามที่เจรจาไว้ทั้งหมด ประเทศไทยก็จะหมดความน่าเชื่อถือเชิงพาณิชย์ การจัดหาเรือดำน้ำลำที่ 2-3 จึงมีความจำเป็น ซึ่งได้เสนอร่างข้อตกลงจ้างให้สำนักงานอัยการสูงสุดและกระทรวงการต่างประเทศตรวจสอบแล้ว
► สถานะเรือดำน้ำ S26T ลำที่ 1 ของกองทัพเรือไทย
-18 เมษายน พุทธศักราช 2560 คณะรัฐมนตรีรัฐบาลไทยในขณะนั้นได้อนุมัติการจัดซื้อเรือดำน้ำ S26T ระยะที่ 1 ลำแรกจากสาธารณรัฐประชาชนจีน
-5 พฤษภาคม พุทธศักราช 2560 กองทัพเรือลงนามจัดหาเรือดำน้ำแบบ S26T ระยะที่ 1 จำนวน 1 ลำ จากบริษัท China Shipbuilding & offshore International Co., Ltd. (CSOC) โดยมีนาย Xu Ziqiu ประธานกรรมการบริษัท CSOC ในฐานะตัวแทนรัฐบาลจีนจะลงนามกับกองทัพเรือไทย ในข้อตกลงการจัดซื้อจัดจ้างลักษณะรัฐบาลต่อรัฐบาล ณ อาคารรับรองรัฐบาล (อาคารเตี๊ยวหยูไถ่) กรุงปักกิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจี -4 กันยายน พุทธศักราช 2561 ที่อู่เรือ Wuchang Shipbuilding Industry Group Co.,Ltd (WS) สาธารณรัฐประชาชนจีน ได้ทำพิธีตัดเหล็กแผ่นแรกของเรือดำน้ำดีเซลไฟฟ้าโจมตี (SSK) แบบ S26T ลำแรกสำหรับกองทัพเรือไท -5 กันยายน พุทธศักราช 2562 มีพิธีวางกระดูกงูเรือเรือดำน้ำแบบ S26T ลำแรกสำหรับกองทัพเรือไทย ณ อู่เรือ Wuchang Shipbuilding Industry Group Co.,Ltd (WS) เมืองอู่ฮั่น สาธารณรัฐประชาชนจีนแม้ว่าการสร้างเรือรบสมัยใหม่ในปัจจุบันจะไม่มีการวาง “กระดูกงูเรือ” เป็นแกนลำตัวเรือจริง ๆ แล้วก็ตามโดยเปลี่ยนไปใช้การสร้างในรูปแบบการประกอบชิ้นส่วน Block ลำตัวเรือแทน แต่กองทัพเรือทั่วโลกยังคงเรียกพิธีการประกอบ Block เรือชิ้นแรกว่า “พิธีวางกระดูกงู - keel laying ceremony” อยู่
-คาดว่าจะปล่อยลงน้ำในปีพุทธศักราช 2565
-และจะเข้าประจำการได้ในปีพุทธศักราช 2566-2567
► โครงการที่เกี่ยวข้องกับการจัดหาเรือดำน้ำของกองทัพเรือไทย
1) หลังจากพลาดโครงการจัดซื้อเรือดำน้ำมือสองแบบ U-206A จากกองทัพเรือเยอรมัน ทำให้กองทัพเรือจัดซื้อเรือฟริเกตสมรรถนะสูง เพื่อใช้ในภารกิจต่อต้านเรือดำน้ำ จำนวน 1 ลำ วงเงิน 14,997 ล้านบาท ซึ่งคือเรือหลวงภูมิพลอดุลยเดชนั่นเอง โดยกองทัพเรือวางแผนที่ต่อเรือฟริเกตสมรรถนะสูงลำที่ 2 ด้วยตนเอง ผ่านการถ่ายทอดเทคโนโลยีจากอู่ต่อเรือ DSME ของประเทศเกาหลีใต้ โดยจะใช้พื้นที่ของอู่ราชนาวีมหิดล แต่เนื่องจากเกิดการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส COVID-19 ทำให้ต้องเลื่อนโครงการจัดหาเรือฟริเกตสมรรถนะสูงลำที่ 2 ออกไปอย่างไม่มีกำหนด
2) โครงการจัดซื้อเรือดำน้ำแบบ S26T จำนวน 3 ลำ วงเงิน 36,000 ล้านบาท
3) โครงการจัดซื้อเรืออู่ยกพลขึ้นบกขนาดใหญ่แบบ Type 071E วงเงิน 6,100 ล้านบาท โดยเรืออู่ยกพลขึ้นบกใหม่จะถูกนำไปใช้ปฏิบัติการในฐานะเรือเอนกประสงค์ เช่น การลาดตระเวนและตรวจการณ์น่านน้ำอาณาเขต, การฝึก, การส่งกำลังบำรุงและการขนส่งกำลังพล และการบรรเทาภัยพิบัติต่าง ๆ แก่ประชาชน โดยมีข้อสังเกตุในพิธีลงนามว่าภาพพื้นหลังที่เป็นแบบจำลองสามมิติของเรือ Type 071E LPD นั้นปรากฏว่ามีตัวเรือมี Crane ขนาดใหญ่ที่หน้าโรงเก็บเฮลิคอปเตอร์ และมีเรือดำน้ำดีเซลไฟฟ้าแบบ S26T จอดเทียบข้างกราบขวาเรือท้ายเรือโดยมีลูกโป่งยางกันกระแทก (Balloon Mooring Rubber Fenders) สองจุดด้วย จากข้อมูลคุณสมบัติของเรือดำน้ำ S26T มีความยาว 78 เมตร แสดงให้เห็นว่าเรือ Type 071E มีขนาดใหญ่มาก นั่นทำให้ข้อมูลที่ว่ากองทัพเรือไทยมีแผนที่จะให้เรืออู่ยกขึ้นบก Type 071E LPD เป็นเรือพี่เลี้ยงเรือดำน้ำ(Submarine Tender) อีกด้วย
4) คณะรัฐมนตรีรัฐบาลไทย ได้อนุมัติงบประมาณราว 193 ล้านบาท สำหรับการศึกษาออกแบบเรือดำน้ำขนาดเล็ก ระยะเวลา 4 ปี โดยโครงการวิจัยและพัฒนาการสร้างเรือดำน้ำขนาดเล็กกองทัพเรือไทย (Midget Submarine) ได้เริ่มต้นมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2560
โครงการวิจัยและพัฒนาสร้างเรือดำน้ำขนาดเล็กของกองทัพเรือ โดย สวพ.ทร. มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1.เพื่อนำองค์ความรู้ที่ได้จากโครงการวิจัยยานใต้น้ำขนาดเล็กของกองทัพเรือ มาพัฒนาต่อยอด
2.เพื่อสร้างเรือดำน้ำขนาดเล็กสนับสนุนปฏิบัติการทางเรือ และการปฏิบัติการพิเศษ
ขอบเขตของการวิจัย กำหนดความต้องการทางยุทธการเบื้องต้น ดังนี้
คุณลักษณะทั่วไป
-ระวางขับน้ำ 150-300 ตัน
-ระบบขับเคลื่อน
-ระบบควบคุมบังคับตามยุทธวิธีเรือดำน้ำ
-ระบบสื่อสาร ระบบตรวจจับ และระบบนำเรือผิวน้ำ และใต้น้ำ
-รัศมีปฏิบัติการไม่ต่ำกว่า 350 ไมล์ทะเล
ขีดความสามารถทางยุทธการ
-การหาข่าว สอดแนม
-การสนับสนุนการฝึกปราบเรือดำน้ำ
-สนับสนุนชุดปฏิบัติการพิเศษได้ไม่น้อยกว่า 7 นาย
-ปฏิบัติการในระดับความลึกได้ถึง 80 เมตร
-รองรับลูกเรือไม่น้อยกว่า 3 นาย
► เจาะสเปคเรือดำน้ำแบบ S26T
เรือดำน้ำแบบ S26T ของกองทัพเรือไทยนั้น พัฒนามาจากชั้นเรือดำน้ำแบบ Type 039B Yuan Class ของกองทัพเรือจีน ซึ่งมีเรือดำน้ำแบบ Yuan Class ทุกรุ่น ประจำการในกองทัพเรือจีนกว่า 17 ลำ และ Yuan Class นั้น ได้พัฒนามาจากเรือดำน้ำแบบ Project 636 Kilo Class ของประเทศรัสเซีย
เรือดำน้ำ S26T ใช้เครื่องยนต์ดีเซลไฟฟ้าระวางขับน้ำ 2,600 ตัน มีระบบ Air Independent Propulsion system (AIP) ทำให้สามารถดำปฏิบัติการได้นาน 21 วันใต้ผิวน้ำ โดยไม่ต้องโผล่มาชาร์จไฟเหมือนเรือดำน้ำรุ่นเก่า ขณะที่เรือดำน้ำดีเซลไฟฟ้าแบบปกติจะดำน้ำได้นาน 7-10 วันเท่านั้น และเป็นเครื่องยนต์สเตอร์ลิงที่จีนซื้อต้นแบบมาจากสวีเดนมาพัฒนาต่อยอดเพิ่มประสิทธิภาพในการดำน้ำได้นาน มีท่อตอร์ปิโด 6 ท่อยิง ซึ่งสามารถยิงจรวดโจมตีเรือ และยิงสนับสนุนโจมตีภาคพื้นดินได้ ถือว่าเป็นเรือดำน้ำดีเซลไฟฟ้าโจมตีที่มีความทันสมัยมากที่สุดในขณะนี้ รองจากเรือดำน้ำนิวเคลียร์
เรือดำน้ำ S26T มีความยาว 79.5 เมตร กว้าง 8.6 เมตร สูง 9.2 เมตร เปลือกลำตัวแบบ 2 ชั้น ระวางขับเหนือนํ้า 1,850 ตัน ระวางขับขณะดำ 2,600 ตัน S26T ยังถูกออกแบบเป็นโมดุลเมื่อเพิ่มโมดุล AIP อาวุธเลือกได้ตามกำลังเงินของประเทศที่สั่งซื้อ ความเร็วสูงสุด 18 นอต (33.33 กิโลเมตรต่อชั่วโมง) ระยะทำการ 8,000 ไมล์ทะเล (14,816 กิโลเมตร หรือเท่ากับระยะทางจากประเทศไทยไปประเทศสหรัฐอเมริกา) ดำลึกสูงสุด 300 เมตร ลูกเรือประจำการ 50 นาย ระยะเวลาปฏิบัติการต่อการออกทะเล 1 ครั้ง นาน 2 เดือน
ความลึกปฏิบัติการน้อยสุด 50 เมตร ระดับความลึกปลอดภัย 60 เมตร ระบบขับเคลื่อน ใช้เครื่องยนต์ดีเซล (สิทธิบัตร MTU เยอรมนี) สองเครื่อง และมอเตอร์ไฟฟ้ากำลังขับ 5,515 กิโลวัตต์ พร้อมระบบขับเคลื่อน AIP แบบวัฏจักรสเตอริง 3 ชุดให้กำลังชุดละ 75 กิโลวัตต์ รวม 225 กิโลวัตต์
• ความเร็วขณะดำใต้น้ำสูงสุด เมื่อใช้แบตเตอรี่: 18 นอต ในเวลา 10 นาที 17 นอต ในเวลา 1 ชั่วโมง
• ความเร็วขณะดำใต้น้ำสูงสุดเมื่อใช้กล้องตาเรือ และท่อ Snorkel : 10 นอต
• ความเร็วเงียบ (Silent Speed): 4 นอต เมื่อใช้แบตเตอรี่ และ 3.2 นอต เมื่อใช้ AIP
• ความเร็วการดำเนินกลยุทธต่ำสุด 3 นอต
• ความเร็วเดินทาง 8 นอต
• หมายเหตุ: 1 นอต = 1.85 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
พิสัยทำการไกลสุด (เมื่อใช้แหล่งความเร็วและพลังงานขับเคลื่อนผสมกันทั้งเครื่องดีเซล, แบตเตอรี่ และ AIP): 8,000 ไมล์ทะเล พิสัยทำการเมื่อดำใต้น้ำต่อเนื่อง: 260 ไมล์ทะเล ที่ความเร็ว 4 นอต โดยระดับพลังงานแบตเตอรี่ ลดจาก 100% เหลือ 20% ใช้กำลังไฟฟ้านอกจากระบบขับเคลื่อน (Hotel Load) 60 กิโลวัตต์ ระยะเวลาทำการ 60-65 วัน ดำน้ำได้นานที่สุดมากกว่า 20 วัน เมื่อใช้ AIP ต่อเนื่องที่ความเร็ว 3.2 นอต 10 วัน เมื่อใช้กำลังไฟฟ้านอกจากระบบขับเคลื่อน (Hotel Load) 7 กิโลวัตต์
จำนวนเป้าหมายสูงสุดของสถานีวิเคราะห์การเคลื่อนที่ (Target Motion Analysis 64 เป้าหมาย (64 Targets) กำหนดการยิงเป้าหมายได้ต่อเนื่อง 4-6 เป้าพร้อมกัน โจมตีเป้าหมายได้พร้อมกันสูงสุด 2 เป้าหมาย ระบบอาวุธ: ท่อ Torpedo 6 ท่อยิง สามารถใช้ได้ทั้ง Torpedo, อาวุธปล่อยนำวิถี และทุ่นระเบิด ประกอบด้วย
-Torpedo แบบ ET38 (รุ่นส่งออกมีพื้นฐานจาก Yu-6) ทวิประสงค์ต่อต้านเรือดำน้ำและเรือผิวน้ำ นำวิถีด้วยเส้นลวด, เสียงและพลิ้วคลื่น (Fiber-Optic Wire-Guided+Passive/Active Acoustic Homing+Wake Homing) ระยะยิงประมาณ 45-50 กิโลเมตร ความเร็วสูงสุด 50-65 นอต (92-120 กิโลเมตรต่อชั่วโมง)
-อาวุธปล่อยนำวิถีแบบ CM-708UNB ระยะยิง 290 กิโลเมตร ที่ความเร็ว 0.9 มัค (1,102.54 กิโลเมตรต่อชั่วโมง หรือ 18.37 กิโลเมตรต่อนาที) ยิงได้ทั้งเป้าหมายเรือผิวน้ำขนาด 3,000 ตัน ที่ความเร็วไม่เกิน 30 นอต และเป้าหมายตรึงประจำที่ภาคพื้นดินชายฝั่ง (Surface Ships and Inshore fixed Targets) ควบคุมการยิงได้พร้อมกัน 5 นัด และเตรียมข้อมูลได้พร้อมกันอีก 2 นัด ใช้ได้ที่ความลึก 100 เมตร ขึ้นไป
-ทุ่นระเบิด 36 ทุ่น แบบ Smart Mine, Bubble Shell
-เป้าลวง Torpedo Decoy แบบ MSS-01
กำลังพลประจำการ กำลังพล: ประมาณ 50 นาย (การฝึกครอบคลุมกำลังพล 176 นาย ประกอบด้วยนายทหารชั้นประทวน 105 นาย, นายทหารสัญญาบัตรประจำแผนก 28 นาย, นายทหารบัตรประจำแผนก 28 นาย, นายทหารบังคับบัญชา 8 นาย, ผู้บังคับการเรือ 8 นาย, ครูฝึก 8 นาย, ช่างซ่อมบำรุง 13 นาย, นายทหารแพทย์ใต้น้ำ 4 นาย และช่างเชื่อม 2 นาย) อายุการใช้งานตัวเรือนาน 25 ปี
โดยเรือดำน้ำ S26Tของ กองทัพเรือไทยจะใช้ระบบผสมระหว่างจีนและตะวันตก
► เรือดำน้ำของสาธารณรัฐประชาชนจีน
กองทัพเรือจีนมีเรือดำน้ำรุ่นต่าง ๆ ประจำการมากกว่า 50 ลำ โดยเป็นเวลาถึง 60 ปีของการออกแบบและพัฒนาเรือดำน้ำที่เริ่มต้นจากชั้น Romeo, ชั้น Ming, ชั้น Song และชั้น Yuan จีนจึงมีขีดความสามารถที่จะวิจัยและพัฒนาเรือดำน้ำด้วยตนเองอย่างอิสระ ซึ่งในปัจจุบันจีนได้ส่งออกเรือดำน้ำแบบ S20 ให้กับปากีสถานจำนวน 8 ลำ และกองทัพเรือไทย จำนวน 1 (+2) ลำ
► ทำไมต้องเป็นเรือดำน้ำ S26T?
สาเหตุที่เลือกเรือแบบ S26T จากประเทศจีน ก็เพราะจำนวนที่ผู้ผลิตเสนอให้มีมากกว่ารายอื่น โดยในขั้นแรกกองทัพเรือตั้งงบประมาณสำหรับเรือดำน้ำ 2 ลำ เพื่อจัดหาเรือลักษณะเดียวกับแบบ U-209 จากประเทศเยอรมนี ในวงเงิน 36,000 ล้านบาท เป็นค่าเรือลำละ 15,000 ล้านบาท ที่เหลือเป็นค่าใช้จ่ายในการจัดตั้งกองเรือ แต่ทางฝ่ายจีนเสนอเรือให้ถึง 3 ลำ เพราะทางจีนเองก็ทราบดีว่า ถ้าเทียบตัวต่อตัวนั้น เรือดำน้ำจีนไม่สามารถสู้กับเรืออื่นได้ โดยเฉพาะเรือจากทางยุโรป การจะให้ได้เปรียบต้องสู้ด้วยจำนวนที่มากกว่า คือ สู้ด้วยคุณภาพไม่ได้ ต้องสู้ด้วยปริมาณ อย่างเรือดำน้ำจากจีนมีความพร้อมใช้งาน โดยเฉลี่ยที่ 80% เรือจากยุโรป 90% ถ้ามีเรือจากจีนเพียง 2 ลำ จะไม่พร้อมรบเต็มอัตรา จึงต้องมี 3 ลำ และการมีเรือ 3 ลำ ทำให้กองทัพเรือสามารถมีเรือเพียงพอจะหมุนเวียนในพื้นที่ปฏิบัติการที่ต้องการได้ต่อเนื่อง มีการป้องปรามได้ตลอดเวลา จำนวน 3 ลำ จึงเป็นจำนวนที่เพียงพอ
1
ตามกรอบงบประมาณของกองทัพเรือ ทางฝรั่งเศสโดยอู่ DCNS นั้นท้ายที่สุดไม่สามารถเสนอเรือดำน้ำแบบสกอร์ปีน (Scorpene) เหมือนของมาเลเซียให้ได้ เพราะไม่สามารถลดราคาให้อยู่ในกรอบวงเงินที่กำหนดได้ จึงเสนอเรือดำน้ำขนาดเล็กขนาด 900 ตัน ให้แทน แต่เป็นแบบเรือที่ไม่เคยต่อมาก่อน คาดว่ามีพื้นฐานมาจากเรือดำน้ำแบบอันดราสตา (Andrasta) และชอร์ทฟิน บาร์ราคูดา (Shortfin barracuda) ซึ่งกองทัพเรือไม่มั่นใจในเรื่องอะไหล่
ส่วนทางรัสเซียเสนอเรือดำน้ำแบบกิโล 636 (Kilo 636) เหมือนของเวียดนาม แต่ราคาสูงมาก ด้วยงบประมาณที่มีจึงจัดซื้อได้แต่ตัวเรือ โดยมีโซนาร์มาแค่แบบเดียว คือ โซนาร์ข้างลำตัว (Flank array sonar) ถ้าอยากได้แบบอื่นเพิ่มต้องซื้อเพิ่ม ส่วนอาวุธนอกจากตอร์ปิโดนั้น ขายให้ครบทั้งหมด แต่ต้องซื้อเพิ่มแยกต่างหาก และยังไม่เสนอแพ็กเกจอื่นที่น่าสนใจให้ เหมือนกับทางรัสเซียเสนอมาพอเป็นพิธีเท่านั้น นอกจากนี้คณะเยี่ยมชมของกองทัพเรือที่ได้เข้าไปดูภายในตัวเรือมาก็พบว่าความเป็นอยู่ของลูกเรือไม่ดี และประสิทธิภาพโดยรวมไม่ได้ต่างจากเรือของผู้ผลิตรายอื่นมาก
1
สำหรับทางสวีเดนนั้น ซ้าบ (Saab) เสนอเรือที่มีพื้นฐานหลักจากเรือแบบ A19 แต่ใช้ส่วนหอบังคับการ และการออกแบบบางส่วนจากเรือแบบ A26 จึงเป็นเรือดำน้ำลูกผสม ซึ่งยังไม่ได้ทดสอบและไม่ทราบต้นทุน อีกทั้งระบบอาวุธใช้ได้เพียงตอร์ปิโดเท่านั้น อาวุธประเภทอื่นต้องเสียเงินวิจัยเพิ่มเติมให้ติดตั้งใช้งานได้
ส่วนทางเกาหลีใต้นั้นอู่ DSME เสนอเรือแบบ DSME1400 หรือชั้นชาง โบโก (Chang Bogo) ที่มีพื้นฐานจากแบบ U209 เป็นข้อเสนอที่ดูดี และเสนอว่าจะปรับปรุงเรือให้ยิงอาวุธปล่อยนำวิถีแบบซับ ฮาร์พูน (Sub Harpoon) หรือ UGM-84 ได้ แต่ก็ยังไม่มีความชัดเจนว่าสหรัฐฯ จะขายอาวุธปล่อยฯ รุ่นนี้ให้กองทัพเรือไทยหรือไม่ อย่างไรก็ดีจากข้อเสนอทั้งหมด ไม่มีรายใดที่ขายทุ่นระเบิดให้เลย นอกจากรัสเซีย แม้แต่ตอนที่เยอรมนีจะขายเรือแบบ U206A ให้ ก็มีแต่ไมน์ เบลท์ (Mine belt) ที่ใช้ติดตั้งทุ่นระเบิดนอกลำตัวเรือมาเท่านั้น แต่ไม่ให้ตัวทุ่นระเบิดมาด้วย เพราะชาติตะวันตกมองว่าทุ่นระเบิดเป็นอาวุธทางรุก สามารถใช้คุกคามประเทศอื่นๆ ได้จึงไม่ขายให้
ฝ่ายจีนนั้นเสนอขายเรือดำน้ำให้กับไทยมานานแล้ว โดยขณะนั้นในปี พ.ศ.2550 จีนเสนอเรือแบบ S20 ที่ปรับลดสเปคมาจากเรือชั้นซ่ง (Song) หรือ Type 039 อีกทีหนึ่ง เพราะผู้บัญชาการระดับสูงของกองทัพเรือจีนคัดค้านการขายเรือดำน้ำชั้นหยวน (Yuan) หรือ Type 039A ที่ถือว่าทันสมัยที่สุดของจีนให้กับไทย เนื่องจากไม่ไว้ใจประเทศไทยที่มีความสัมพันธ์ทางทหารอันดีกับสหรัฐอเมริกา โดยเกรงกลัวว่าความลับทางการทหารจะรั่วไหลได้ ซึ่งกองทัพเรือได้เสนอว่าต้องการเรือแบบ S20 แต่มีประสิทธิภาพเทียบเท่ากับชั้นซ่ง ในกองทัพเรือจีน แต่ทางจีนก็ขายให้ไม่ได้อีก ทำให้กองทัพเรือปฏิเสธข้อเสนอไป พอกองทัพเรือได้รับข้อเสนอจากเยอรมันที่ต้องการขายเรือแบบ U206A มือสอง ให้ในราคาถูกมาก แต่ได้อุปกรณ์ครบถ้วนเหมือนยกกองเรือให้เลย ก็ไม่ผ่านการพิจารณาจากกลาโหมอีก คือ ทำอย่างไรก็ไม่มีการนำเสนอเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรีเสียที ทั้งที่มีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาพิจารณาแล้ว ซึ่งไม่เคยเป็นมาก่อน จนข้อเสนอของเยอรมันหมดอายุไปในที่สุด ซึ่งถือว่าน่าเสียดายมาก
หลังจากกองทัพเรือพลาดหวังจากเรือดำน้ำแบบ U206A ต้องยอมรับว่าหลายคนในกองทัพเรือนั้นเสียกำลังใจไปมาก จากโครงการเรือดำน้ำก็กลายเป็นโครงการเรือฟริเกตสมรรถนะสูงจากเกาหลีใต้แทน แต่กองทัพเรือก็ยังพยายามรักษาการพัฒนาขีดความสามารถด้านเรือดำน้ำ โดยส่งคนไปเรียนทั้งที่เยอรมันและเกาหลีใต้แทน ซึ่งประเทศเหล่านั้นก็อนุญาตให้เรียนได้ทั้งหมด พอกลับมา กองทัพเรือจึงมาเริ่มทำโครงการใหม่ แต่ก็มีการส่งสัญญาณมาว่า อยากให้กองทัพเรือพิจารณาเรือดำน้ำจากจีน
กองทัพเรือรู้ว่าเมื่อมีสัญญาณมาแบบนี้ ก็ต้องมาดูว่าจะทำอย่างไร เพราะถ้าดึงดันเหมือนเดิม สุดท้ายก็คงชวดอีก จึงคิดว่าอะไรที่พอรับได้ก็รับ อะไรที่รับไม่ได้ก็ต้องพยายามเจรจาให้แก้ไขเปลี่ยนแปลง อีกทั้งในตอนนี้ภูมิรัฐศาสตร์ในเอเชียเปลี่ยนไป ทางรัฐบาลจีนซึ่งเป็นผู้บริหารคนละคณะกับเมื่อสิบกว่าปีก่อนแล้ว ได้เปลี่ยนนโยบายใหม่ว่ารัฐบาลจีนต้องการได้ไทยเป็นพันธมิตรให้ได้ โดยเฉพาะการที่ไทยเป็นพันธมิตรที่ใกล้ชิดกับสหรัฐมานาน ถ้าได้ไทยมาเป็นพันธมิตรหลักก็จะเป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนให้กับหลายประเทศในภูมิภาคว่าจีนพร้อมจะเป็นเพื่อน หรือหมายถึงการเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ (Strategic partnership) และเรือดำน้ำก็ถือเป็นอาวุธเชิงสัญลักษณ์ที่แสดงให้เห็นถึงความไว้เนื้อเชื่อใจกัน ซึ่งในคราวนี้กองทัพเรือจีนก็ยังคงคัดค้านเหมือนเดิม แต่เป็นเพียงเสียงเดียวที่ค้าน จึงต้องทำตามที่รัฐบาลจีนสั่ง
รัฐบาลจีนจึงต้องการให้ขายเรือชั้นหยวนที่ถือว่าทันสมัยที่สุดในกองทัพเรือจีนให้ไทย แต่ถึงกระนั้นกองทัพเรือก็พยายามต่อรองว่า เมื่อเทียบตัวต่อตัวกันนั้น เรือดำน้ำจีนสู้ของตะวันตกไม่ได้ ดังนั้นจีนจะต้องมีข้อเสนอบางอย่างที่ดีจนกองทัพเรือไม่สามารถปฏิเสธได้เสนอให้ ซึ่งจริงๆ แล้วกองทัพเรือเจรจาแบบนั้นกับผู้ผลิตทุกรายที่มาเสนอ แต่ไม่มีใครให้ได้มากเท่ากับที่จีนให้ ซึ่งสิ่งที่รัฐบาลจีนเสนอให้กองทัพเรือนั้นเกินกว่ากรอบงบประมาณที่ตั้ง แม้แต่อู่จีนก็ไม่สามารถต่อให้ได้เพราะจะขาดทุน ซึ่งแน่นอนว่าเรือดำน้ำ 3 ลำอย่างไรเสียแต่ละลำก็มีราคาค่าตัวอยู่ ซึ่งไม่สามารถทำให้ราคาลดลงไปได้ขนาดที่ว่าจะถูกจนเท่ากับเรือจากผู้ผลิตรายอื่น 2 ลำ รัฐบาลจีนจึงตัดสินใจออกเงินเพื่อชดเชยการขาดทุนของอู่ให้ ทางอู่จึงยอมทำให้ เนื่องจากรัฐบาลจีนถือว่าโครงการนี้เป็นโครงการเชิงยุทธศาสตร์ และที่สำคัญในเมื่อเป็นยุทธศาสตร์ของจีนต่อไทยโดยเฉพาะ ก็ไม่ได้หมายความว่าประเทศอื่นจะได้ในสิ่งที่ประเทศไทยจะได้ในโครงการเรือดำน้ำนี้
► เรือดำน้ำกับความมั่นคงในสถานการณ์และภัยคุกคามปัจจุบัน
ปัจจุบัน ประเทศไทยมีผลประโยชน์ทางทะเลคิดเป็นมูลค่าประมาณ 24 ล้านล้านบาทต่อปี และนับวันจะทวีมูลค่ามากขึ้นในอนาคต ดังนั้น การปกป้องผลประโยชน์ของชาติทางทะเล โดยการเสริมสร้างกำลังทางเรือจึงเป็นความจำเป็น เพื่อให้มีกำลังทางเรือที่สมดุลทัดเทียมกันในภูมิภาค หรือ เพื่อให้มีศักยภาพในการรบที่ใกล้เคียงกันหรือเหนือกว่า
ทั้งนี้ในปัจจุบันประเทศต่างๆ ในภูมิภาคได้เสริมสร้างกำลังทางเรือเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะกำลังเรือดำน้ำ ทำให้เมื่อเปรียบเทียบขีดความสามารถของกำลังทางเรือแล้ว กองทัพเรือมีความเสียเปรียบอย่างยิ่ง จึงมีความจำเป็นต้องจัดหาเรือดำน้ำเข้าประจำการ เพราะการมีเรือดำน้ำเท่านั้น จึงจะรักษาสมดุลย์กำลังทางเรือในการรักษาความมั่นคงทางทะเลในปัจจุบันได้
โดยเรือดำน้ำ ถือเป็นเรือรบที่มีศักยภาพสูงที่สุดในบรรดาเรือรบด้วยกัน เป็นอาวุธที่มองไม่เห็น ตรวจจับยาก ปฏิบัติการได้ไกล และมีอำนาจการทำลายรุนแรง สามารถสร้างความยำเกรงให้กับฝ่ายตรงข้ามที่มีกำลังทางเรือเหนือกว่าอย่างมากได้ เรือดำน้ำจึงเป็นตัวคูณกำลังหรือForce Multiplier ซึ่งจะเข้ามาเสริมเติมเต็ม ให้กองทัพเรือมีขีดความสามารถครบทุกมิติ คือ ผิวน้ำ ใต้น้ำ และ ในอากาศ ด้วย
คุณสมบัติของเรือดำน้ำ ที่สามารถซ่อนพรางอยู่ใต้น้ำได้ ทำให้ไม่มีใครสามารถหาเจอหรือพิสูจน์ทราบได้ ทำให้ฝ่ายตรงข้ามกังวลและยำเกรงอยู่ตลอดเวลา ทั้งยังเป็นการเตรียมความพร้อมของกำลังรบ หากเกิดความขัดแย้งและสถานการณ์ที่อ่อนไหวระหว่างประเทศที่อาจเกิดขึ้นด้วยสาเหตุที่คาดไม่ถึง ดังนั้น การที่กองทัพเรือมีความพร้อมในการรบทุกๆ ด้าน จะทำให้ประเทศมีความมั่นใจในการรักษาอธิปไตยของชาติได้เป็นอย่างดี
► เรือดำน้ำกับผลประโยชน์ของชาติทางทะเล
ประเทศไทยมีการนำเข้า-ส่งออก สินค้าทางทะเลสูงถึงร้อยละ 95 มีเรือสินค้าผ่านเข้าออกอ่าวไทยปีละประมาณ 15,000 ลำ โดย อ่าวไทย ถือเป็นหนึ่งในเส้นทางคมนาคม ที่มีการนำเข้า-ส่งออกสินค้าที่สำคัญที่เชื่อมทวีปยุโรป เอเชีย และอเมริกา เข้าไว้ด้วยกัน โดยผ่านทางช่องแคบมะละกา ซึ่งหากเกิดปัญหาการปิดล้อมพื้นที่หรือข้อพิพาททางทะเลไม่ว่าที่ใด ย่อมส่งผลกระทบต่อการคมนาคมทางทะเลโดยตรง ทำให้เกิดความเสียหายทางเศรษฐกิจอย่างมาก
ทั้งนี้อ่าวไทย เป็นพื้นที่ มีความเสี่ยงสูงทางด้านภูมิศาสตร์ในการที่จะถูกปิดอ่าวหรือขัดขวางการใช้เส้นทางเดินเรือ เนื่องจากปากอ่าวมีความกว้างประมาณ 200 ไมล์ทะเล หรือ 400 กิโลเมตร หากเกิดกรณีพิพาทหรือความขัดแย้งกับต่างประเทศขึ้น การถูก ปิดอ่าวจะทำให้การขนส่งทางทะเลสายนี้หยุดชะงักทันที ส่งผลให้เศรษฐกิจเกิดความเสียหาย อย่างไม่สามารถประเมินค่าได้
แม้ว่ากองทัพเรือจะมีเรือผิวน้ำและอากาศยาน ในการสกัดกั้นการรุกรานทางทะเลอยู่แล้ว แต่การประกอบกำลังทางเรือที่สมบูรณ์จะต้องมีครบทั้ง 3 มิติ เพราะในมิติใต้น้ำ ต้องใช้เรือดำน้ำในการปราบเรือดำน้ำด้วยกัน สำหรับยามปกติ เรือดำน้ำจะทำหน้าที่ป้องปรามไม่ให้เรือใดๆ ที่เป็นฝ่ายตรงข้ามคิดเข้ามารุกรานประเทศไทย เปรียบเสมือนเป็นรั้วให้กับประเทศ เรือดำน้ำจึงเปรียบเสมือนกองกำลังใต้น้ำที่จะสร้างความน่าเกรงขามให้กับประเทศไทย
จากสถานการณ์ปัจจุบันที่หลายคนมองว่าคงจะไม่เกิดสงครามในระยะใกล้นี้ แต่ความขัดแย้งในทะเลยังคงมีอยู่และไม่มีใครยืนยันได้ว่าสถานการณ์จะไม่บานปลายไปถึงขั้นการใช้กำลัง ต่อกันเมื่อใด
การมีเรือดำน้ำจึงเป็นเครื่องมือประเภทหนึ่งที่จะป้องปรามไม่ให้เกิดสงคราม ซึ่งการรักษาดุลกำลังทางเรือในภูมิภาคจึงมีความจำเป็น เพื่อให้มีการยับยั้งชั่งใจในการใช้กำลังทางเรือและนำไปสู่การเจรจาต่อรองที่มีความทัดเทียมกัน
► ความเหมาะสมทางภูมิศาสตร์
ในแง่ความเหมาะสมทางภูมิศาสตร์ นั้นประเทศไทยมีแผ่นดินติดกับทะเล 2 ด้าน คือ ด้านตะวันตกเป็นทะเลอันดามันและช่องแคบมะละกา ส่วนด้านตะวันออกเป็นอ่าวไทย มีพื้นที่ทางทะเลประมาณ 320,000 ตารางกิโลเมตร มีความลึกเฉลี่ยที่ประมาณ 50 เมตร ความลึกที่สุดอยู่บริเวณกลางอ่าว ประมาณ 85 เมตร ความใสของน้ำสามารถเห็นได้ลึกสุดไม่เกิน 16 เมตร
จากพื้นที่ที่มีบริเวณกว้างและสภาพแวดล้อมที่สนับสนุนการซ่อนพรางของเรือดำน้ำ ทำให้การค้นหาเรือดำน้ำด้วยสายตาจากบริเวณผิวน้ำ หรืออากาศยาน เป็นไปด้วยความยากลำบาก เรือดำน้ำจึงสามารถเข้ามาปฏิบัติการในอ่าวไทยได้ครอบคลุมพื้นที่เป้าหมายที่จำเป็นต่อการพิทักษ์ปกป้องอธิปไตยและผลประโยชน์ของชาติทางทะเล
ในอดีตช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง เรือดำน้ำ USS Sealion ของกองทัพเรือสหรัฐฯ เคยเข้ามาจมเรือหลวงสมุย ขณะกำลังลำเลียงน้ำมันจากสิงคโปร์บริเวณอ่าวไทยตอนใต้ ส่วนในปัจจุบันเรือดำน้ำนิวเคลียร์ของกองทัพเรือสหรัฐซึ่งมีขนาดใหญ่กว่าในอดีตมาก ก็เข้ามาฝึกกับกองทัพเรือในอ่าวไทยเป็นประจำ โดยสามารถปฏิบัติการใต้น้ำในอ่าวไทยได้โดยไม่มีปัญหาแต่อย่างใด ทั้งนี้ เรือดำน้ำยุคใหม่ จะมีอุปกรณ์การเดินเรือที่ทันสมัย มีระบบรักษาความลึกขณะดำน้ำโดยอัตโนมัติที่มีความเที่ยงตรงสูง ดังนั้นการปฏิบัติการในเขตน้ำตื้นถือเป็นเรื่องปกติของเรือดำน้ำ เพราะในบางภารกิจเรือดำน้ำจำเป็นต้องเข้าใกล้ฝั่งมาก ในอ่าวไทยมีน้ำลึกเฉลี่ย 50 เมตร จึงไม่ใช่อุปสรรคในการปฏิบัติการของเรือดำน้ำปัจจุบัน และการมองเห็นจากเครื่องบินเมื่อเรือดำน้ำดำลึกกว่า 20 เมตรก็ไม่สามารถมองเห็นได้
จากเหตุผลความจำเป็นที่กล่าวมาทั้งหมดดังที่กล่าวมาแล้วนั้น จะเห็นได้ว่าการจัดหาเรือดำน้ำเข้าประจำการในกองทัพเรือ มีความจำเป็น ในการปฏิบัติตามอำนาจหน้าที่ ที่ได้รับมอบหมาย เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของชาติทางทะเล ด้วยการเพิ่มศักยภาพของกำลังทางเรือของกองทัพเรือให้ทัดเทียมประเทศเพื่อนบ้าน และรักษาดุลกำลังทางเรือในภูมิภาคให้มีความสมดุล ซึ่งนับว่ามีความคุ้มค่าอย่างยิ่ง เมื่อเทียบกับผลประโยชน์และความมั่นคงของชาติทางทะเลที่ยั่งยืนตลอดไป
ในอดีตการทำสงครามจะทำกันเฉพาะบนบกกับในทะเลบริเวณเหนือผิวน้ำเท่านั้น ส่วนการรบทางอากาศกับใต้น้ำนั้นยังไม่มีเนื่องจากวิวัฒนาการด้านเทคโนโลยีสมัยนั้นยังไม่มี ความเจริญก้าวหน้าดังเช่นปัจจุบันที่ได้มีการทำสงครามเต็มรูปแบบทั้ง 4 มิติ ดังนั้น องค์ประกอบของกำลังรบในกองทัพปัจจุบัน จึงต้องมีทั้งกำลังทางบก กำลังทางเรือ และกำลังทางอากาศ โดยเฉพาะกำลังทางเรือนั้น ต้องมีทั้งในส่วนของเรือผิวน้ำและเรือดำน้ำ ซึ่งกองทัพในนานาอารยประเทศต่างก็ได้มีการพัฒนากำลังรบดังกล่าวให้มีความเข้มแข็งเพื่อที่จะสามารถปฏิบัติภารกิจในการป้องกันอธิปไตยของชาติได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมานาวิกานุภาพของกองทัพเรือไทยได้มีการเสริมสร้างกำลังทางเรือ อาทิ เรือบรรทุกเฮลิคอปเตอร์ เรือส่งกำลังบำรุงขนาดใหญ่ เรือฟริเกต เรือคอร์เวต เรือตรวจการณ์ไกลฝั่ง เรือยกพลขึ้นบก เรือล่าทำลายทุ่นระเบิด และกำลังอากาศนาวีอีกจำนวนหนึ่ง เรียกได้ว่าไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าอีกหลายประเทศในภูมิภาคเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ การที่ประเทศไทยไม่มีเรือดำน้ำนั้น ทำให้เสียเปรียบบางประเทศที่มีเรือดำน้ำ เนื่องจากเรือดำน้ำเป็นอาวุธเชิงรุกที่สามารถข่มขวัญฝ่ายตรงข้ามได้เป็นอย่างดี ดังนั้นการที่จะส่งเรือรบผิวน้ำเข้ามาประชิดยังทะเลอาณาเขตจึงต้องใช้ความระมัดระวังที่สูงมาก ซึ่งสร้างความหวาดหวั่นแก่ฝ่ายตรงข้ามอยู่ไม่น้อย แม้ว่าเรือดำน้ำจะเป็นยุทโธปกรณ์ที่มีราคาสูงมากเมื่อเทียบกับยุทโธปกรณ์แบบอื่น ๆ
แต่ก็ถือว่ามีความจำเป็นที่รัฐบาลควรจะให้ความสนใจ และจัดหาไว้เพื่อที่จะสร้างความมั่นใจได้ว่ากำลังทางเรือของไทยจะสามารถปกปักรักษาอธิปไตยของชาติทางทะเลได้อย่างสมบูรณ์ อย่างไรก็ตาม การจัดหาเรือดำน้ำต้องมีการใช้ระยะเวลา เพราะการต่อเรือและการฝึกกำลังพลให้พร้อม ต้องใช้เวลานาน 7 ถึง 10 ปี กองทัพเรือจึงต้องเร่งขจัดความเสี่ยงต่อความล่อแหลมที่อาจจะเกิดขึ้นได้นี้ ด้วยการเริ่มโครงการจัดหาเรือดำน้ำตั้งแต่ปี 2558 นี้ เนื่องจากประเทศต่างๆ ในภูมิภาค ล้วนแล้วแต่มีเรือดำน้ำเข้าประจำการเป็นส่วนใหญ่ จึงมีขีดความสามารถที่เหนือกว่ากองทัพเรือไทยไปล่วงหน้า 8 – 10 ปี
► การบูรณาการร่วมกันของเรือดำน้ำและอาวุธที่มีอยู่ในกองทัพไทย
ถ้าเกิดกองทัพเรือเชื่อมเรือดำน้ำเข้ากับ Datalink ได้จะทำให้กองทัพเรือไทยจะเป็นหนึ่งในชาติอาเซียนที่มีกำลังทางเรือสูงสุด ลองมองภาพเรือดำน้ำ 3 ลำเชื่อมโยงข้อมูลกับเรือหลวงจักรีนฤเบศรที่เป็นเรือบรรทุกเฮลิคอปเตอร์ลำเดียวของอาเซียนกับเรือหลวงชั้นนเรศวร 2 ลำ ที่มี RIM-162 ESSM เป็นขีปนาวุธต่อต้านอากาศยาน ระยะยิง 50 กิโลเมตร ประกอบกำลังด้วยเรือฟริเกตรุ่นใหม่ล่าสุดอย่าง เรือหลวงภูมิพลอดุลยเดช ที่ตัวเรือออกแบบโดยใช้ Stealth technology มีขีดความสามารถจะยัด Mk.41 VLS ได้ถึง 16 Cell ทำให้สามารถรองรับESSM ได้ถึง 64 ลูก ยังสามารถยิงจรวดปราบเรือดำน้ำ RUM-139 VL-ASROC ในอนาคตก็สามารถอัปเกรดให้ยิงจรวดต่อต้านอากาศยาน SM-2 Missile ระยะยิง 160 กิโลเมตรได้เมื่อร่วมกับเรืออื่น ๆ เฮลิคอปเตอร์ รวมไปถึงเครื่องบิน generation ที่ 4.5 อย่าง Jas-39 Gripen ของกองทัพอากาศที่สามารถเชื่อมโยงข้อมูลกับเรือหลวงจักรีนฤเบศได้แล้ว จะทำให้เป็นกองเรือที่แข็งแรงที่สุดในภูมิภาค
► ประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่มีเรือดำน้ำประจำการและมีโครงการจัดหาเพิ่มเติมในอนาคต
· ประเทศไทย จัดหาเรือดำน้ำแบบ S26T จำนวน 1 ลำ และกำลังอยู่ในระหว่างการพิจารณาจัดหาเพิ่มเติมอีกจำนวน 2 ลำ
· ประเทศเมียนมาร์ มีเรือดำน้ำแบบ Project 877 Kilo ประจำการ 1 ลำ
· ประเทศเวียดนาม มีเรือดำน้ำแบบ Project 636.1 Kilo ประจำการ 6 ลำ
· ประเทศมาเลเซียมีเรือดำน้ำแบบ Scorpène ประจำการ 2 ลำ และรัฐบาลมาเลเซียวางโครงร่างแผนการจัดหาเรือดำน้ำลำที่ 3 และลำที่ 4 ตามแผนมาเลเซีย (Malaysia Plan) ฉบับที่ 14 และ 15 ที่จะดำเนินการในช่วงปี 2573-2583
· ประเทศสิงคโปร์มีเรือดำน้ำแบบ Challenger-class ประจำการ 2 ลำ แบบ Archerประจำการ 2 ลำ และกำลังจัดหาแบบ แบบ Invincible-class จำนวน 4 ลำ โดยขณะนี้ได้ต่อจำนวน 2 ลำแล้ว มีมูลค่าลำละประมาณ 2.7 หมื่นล้านบาท ซึ่งเรือเป็นเรือดำน้ำที่มีมูลค่าสูงที่สุดในบรรดาชาติอาเซียนด้วยกัน
· ประเทศอินโดนีเชีย มีเรือดำน้ำแบบ Type 209/1300 ประจำการอยู่ 2 ลำ แบบ Type 209/1400 ประจำการอยู่ 3 ลำ และกำลังจัดหาเพิ่มเติมอีก 3 ลำ โดยตามกองกำลังที่จำเป็นขั้นต่ำ (MEF: Minimum Essential Force) ของอินโดนีเซียนั้น ต้องการเรือดำน้ำทั้งหมด 12 ลำ ภายในปี 2567 แต่ปี 2560 ถูกปรับลดเหลือ 8 ลำ
· ประเทศฟิลิปปินส์มีโครงการจัดหาเรือดำน้ำจำนวน 3 ลำ
ซึ่งหากรวม ๆ กันแล้ว อาเซียนมีเรือดำน้ำประจำการอยู่ 18 ลำ กำลังต่ออีก 6 ลำ และต้องการจัดหาเพิ่มเติมอีกราว ๆ 9-13 ลำ รวมทั้งสิ้น 33-37 ลำ
► ถ้าซื้อเรือดำน้ำมาจะดำในอ่าวไทยได้หรือไม่ “หยุดใช้มุกอ่าวไทยตื้นสักที!!!”
มุกอ่าวไทยตื้น เรือดำน้ำดำไม่ได้ เป็นมุกที่ผมได้ยินมาตลอดหลายปี ซึ่งอ่าวไทยมีพื้นที่ราว ๆ 3 แสนตารางกิโลเมตร หรือประมาณ 74 ล้านเอเคอร์ มีความลึกเฉลี่ย 58 เมตร จุดลึกที่สุด 85 เมตร ซึ่งในการฝึกร่วมกองทัพเรือไทยและกองทัพเรือสหรัฐ เรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์ชั้น Los Angeles ของสหรัฐอเมริการะวางขับน้ำมากกว่า 6,000 ตัน ยัดเตาปฎิกรณ์ในตัวเรือสองเครื่อง ลำใหญ่กว่าที่ไทยซื้อมากกว่าสองเท่าเกือบสามเท่าตัว ยังเข้ามาในอ่าวไทยหลายรอบเพื่อฝึกซ้อมกับกองทัพเรือไทยมาหลายปี ซึ่งในการฝึกเรือผิวน้ำของเราไม่เคยหาเจอได้สักครั้ง จนเรือดำน้ำต้องชี้เป้าตัวเองให้โดยยกเสาเพอริสโคปขึ้นมา เครื่องบินของกองทัพเรือไทยจึงจะหาเจอแล้วชี้เป้าได้
ถึงวันนี้เราไม่มีทางรู้เลยว่าเรือดำน้ำของ เวียดนาม มาเลเซีย สิงคโปร์ เข้ามาซ้อมมือล็อกเป้ากับเรือรบของเราเงียบ ๆ มากี่รอบแล้วโดยที่เราไม่รู้ตัวเลยแม้แต่น้อย
► ทำไมต้องมาซื้อช่วงนี้
เดิมโครงการจัดหาเรือดำน้ำเป็นโครงการที่จะลงนามในปีงบประมาณ 2563 หลังจากลงนามครั้งแรกไปแล้วเมื่อปี 2560 แต่เนื่องจากเกิดการระบาดของเชื้อไวรัสโคโรน่า ทำให้กองทัพเรือต้องคืนเงินมากกว่า 4,100 ล้านบาทให้กับรัฐบาล กองทัพเรือจึงได้เลื่อนโครงการไปในปีงบประมาณ 2564 - 2565 แทน
► ถ้ากองทัพเรือไม่ซื้อเรือดำน้ำแล้วจะเอาไปทำอะไร?
ถ้ากองทัพเรือไม่ดำเนินการจัดซื้อเรือดำน้ำ งบประมาณส่วนนี้ก็จะถูกเอาไปจัดซื้ออาวุธอื่น ๆ แทน อาจจะเป็นเรือฟริเกตสมรรถนะสูงลำที่ 2 หรือเครื่องบินลาดตระเวนปราบเรือดำน้ำแทน P-3 ที่ปลดไป หรือเฮลิคอปเตอร์รุ่นต่าง ๆ หรือจรวดป้องกันชายฝั่ง เพราะงบประมาณนี้เป็นงบประมาณของกองทัพเรือเอง ที่ดีรับการจัดสรรในทุก ๆ ปี มิใช่งบกลางหรืองบฉุกเฉินแต่อย่างใด
► เรือดำน้ำทำอะไรได้บ้าง
อย่างที่ทราบดีว่าเรือดำน้ำเป็นอาวุธใต้น้ำที่มองไม่เห็น นอกจากจะใช้ต่อกรกับเรือดำน้ำด้วยกันเองแล้ว เรือดำน้ำเพียงลำเดียวสามารถทำให้กองเรือผิวน้ำทั้งกองวุ่นวายได้ เรือดำน้ำจึงเหมาะอย่างยิ่งกับการซุ่มโจมตีเรือผิวน้ำ หรือการยิงสนับสนุนบนชายฝั่ง การหาข่าวกรอง หรือการสำรวจใต้น้ำ การวางสายเคเบิลใต้น้ำ หรือการหาร่องรอยของแผ่นดินไหว เป็นต้น
► ซื้อทำไมไม่มีสงครามสักหน่อย
ในปัจจุบันประเทศไทยมีข้อพิพาททางทะเล กับเวียดนามและมาเลเซีย ซึ่งมูลค่าผลประโยชน์ทางทะเลของไทย ทั้งทรัพยากรทำชาติ ปิโตรเลียมต่าง ๆ รวมถึงเรือสินค้าที่ผ่านเข้าออกอ่าวไทย การที่ไม่มีเรือดำน้ำประจำการย่อมทำให้ไทยเสียเปรียบการคานอำนาจทางเศรษฐกิจ จริงอยู่ว่าไม่มีสงคราม แต่คงไม่มีรัฐบาลไหนในโลกนี้ไม่อยากมีอาวุธอันทรงอานุภาพไว้ป้องกันผลประโยชน์ของชาติของตนเอง ซื้อมาแล้วไม่ได้ใช้ทำสงคราม ดีกว่ามีสงครามแล้วไม่มีอาวุธให้ใช้ต่อกรกับฝ่ายตรงข้าม ซึ่งเรือดำน้ำ 1 ลำ กว่าคณะรัฐมนตรีจะอนุมัติ กว่าจะจัดหา กว่าจะต่อเรือ กว่าจะประจำการ กว่าจะฝึกให้ชำนาญ ใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 6-8 ปี ดังนั้น ถ้ารอให้มีสงครามแล้วค่อยซื้อ เห็นทีว่าประเทศไทยคงจะสูญเสียผลประโยชน์ไปหมดก่อนเป็นแน่ก่อนที่เรือดำน้ำจะเข้าประจำการ
► ประจำการแค่ลำเดียวได้ไหม?
คำตอบคือไม่ได้ครับ กองทัพเรือได้วิเคราะห์แล้วว่าประเทศไทยควรมีเรือดำน้ำอย่างดำไม่ควรน้อยกว่า 3 ลำ เพราะต้องใช้งานทั้งสองฝั่งอ่าวไทย อันดามัน ไหนจะซ่อมบำรุง ต้องมีสำรองไว้อีก จริง ๆ ผมสนับสนุนให้มี 6-8 ลำด้วยซ้ำ ประจำการไปเลย ฝั่งละ 3 ลำ สำรอง 2 ลำ ซึ่งทะเลอ่าวไทย และทะเลอันดามัน มีพื้นที่รวมกันมากกว่า 9 แสนตารางกิโลเมตร หรือ 222.39 ล้านเอเคอร์ หรือ 562 ล้านไร่ ดังนั้นเรือดำน้ำเพียงลำเดียวคงปฏิบัติการได้ไม่ทั่วถึง
► หลักการคานอำนาจสมดุลของกองทัพไทยและกองทัพเพื่อนบ้านไม่ใช่ของเด็กเล่นตามที่กล่าวอ้าง
เลิกซะนะครับ วาทะกรรม กองทัพไทยเห็นเพื่อนบ้านซื้อ จนต้องซื้อตาม เหมือนเด็กเห็นเพื่อนมีของเล่นแล้วอยากได้ของเล่นนั้นบ้าง…… เห้อออ รู้จักการคานอำนาจไหมครับ ตัวอย่างที่ผ่านมา กองทัพอากาศมาเลเซีย ซื้อเครื่องบินรบแบบ SU-30 มาประจำการทางใต้ ประเทศไทยจะเอาอะไรไปสู้ กองทัพไทยเลยจัดหาเครื่องบินขับไล่แบบ Jas-39 Gripen มาประจำการที่สุราษฎร์ธานี ซึ่ง Gripen นั้น ถูกออกแบบมาเพื่อเป็นคู่ปรับของ SU-30 โดยตรง ตัวอย่างถัดมาตอนนั้นมีข่าวว่า กัมพูชาได้รับเฮลิคอปเตอร์โจมตีจากจีน เราก็เลยจัดหาจรวดพื้นสู่อากาศแบบ Starstreak เพื่อไว้ใช้โจมตีเฮลิคอปเตอร์ ตัวอย่างถัดมา ตอนนั้นไทยจัดหาเรือดำน้ำไม่ได้ ก็เลยตั้งโครงการจัดหาเรือฟริเกตปราบเรือดำน้ำมาแทน เพราะฉะนั้นการที่บอกว่ากองทัพเรือไทยจัดหาเรือดำน้ำแบบของเล่น เพราะเห็นเพื่อนบ้านมีแล้วต้องมี เป็นความคิดที่ผิดครับ ซึ่งอาวุธที่จะต่อกรกับเรือดำน้ำได้ดีที่สุด คือ “เรือดำน้ำด้วยกันเองเท่านั้น” ดังนั้นการจัดซื้ออาวุธ หรือการเพิ่มงบประมาณกลาโหม จึงต้องดูภัยคุกคามจากรอบ ๆ ประเทศเสมอ
► มูลค่าเรือดำน้ำกับอายุการใช้งานเทียบกับผลประโยชน์ของชาติทางทะเลและGDPของประเทศ
เรือดำน้ำ 3 ลำ มูลค่า 36,000 ล้านบาท เคลมว่ามีอายุการใช้งานนาน 25-30 ปี
· มูลค่าผลประโยชน์ของชาติทางทะเล 24 ล้านล้านบาทต่อปี x 25 ปี = 600 ล้านล้านบาท เทียบแล้วเรือดำน้ำมีมูลค่า 0.006% ของผลประโยชน์ของชาติทางทะเลตลอดระยะเวลา 25 ปี (36,000,000,000 บาท ต่อ 600,000,000,000,000 บาท )
· GDP ของประเทศไทยมีมูลค่าราว ๆ 16 ล้านล้านบาทต่อปี x 25 ปี = 400 ล้านล้านบาท เทียบแล้วเรือดำน้ำมีมูลค่า 0.009% ของ GDP ประเทศไทยตลอดระยะเวลา 25 ปี (36,000,000,000 บาท ต่อ 400,000,000,000,000 บาท)
► ของจีนจะใช้ได้ไหม
ผมขอให้ลืมภาพโทรศัพท์จีนแดงเมื่อสมัย 10-20 ปีที่แล้วไปก่อน ในปัจจุบันประเทศจีนมีเทคโนโลยีที่ล้ำหน้าประเทศไทยไปมากทั้งเรือดำน้ำ ดาวเทียม นิวเคลียร์ หุ่นยนต์ จรวดพิสัยต่าง ๆ ประเทศไทยล้วนแล้วแต่ต้องพึ่งพาเทคโนโลยีจีนทั้งสิ้น ทั้งการต่อเรือ หรือรถไฟความเร็วสูง เพราะฉะนั้นก่อนดูถูกของจากประเทศจีน ช่วยดูศักยภาพของประเทศไทยก่อน ว่าตามเขาทันไหม ถ้าเงินเราถึงของที่ได้มาก็มีคุณภาพแน่นอน
หยุดการเปรียบเทียบมั่ว ๆ เช่น ทำไมไม่เอางบซื้ออาวุธ ไปซื้ออุปกรณ์ทางการแพทย์ งั้นถ้าผมเปรียบเทียบว่า ทำไมไม่เอางบซื้ออุปกรณ์ทางการแพทย์ ไปซื้ออุปกรณ์ทางการเรียนละ ทำไมไม่เอาไปซื้ออุปกรณ์ทางวิทยาศาสตร์ละ ทำไมไม่เอาไปซื้ออุปกรณ์ทางการเกษตรละ ถ้าเป็นแบบนั้นคนที่เป็นบุคลากรทางการแพทย์ก็คงไม่พอใจเหมือนกัน ดังนั้นงบแต่ละกระทรวง มีวัตถุประสงค์ที่แตกต่างการไปในการเอาไปใช้งาน การแพทย์ก็สำคัญ การศึกษาก็สำคัญ ความมั่นคงก็สำคัญเช่นกัน เพราะคงไม่มีประเทศไหนในโลกนี้เอาอุปกรณ์ทางการแพทย์ หรือเอาอุปกรณ์ทางการเรียนไปทำสงครามแน่นอน
ในฐานะประชาชนที่อาศัยอยู่ในประเทศ ทุกคนคงเห็นว่าเป็นเรื่องไกลตัว แต่ถ้ามองในระดับความมั่นคงของรัฐมันเป็นเรื่องใกล้ตัวมาก ๆ คงไม่มีรัฐบาลไหนในโลกนี้ที่ไม่อยากมีอาวุธไว้ป้องกันชาติ และผลประโยชน์ของชาติตนเองแน่ ๆ
งบกลาโหมราว ๆ 2 แสนล้าน คิดเป็น 2% ต่อ GDP แต่หมดกับรายจ่ายประจำไปแล้วกว่า 70% กองทัพจึงเหลือเงินซื้ออาวุธ และซ่อมบำรุงอาวุธเพียงปีละประมาณ 30% เท่านั้น
ก่อนจบข้อยกคำขวัญพระราชทานของกองเสือ พระราชทานโยล้นเกล้ารัชกาลที่ 6 ว่า “แม้หวังตั้งสงบ จงเตรียมรบให้พร้อมสรรพ์ ศัตรูกล้ามาประจัน จะอาจสู้ริปูสลาย” และประโยคที่ว่า มูลค่าของอาวุธเทียบไม่ได้กับอธิปไตย ผลประโยชน์ และความมั่นคงของชาติ
เขียนและรวบรวมข้อมูลโดย นายพชรพล รัตนไตร ชั้นปี 4 สาขารัฐประศาสนศาสตร์ คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยศิลปากร
โฆษณา