Green Premium จะช่วยเราในการวัดความคืบหน้าในการแก้ปัญหาโลกร้อน และทำให้เราเข้าใจอุปสรรคที่เราต้องก้าวข้ามไปให้ได้ เราสามารถใช้ Green Premium ในการตั้งคำถามสำคัญบางข้อ
1. ตัวเลือกสินค้าไหนที่ควรเปิดตัวออกมาตอนนี้?
เทคโนโลยีที่ผู้บริโภคจ่าย Green Premium น้อยกว่า ควรจะถูกให้ความสำคัญเป็นอันดับแรกๆ อุตสาหกรรมพลังงานในอเมริกาจะช่วยให้เราเห็นภาพนี้มากขึ้น เพราะด้วยราคาของ Solar ที่ตกลงมา ที่ทำให้เราต้องจ่ายค่าไฟเพิ่มขึ้นเพียง 15% หรือ $18 ในแต่ละเดือน
2. เราควรหาทิศทางในการสร้างนวัตกรรมใหม่อย่างไร?
Green Premium จะถูกใช้เป็นตัวชี้วัดสำคัญว่าเราควรจะทุ่มเงินไปกับการ R&D สินค้าตัวไหน นั่นคือสินค้าที่สามารถจะทำให้ราคาเข้าถึงได้มากที่สุด ยกตัวอย่างเช่น ซีเมนต์ ซึ่งปล่อย CO2 ตลอดกระบวนการผลิต นำไปสู่การคิดค้นนวัตกรรมเพื่อแก้ปัญหา แต่จนถึงตอนนี้มีเพียงแต่เทคโนโลยี Carbon Capture ที่เพิ่มต้นทุนถึง 75-140% ในกรณีนี้ Green Premium จึงทำให้เราเห็นว่าเราต้องการเทคโนโลยีที่ราคาถูกลงกว่านี้
นอกจากนี้เรายังสามารถใช้ Green Premium ในการแก้ปัญหาโลกร้อนในมิติอื่นๆ ได้อีก เช่น รัฐบาลอาจออกนโยบายเพิ่มราคาของสินค้าที่ปล่อย CO2 มากกว่า ให้มีราคาแพงขึ้น หรือออกกฏหมายลิมิตปริมาณ CO2 ในการผลิต, ในขณะเดียวกันฝั่งผู้บริโภค ถ้าเรายืนยันว่าเราควรเลือกสินค้าที่ดีต่อโลกมากกว่า นั้นคือการส่งเสียงผู้บริโภคให้ผู้ประกอบการผลิตออกมาในปริมาณที่มากขึ้น เพื่อลดต้นทุนในการผลิต
และนี่คือเรื่องราวของ Green Premium แนวคิดที่จะเป็นตัวช่วยในการพัฒนาสินค้าใหม่ ขับเคลื่อนนโยบาย และเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้บริโภคเพื่อบรรลุเป้าหมายการแก้ปัญหาโลกร้อน และทำให้โลกเรารอด.