Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
M
MEETHAI
•
ติดตาม
29 เม.ย. 2021 เวลา 03:59 • หนังสือ
บทที่ 2
ผู้เสียภาษี
โดยทั่วไปแล้ว เป็นที่เข้าใจกันว่า ผู้เสียภาษีนั้นต้องเป็นบุคคล บุคคนในที่นี้คือผู้ที่มีสภาพบุคคลตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ซึ่งอาจจะมีสถานะเป็นบุคคลธรรมดา หรือเป็นนิติบุคคล ก็ได้
1
ถ้าเป็นบุคคลธรรมดา ก็หมายถึงบุคคลธรรมดาทั่วไป ที่เกิดมาเป็นทารก เติบโตแล้วตายไป ตายนัย มาตรา 15 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ แต่สำหรับนิติบุคคลนั้น ต้องเป็นบุคคลที่มีขึ้นหรือก่อตั้งขึ้นด้วยอาศัยอำนาจแห่งกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ หรือกฏหมายอื่นใด ทั้งนี้ ตามนัยมาตรา 65 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ การมีขึ้นซึ่งนิติบุคคลนั้น อาจเป็นกรณีที่กฎหมายกำหนดสถานะให้เอง เช่นกระทรวง ทบวง กรม วัด มหาวิทยาลัยของรัฐ หรืออาจมีขึ้นโดยการจัดตั้งของเอกชนก็ได้ เช่น ห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล บริษัท สมาคม หรือมูลนิธิ เป็นต้น
2.1 สถานะ การเป็นบุคคลตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ นั้น ถือได้ว่าเป็นหลักทั่วไป แต่การเป็นบุคคลผู้มีหน้าที่เสียภาษี นั้น ประมวลรัษฎากรได้บัญญัติรายละเอียดปลีกย่อยเพิ่มเติมจากบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์บางประการ เช่น ในกรณีภาษีงินได้บุคคลธรรมดา ผู้มีหน้าที่เสียภาษีนอกจากจะเป็นบุคคลธรรมดาทั่วไปแล้ว บางกรณีอาจจะเป็นคณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคล ก็ได้ หรือในกรณีภาษีเงินได้นิติบุคคล ผู้มีหน้าที่เสียภาษีอาจเป็น กิจการร่วมค้า เป็นต้น
2.1.1 บุคคลธรรมดา บทบัญญัติแห่งประมวลรัษฎากร ในส่วนที่ว่าด้วยการจัดเก็บภาษีเงินได้จากบุคคลธรรมดา มาตรา 41 บัญญัติว่า “ผู้มีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 ในปีภาษีที่ล่วงมาแล้ว เนื่องจากหน้าที่งานหรือกิจการ ที่ทำในประเทศไทย ต้องเสียภาษีตามบทบัญญัติในส่วนนี้ ไม่ว่าเงินได้นั้นจะจ่ายในหรือนอกประเทศ
ผู้อยู่ในประเทศไทย มีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 ในปีภาษีที่ล่วงมาแล้ว เนื่องจากหน้าที่งานหรือกิจการ ที่ทำในต่างประเทศ หรือเนื่องจากทรัพย์สินที่อยู่ในต่างประเทศ ต้องเสียภาษีเงินได้ตามบทบัญญติในส่วนนี้ เมื่อนำเงินได้พึงประเมินนั้นเข้ามาในประเทศไทย
ผู้ใด อยู่ในประเทศไทยชั่วระยะเวลาหนึ่งหรือหลายระยะ รวมเวลาทั้งหมดถึงหนึ่งร้อยแปดสิบวันในปีภาษีใด ให้ถือว่าผู้นั้นเป็นผู้อยู่ในประเทศไทย”
ความหมายเบื้องต้นของคำว่า ผู้มีเงินได้พึงประเมิน ผู้อยู่ในประเทศไทย และ ผู้ใด ซึ่งเป็นผู้มีหน้าที่เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ตามบทบัญญัติดังกล่าว ย่อมเป็นที่เข้าใจกันว่า หมายถึงบุคคลธรรมดาทั่วไป ที่มีชีวิตจิตใจ ตามนัย มาตรา 15 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ นั่นเอง ทั้งนี้ เพราะประมวลรัษฎากรมิได้มีบทบัญญัตินิยามแปลความหมายไว้โดยเฉพาะ จึงต้องอ้างอิงถึงบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ เป็นหลัก
อย่างไรก็ตาม มีบทบัญญัติแห่งประมวลรัษฎากรบางมาตรา ที่ทำให้เห็นได้ว่า ผู้เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดานั้น นอกจากจะหมายถึงบุคคธรรมดาโดยทั่วไปแล้ว ยังมีบุคคลประเภทอื่น ซึ่งมีความหมายเพิ่มเติม นอกเหนือไปจากบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ นั่นคือ ห้างหุ้นส่วนสามัญ และ คณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคล
มาตรา 39 “ในหมวดนี้ เว้นแต่ข้อความจะแสดงให้เห็นเป็นอย่างอื่น
“คณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคล " หมายความว่า บุคคลตั้งแต่สองคนขึ้นไปตกลงกระทำการร่วมกัน อันมิใช่เป็นห้างหุ้นส่วนสามัญ “ และ
มาตรา 47 “เงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 เมื่อได้หักตามมาตรา 42 ทวิ ถึงมาตรา 46 แล้ว เพื่อเป็นการบรรเทาภาระภาษี ให้หักลดหย่อนได้อีก ดังต่อไปนี้
(6) ในกรณีผู้มีเงินได้เป็นห้างหุ้นส่วนสามัญหรือคณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคล ให้หักลดหย่อนได้ตาม (1)(ก) สำหรับผู้เป็นหุ้นส่วนหรือบุคคลในคณะบุคคล แต่ละคน ซึ่งเป็นผู้อยู่ในประเทศไทย แต่รวมกันต้องไม่เกิน 120,000 บาท
...............................”
นอกจากนั้น ยังมีมาตรา 56 ซึ่งบัญญัติว่า “ให้บุคคลทุกคน เว้นแต่ ผู้เยาว์ หรือผู้ที่ศาลสั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถ หรือเสมือนไร้ความสามารถ ยื่นรายการเกี่ยวกับเงินได้พึงประเมิน ที่ตนได้รับในระหว่างปีภาษีที่ล่วงมาแล้ว พร้อมทั้งข้อความอื่นๆ ภายในเดือนมีนาคม ทุกๆปี ตามแบบที่อธิบดกำหนด ต่อเจ้าพนักงานซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้ง ถ้าบุคคลนั้น
(1) ไม่มีสามีหรือภริยาและมีเงินได้พึงประเมินในปีภาษีที่ล่วงมาแล้วเกิน 60,000 บาท
ในกรณีห้างหุ้นส่วนสามัญหรือคณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคล มีเงินได้พึงประเมินในปีภาษีที่ล่วงมาแล้วเกินจำนวนตาม (1) ให้ผู้อำนวยการหรือผู้จัดการยื่นรายการเกี่ยวกับเงินได้พึงประเมินในชื่อของห้างหุ้นส่วนหรือคณะบุคคลนั้น ที่ได้รับในระหว่างปีภาษีที่ล่วงมาแล้ว ภายในกำหนดเวลา และตามแบบเช่นเดียวกับวรรคก่อน การเสียภาษีในกรณีเช่นนี้ ให้ผู้อำนวยการหรือผู้จัดการรับผิดเสียภาษีในชื่อของห้างหุ้นส่วนหรือคณะบุคคลนั้น จากยอดเงินได้พึงประเมินทั้งสิ้น เสมือนเป็นบุคคลธรรมดาคนเดียวโดยไม่มีการแบ่งแยก ทั้งนี้ผู้เป็นหุ้นส่วนหรือบุคคลในคณะบุคคลแต่ละตนไม่จำต้องยื่นรายการเงินได้ สำหรับจำนวนเงินได้พึงประเมินดังกล่าวเพื่อเสียภาษีอีก แต่ถ้าห้างหุ้นส่วนหรือคณะบุคคลนั้นมีภาษีค้างชำระ ให้ผู้เป็นหุ้นส่วนหรือบุคคลในคณะบุคคลทุกคนร่วมรับผิดในเงินภาษีที่ค้างชำระนั้นด้วย”
สำหรับห้างหุ้นส่วนสามัญ นั้น ถ้ามิได้จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ก็จะไม่มีสถานะเป็นบุคคล มีลักษณะเป็นเพียงกลุ่มคนที่ทำสัญญาเข้าร่วมกันดำเนินกิจการใดๆ ด้วยประสงค์จะแบ่งปันกำไรอันพึงได้จากกิจการที่ทำนั้น ส่วนคณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคลนั้น ในกรณีภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา กฎหมายก็มิได้กำหนดว่ามีสถานะเป็นบุคคล ดังนั้น จึงสรุปได้แต่เพียงว่า ในกรณีภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา คณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคลนั้น มีสถานะเป็นเพียงหน่วยภาษีหน่วยหนึ่ง ที่ต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา เช่นเดียวกับกรณีห้างหุ้นส่วนสามัญ
ตรงกันข้าม ในกรณีภาษีมูลค่าเพิ่ม กลับมีบทบัญญัติกำหนดนิยามเกี่ยวกับเรื่องนี้ไว้โดยเฉพาะ
มาตรา 77/1 แห่งประมวลรัษฎากร บัญญัติว่า “ ในหมวดนี้ เว้นแต่ข้อความจะแสดงให้เห็นเป็นอย่างอื่น
(1) ”บุคคล” หมายความว่า บุคคลธรรมดา คณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคล หรือนิติบุคคล
(2) ”บุคคลธรรมดา” หมายความรวมถึง กองมรดก
(3) ”คณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคล” หมายความว่า ห้างหุ้นส่วนสามัญ กองทุน หรือ มูลนิธิที่มิใช่นิติบุคคล และให้หมายความรวมถึงหน่วยงานหรือกิจการของเอกชน ที่กระทำโดยบุคคลธรรมดาตั้งแต่สองคนขึ้นไป อันมิใช่นิติบุคคล
(4) ”นิติบุคคล” หมายความว่า บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลตามมาตรา 39 องค์การของรัฐบาลตามมาตรา 2 สหกรณ์ และองค์กรอื่นที่กฎหมายกำหนดให้เป็นนิติบุคคล”
ดังนั้น ในกรณีภาษีมูลค่าเพิ่ม คำว่า คณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคล จึงมีสถานะเป็นบุคคลตามประมวลรัษฎากรอีกประเภทหนึ่ง ซึ่งต่างจากกรณีภาษีเงินได้บุคคลธรรรมดา นอกจากนั้น ความหมายของคณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคลในกรณีภาษีมูลค่าเพิ่มนั้น ยังมีความหมายรวมไปถึง ห้างหุ้นส่วนสามัญ รวมทั้ง กองทุน หรือมูลนิธิที่มิใช่นิติบุคคล และหน่วยงานหรือกิจการของเอกชนที่กระทำโดยบุคคลธรรมดาตั้งแต่สองคนขึ้นไป อันมิใช่นิติบุคคลอีกด้วย
อนึ่ง ควรเข้าใจด้วยว่า คณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคล ในกรณีภาษีมูลค่าเพิ่มนั้น เป็นบุคคลอีกประเภทหนึ่งที่มิใช่บุคคลธรรมดา เพราะกฎหมายได้กำหนดนิยามแยกประเภทได้โดยเฉพาะ ต่างหากจากบุคคลธรรมดา และนิติบุคคล
มีข้อสังเกตุอีกประการหนึ่ง คือ นิยามคำว่า บุคคลธรรมดา ในกรณีภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 77/1 นั้น ให้หมายความรวมถึง กองมรดก ด้วย ซึ่งแสดงว่า กองมรดกนั้น มีสถานะเป็นบุคคลธรรมดาบุคคลหนึ่ง แต่ในกรณีภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ไม่มีคำนิยามแน่ชัดว่า กองมรดก จะมีสถานะเป็นบุคตลหรือไม่ ควรพิจารณาบทบัญญัติแห่งประมวลรัษฎากร ดังต่อไปนี้
มาตรา 57 ทวิ “ ถ้าผู้มีเงินได้พึงประเมิน ตามมาตรา 56 วรรคหนึ่ง ถึงแก่ความตายเสียก่อนที่ผู้นั้นได้ปฏิบัติตามมาตรา 56 วรรคหนึ่ง หรือก่อนที่ผู้แทนโดยชอบธรรม ผู้อนุบาล หรือผู้พิทักษ์ ได้ปฏิบัติตามมาตรา 57 ให้เป็นหน้าที่ของผู้จัดการมรดก หรือทายาท หรือผู้ครอบครองทรัพย์มรดก แล้วแต่กรณี ปฏิบัติแทน และโดยเฉพาะในการยื่นรายการเงินได้พึงประเมินของผู้ตายนั้น ให้รวมเงินได้พึงประเมินของผู้ตายและของกองมรดก ที่ได้รับตลอดปีภาษีที่ผู้นั้นถึงแก่ความตาย เป็นยอดเงินได้พึงประเมินที่จะต้องยื่นทั้งสิ้น
สำหรับในปีต่อไป ถ้ากองมรดกของผู้ตายยังมิได้แบ่ง และมีเงินได้พึงประเมินในปีภาษีที่ล่วงมาแล้ว เกินจำนวนตามาตรา 56(1) ให้ผู้จัดการมรดก หรือทายาท หรือผู้ครอบครองทรัพย์มรดก แล้วแต่กรณี มีหน้าที่จะต้องปฏิบัติตามบทบัญญัติในส่วนนี้ ในชื่อกองมรดกของผู้ตาย ”
เมื่อเทียบกับประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 15 ซึ่งบัญญัติว่า “ สภาพบุคคลย่อมเริ่มแต่เมื่อคลอดแล้วอยู่รอดเป็นทารก และสิ้นสุดลงเมื่อตาย ” แสดงว่า ผู้มีเงินได้พึงประเมินที่ถึงแก่ความตายนั้น ได้สิ้นสภาพบุคคลไปแล้ว แต่หน้าที่ในการเสียภาษีของผู้ตายตามบทบัญญัติแห่งประมวลรัษฎากรยังไม่สิ้นตามไปด้วย จึงต้องให้ผู้อื่นเป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่แทน ในนามของกองมรดก เพียงเท่านั้น กฎหมายมิได้บัญญัติให้กองมรดกมีสถานะเป็นบุคคลแต่อย่างใด ในกรณีภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา กองมรดกจึงมสถานะเป็นเพียงหน่วยภาษีหน่วยหนึ่ง เช่นเดียวกับห้างหุ้นส่วนสามัญและคณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคล แตกต่างจากกรณีภาษีมูลค่าเพิ่ม ซึ่งมีบทนิยามกำหนดสถานะไว้ชัดเจนว่า กองมรดก มีสถานะเป็นบุคคล ประเภทบุคคลธรรมดา
สำหรับกรณีภาษีธุรกิจเฉพาะ มาตรา 91/1 แห่งประมวลรัฎากร วรรคสอง บัญญัติว่า “ให้นำบทนิยามคำว่า "บุคคล" "บุคคลธรรมดา" "คณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคล" "นิติบุคคล" "ตัวแทน" "สถานประกอบการ" และ "เดือนภาษี" ตามมาตรา 77/1 มาใช้บังคับ “ ดังนั้น ความหมายของผู้เสียภาษี ไม่ว่าจะเป็นบุคคลธรรมดา นิติบุคคลรวมทั้งคณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคล ในกรณีภาษีธุรกิจเฉพาะ จึงเป็นเช่นเดียวกับกรณีภาษีมูลค่าเพิ่ม
2.1.2 นิติบุคคล มาตรา 39 แห่งประมวลรัษฎากร บัญญัติว่า “ ในหมวดนี้ เว้นแต่ข้อความจะแสดงให้เห็นเป็นอย่างอื่น
“บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล" หมายความว่า บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายไทย หรือที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศ และให้หมายความรวมถึง
(1) กิจการซึ่งดำเนินการเป็นทางค้าหรือหากำไรโดยรัฐบาลต่างประเทศ องค์การของรัฐบาลต่างประเทศ หรือนิติบุคคลอื่นที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศ
(2) กิจการร่วมค้า ซึ่งได้แก่ กิจการที่ดำเนินการร่วมกันเป็นทางค้าหรือหากำไร ระหว่างบริษัทกับบริษัท บริษัทกับห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลกับห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล หรือระหว่างบริษัทและหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลกับบุคคลธรรมดา คณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคล ห้างหุ้นส่วนสามัญหรือนิติบุคคลอื่น
(3) มูลนิธิหรือสมาคมที่ประกอบกิจการซึ่งมีรายได้ แต่ไม่รวมถึงมูลนิธิหรือสมาคมที่รัฐมนตรีประกาศกำหนดตามมาตรา 47 (7) (ข)
(3/1) กองทุนรวมที่เป็นนิติบุคคล ที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายไทย หรือที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของ ต่างประเทศ
(4) นิติบุคคลที่อธิบดีกำหนดโดยอนุมัติรัฐมนตรี และประกาศในราชกิจจานุเบกษา “
และมาตรา 77/1 บัญญัติว่า “ในหมวดนี้ เว้นแต่ข้อความจะแสดงให้เห็นเป็นอย่างอื่น
(4) ”นิติบุคคล” หมายความว่า บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลตามมาตรา 39 องค์การของรัฐบาลตามมาตรา 2 สหกรณ์ และองค์กรอื่นที่กฎหมายกำหนดให้เป็นนิติบุคคล ”
มาตรา 39 นั้น เป็นบทบัญญํติเกี่ยวกับภาษีเงินได้ บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลตามคำนิยาม จึงหมายถึงผู้มีหน้าที่เสียภาษีเงินได้นิติบุคคล นั่นเอง ส่วนมาตรา 77/1 นั้น เป็นบทบัญญัติเกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม ดังนั้น คำว่า “นิติบุคคล” ในกรณีภาษีมูลค่าเพิ่มจึงกินความหมายกว้างมาก เพราะนอกจากจะหมายความถึง บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ตามมาตรา 39 ในกรณีภาษีเงินได้แล้ว ยังมีความหมายรวมไปถึง องค์การของรัฐบาลตามมาตรา 2 สหกรณ์ และองค์กรอื่นที่กฎหมายกำหนดให้เป็นนิติบุคคล อีกด้วย
มีข้อสังเกตุประการหนึ่ง นั่นคือ มาตรา 2 แห่งประมวลรัษฎากร บัญญัติว่า “ ในประมวลรัษฎากรนี้ เว้นแต่ข้อความจะแสดงให้เห็นเป็นอย่างอื่น
“องค์การของรัฐบาล” หมายความว่า องค์การของรัฐบาลตามกฎหมายว่าด้วยการจัดตั้งองค์การของรัฐบาล และกิจการของรัฐตามกฎหมายที่จัดตั้งกิจการนั้น และหมายความรวมถึงหน่วยงานธุรกิจที่รัฐบาลเป็นเจ้าของซึ่งไม่มีฐานะเป็นนิติบุคคลด้วย”
เมื่อพิจารณาประกอบกัน หน่วยงานธุรกิจที่รัฐบาลเป็นเจ้าของซึ่งไม่มีฐานะเป็นนิติบุคคล ก็จะมีสถานะเป็นนิติบุคคลด้วย ตามความหมายที่กำหนดไว้ในมาตรา 77/1(4) ในกรณีภาษีมูลค่าเพิ่ม
แต่ในการตีความหมายที่ถูกต้อง ควรพิจารณาว่า องค์การของรัฐบาลที่จะเป็นนิติบุคคลในกรณีภาษีมูลค่าเพิ่มนั้น คงจะมีเพียง องค์การของรัฐบาลตามกฎหมายว่าด้วยการจัดตั้งองค์การของรัฐบาล และกิจการของรัฐตามกฎหมายที่จัดตั้งกิจการนั้น ที่มีสถานะเป็นนิติบุคคลแล้ว เท่านั้น ส่วน หน่วยงานธุรกิจที่รัฐบาลเป็นเจ้าของซึ่งไม่มีฐานะเป็นนิติบุคคล คงจะไม่สามารถกลายสถานะมาเป็นนิติบุคคลได้ มิฉะนั้นแล้ว การบังคับใช้กฎหมายก็จะผิดเพี้ยนไป
ความจริงมาตรา 39 มิใช่จะนิยามแต่เฉพาะคำว่า “บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล” เท่านั้น ยังมีอีกหลายบทนิยามที่เกี่ยวข้อง นั่นคือ
“ บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลในเครือเดียวกัน " หมายความว่า บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลตั้งแต่สองนิติบุคคลขึ้นไป ซึ่งมีความสัมพันธ์กันในลักษณะดังต่อไปนี้
(1) ผู้ถือหุ้นหรือผู้เป็นหุ้นส่วน เกินกว่ากึ่งจำนวนผู้ถือหุ้นหรือผู้เป็นหุ้นส่วนในนิติบุคคลหนึ่ง เป็นผู้ถือหุ้นหรือเป็นหุ้นส่วน เกินกว่ากึ่งจำนวนผู้ถือหุ้นหรือผู้เป็นหุ้นส่วน ในอีกนิติบุคคลหนึ่ง
(2) ผู้ถือหุ้นหรือผู้เป็นหุ้นส่วน ซึ่งถือหุ้นหรือเป็นหุ้นส่วนในนิติบุคคลหนึ่ง มีมูลค่าเกินกว่าร้อยละห้าสิบของทุนทั้งหมด ถือหุ้นหรือเป็นหุ้นส่วนในอีกนิติบุคคลหนึ่ง มีมูลค่าเกินกว่าร้อยละห้าสิบของทุนทั้งหมด
(3) นิติบุคคลหนึ่ง ถือหุ้นหรือเป็นหุ้นส่วนในอีกนิติบุคคลหนึ่ง เกินกว่าร้อยละห้าสิบของทุนทั้งหมด หรือ
(4) บุคคลเกินกว่ากึ่งจำนวนกรรมการหรือผู้เป็นหุ้นส่วน ซึ่งมีอำนาจจัดการในนิติบุคคลหนึ่ง เป็นกรรมการหรือเป็นผู้เป็นหุ้นส่วน ซึ่งมีอำนาจจัดการในอีกนิติบุคคลหนึ่ง
“ บริษัทจดทะเบียน " หมายความว่า บริษัทจดทะเบียนตามกฎหมายว่าด้วยตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
" บริษัทจัดการกิจการลงทุน " หมายความว่า บริษัทหลักทรัพย์ที่ได้รับอนุญาตให้ประกอบกิจการจัดการลงทุนตามกฎหมายว่าด้วยการควบคุมกิจการค้าขายอันกระทบถึงความปลอดภัย หรือผาสุกแห่งสาธารณชน
“ บริษัทเงินทุน " หมายความว่า บริษัทเงินทุนหรือบริษัทเครดิตฟองซิเอร์ ตามกฎหมายว่าด้วยการควบคุมกิจการค้าขายอันกระทบถึงความปลอดภัยหรือผาสุกแห่งสาธารณชน “
สำหรับ บริษัทจดทะเบียน บริษัทจัดการกิจการลงทุน บริษัทเงินทุน และ บริษัทเครดิตฟองซิเอร์ นั้น พอจะเข้าใจได้ว่า เป็นนิติบุคคลประเภท บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล เพราะชื่อบ่งบอก แต่ที่น่าสนใจคือ บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนในเครือเดียวกัน ว่าจะมีสถานะอย่างไร
จากนิยามคำว่า บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลในเครือเดียวกัน แสดงให้เห็นว่า มีความสัมพันธุ์กันระหว่างนิติบุคคลตั้งแต่สองนิติบุคคลขึ้นไป ในลักษณะใดลักษณะหนึ่ง เป็นเหตุให้นิติบุคคลดังกล่าวเป็นเครือเดียวกัน ลักษณะความสัมพันธุ์นั้นมีอยู่ 3 ประการ
ประการแรก จำนวนบุคคล ผู้ถือหุ้นหรือผู้เป็นหุ้นส่วน เกินกว่ากึ่งจำนวนผู้ถือหุ้นหรือผู้เป็นหุ้นส่วนในนิติบุคคลหนึ่ง เป็นผู้ถือหุ้นหรือเป็นหุ้นส่วน เกินกว่ากึ่งจำนวนผู้ถือหุ้นหรือผู้เป็นหุ้นส่วน ในอีกนิติบุคคลหนึ่ง
ประการที่สอง มูลค่าหุ้น ที่ผู้ถือหุ้นหรือผู้เป็นหุ้นส่วน ซึ่งถือหุ้นหรือเป็นหุ้นส่วนในนิติบุคคลหนึ่ง มีมูลค่าเกินกว่าร้อยละห้าสิบของทุนทั้งหมด ถือหุ้นหรือเป็นหุ้นส่วนในอีกนิติบุคคลหนึ่ง มีมูลค่าเกินกว่าร้อยละห้าสิบของทุนทั้งหมด หรือจำนวนทุน ที่นิติบุคคลหนึ่ง ถือหุ้นหรือเป็นหุ้นส่วนในอีกนิติบุคคลหนึ่ง เกินกว่าร้อยละห้าสิบของทุนทั้งหมด
ประการที่สาม อำนาจจัดการ ที่บุคคลเกินกว่ากึ่งจำนวนกรรมการหรือผู้เป็นหุ้นส่วน ซึ่งมีอำนาจจัดการในนิติบุคคลหนึ่ง เป็นกรรมการหรือเป็นผู้เป็นหุ้นส่วน ซึ่งมีอำนาจจัดการในอีกนิติบุคคลหนึ่ง
ลักษณะความสัมพันธุ์ดังกล่าว มีผลเพียงทำให้นิติบุคคลหนึ่งมีส่วนร่วมหรือส่วนได้ส่วนเสียเชิงธุรกิจในอีกนิติบุคคลหนึ่ง เท่านั้น มิได้หมายความว่า นิติบุคคลทั้งสองจะรวมตัวเข้าเป็นนิติบุคคลเดียวกัน แต่อย่างใด ทั้งนี้ก็เพื่อประโยชน์ในการจัดเก็บภาษี
ตัวอย่างเช่น มาตรา 70 ตรี บัญญัติว่า “ บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลใด ส่งสินค้าออกไปต่างประเทศให้แก่ หรือตามคำสั่งของสำนักงานใหญ่ สาขา บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลในเครือเดียวกัน ตัวการ ตัวแทน นายจ้าง หรือลูกจ้าง ให้ถือว่าการที่ได้ส่งสินค้าไปนั้นเป็นการขายในประเทศไทยด้วย และให้ถือราคาสินค้าตามราคาตลาดในวันที่ส่งไปเป็นรายได้ในรอบระยะเวลาบัญชีที่ส่งไปนั้น
ความในวรรคก่อนมิให้ใช้บังคับในกรณีที่สินค้านั้น
(1) เป็นของที่ส่งไปเป็นตัวอย่างหรือเพื่อการวิจัยโดยเฉพาะ
(2) เป็นของผ่านแดน
(3) เป็นของที่นำเข้ามาในราชอาณาจักร แล้วส่งกลับออกไปให้ผู้ส่งเข้ามา ภายในหนึ่งปีนับแต่วันที่สินค้านั้นเข้ามาในราชอาณาจักร
(4) เป็นของที่ส่งออกไปนอกราชอาณาจักร แล้วส่งกลับคืนเข้ามาให้ผู้ส่งในราชอาณาจักร ภายในหนึ่งปี นับแต่วันที่ส่งสินค้าออกไปนอกราชอาณาจักร “
การที่กฎหมายกำหนดให้การส่งสินค้าออกไปต่างประเทศ ให้แก่หรือตามคำสั่งของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลในเครือเดียวกัน เป็นการขายในประเทศไทย ก็เพื่อประโยชน์ในการจัดเก็บภาษี นั่นคือ ให้ถือว่าราคาสินค้าที่ส่งออกไปเป็นรายได้ของนิติบุคคลผู้ส่งออก ในรอบระยะเวลาบัญชีที่มีการส่งออกไปนั้น ซึ่งผู้ส่งออกต้องนำไปรวมคำนวณเพื่อเสียภาษีของตน เป็นคนละส่วนกับนิติบุคคลในเครือเดียวกัน ที่ต้องเสียภาษีของตนแยกต่างหาก มิได้รวมเสียภาษีเป็นบุคคลเดียวกัน
2.2 คุณสมบัติ นอกจากต้องมีสถานะเป็นบุคคลประเภทใดประเภทหนึ่งแล้ว ในกรณีภาษีมูลค่าเพิ่ม และภาษีธุรกิจเฉพาะ ผุ้เสียภาษีจะต้องมีคุณสมบัติพิเศษ กล่าวคือ
กรณีภาษีมูลค่าเพิ่ม ผู้เสียภาษีที่มีรายรับถึงเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด จะต้องจดทะเบียนเป็น ผู้ประกอบการภาษีมูลค่าเพิ่ม ตามบทบัญญัติมาตรา 85 มาตรา 85/1 และ มาตรา 85/2
มาตรา 85 “ผู้ประกอบการซึ่งจะเริ่มประกอบกิจการขายสินค้าหรือให้บริการ ให้มีสิทธิยื่นคำขอจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มก่อนวันเริ่มประกอบกิจการ
คำขอจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มตามวรรคหนึ่ง ให้เป็นไปตามแบบที่อธิบดีกำหนด และให้ยื่น ณ ที่ว่าการอำเภอท้องที่ที่สถานประกอบการตั้งอยู่
ถ้าผู้ประกอบการมีสถานประกอบการหลายแห่ง ให้ยื่นคำขอจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ณ ที่ว่าการอำเภอท้องที่ ที่สถานประกอบการที่เป็นสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่
การยื่นคำขอจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มและการออกใบทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไข ที่อธิบดีกำหนด และให้ผู้ประกอบการดังกล่าวเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนนับแต่วันที่ระบุไว้ในใบทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม “
มาตรา 85/1 “ ผู้ประกอบการซึ่งประกอบกิจการขายสินค้าหรือให้บริการ ต้องยื่นคำขอจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มภายในกำหนดเวลา ดังต่อไปนี้
(1) สำหรับผู้ประกอบการซึ่งประกอบกิจการขายสินค้าหรือให้บริการ และมีมูลค่าของฐานภาษีในการประกอบกิจการ เกินมูลค่าของฐานภาษีของกิจการขนาดย่อม ตามที่กำหนดโดยพระราชกฤษฎีกาที่ออกตามมาตรา 81/1 ให้ยื่นคำขอจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มภายในสามสิบวัน นับแต่
(ก) วันที่มูลค่าของฐานภาษีในการประกอบกิจการ เกินมูลค่าของฐานภาษีของกิจการขนาดย่อม สำหรับกรณีที่มีพระราชกฤษฎีกากำหนดมูลค่าของฐานภาษีของกิจการขนาดย่อมไว้แล้ว หรือ
(ข) วันที่พระราชกฤษฎีกาใช้บังคับ สำหรับกรณีที่มีการตราพระราชกฤษฎีกา กำหนดมูลค่าของฐานภาษีของกิจการขนาดย่อมขึ้นใหม่ หรือมีการแก้ไขเพิ่มเติมพระราชกฤษฎีกา กำหนดมูลค่าของฐานภาษีของกิจการขนาดย่อมน้อยกว่าที่กำหนดไว้ก่อน
(2) สำหรับผู้ประกอบการที่ได้แจ้งต่ออธิบดีเพื่อเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม ตามมาตรา 81/3 ให้ยื่นคำขอจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ภายในสามสิบวัน นับแต่วันที่ได้แจ้งต่ออธิบดี
ให้นำมาตรา 85 วรรคสอง วรรคสาม และวรรคสี่ มาใช้บังคับ “
มาตรา 85/2 “ ให้ตัวแทนตามมาตรา 82/1 (1) เป็นผู้มีหน้าที่รับผิดชอบในการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มของผู้ประกอบการที่อยู่นอกราชอาณาจักรด้วย “
แต่อย่างไรก็ตาม มีข้อยกเว้นการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม สำหรับบางกรณี
มาตรา 85/3 “ให้ผู้ประกอบการดังต่อไปนี้ ไม่ต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม
(1) ผู้ประกอบการที่อยู่นอกราชอาณาจักร และเข้ามาประกอบกิจการขายสินค้าหรือให้บริการในราชอาณาจักร เป็นครั้งคราว
(2) ผู้ประกอบการที่ได้ให้บริการจากต่างประเทศ และได้มีการใช้บริการนั้นในราชอาณาจักร ทั้งนี้ เฉพาะ
(ก) ผู้ประกอบการที่ได้ให้บริการทางอิเล็กทรอนิกส์ แก่ผู้ใช้ซึ่งเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียน
(ข) ผู้ประกอบการที่ได้ให้บริการอื่น นอกจากบริการทางอิเล็กทรอนิกส์ แก่ผู้ใช้ทุกราย
(3) ผู้ประกอบการอื่นตามที่อธิบดีประกาศกำหนด เมื่อมีเหตุอันสมควร อธิบดีจะผ่อนผันให้ผู้ประกอบการตาม (1) หรือ (3) ซึ่งการประกอบกิจการของผู้ประกอบการดังกล่าว มีลักษณะและวิธีการตามที่อธิบดีกำหนด มีสิทธิขอจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นการชั่วคราวก็ได้
การยื่นคำขอจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มชั่วคราว และการออกใบทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มชั่วคราว ให้เป็นไปตามแบบ หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไข ที่อธิบดีกำหนด
เพื่อประโยชน์ในการปฏิบัติตามวรรคหนึ่ง ให้อธิบดีมีอำนาจกำหนดหลักเกณฑ์ และเงื่อนไขที่จะพิจารณากำหนดว่า การเข้ามาประกอบกิจการขายสินค้าหรือให้บริการในราชอาณาจักรอย่างใด เป็นการเข้ามาประกอบกิจการขายสินค้าหรือให้บริการในราชอาณาจักรเป็นครั้งคราว “
ส่วนกรณีภาษีธุรกิจเฉพาะ ผู้เสียภาษีจะต้องจดทะเบียนเป็น ผู้ประกอบกิจการภาษีธุรกิจเฉพาะ ตามมาตรา 91/12
มาตรา 91/12 “ บุคคลซึ่งประกอบกิจการที่อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ ตามมาตรา 91/2 โดยกิจการนั้นไม่ได้รับยกเว้นตามมาตรา 91/3 และผู้ประกอบกิจการไม่ได้รับยกเว้นการจดทะเบียนภาษีธุรกิจเฉพาะตามมาตรา 91/13 ต้องจดทะเบียนภาษีธุรกิจเฉพาะ โดยให้ยื่นคำขอจดทะเบียนภาษีธุรกิจเฉพาะ ภายในสามสิบวันนับแต่วันเริ่มประกอบกิจการ
คำขอจดทะเบียนภาษีธุรกิจเฉพาะ ตามวรรคหนึ่ง ให้เป็นไปตามแบบที่อธิบดีกำหนด และให้ยื่น ณ ที่ว่าการอำเภอท้องที่ ที่สถานประกอบการตั้งอยู่
ถ้าผู้กระทำกิจการมีสถานประกอบการหลายแห่ง ให้ยื่นคำขอจดทะเบียนภาษีธุรกิจเฉพาะ ณ ที่ว่าการอำเภอท้องที่ ที่สถานประกอบการที่เป็นสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่
หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไข ในการขอจดทะเบียนภาษีธุรกิจเฉพาะ และการออกใบทะเบียนภาษีธุรกิจเฉพาะ ให้เป็นไปตามที่อธิบดีกำหนด
ในกรณีผู้ประกอบการนอกราชอาณาจักร ให้บุคคลซึ่งเป็นตัวแทนของผู้ประกอบการดังกล่าว เป็นผู้มีหน้าที่รับผิดชอบในการจดทะเบียนภาษีธุรกิจเฉพาะ ของผู้ประกอบกิจการที่อยู่นอกราชอาณาจักรด้วย “
บันทึก
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย