14 พ.ค. 2021 เวลา 03:00 • ยานยนต์
#EP15 การดูแลรักษา Tesla Model 3 ง่ายหรือยาก?
เวลาเราใช้รถสันดาปภายในที่มีเครื่องยนต์ การบำรุงรักษารถนั้นจำเป็นต้องมีการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง น้ำมันเกียร์/เฟืองท้าย น้ำมันเบรก น้ำยาหม้อน้ำ เปลี่ยนหัวเทียน หัวฉีด เซนเซอร์ระบบควบคุมต่างๆ เยอะไปหมดเลย แน่นอนครับว่าเราต้องพึ่งพาศูนย์บริการรถนั้นๆเพื่อเปลี่ยนถ่ายของเหลวและสารหล่อลื่นต่างๆ ความถี่คงต้องใช้ระยะการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องเป็นหลักก็คือประมาณทุกๆ 10,000 กม.ครับ
แล้วถ้าเรามีโอกาสได้ใช้รถยนต์ไฟฟ้าล้วน 100% หรือ EV car เรายังจะต้องดูแลรักษาอะไรกันบ้างนะ การดูแลยุ่งยากไหม? วันนี้ผมจะมาเล่าให้ฟังครับ
ถ้าจะพูดถึงรถไฟฟ้า EV car แน่นอน Tesla เป็นยี่ห้อในฝันของหลายๆคน และรุ่นที่ราคาไม่สูง สามารถหามาขับกันได้เพราะผลิตในเมืองจีนและมีการนำเข้ามาขายในบ้านเราอยู่ในขณะนี้ คงต้องเป็น Tesla Model 3 แล้วละครับ ซึ่งรถรุ่นนี้จะแบ่งออกเป็น 3 รุ่นย่อย เริ่มกันในรุ่นมาตรฐาน(Standard Plus)นั้นจะใช้มอเตอร์ 1 ตัวขับเคลื่อนที่ล้อหลัง มีอัตราเร่ง 0-60 ไมล์/ชม.ใช้เวลา 5.3 วินาที แต่ถ้าเป็นรุ่นที่เน้นเดินทางไกล(Long Range)จะมีการใช้มอเตอร์ 2 ตัวขับเคลื่อนทั้งสี่ล้อ มีอัตราเร่ง 0-60 ไมล์/ชม.ใช้เวลา 4.2 วินาที สุดท้ายรุ่นที่เน้นความแรง(Performance)จะใช้มอเตอร์ 2 ตัว ไปขับล้อสี่ล้อ มีอัตราเร่ง 0-60 ไมล์/ชม.ใช้เวลาเพียง 3.1 วินาที ส่วนการรับประกันนั้น รถของ Tesla Model 3 จะมีการรับประกันตัวรถ 4 ปี หรือ 50,000 ไมล์ ในส่วนของแบตเตอรี่นั้น Tesla รับประกัน 8 ปี หรือ 100,000 ไมล์ครับ
ส่วนประกอบหลักของรถไฟฟ้าประกอบด้วย
1. “ชุดควบคุมไฟฟ้ากำลัง” (Power Control Unit หรือ PCU) ชุดควบคุมไฟฟ้ากำลังจะทำหน้าที่ปรับสภาวะของกระแสไฟฟ้าและแรงดันไฟฟ้าจากแบตเตอรี่ให้เหมาะสมกับการขับเคลื่อนของมอเตอร์ ดังนั้นจะเห็นได้ว่าชุดควบคุมไฟฟ้ากำลังเป็นอุปกรณ์ที่ทำงานระหว่างมอเตอร์ขับเคลื่อนและแบตเตอรี่ ซึ่งในการทำงานร่วมกับมอเตอร์นั้น ชุดควบคุมไฟฟ้ากำลังจะทำงานใน 4 รูปแบบหลัก (Four-Quadrant Operation) ประกอบด้วย
1) การขับเคลื่อนเดินหน้า
2) การสร้างพลังงานไฟฟ้าย้อนกลับ(Regenerative Braking) ขณะเดินหน้า
3) การขับเคลื่อนถอยหลัง
4) การสร้างพลังงานไฟฟ้าย้อนกลับ(Regenerative Braking)ขณะถอยหลัง
ซึ่งในการทำงานในแต่ละรูปแบบดังกล่าว ยังสามารถปรับแต่งรูปแบบการทำงานย่อยเพื่อเพิ่มสมรรถนะในการขับขี่หรือการประหยัดพลังงานได้อีก
2. “DC-AC Inverter” เป็นอุปกรณ์ที่ทำหน้าที่แปลงแรงดันไฟฟ้าจากกระแสตรงเป็นแรงดันไฟฟ้ากระแสสลับ โดยใช้ IGBT(Insulated Gate Bipolar Transistor)ทำหน้าที่เป็นสวิตซ์ตัดต่อกระแสไฟฟ้า เพื่อแปลงเป็นไฟฟ้ากระแสสลับโดยอาศัยเทคนิคที่นิยมใช้กันทั่วไปคือ PWM(Pulse width modulation) ซึ่งหมายถึงการแปรความกว้างของพัลส์ที่ใช้เปิด-ปิดทรานซิสเตอร์เพื่อสร้างแรงดันไฟฟ้ากระแสสลับสำหรับขับมอเตอร์ โดยจะใช้อินเวอร์เตอร์ 1 ชุด ขับมอเตอร์ 1 ตัว ซึ่งชุดอินเวอร์เตอร์ดังกล่าวจำเป็นต้องมีระบบระบายความร้อน (Cooling System)เพื่อระบายความร้อนออกจากตัวอินเวอร์เตอร์ เนื่องจากในขณะที่จ่ายกระแส อินเวอร์เตอร์จะเกิดความร้อนสะสมสูงที่ชุด IGBT ดังนั้นจึงมีความจำเป็นที่จะต้องระบายความร้อนออกจากอินเวอร์เตอร์เพื่อป้องกันความเสียหายที่จะเกิดขึ้น
3. “Battery Pack” แบตเตอรี่ที่นิยมใช้ในรถยนต์มีทั้งสิ้น 3 ประเภทคือ แบตเตอรี่ตะกั่ว แบตเตอรี่นิกเกิล และแบตเตอรี่ลิเทียม โดยแบตเตอรี่ลิเทียมมีคุณสมบัติที่เหมาะกับการนำมาใช้งานในรถไฟฟ้ามากที่สุดเนื่องจากคุณสมบัติด้านความหนาแน่นพลังงานที่สูง ซึ่งแบตเตอรี่ลิเทียมมีขนาดและน้ำหนักน้อยกว่าแบตเตอรี่ตะกั่วและแบตเตอรี่นิกเกิล ที่มีความจุเท่ากัน
4. “มอเตอร์สำหรับรถไฟฟ้า” มีการใช้งานมอเตอร์ใน 2 รูปแบบ คือมอเตอร์กระแสตรง(DC Motor)และ มอเตอร์กระแสสลับ(AC Motor)
1) มอเตอร์กระแสตรง(DC Motor)เป็นรูปแบบของมอเตอร์ที่มีความซับซ้อนในการจ่ายพลังงานไฟฟ้าน้อย เนื่องจากมอเตอร์กระแสตรงสามารถรับไฟฟ้ากระแสตรงจากแหล่งจ่าย เช่นแบตเตอรี่และสามารถทำงานได้โดยไม่ต้องการระบบไฟฟ้ากำลังเพิ่มเติมโดยมอเตอร์กระแสตรงที่ได้รับความนิยมนำมาใช้สำหรับรถไฟฟ้าสามารถแบ่งเป็นประเภทย่อยได้อีก 2 ประเภท คือ “มอเตอร์กระแสตรงแบบมีแปรงถ่าน” และ “มอเตอร์กระแสตรงแบบไร้แปลงถ่าน”
2) มอเตอร์กระแสสลับ(AC Motor)นั้นมีโครงสร้างคล้ายกับมอเตอร์กระแสตรงแบบไม่มีแปรงถ่าน คือมีขดลวดเหนี่ยวนำอยู่บริเวณสเตเตอร์เพื่อรับพลังงานไฟฟ้าจากไฟฟ้ากระแสสลับแล้วแปลงเป็นพลังงานแม่เหล็กไฟฟ้า ส่วนโรเตอร์นั้นสามารถแบ่งได้เป็นสองประเภท คือ มอเตอร์เหนี่ยวนำ และ มอเตอร์กระแสสลับแบบ Synchronous
1
เมื่อมีการใช้งานแพ็กแบตเตอรี่ไม่ว่าจะเป็นการอัดประจุหรือคายประจุก็ตาม จะมีความร้อนเกิดขึ้นในแพ็กแบตเตอรี่เสมอ และที่สำคัญในการใช้งานของแพ็กแบตเตอรี่ในสภาพอากาศร้อนทำให้การระบายความร้อนออกจากแพ็กแบตเตอรี่ด้วยตัวเองทำได้ยาก หากความร้อนสะสมภายในแพ็กแบตเตอรี่มากขึ้นจะส่งผลต่อประสิทธิภาพการทำงานของแบตเตอรี่และยังทำให้อายุการใช้งานสั้นลงอีกด้วย ดังนั้นระบบระบายความร้อนจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะช่วยให้การทำงานของแพ็กแบตเตอรี่มีประสิทธิภาพและมีอายุการใช้งานที่ยาวนานมากขึ้น
ในการอัดประจุหรือการปล่อยประจุพลังงานจากแบตเตอรี่จะมีความร้อนเกิดขึ้นระหว่างกระบวนการเสมอ ซึ่งอุณหภูมิจะส่งผลต่อสมรรถนะและอายุการใช้งานของแบตเตอรี่โดยที่อุณหภูมิสูงนั้นความจุกระแสไฟฟ้าหรือสมรรถนะจะเพิ่มขึ้น แต่รอบอายุการใช้งานลดลง ในทางกลับกัน ที่อุณหภูมิต่ำความจุกระแสไฟฟ้าหรือสมรรถนะจะลดลง แต่รอบอายุการใช้งานเพิ่มขึ้น โดยทั่วไปช่วงอุณหภูมิการทำงานที่เหมาะสมที่ยอมรับได้ควรไม่เกิน 20 – 40 องศาเซลเซียส เนื่องจากช่วงอุณหภูมินี้มีความใกล้เคียงกับความจุกระแสไฟฟ้าสูงสุดและส่งผลกระทบกับการย่อยสลายหรือเสื่อมสภาพของเซลล์แบตเตอรี่อีกด้วย
Tesla ได้ทำการสรุปค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษารถ Tesla ไว้ให้เข้าใจง่ายๆคือ แบ่งระยะเวลา 1, 2, 3 และ 4 ปี โดยมีรายการที่ต้องตรวจเช็คทุกๆ ปีนั้นก็จะมีพวก สลับยางถ่วงล้อ เปลี่ยนกรองแอร์ เปลี่ยนใบปัดน้ำฝน เปลี่ยนแบตเตอรี่รีโมท นอกจากนี้สิ่งที่ต้องเปลี่ยนทุกๆ 2 ปี คือเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเบรกและตรวจสอบระบบแอร์ปรับอากาศ และจะมีรายการที่กำหนดให้เปลี่ยนถ่ายทุกๆ 4 ปีคือ การเปลี่ยนถ่ายน้ำยาหล่อเย็นแบตเตอรี่นั่นองครับ
จากคู่มือการใช้งานของรถ Tesla Model 3 มีรายการที่มากขึ้นกว่าภาพรวมที่กล่าวมาคือ ตรวจสอบสภาพน้ำมันเบรกทุก 2 ปี ถ้ามีค่าความชื้นสูงก็แนะนำให้เปลี่ยนถ่าย เปลี่ยนเจลดูดความชื้นของระบบแอร์ทุก 6 ปี เปลี่ยนใส้กรองแอร์ทุก 2 ปีสลับยางและหล่อลื่นชุดก้ามปูเบรกทุกๆ 20,000 กม. จะสังเกตว่าในคู่มือไม่ระบุให้เปลี่ยนน้ำยาหล่อเย็นแบตเตอรี่เลย
สิ่งที่น่าสนใจที่ Tesla กล่าวไว้ในหมายเหตุ ด้านบนคือ ระบบคอมเพรสเซอร์ของแอร์นั้นจะทำหน้าที่ระบายความร้อนสองส่วนคือ หนึ่งห้องโดยสารของรถ สองคือชุดแพ็คของแบตเตอรี่ เงื่อนไขที่จะทำให้คอมเพรสเซอร์ถูกมอเตอร์ขับให้หมุนคือความร้อนที่สูงขึ้นถึงเกณฑ์ที่กำหนดไว้ ทั้งส่วนที่เป็นห้องโดยสารหรือแบตเตอรี่ก็ตาม ยกตัวอย่างเช่นอากาศภายนอกเย็นเราปิดแอร์ไว้ แต่ถ้าชุดแบตเตอรี่ที่การทำงานอยู่เกิดความร้อนสะสมสูง ชุดมอเตอร์จะขับคอมเพรสเซอร์แอร์ให้หมุนจนเกิดเสียงดังขึ้น คนที่ขับรถอาจคิดว่าปิดแอร์แล้วทำไมระบบแอร์ยังทำงานระบบควบคุมนั้นจะให้ความสำคัญชุดแบตเตอรี่ก่อนครับสภาพการทำงานแบบนี้ปกตินะครับ
มาถึงจุดที่สำคัญมากๆครับ ในรถ Tesla Model 3 นั้นระบบปรับอากาศใรถจะใช้ น้ำยาแอร์(AC Fluids) เช่น R 134a แบบเดียวกับรถทั่วไป ส่วนในชุดหล่อเย็นแบตเตอรี่และชุด Power Inverter ที่ทำหน้าที่แปลงแรงดันไฟฟ้านั้นจะใช้น้ำยาหล่อเย็น(Coolant Fluids) แบบเดียวกับน้ำยาในหม้อน้ำรถยนต์ทั่วไป เพียงแต่ Tesla Model 3 จะมีชุด AC Fluid/Coolant Exchanger หรือเรียกว่าอุปกรณ์ส่งผ่านความร้อน(Heat exchanger) โดยน้ำยาหล่อเย็นแบตเตอรี่จะไหลเวียนน้ำยาไปรับความร้อนมาส่งให้น้ำยาแอร์ แล้วน้ำยาแอร์ก็จะนำพาความร้อนไประบายสู่ภายนอกพร้อมๆกับระบบปรับอากาศรถ
ในคู่มือรถบอกว่า ห้ามยุ่งกับระบบหล่อเย็นแบตเตอรี่โดยเด็ดขาด ห้ามเปิดฝา ห้ามเติมเพิ่ม(Top up) มิฉะนั้นจะหลุดจากเงื่อนไขการรับประกันคุณภาพ เหตุผลคือชุดแบตเตอรี่เป็นหัวใจหลักของรถ ถ้าระบบหล่อเย็นมีปัญหา การสำรองไฟฟ้า ระยะทางวิ่ง กำลังขับ มีผลกระทบหมด และสารหล่อเย็น(Coolant Fluids)ต้องใช้ประเภท Ethelyn Glycol(HOAT) เท่านั้นนะครับ ถ้ามีอุบัติเหตุ น้ำหล่อเย็นรั่วต้องใช้ของแท้ Tesla G-48 เติมครับ
1
การกู้ภัยรถยนต์ไฟฟ้าขณะเกิดอุบัติเหตุ
• เนื่องจากรถยนต์ไฟฟ้ามีระบบไฟฟ้าที่มีแรงดันสูงมาก ซึ่งอาจก่อให้เกิดอันตราย แก่ผู้ประสบภัย เจ้าของรถ และเจ้าหน้าที่กู้ภัยได้ ถ้าดำเนินอย่างไม่ถูกต้อง จึงควรระมัดระวังในเรื่องการระเบิดของชุดแบตเตอรี่
• เมื่อรถยนต์ไฟฟ้าไม่สามารถทำงานได้ เช่นแบตเตอรี่ไฟหมด ยางรั่ว อุบัติเหตุ และจำเป็นต้องมีการเคลื่อนย้าย ทาง Tesla แนะนำเคลื่อนย้ายโดยวิธียก หรือหากจำเป็นต้องลากจูง จำเป็นต้องมีอุปกรณ์รองใต้ล้อทั้งสี่ เนื่องจากถ้าล้อมีการหมุนแล้วมอเตอร์จะทำหน้าที่เป็นเครื่องกำเนิดไฟฟ้าทันที่ อาจสร้างความเสียหายให้กับระบบควบุมได้
ขอขอบคุณทุกท่านที่ติดตามเพจนะครับ ฝากกด Like กด Share กด Follow ให้ด้วยนะครับ เพื่อเป็นกำลังใจในการสรรหาข้อมูลที่น่าสนใจมานำเสนอต่อไปครับ
มีคำเสนอแนะหรือคำถามสามารถ คอมเม้นด้านล่างมาพูดคุยได้ครับ
โฆษณา