26 เม.ย. 2021 เวลา 07:53 • หนังสือ
บทที่ 1
ภาษีอากรประเมิน
ภาษีอากรประเมินตามประมวลรัษฎากร แบ่งออกเป็น 3 ประเภท คือ ภาษีเงินได้ ภาษีมูลค่าเพิ่ม และภาษีธุรกิจเฉพาะ เหตุที่ภาษีอากรทั้งสามประเภทนี้เป็นภาษีอากรประเมิน ก็เพราะมีบทบัญญัติแห่งประมวลรัษฎากรบัญญัติไว้เช่นนั้น ตามมาตรา 14 ซึ่งบัญญัติว่า “ภาษีอากรประเมิน คือ ที่มีระบุไว้ในหมวดนั้นๆว่า เป็นภาษีอากรประเมิน”
1.1 ภาษีเงินได้ ในหมวด 3 แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งเป็นหมวดที่ว่าด้วยภาษีเงินได้นั้น แบ่งออกเป็น 3 ส่วน ส่วนที่ 1 เป็นส่วนที่ว่าด้วย ข้อความทั่วไป ส่วนที่ 2 จะเป็นเรื่อง การเก็บภาษีจากบุคคลธรรมดา สำหรับส่วนที่ 3 เป็นเรื่อง การเก็บภาษีจากบริษัทและห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล
ในส่วนที่ 1 ซึ่งว่าด้วยเรื่อง ข้อความทั่วไป นั้น มาตรา 38 ได้บัญญัติไว้ว่า “ภาษีเงินได้นี้ อยู่ในประเภทภาษีอากรประเมิน และให้เจ้าพนักงานประเมินเป็นผู้ประเมินเกี่ยวกับภาษีในหมวดนี้” ดังนั้น ภาษีเงินได้จึงเป็นภาษีอากรประเมินโดยบทบัญญัติของกฎหมาย และโดยบทบัญญัติดังกล่าวนี้เอง ทำให้ทราบความหมายของภาษีอากรประเมินได้ว่า เป็นภาษีที่เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจประเมินได้
ภาษีเงินได้นี้ ยังแบ่งออกเป็นประเภทตามลักษณะของบุคคลผู้มีหน้าที่เสียภาษี นั่นคือ หากผู้เสียภาษีเป็นคคลธรรมดา จะเรียกว่า ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา และถ้าผู้เสียภาษีเป็นนิติบุคคล ก็จะเรียกว่า ภาษีเงินได้นิติบุคคล
1.1.1 ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ในส่วนที่ 2 ซึ่งว่าด้วยเรื่องการเก็บภาษีจากบุคคลธรรมดา กำหนดว่า บุคคลมีหน้าที่จะต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ต่อเมื่อเข้าหลักเกณฑ์ตามมาตรา 41 แห่งประมวลรัษฎากร ดังนี้
มาตรา 41 “ผู้มีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 ในปีภาษีที่ล่วงมาแล้ว เนื่องจากหน้าที่งานหรือกิจการที่ทำในประเทศไทย หรือเนื่องจากกิจการของนายจ้างในประเทศไทย หรือเนื่องจากทรัพย์สินที่อยู่ในประเทศไทย ต้องเสียภาษีตามบทบัญญัติในส่วนนี้ ไม่ว่าเงินได้นั้นจะจ่ายในหรือนอกประเทศ
ผู้อยู่ในประเทศไทย มีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 ในปีภาษีที่ล่วงมาแล้ว เนื่องจากหน้าที่งานหรือกิจการที่ทำในต่างประเทศ หรือเนื่องจากทรัพย์สินที่อยู่ในต่างประเทศ ต้องเสียภาษีเงินได้ตามบทบัญญัติในส่วนนี้ เมื่อนำเงินได้พึงประเมินนั้นเข้ามาในประเทศไทย
ผู้ใดอยู่ในประเทศไทยชั่วระยะเวลาหนึ่งหรือหลายระยะ รวมเวลาทั้งหมดถึงหนึ่งร้อยแปดสิบวันในปีภาษีใด ให้ถือว่าผู้นั้นเป็นผู้อยู่ในระเทศไทย”
ถึงแม้ว่า บทบัญญัติมาตรา 41 นี้ จะมิได้ใช้คำว่า บุคคลธรรมดา แต่เนื่องจากเป็นบทบัญญัติในส่วนที่ 2 ซึ่งเป็นส่วนที่ว่าด้วยการเก็บภาษีจากบุคคลธรรมดา ดังนั้นจึงเข้าใจได้ว่า คำว่า ผู้มีเงินได้ หรือ ผู้อยู่ในประเทศไทย ดังกล่าวนั้น ต้องมีสถานะเป็นบุคคลธรรมดา นั่นเอง
1.1.2 ภาษีเงินได้นิติบุคคล ในส่วนที่ 3 ซึ่งเป็นส่วนที่เกี่ยวกับ การเก็บภาษีจากบริษัทและห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล นั้น มาตรา 66 บัญญัติว่า “บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายไทย หรือที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศ และกระทำกิจการในประเทศไทย ต้องเสียภาษีตามบทบัญญัติในส่วนนี้
บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศ และกระทำกิจการในที่อื่นๆ รวมทั้งในประเทศไทย ให้เสียภาษีในกำไรสุทธิจากกิจการหรือเนื่องจากกิจการ ที่ได้กระทำในประเทศไทย ในรอบระยะเวลาบัญชี และการคำนวณกำไรสุทธิให้ปฏิบัติเช่นเดียวกับมาตรา 65 และมาตรา 65 ทวิ แต่ถ้าไม่สามารถจะคำนวณกำไรสุทธิดังกล่าวได้ ให้นำบทบัญญัติว่าด้วยการประเมินภาษีตามมาตรา 71(1) มาใช้บังคับโดยอนุโลม”
บทบัญญัติมาตรานี้มีลักษณะคล้ายคลึงกับบทบัญญัติมาตรา 41 ความแตกต่างที่เห็นได้ชัดคือ ตัวบุคคลผู้มีหน้าที่เสียภาษี โดยกฎหมายได้บัญญัติไว้อย่างชัดเจนว่า ผู้มีหน้าที่เสียภาษีเงินได้นิติบุคคล นั้น คือ บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล เท่านั้น ไม่ว่าจะตั้งขึ้นตามกฎหมายไทยหรือกฎหมายของต่างประเทศ
1.2 ภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีมูลค่าเพิ่มจัดว่าเป็นภาษีอากรประเมินเช่นเดียวกัน ทั้งนี้ เพราะบทบัญญัติในหมวด 4 มาตรา 77 บัญญัติว่า “ภาษีมูลค่าเพิ่ม เป็นภาษีอากรประเมิน” ในส่วนรายละเอียดนั้น ประมวลรัษฎากรมิได้แบ่งแยกภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นประเภทตามลักษณะของบุคคลผู้มีหน้าที่เสียภาษี เพราะฉะนั้น บุคคลใดๆ ไม่ว่าจะมีสถานะเป็นบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคล ถ้ากระทำกิจการเข้าลักษณะตามมาตรา 77/2 แล้ว ก็มีหน้าที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม
มาตรา 77/2 “การกระทำกิจการดังต่อไปนี้ในราชอาณาจักร ให้อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม ตามบทบัญญัติในหมวดนี้
(1) การขายสินค้าหรือการให้บริการโดยผู้ประกอบการ
(2) การนำเข้าสินค้า โดยผู้นำเข้า
การให้บริการในราชอาณาจักร ให้หมายถึง บริการที่ทำในราชอาณาจักร โดยไม่คำนึงว่าการใช้บริการนั้นจะอยู่ในต่างประเทศหรือในราชอาณาจักร
การให้บริการที่ทำในต่างประเทศและได้มีการใช้บริการนั้นในราชอาณาจักร ให้ถือว่าการให้บริการนั้นเป็นการให้บริการในราชอาณาจักร”
ในระบบภาษีมูลค่าเพิ่มจึงแบ่งประเภทตามลักษณะของกิจการ คือ การขายสินค้าและการให้บริการ ประเภทหนึ่ง ส่วนอีกประเภทหนึ่ง คือ การนำเข้าสินค้า
ผู้กระทำกิจการขายสินค้าหรือให้บริการนี้ กฎหมายเรียกว่า ผู้ประกอบการ ส่วนผู้นำเข้าสินค้า กฎหมายเรียกว่า ผู้นำเข้า ทั้งนี้ ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 82 แห่งประมวลรัษฎากร ดังนี้
มาตรา 82 “ให้บุคคลดังต่อไปนี้ เป็นผู้มีหน้าที่เสียภาษีมูลค่าเพิ่ม ตามบทบัญญัติในหมวดนี้
(1) ผู้ประกอบการ
(2) ผู้นำเข้า”
เนื่องจากกฎหมายมิได้กำหนดเจาะจงว่า ผู้ประกอบการหรือผู้นำเข้าจะต้องมีสถานะเป็นบุคคลประเภทใด ดังนั้น ไม่ว่าจะเป็นบุคคลธรรมดา หรือนิติบุคคล ถ้าประกอบกิจการเข้าลักษณะดังกล่าวแล้ว มีหน้าที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มตามบทบัญญัติแห่งประมวลรัษฎากร ทั้งสิ้น เว้นแต่จะได้รับยกเว้นการเสียภาษีตามกฎหมาย
1.3 ภาษีธุรกิจเฉพาะ สำหรับภาษีธุรกิจเฉพาะ กำหนดไว้ในหมวด 5 ซึ่งมาตรา 91 บัญญัติว่า “ภาษีธุรกิจเฉพาะ เป็นภาษีอากรประเมิน”
ส่วนลักษณะกิจการที่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ ได้บัญญัติไว่ใน มาตรา 91/2 ดังนี้
“ภายใต้บังคับมาตรา 91/4 การประกอบกิจการดังต่อไปนี้ในราชอาณาจักร ให้อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะตามบทบัญญัติในหมวดนี้
(1) การธนาคาร ตามกฎหมายว่าด้วยการธนาคารพาณิชย์ หรือกฎหมายเฉพาะ
(2) การประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ ธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ ตามกฎหมายว่าด้วยการประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์
(3) การรับประกันชีวิต ตามกฎหมายว่าด้วยการประกันชีวิต
(4) การรับจำนำ ตามกฎหมายว่าด้วยโรงรับจำนำ
(5) การประกอบกิจการโดยปกติเยี่ยงธนาคาร เช่น การให้กู้ยืมเงิน ค้ำประกัน แลกเปลี่ยนเงินตรา ออก ซื้อ หรือขายตั๋วเงิน หรือรับส่งเงินไปต่างประเทศด้วยวิธีต่างๆ
(6) การขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางค้าหรือหากำไร ไม่ว่าอสังหาริมทรัพย์นั้นจะได้มาโดยวิธีใดก็ตาม ทั้งนี้ เฉพาะที่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไข ตามที่กำหนดโดยพระราชกฤษฎีกา
(7) การขายหลักทรัพย์ ตามกฎหมายว่าด้วยตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ในตลาดหลักทรัพย์
(8) การประกอบกิจการอื่น ตามที่กำหนดโดยพระราชกฤษฎีกา
ในกรณีที่มีปัญหาว่า กิจการใดเป็นกิจการตาม (5) หรือไม่ อธิบดีจะเสนอให้คณะกรรมการวินิจฉัยภาษีอากรพิจารณากำหนดขอบเขต และเงื่อนไข ของการประกอบกิจการที่อยู่ภายใต้บังคับตามมาตรานี้ก็ได้ และเมื่อคณะกรรมการวินิจฉัยภาษีอากรได้วินิจฉัยแล้ว ให้ประกาศคำวินิจฉัยภาษีอากรในราชกิจจานุเบกษา”
และมาตรา 91/7 ได้บัญญัติว่า “ให้บุคคลซึ่งประกอบกิจการที่อยู่ภายใต้บังตับของหมวดนี้ มีหน้าที่เสียภาษีตามบทบัญญัติในหมวดนี้
ในกรณีผู้ประกอบกิจการอยู่นอกราชอาณาจักร ให้ผู้มีหน้าที่รับผิดชอบในการประกอบกิจการ รวมตลอดถึง ลูกจ้าง ตัวแทน หรือผู้ทำการแทน ซึ่งมีอำนาจในการจัดการแทนโดยตรงหรือโดยปริยาย ที่อยู่ในราชอาณาจักร เป็นผู้มีหน้าที่เสียภาษีร่วมกับบุคคลตามวรรคหนึ่ง”
ภาษีธุรกิจเฉพาะก็เป็นเช่นเดียวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม นั่นคือ กฎหมายมิได้แยกประเภทตามสถานะบุคคลผู้มีหน้าที่เสียภาษี กำหนดไว้แต่ลักษณะของกิจการ ดังนั้น ไม่ว่าผู้ประกอบกิจการจะเป็นบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคล หากประกอบกิจการเข้าลักษณะดังกล่าวแล้ว มีหน้าที่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะทั้งสิ้น
อนึ่ง พีงเข้าใจว่า การประกอบกิจการใดที่เข้าลักษณะต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม หรือต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ แม้ผู้ประกอบกิจการจะได้นำรายรับจากกิจการไปคำนวณเสียภาษีมูลค่าเพิ่มหรือภาษีธุรกิจเฉพาะแล้ว ก็ตาม ถ้าหากรายรับนั้นเข้าหลักเกณฑ์ต้องเสียภาษีเงินได้ เมื่อถึงกำหนดเวลา ผู้ประกอบกิจการนั้นก็จะต้องนำรายรับจากกิจการไปคำนวณเสียภาษีเงินได้อีกด้วย
ตัวอย่างเช่น ผู้ประกอบกิจการธนาคาร เมื่อได้เสียภาษีธุรกิจเฉพาะสำหรับรายรับที่เป็นดอกเบี้ยจากกิจการกู้ยืมเงินแล้ว เมื่อถึงกำหนดเวลาที่ต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล ก็จะต้องนำรายรับดังกล่าวไปรวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลอีกด้วย เพราะกิจการให้กู้ยืมเงินมีรายได้จากดอกเบี้ยเงินกู้ ซึ่งเข้าลักษณะเป็นเงินได้พึงประเมินที่จะต้องเสียภาษีเงินได้ ตามมาตรา 40(4)(ก)
โฆษณา