7 พ.ค. 2021 เวลา 12:54 • ธุรกิจ
รู้จัก Green Premium ส่วนต่างราคาเพื่อโลกที่ดีขึ้น
รูป : Freepik
วันนี้ Trendmizi ขอพาทุกคนไปรู้จักกับคำศัพท์ใหม่ในแวดวง Green Economy นั่นคือคำว่า “Green Premium” คำนี้เป็นคำที่ Bill Gates มหาเศรษฐีผู้ทุ่มเทให้กับการแก้ปัญาเรื่องโลกร้อน อ้างถึงบ่อยครั้ง เพื่อนำมาใช้อธิบายเรื่องการแก้ปัญหาโลกร้อนครับ
Green Premium โดยความหมายคือ ส่วนต่างของราคาที่เรายอมจ่ายมากกว่าเพื่อเลือกซื้อสินค้าที่ Eco-Friendly แทนที่จะเลือกสินค้าธรรมดาที่ราคาถูกกว่า ซึ่งนั่นสะท้อนความจริงที่ว่า ในทุกวันนี้นั้นสินค้าที่ Eco-Friendly หรือมีเทคโนโลยีที่ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกนั้น มักจะมีราคาที่แพงกว่าสินค้าทั่วไป ทำให้ผู้บริโภคโดยส่วนใหญ่ไม่อยากจ่าย และนั่นเป็นอุปสรรคสำคัญทีจะแก้ปัญหาโลกร้อน
ซึ่งแท้ที่จริงแล้ว ราคาที่เราจ่ายเพื่อซื้อสินค้าปกตินั้น มันไม่ได้สะท้อน “ราคาที่แท้จริง” ทางเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมที่สร้างความเสียหายให้กับโลก ยกตัวอย่างเช่น เนื้อสัตว์ ราคาโดยทั่วๆไป ของเนื้อหนึ่งชิ้นอยู่ที่ $3.79 ต่อปอนด์ ในขณะที่ Plated Based Burger ราคา $5.76 ต่อปอนด์ Green Premium ในกรณีนี้อยู่ที่ส่วนต่างราคาของสินค้าทั้งคู่คือ $1.97 แต่จริงๆ เนื้อธรรมดานั้น ไม่ได้สะท้อนต้นทุนของก๊าซมีเทนที่ถูกปล่อยอกมาตลอดกระบวนการปศุสัตว์ทั้งหมด ในอุดมคติ เราจึงควรใช้นโยบายเพื่อทำอย่างไรก็ได้เพื่อลด Green Premium เพื่อให้คนสามารถเลือกตัวเลือกที่ดีต่อโลกมากขึ้น โดยใช้ปัจจัยด้านราคามาช่วย
Green Premium จะช่วยเราในการวัดความคืบหน้าในการแก้ปัญหาโลกร้อน และทำให้เราเข้าใจอุปสรรคที่เราต้องก้าวข้ามไปให้ได้ เราสามารถใช้ Green Premium ในการตั้งคำถามสำคัญบางข้อ
1. ตัวเลือกสินค้าไหนที่ควรเปิดตัวออกมาตอนนี้?
เทคโนโลยีที่ผู้บริโภคจ่าย Green Premium น้อยกว่า ควรจะถูกให้ความสำคัญเป็นอันดับแรกๆ อุตสาหกรรมพลังงานในอเมริกาจะช่วยให้เราเห็นภาพนี้มากขึ้น เพราะด้วยราคาของ Solar ที่ตกลงมา ที่ทำให้เราต้องจ่ายค่าไฟเพิ่มขึ้นเพียง 15% หรือ $18 ในแต่ละเดือน
2. เราควรหาทิศทางในการสร้างนวัตกรรมใหม่อย่างไร?
Green Premium จะถูกใช้เป็นตัวชี้วัดสำคัญว่าเราควรจะทุ่มเงินไปกับการ R&D สินค้าตัวไหน นั่นคือสินค้าที่สามารถจะทำให้ราคาเข้าถึงได้มากที่สุด ยกตัวอย่างเช่น ซีเมนต์ ซึ่งปล่อย CO2 ตลอดกระบวนการผลิต นำไปสู่การคิดค้นนวัตกรรมเพื่อแก้ปัญหา แต่จนถึงตอนนี้มีเพียงแต่เทคโนโลยี Carbon Capture ที่เพิ่มต้นทุนถึง 75-140% ในกรณีนี้ Green Premium จึงทำให้เราเห็นว่าเราต้องการเทคโนโลยีที่ราคาถูกลงกว่านี้
นอกจากนี้เรายังสามารถใช้ Green Premium ในการแก้ปัญหาโลกร้อนในมิติอื่นๆ ได้อีก เช่น รัฐบาลอาจออกนโยบายเพิ่มราคาของสินค้าที่ปล่อย CO2 มากกว่า ให้มีราคาแพงขึ้น หรือออกกฏหมายลิมิตปริมาณ CO2 ในการผลิต, ในขณะเดียวกันฝั่งผู้บริโภค ถ้าเรายืนยันว่าเราควรเลือกสินค้าที่ดีต่อโลกมากกว่า นั้นคือการส่งเสียงผู้บริโภคให้ผู้ประกอบการผลิตออกมาในปริมาณที่มากขึ้น เพื่อลดต้นทุนในการผลิต
และนี่คือเรื่องราวของ Green Premium แนวคิดที่จะเป็นตัวช่วยในการพัฒนาสินค้าใหม่ ขับเคลื่อนนโยบาย และเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้บริโภคเพื่อบรรลุเป้าหมายการแก้ปัญหาโลกร้อน และทำให้โลกเรารอด.
╔═══════════╗
ท่านที่สนใจรับการอัปเดตเทรนด์อย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปี ขอเชิญชวนเข้าร่วม Facebook Group: Trends Community เพื่อร่วมแบ่งปันเทรนด์ใหม่ๆ ในแต่ละอุตสาหกรรม ร่วมออกไอเดีย และแสดงความคิดเห็นร่วมกันว่าเทรนด์ใดที่เหมาะกับลูกค้าคนไทย และเทรนด์ใดจะเป็นโอกาสสำหรับประเทศไทยในอนาคต?
╚═══════════╝
โฆษณา