9 พ.ค. 2021 เวลา 14:23 • ประวัติศาสตร์
ประวัติศาสตร์ของการผ่าตัด
ภาพวาดล้อเลียนการผ่าตัดในศตวรรษที่ 18
ต้องเล่าก่อนเลยว่าการผ่าตัดในสมัยก่อนๆ นั้นมันไม่ได้ง่ายเหมือนปัจจุบันเลย กว่าจะผ่านมาได้ถึงปัจจุบันนั้นต้องมีการคิดค้นมีการทดลองกันต่างๆ นานา โดยเฉพาะในทวีปยุโรป โดยเฉพาะความพยายามของหลายๆ คนที่พยายามลดความเจ็บโดยหาสมุนไพรหรือสารชนิดต่างๆ เพื่อระงับความเจ็บปวดให้มากที่สุดแต่เป็นเรื่องธรรมดาในปัจจุบัน ซึ่งกว่าการผ่าตัดจะมีประสิทธิภาพสูงและปลอดภัยนั้นใช้เวลานานมาก ทางเพจหัวข้อประวัติศาสตร์เองก็พยายามรวบรวมหาข้อมูลให้มากที่สุดเท่าที่ทำได้
การผ่าตัดหรือศัลยศาสตร์ (Surgery) เอาจริงๆ ไม่ได้เป็นศาสตร์สมัยใหม่เเต่อย่างใด เเต่กลับพบว่าเป็นศาสตร์ที่มีมานานมากเเล้ว โดยคนในสมัยโบราณจะใช้หินเหล็กไฟเท่านั้นเป็นเครื่องมือสำหรับการผ่าตัด หลายๆ อย่างก็ออกจะดูอันตรายไปหน่อย เช่นการผ่าตัดเอาต้อชนิดต่างๆ นั้นให้ออกไปจากนัยน์ตา ซึ่งบางครั้งก็อาจจะใช้ฟันปลาหรือไม่ก็ส่วนใดของพืชก็ได้ที่เเหลมๆ
ในจีนนั้นมีตำนานกล่าวถึงจักรพรรดิเหลืองหรือจักรพรรดิหวงตี้ (黃帝) ซึ่งในคติของจีนนั้นถือว่าพระองค์ทรงเป็นหนึ่งใน "สามราชาห้าจักรพรรดิ" เล่ากันว่าพระองค์ทรงเป็นผู้รวบบันทึกตำราทางการเเพทย์ด้วย ซึ่งเรียกกันว่า "คัมภีร์หวงตี้เน่ยจิง" (黄帝内经) ซึ่งก็มีหลายๆ ศาสตร์เเละบางศาสตร์นั้นก็มีการเเต่งหรือใส่เนื้อหาเพิ่มเติมในยุคหลังเพราะจีนนั้นเป็นประเทศที่มีมายาวนานทำให้ค้นพบสิ่งใหม่ๆ ก่อนหน้าดินแดนหรืออาณาจักรอื่นๆ
ในอียิปต์นั้นหลายๆ คนคงรู้จักมัมมี่ดีหรือไม่ก็อาจจะเคยได้ยินชื่อ เเต่เชื่อว่าน่าจะรู้จักกันทุกคนเเละมักจะนึกถึงอียิปต์ถ้าหากพูดถึงมัมมี่ (เเต่เอาจริงๆ มัมมี่ไม่ได้อยู่ที่อียิปต์ที่เดียว) ในอียิปต์นั้นมีร่องรอยการผ่าตัดซึ่งก็เกิดจากวิธีการทำมัมมี่นั่นเอง มีวิธีการซับซ้อนมากกว่ายุคก่อนๆ ที่ใช้เพียงหินเหล็กไฟเท่านั้นในการทำเเต่ในยุคอียิปต์โบราณนั้นมีการใช้กรรไกร มีด หรือเข็มเสริมเข้าไปด้วย ซึ่งเป็นสิ่งที่ค่อนข้างซับซ้อนกว่าเเต่ก่อนมาก เเละในปอมเปอีเองก็มีหลักฐานว่ามนุษย์นั้นได้รู้จักการผ่าตัดมานานมากเเล้ว เพียงเเต่ยังไม่รู้จักยาสลบเเละการติดเชื้อหลังการผ่าตัด ก็คงอาจจะเจ็บๆ กับมีความเป็นไปได้ที่จะมีโอกาศเสียชีวิตสูง
อินเดียนั้นมีคัมภีร์ศาสตร์ของอายุรเวทที่ชื่อว่า "สุศรุตะ สัมหิตา" (सुश्रुतसंहिता) ในสมัยโบราณไม่ว่าจะเป็นในอินเดียหรือในที่ไหนๆ บนโลกใบนี้พื้นฐานของการขยายอาณาจักรคือการทำสงครามเป็นหลักเพื่อความอยู่รอดของผู้ปกครอง เเละในการรบเเต่ละครั้งหรือไม่ก็อาจจะเป็นภัยจากการโดนผู้ปกครองลงโทษ โดนสัตว์ร้าย โรคร้ายหรืออะไรก็ตามทำให้ร่างกายนั้นบาดเจ็บ จึงได้มีการคิดค้นการผ่าตัดขึ้นมา โดยสุศรุตะนั้นเป็นอาจารย์ในเเคว้นกาสี เมืองพาราณสี ในปัจจุบันสถานที่ดังกล่าวตั้งอยู่ในประเทศอินเดีย เขานั้นได้อธิบายเกี่ยวกับการผ่าตัดต่างๆ พร้อมกับคำบรรยายภาพ มีทฤษฎีเกี่ยวกับการผ่าตัดมากมายไม่ว่าจะเป็น การผ่าตัดส่วนต่างๆ ของจมูกหรือติ่งหู ซึ่งเดิมทีนั้นสุศรุตะ สัมหิตาเขียนเป็นภาษาสันสกฤต เเต่เมื่อพระพุทธศาสนายังอยู่ในอินเดียเหล่าพระก็มีการเขียนเป็นภาษาบาลี เเละเมื่ออินเดียตกเป็นเมืองขึ้นอังกฤษจึงมีการเเปลเป็นภาษาอังกฤษ
กลับมายังจีนในช่วง 100 ปีก่อนคริสตกาลนั้นได้มีการคิดค้นยาสลบขึ้น โดยมีเเพทย์ที่ชื่อว่า "ฮัวโต๋" (華佗) ซึ่งเขาอยู่ในช่วงราชวงศ์ฮั่นตะวันออกเเละชื่อของเขาเองก็ปรากฏอยู่ในสามก๊กตอนที่เอาพิษออกจากเเขนของกวนอู (มีอยู่ในละครสามก๊กตอนนี้น่าดูมาก) โดยกวนอูไม่เจ็บปวดเเต่อย่างใดเเละชื่นชมว่าเขาเป็นหมอเทวดา ซึ่งดังที่กล่าวไว้นั้นเขาเป็นผู้ที่คิดค้นยาสลบขึ้นเป็นคนเเรก มีการใช้กัญชาหรือไม่ก็ว่าเป็นฝิ่นผสมกับสมุนไพรหลายๆ อย่างเพื่อบรรเทาอาการเจ็บปวด เเละในจีนเองก็ยังมีวิธีการอื่นๆ เช่นตอนหมันเพศชายโดยเฉพาะขันทีในราชสำนัก
ในยุคโรมันนั้นการคลอดถือว่าเป็นเรื่องที่น่ากลัวเพราะมีโอกาสที่ทั้งเเม่เเละลูกจะตายทั้งกลมได้หากว่าทำไม่ดีหรือมีความประมาทเกิดขึ้น จึงเริ่มมีการผ่าท้องเเละมีการเล่าว่าบุคคลเเรกที่เกิดจากการผ่าท้องคือจูเลียส ซีซาร์ (Julius Caesar) โรมันเอาความรู้ทางการเเพทย์จากอียิปต์เเละกรีกมาทำให้ทันสมัยขึ้น ซึ่งเราไม่ทราบว่าจูเลียส ซีซาร์นั้นเกิดจากการผ่าท้องจริงหรือไม่เเต่การผ่าท้องในยุคก่อนนั้นมักทำเอาไว้สำหรับผ่าท้องมารดาซึ่งกำลังจะตายหรือมีโอกาสเสียชีวิตสูง เเละช่วยชีวิตเด็กไว้ให้รอดเท่านั้น
นอกจากนี้ก็ยังมีการพบหลักฐานเกี่ยวกับการผ่าตัดในยุคก่อน เช่นในช่วง 6500 ปีก่อนคริสตกาลก็มีการขุดพบกะโหลกซึ่งเชื่อกันว่ามีรูที่มาจากการเจาะ หรือไม่ก็ในประมวลกฎหมายของพระเจ้าฮัมมูราบี เป็นต้น
ยุโรปในช่วงหลังจากยุคกลางไม่นานนักได้มีการผ่าตัดง่ายๆ เช่น ผ่าตัดหนอง ถอนฟันเป็นต้น โดยใช้เครื่องมือของช่างตัดผมเพราะเป็นสิ่งที่มีความคม ซึ่งในตอนเเรกนั้นผู้ที่ผ่าตัดไม่ถือว่าเป็นศัลยแพทย์ เเต่ต่อมาเมื่อมีความรู้เพิ่มเติมจึงได้รับการยอมรับ ซึ่งในอังกฤษเองพระเจ้าเฮนรีที่ 8 (King Henry VIII) ก็ทรงเป็นสักขีพยานในการรวมตัวของช่างตัดผมเเละหมอผ่าตัด
การผ่าตัดในช่องท้องสำเร็จครั้งเเรกในวันคริสต์มาสปี 1809 ซึ่งตรงกับสมัยรัชกาลที่ 2 ซึ่งก่อนหน้านี้มีการทดลองที่จะทำเเล้วเเต่ก็ตายกันหมด การผ่าตัดในยุคนั้นเป็นปัญหาอย่างมาก โดยเฉพาะความเจ็บซึ่งศัลยแพทย์จะต้องผ่าตัดให้ไวที่สุดโดยอาจจะไม่เกิน 5 นาทีด้วยซ้ำเเละอัตราการเสียชีวิตก็สูงมากรวมทั้งการเสียเลือดหรือเป็นหนองหลังจากผ่าตัดในภายหลัง
กาลเวลาล่วงเลยผ่านไปในช่วงปี 1810 (ตรงกับสมัยรัชกาลที่ 2 ของไทย) มีบันทึกของฟรานเชส เบอร์นีย์ (Frances Burney) ที่กล่าวถึงความทรมานจากการผ่าตัดเต้านมออกเนื่องจากมะเร็งเต้านม ไม่มียาชาหรือยาสลบเเต่อย่างใด ซึ่งการเจ็บปวดขนาดนี้ทำให้หลายๆ คนเสียชีวิตไปเลยทีเดียว ซึ่งก็คงเป็นความทรมานที่สุดจะพรรณนาโดยเธอบรรยายไว้ว่า (ทางผู้เขียนขอเอาคำเเปลเหล่านี้มาจาก https://www.hfocus.org/content/2013/11/5401)
“…เมื่อโลหะอันน่าสะพรึงกลัวชิ้นนั้น เคลื่อนเข้าไปที่เต้านม กรีดผ่านเส้นเลือด เข้าไปถึงเนื้อ ถึงเส้นประสาท ไม่ต้องให้ใครมาบอกฉันเลยว่า ร้องออกมาได้เลยอย่ากลั้นเสียงไว้ เพราะฉันเริ่มกรีดร้องและร้องต่อเนื่องเกือบจะตลอดเวลาในระหว่างที่การผ่าตัดดำเนินไป...”
ด้วยความเจ็บปวดขนาดนี้ทำให้หลายๆ คนที่มีความรู้พยายามที่จะหาสารหรือสมุนไพรชนิดต่างๆ มาเพื่อลดความเจ็บปวดเเละมีการทดลองหลายต่อหลายครั้งเเต่ก็ไม่สำเร็จ จนวิลเลี่ยม ทอมัส กรีน มอร์ตัน (William Thomas Green Morton) ใช้อีเธอร์ (Ether) ในการทำให้ผู้ที่ได้รับการผ่าตัดสลบก่อนที่จะผ่าตัดเพื่อลดความเจ็บปวด ซึ่งมีการทดลองมาเรื่อยๆ เเละเข้ามาในไทยหรือสยามครั้งเเรกในช่วงรัชกาลที่ 3 หรือในรัชกาลของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวซึ่งอาจจะเป็นครั้งเเรกในเอเชียก็ได้ที่มีการนำวิธีนี้มาใช้ ส่วนวิวัฒนาการการผ่าตัดก็ดำเนินมาเรื่อยๆ จนในปัจจุบันที่ทุกสิ่งทุกอย่างนั้นมีความสบายมากเมื่อเทียบกับเมื่อก่อน
ในปี 1847 ในเวียนนาซึ่งเป็นเมืองหลวงของจักรวรรดิออสเตรีย ดร.อิกนาซ เซมเมลไวส์ (Dr.Ignaz Semmelweiss) ได้เเนะนำการทำความสะอาดอุปกรณ์ทางการเเพทย์เเละเครื่องมือเครื่องใช้ทั้งเเพทย์เเละผู้ป่วยให้มีความสะอาด ซึ่งสิ่งนี้ช่วยชีวิตคนได้เยอะมากเพราะในสมัยก่อนการเสียชีวิตเพราะติดเชื้อได้คร่าชีวิตของคนมากมายเลยทีเดียว
หลุยส์ ปาสเตอร์ (Louis Pasteur) นักวิทยาศาสตร์ชาวฝรั่งเศสได้ค้นพบจุลินทรีย์ซึ่งทำให้เกิดหนอง มีการค้นพบยาเพนนิซิลินโดยอเล็กซานเดอร์ เฟลมมิง (Alexander Fleming) ซึ่งทำให้อาการเเผลติดเชื่อนั้นไม่ใช่ปัญหาอีกต่อไปเลย
: ซึ่งทางผู้เขียนขอเล่าเพียงเท่านี้ ส่วนเนื้อหาเเละวิธีการผ่าตัดอาจจะไม่ละเอียดพอเเละไม่ได้เล่าถึงยุคใหม่กับยุโรปในบางยุคเช่นยุคกลางหรือยุคเรอเนสซองส์ รวมทั้งพวกเรื่องยาสลบอะไรพวกนี้ขอไม่พูดถึงมาก
รายการอ้างอิง
ตำนานการผ่าตัดในสมัยโบราณ เป็นอย่างไร ต้องลองมาดูกันค่ะ - https://bit.ly/3bdcekl
ย้อนรอยที่มาการใช้ยาระงับปวดในการผ่าตัดครั้งแรกของโลกและไทย - https://www.hfocus.org/content/2013/11/5401
ยิ่งดูยิ่งขนลุก! ภาพประกอบทางการแพทย์สมัยก่อน ละเอียดซะเหมือนดูของจริง - https://teen.mthai.com/variety/143748.html
ประวัติศาสตร์การเเพทย์ยุคโบราณ - https://bit.ly/3eZqCxG
วิวัฒนาการของการผ่าตัดและการให้ยาสลบ***{แตกประเด็นจาก X9534610} - http://topicstock.pantip.com/wahkor/topicstock/2010/08/X9550182/X9550182.html
วิธีดูแลสุขภาพในคัมภีร์หวงตี้เน่ยจิง - https://bit.ly/3f2GnE5
13 มกราคม 2380 หมอบรัดเลย์ “ผ่าตัดใหญ่” เป็นครั้งแรกในไทย - https://www.silpa-mag.com/this-day-in-history/article_44040
ปล. ต้องบอกเลยนะครับว่ากว่าจะได้ขนาดนี้ใช้เวลาเขียนนานมาก เเละอาจจะไม่ได้พูดถึงการผ่าตัดยุคปัจจุบัน หากข้อมูลไม่ละเอียดหรือว่าผิดพลาดก็สามารถบอกได้นะครับ ^^
โฆษณา