Apple Park เป็นสิ่งที่ท้าทายเพราะทุกอย่างถูกสร้างขึ้นมาเอง โดยเฉพาะอาคารวงแหวนที่ได้รับการออกแบบอย่างประณีต ล้อมรอบด้วยกระจกสูง กระเบื้องที่ออกแบบมาเป็นพิเศษ และรายล้อมไปด้วยต้นสนจากทะเลทรายโมฮาวี
มูลค่า 4.17 พันล้านดอลล่าร์สหรัฐ ของ Apple Park ถูกคำนวณรวมกับสินทรัพย์ทั้งหมดในพื้นที่ ทั้งคอมพิวเตอร์ เฟอร์นิเจอร์ และ อุปกรณ์บำรุงรักษา ส่วนตัวอาคาร Apple Park มีมูลค่า 3.6 พันล้านดอลล่าร์สหรัฐ หรือราว 1.11 แสนล้านบาท
และด้วยมูลค่า 4.17 พันล้านดอลล่าร์สหรัฐ ก็ทำให้ Apple Park เป็นหนึ่งในอาคารที่มีมูลค่าสูงที่สุดในโลก ระดับเดียวกับอาคาร One World Trade Center ขณะที่ตึก Abraj Al Bait Towers มีมูลค่า 1.5 หมื่นล้านดอลล่าร์สหรัฐ และ Great Mosque of Mecca ในประเทศซาอุดีอาระเบีย มีมูลค่าถึง 1 แสนล้านดอลล่าร์สหรัฐ
ในแต่ละปี Apple ต้องจ่ายภาษีทรัพย์สินของ Apple Park เป็นมูลค่ามากกว่า 40 ล้านดอลล่าร์สหรัฐ ซี่งคำนวณจาก 1% ของราคาสิ่งปลูกสร้าง โดยภาษีที่ Apple จ่ายไป จะถูกนำไปใช้กับโรงเรียนระดับชั้นประถมในพื้นที่ 25% และ 15% ถูกนำไปสนับสนุนงานของสถานนีดับเพลิง ขณะที่เมืองคูเปอร์ติโนจะได้ 5% เพื่อนำไปใช้จ่ายตามต้องการ
ก่อนที่ Apple Park จะได้รับการอนุญาตให้ก่อสร้างได้ Apple ต้องจ่ายเงินให้กับกองทุนที่อยู่อาศัยราคาไม่แพง เป็นเงิน 5.85 ล้านดอลล่าร์สหรัฐ และต้องจ่ายเงิน 75 ล้านดอลล่าร์สหรัฐ เพื่อปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานและการจราจรในเมืองคูเปอร์ติโน
Apple Park ก่อสร้างแล้วเสร็จในปี 2017 และเริ่มย้ายพนักงานให้เข้าไปทำงานได้ในข่วงปลายปีนั้น โดยมีพื้นที่ทั้งหมด 175 เอเคอร์ รองรับพนักงานมากกว่า 12,000 คน ส่วนอาคารหลักรูปทรงวงแหวนมีพื้นที่ 2.8 ล้านตารางฟุต
ในบริเวณเดียวกัน Apple ยังได้สร้างอาคาร Steve Jobs Theter ซึ่งเป็นหอประชุมขนาด 1,000 ที่นั่ง มีโครงสร้างเป็นกระบอกแก้วสูง 20 ฟุต กว้าง 165 ฟุต และได้ตั้งชื่อตามอดีตผู้ร่วมก่อตั้งและซีอีโอ Apple ผู้ล่วงลับ และยังเป็นผู้ริเริ่มโครงการ Apple Park