Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
SCB Thailand
ยืนยันแล้ว
•
ติดตาม
12 พ.ค. 2021 เวลา 06:00 • ธุรกิจ
เงินได้ที่นายจ้างให้เมื่อออกจากงาน เสียภาษีอย่างไร
เมื่อต้องออกจากงานไม่ว่าจะเต็มใจหรือไม่ก็ตาม เราก็ยังต้องมีภาระภาษีที่ต้องบริหารจัดการกันอยู่ บทความนี้จึงนำเสนอข้อมูลและภาระภาษีที่เกี่ยวข้องให้กับผู้ที่ถูกเลิกจ้าง หมดสัญญาจ้าง และเกษียณอายุโดยที่ลูกจ้างไม่ได้เป็นฝ่ายผิด ว่าต้องมีการเสียภาษีอย่างไร เพื่อให้ลูกจ้างในกลุ่มดังกล่าวได้วางแผนภาษีได้อย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด
1
ก่อนอื่น เรามาดูกันว่าเงินก้อนที่ได้เมื่อออกจากงานมีอะไรบ้าง และมีทางเลือกในการเสียภาษีอย่างไร
1. เงินค่าชดเชย
เป็นเงินที่จะได้รับเมื่อออกจากงานตามกฎหมายแรงงานเนื่องจากถูกเลิกจ้าง ไล่ออก หมดสัญญาจ้าง และเกษียณอายุโดยที่ลูกจ้างไม่ได้เป็นฝ่ายผิด ทั้งนี้อัตราค่าชดเชยตามกฎหมายแรงงานจะคิดตามอายุงานที่ทำงานกับนายจ้างรายนี้และใช้อัตราเงินเดือนล่าสุดสำหรับการคำนวณค่าชดเชย ซึ่งสรุปได้ดังนี้
อายุงาน อัตราค่าชดเชย
ไม่ถึง 120 วัน ไม่มีสิทธิได้รับ
120 วันแต่ไม่ถึง 1 ปี ได้รับค่าชดเชย 30 วัน
1 ปีแต่ไม่ถึง 3 ปี ได้รับค่าชดเชย 90 วัน
3 ปีแต่ไม่ถึง 6 ปี ได้รับค่าชดเชย 180 วัน
1
6 ปีแต่ไม่ถึง 10 ปี ได้รับค่าชดเชย 240 วัน
10 ปีแต่ไม่ถึง 20 ปี ได้รับค่าชดเชย 300 วัน
ครบ 20 ปีขึ้นไป ได้รับค่าชดเชย 400
เงินได้ที่นายจ้างให้เมื่อออกจากงาน เสียภาษีอย่างไร
อย่างไรก็ตามหากเป็นกรณีที่ลาออกด้วยความสมัครใจ หรือถูกไล่ออกด้วยความผิดร้ายแรง จะไม่ได้รับเงินค่าชดเชยนี้ นอกจากนี้การเลิกจ้างยังแบ่งเป็น 2 กรณี คือ
- ได้รับค่าชดเชยเพราะถูกเลิกจ้างหรือไล่ออก ค่าชดเชยที่ได้รับ 300,000 บาทแรกจะได้รับการยกเว้นภาษี เช่น หากได้รับเงินชดเชยการเลิกจ้างมา 450,000 บาท ค่าชดเชย 300,000 บาทแรกจะได้รับการยกเว้นภาษี ส่วน 150,000 บาทที่เหลือจะต้องนำไปคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา
- ได้รับค่าชดเชยเพราะเกษียณอายุหรือหมดสัญญาจ้าง ค่าชดเชยดังกล่าวจะต้องนำมาคำนวณเพื่อเสียภาษีทั้งก้อน ไม่ได้รับยกเว้น 300,000 บาทแรกเหมือนกกรณีที่ถูกเลิกจ้างหรือไล่ออก
2.กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ
เมื่อออกจากงานไม่ว่าด้วยสถานะใดก็ตาม จะมี 3 ทางเลือก ดังนี้
ถอนออกมาเป็นเงินสด ซึ่งเงินที่ได้จากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพจะแบ่งเป็น 4 ส่วน คือ
1.เงินสะสม ซึ่งเป็นเงินที่ถูกหักจากเงินเดือนทุกเดือนเพื่อสะสมในกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ
2 ผลประโยชน์ของเงินสะสม
3 เงินสมทบ เป็นเงินที่นายจ้างสมทบเพิ่มให้ในกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ
4 ผลประโยชน์ของเงินสมทบ
ในทางกฎหมาย หากถอนเงินจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพโดยที่มีอายุสมาชิกไม่ครบ 5 ปีและยังมีอายุไม่ครบ 55 ปีบริบูรณ์ เราจะต้องนำเงินในข้อ 2 – 4 มาเสียภาษีด้วย ส่วนเงินสะสมที่เราได้รับคืนมา ไม่ต้องนำมาเสียภาษี ซึ่งมีวิธีการเสียภาษีอย่างใด จะเล่าให้ฟังต่อไป
เงินได้ที่นายจ้างให้เมื่อออกจากงาน เสียภาษีอย่างไร
- ขอคงเงินไว้ในกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ หากไม่ต้องการถอนออกมาเป็นเงินสด เราสามารถเลือกคงเงินไว้ในกองทุนสำรองเลี้ยงชีพและคงสถานะสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพต่อไปได้ โดยที่ลูกจ้างและนายจ้างไม่ต้องส่งเงินสะสมและเงินสมทบอีกต่อไป ระยะเวลาที่สามารถคงเงินไว้ในกองทุนสำรองเลี้ยงชีพตามข้อบังคับของกองทุนแต่ไม่น้อยกว่า 90 วันนับตั้งแต่วันออกจากงาน ตราบเท่าที่เรายังไม่ถอนเงินออกมา เราก็ยังไม่ต้องเสียภาษี นอกจากนี้ หากได้งานใหม่ และนายจ้างใหม่มีการจัดตั้งกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ เราสามารถโอนเงินจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพของบริษัทเดิมไปยังกองทุนสำรองเลี้ยงชีพของบริษัทใหม่ได้ด้วย ซึ่งเราสามารถนับอายุสมาชิกของกองทุนสำรองเลี้ยงชีพได้อย่างต่อเนื่อง ทำให้ในภายหลังหากเรามีอายุสมาชิกในกองทุนสำรองเลี้ยงชีพเกิน 5 ปี และมีอายุครบ 55 ปีบริบูรณ์ เงินจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพทั้งหมด ก็จะได้รับสิทธิยกเว้นภาษีทั้งจำนวน
- โอนย้ายกองทุนสำรองเลี้ยงชีพไปเป็นกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) นอกจากโอนย้ายกองทุนสำรองเลี้ยงชีพไปยังบริษัทใหม่แล้ว ยังมีทางเลือกในการโอนย้ายกองทุนสำรองเลี้ยงชีพไปยังกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพได้ เท่ากับว่ายังไม่มีการถอนเป็นเงินสดออกมา เราก็ยังไม่ต้องเสียภาษีสำหรับเงินก้อนนี้แต่อย่างใด
1
ดังนั้นหากไม่มีความจำเป็นต้องใช้เงินจริงๆ และคงเงินเก็บเพื่อการเกษียณอายุไว้ แนะนำว่าหากออกจากงานที่ไม่ใช่การเกษียณอายุ ให้เลือกขอคงเงินไว้ในกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ เพื่อโอนไปยังกองทุนสำรองเลี้ยงชีพของบริษัทใหม่ (หากมี) หรือโอนย้ายกองทุนสำรองเลี้ยงชีพไปเป็นกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพจะดีกว่า เพื่อที่จะไม่ต้องนำเงินก้อนนี้มาเสียภาษี
3. วิธีเสียภาษีสำหรับเงินก้อนที่ได้รับเมื่อออกจากงาน
1
- มีอายุงานครบ 5 ปี เรามีสิทธิที่จะเลือกนำเงินก้อนนี้ไปรวมหรือไม่รวมกับรายได้อื่นๆ เพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตอนสิ้นปีได้ โดยหากเราเลือกที่จะแยกยื่น เราจำเป็นต้องยื่นโดยใช้ ‘ใบแนบ ภ.ง.ด. 90, 91 กรณีคำนวณเงินได้ที่นายจ้างจ่ายให้ครั้งเดียวเพราะเหตุออกจากงานเฉพาะที่เลือกเสียภาษีโดยไม่นำไปรวมคำนวณภาษีกับเงินได้อื่นๆ’ ซึ่งโดยทั่วไปหากสามารถแยกยื่นภาษีได้โดยไม่ต้องมารวมกับรายได้อื่นๆ จะทำให้ภาระภาษีต่ำลง ดังนั้นเราควรเลือกใช้สิทธิแยกยื่นด้วยใบแนบ
1
วิธีการคำนวณภาษีในใบแนบ
เงินที่นายจ้างให้ครั้งเดียวเพราะเหตุออกจากงาน AAA บาท
หัก ค่าใช้จ่าย
ค่าใช้จ่ายส่วนแรก (7,000 x จำนวนปีที่ทำงาน) BBB บาท
ค่าใช้จ่ายส่วนที่สอง (เงินก้อนที่ได้ – ค่าใช้จ่ายส่วนแรก) x 50% CCC บาท
รวมค่าใช้จ่าย DDD บาท
1
เงินได้หลังหักค่าใช้จ่าย EEE บาท
คำนวณภาษีที่ต้องชำระ (ตามขั้นบันได*) FFF บาท
* เสียภาษี 5% ตั้งแต่บาทแรก หรือ 150,000 บาทแรกไม่ได้รับสิทธิยกเว้นภาษี
เงินได้ที่นายจ้างให้เมื่อออกจากงาน เสียภาษีอย่างไร
เพื่อให้เห็นภาพเรามาดูตัวอย่างกันดีกว่า สมมติว่านายมั่งคั่งทำงานมา 10 ปีเต็ม ถูกให้ออกจากงานเนื่องจากนายจ้างต้องการปิดกิจการ โดยได้เงินเดือน 50,000 บาท ได้รับเงินชดเชย 500,000 บาท และมีเงินจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพหลังหักเงินสะสมแล้วอีก 750,000 บาท (อายุสมาชิก 10 ปี) เนื่องจากมีอายุงานและอายุสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพเกิน 5 ปี สามารถยื่นภาษีด้วยใบแนบได้ สามารถคำนวณได้ดังนี้
เงินที่นายจ้างให้ครั้งเดียวเพราะเหตุออกจากงาน
เงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (ไม่รวมเงินสะสม) 750,000 บาท
เงินชดเชยหักส่วนที่ได้ยกเว้น 300,000 บาท 200,000 บาท
รวมเป็นเงิน 950,000 บาท
คำนวณค่าใช้จ่าย
ค่าใช้จ่ายส่วนแรก (7,000 x 10) 70,000 บาท
ค่าใช้จ่ายส่วนที่สอง (950,000 – 70,000) x 50% 440,000 บาท
รวมค่าใช้จ่าย 510,000 บาท
เงินได้หลังหักค่าใช้จ่าย 440,000 บาท
คำนวณภาษีเงินได้ที่ต้องชำระ 29,000 บาท
(300,000 x 5% + 140,000 x 10%)
จะเห็นว่าการยื่นผ่านใบแนบจะเสียภาษีเพียง 3.05% (29,000/950,000) ของเงินก้อนที่ได้รับ ทำให้ประหยัดภาษีไปได้มากหากเทียบกับการนำไปรวมกับรายได้ประเภทอื่นๆ
อย่างไรก็ตามหากเราทำงานกับนายจ้างนี้ไม่ถึง 5 ปี และมีอายุสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพไม่ถึง 5 ปีเราจะไม่ได้รับสิทธิยื่นเสียภาษีเงินก้อนนี้ด้วยใบแนบ แต่ต้องนำเงินก้อนทั้งหมดที่ได้รับไปรวมกับรายได้อื่นๆ เพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ทำให้เราต้องเสียภาษีในฐานภาษีที่สูงขึ้น
ดังนั้นหากเกิดเหตุที่ทำให้ถูกออกจากงาน ต้องมาพิจารณาวางแผนภาษีให้รอบด้าน หากสามารถวางแผนคงเงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพได้โดยไม่ถอนออกมา ก็จะทำให้ลดภาระภาษีไปได้มากเลยทีเดียว นอกจากนี้การรู้จักใช้สิทธิใบแนบถือเป็นตัวช่วยบรรเทาภาษีและเพื่อรักษาเงินก้อนสุดท้ายให้ได้มากที่สุดด้วยเช่นกัน
บทความโดย : นิภาพันธ์ พูนเสถียรทรัพย์ CFP® นักวางแผนการเงินอิสระ นักเขียนและวิทยากร
15 บันทึก
6
10
15
6
10
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย