14 พ.ค. 2021 เวลา 08:43 • หนังสือ
บทที่ 4
การคำนวณภาษี
เนื่องจากภาษีอากรประเมินตามประมวลรัษฎากร นั้น มี 3 ประเภท ซึ่งแต่ละประเภทมีวิธีการคำนวณเงินภาษีแตกต่างกัน ดังนั้น จึงต้องพิจารณาเป็นแต่ละประเภทภาษี
4.1 การคำนวณเงินภาษีเงินได้ ภาษีเงินได้ยังแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา และภาษีเงินได้นิติบุคคล ซึ่งแต่ละประเภทมีวิธีการคำนวณแตกต่างกัน
4.1.1 ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา
มาตรา 48 แห่งประมวลรัษฎากร บัญญัติว่า “ เงินได้พึงประเมิน ต้องเสียภาษีเงินได้ ดังต่อไปนี้
(1) เงินได้พึงประเมินเมื่อได้หักตามมาตรา 42 ทวิ ถึงมาตรา 47 หรือมาตรา 57 เบญจ แล้วเหลือเท่าใดเป็นเงินได้สุทธิ ต้องเสียภาษีในอัตราที่กำหนดในบัญชีอัตราภาษีเงินได้ท้ายหมวดนี้
(2) สำหรับผู้มีเงินได้พึงประเมินตั้งแต่ 120,000 บาทขึ้นไป การคำนวณภาษีตาม (1) ให้เสียไม่น้อยกว่าร้อยละ 0.5 ของยอดเงินได้พึงประเมิน
การนับจำนวนเงินได้พึงประเมินตาม (2) ไม่รวมถึงเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (1)
(3) ผู้มีเงินได้จะเลือกเสียภาษีในอัตราร้อยละ 15.0 ของเงินได้ โดยไม่ต้องนำไปรวมคำนวณภาษีตาม (1) และ (2) ก็ได้ สำหรับเงินได้ตามมาตรา 40(4) (ก) และ (ช) ดังต่อไปนี้
(ก) ดอกเบี้ยพันธบัตร ดอกเบี้ยเงินฝากธนาคารในราชอาณาจักร ดอกเบี้ยเงินฝากสหกรณ์ ดอกเบี้ยหุ้นกู้ ดอกเบี้ยตั๋วเงินที่ได้จากบริษัท หรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลหรือนิติบุคลอื่น ดอกเบี้ยเงินกู้ยืมที่ได้จากบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล หรือนิติบุคคลอื่น ดอกเบี้ยที่ได้จากสถาบันการเงินที่มีกฎหมายโดยเฉพาะของประเทศไทยจัดตั้งขึ้น สำหรับให้กู้ยืมเงินเพื่อส่งเสริมเกษตรกรรม พาณิชยกรรม หรืออุตสาหกรรม
 
(ข) ผลต่างระหว่างราคาไถ่ถอนกับราคาจำหน่ายตั๋วเงิน หรือตราสารแสดงสิทธิในหนี้ ที่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล หรือนิติบุคคลอื่น เป็นผู้ออก
(ค) ผลประโยชน์ที่ได้จากการโอนพันธบัตร หุ้นกู้ หรือตั๋วเงิน หรือตราสารแสดงสิทธิในหนี้ที่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลหรือนิติบุคคลอื่นเป็นผู้ออก ทั้งนี้ เฉพาะที่ตีราคาเป็นเงินได้เกินกว่าที่ลงทุน
ผู้มีเงินได้ซึ่งเป็นผู้อยู่ในประเทศไทยจะเลือกเสียภาษีในอัตราร้อยละ 10.0 ของเงินได้ โดยไม่ต้องนำไปรวมคำนวณภาษีตาม (1) และ (2) ก็ได้สำหรับเงินได้ตามมาตรา 40 (4) (ข) ที่ได้รับ จากบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายไทย หรือสถาบันการเงินที่มีกฎหมายโดยเฉพาะ ของประเทศไทยจัดตั้งขึ้นสำหรับให้กู้ยืมเงินเพื่อส่งเสริมเกษตรกรรม พาณิชยกรรม หรืออุตสาหกรรม
(4) ผู้มีเงินได้จะเลือกเสียภาษีโดยไม่ต้องนำไปรวมคำนวณภาษีตาม (1) และ (2) ก็ได้ เฉพาะเงินได้ตามมาตรา 40 (8) ที่ได้รับจากการขายอสังหาริมทรัพย์อันเป็นมรดก หรืออสังหาริมทรัพย์ที่ได้มา โดยมิได้มุ่งในทางการค้าหรือหากำไร ดังต่อไปนี้
(ก) เงินได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์อันเป็นมรดก หรืออสังหาริมทรัพย์ที่ได้รับจากการให้โดยเสน่หา ให้หักค่าใช้จ่ายร้อยละ 50 ของเงินได้ เหลือเท่าใดถือเป็นเงินได้สุทธิ แล้วหารด้วยจำนวนปีที่ถือครอง ได้ผลลัพธ์เป็นเงินเท่าใด ให้คำนวณภาษีตามอัตราภาษีเงินได้ ได้เท่าใดคูณด้วยจำนวนปีที่ถือครอง ผลลัพธ์ที่ได้เป็นเงินภาษีที่ต้องเสีย
(ข) เงินได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์ที่ได้มาโดยทางอื่นนอกจาก (ก) ให้หักค่าใช้จ่ายได้ตามที่กำหนดโดยพระราชกฤษฏีกา เหลือเท่าใดถือเป็นเงินได้สุทธิ แล้วหารด้วยจำนวนปีที่ถือครองได้ผลลัพธ์เป็นเงินเท่าใด ให้คำนวณภาษีตามอัตราภาษีเงินได้ ได้เท่าใดให้คูณด้วยจำนวนปีที่ถือครอง ผลลัพธ์ที่ได้เป็นเงินภาษีที่ต้องเสีย
ในกรณีที่เสียภาษีโดยไม่นำไปรวมคำนวณภาษีตาม (1) และ (2) เมื่อคำนวณภาษีแล้วต้องเสียไม่เกินร้อยละ 20 ของราคาขาย
ในกรณีที่เสียภาษีโดยนำไปรวมคำนวณภาษีตาม (1) และ (2) ให้หักค่าใช้จ่ายร้อยละ 50 ของเงินได้ตาม (ก) หรือตามที่กำหนดโดยพระราชกฤษฎีกาตาม (ข) แล้วแต่กรณี เหลือเท่าใดนำไปรวมคำนวณภาษีกับเงินได้อย่างอื่น
คำว่า "จำนวนปีที่ถือครอง" ใน (ก) หรือ (ข) หมายถึงจำนวนปีนับตั้งแต่ปีที่ได้กรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองในอสังหาริมทรัพย์ถึงปีที่โอนกรรมสิทธิ์ หรือสิทธิครอบครองในอสังหาริมทรัพย์นั้น ถ้าเกินสิบปีให้นับเพียงสิบปี และเศษของปีให้นับเป็นหนึ่งปี
(4/1) ผู้มีเงินได้จะเลือกเสียภาษีในอัตราร้อยละ 5 ของเงินได้ส่วนที่เกินยี่สิบล้านบาท โดยไม่ต้องนำไปรวมคำนวณภาษีตาม (1) และ (2) ก็ได้ สำหรับเงินได้ตามมาตรา 40 (8) ที่เป็นเงินได้จากการโอนกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองในอสังหาริมทรัพย์โดยไม่มีค่าตอบแทนให้แก่บุตรชอบด้วยกฎหมายซึ่งไม่รวมถึงบุตรบุญธรรม ที่ไม่ได้รับยกเว้นตามมาตรา 42 (26)
(5) ผู้มีเงินได้จะเลือกเสียภาษีโดยไม่ต้องนำไปรวมคำนวณภาษีตาม (1) และ (2) ก็ได้ สำหรับเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (1) และ (2) ซึ่งเป็นเงินที่นายจ้างให้ครั้งเดียวเพราะเหตุออกจากงาน ซึ่งได้คำนวณจ่ายจากระยะเวลาที่ทำงานและได้จ่ายตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีกำหนด โดยให้นำเงินได้พึงประเมินดังกล่าวหักค่าใช้จ่ายเป็นจำนวนเท่ากับ 7,000 บาท คูณด้วยจำนวนปีที่ทำงานแต่ไม่เกินเงินได้พึงประเมิน เหลือเท่าใดให้หักค่าใช้จ่ายอีกร้อยละ 50 ของเงินที่เหลือนั้น แล้วคำนวณภาษีตามอัตราภาษีเงินได้
ในกรณีเงินได้พึงประเมินดังกล่าว จ่ายในลักษณะเงินบำเหน็จจำนวนหนึ่ง และเงินบำนาญอีกจำนวนหนึ่ง ให้ถือว่าเฉพาะเงินที่จ่ายในลักษณะเงินบำเหน็จ เป็นเงินซึ่งนายจ้างจ่ายให้ครั้งเดียวเพราะเหตุออกจากงาน และให้ลดค่าใช้จ่ายจำนวน 7,000 บาท ลงเหลือ 3,500 บาท
จำนวนปีที่ทำงานตามวรรคหนึ่ง ในกรณีเงินบำเหน็จหรือเงินอื่นใดในลักษณะเดียวกัน ที่ทางราชการจ่าย ให้ถือจำนวนปีที่ใช้เป็นเกณฑ์คำนวณเงินบำเหน็จหรือเงินอื่นในลักษณะเดียวกันนั้น ตามกฎหมายระเบียบหรือข้อบังคับของทางราชการ
ในการคำนวณจำนวนปีที่ทำงาน นอกจากกรณีตามวรรคสาม เศษของปี ถ้าถึงหนึ่งร้อยแปดสิบสามวันให้ถือเป็นหนึ่งปี ถ้าไม่ถึงหนึ่งร้อยแปดสิบสามวันให้ปัดทิ้ง
ถ้าภาษีเงินได้ที่เจ้าพนักงานประเมินได้ประเมินแล้ว มีจำนวนต่ำกว่า 5 บาท เป็นอันไม่ต้องเรียกเก็บ
(6) ผู้มีเงินได้จะเลือกเสียภาษีในอัตราร้อยละ 5 ของเงินได้ส่วนที่เกินยี่สิบล้านบาท โดยไม่ต้องนำไปรวมคำนวณภาษีตาม (1) และ (2) ก็ได้ สำหรับเงินได้ตามมาตรา 40 (8) ที่ได้รับจากการอุปการะ หรือจากการให้โดยเสน่หาจากบุพการี ผู้สืบสันดาน หรือคู่สมรส ที่ไม่ได้รับยกเว้นตามมาตรา 42 (27)
(7) ผู้มีเงินได้จะเลือกเสียภาษีในอัตราร้อยละ 5 ของเงินได้ส่วนที่เกินสิบล้านบาท โดยไม่ต้องนำไปรวมคำนวณภาษีตาม (1) และ (2) ก็ได้ สำหรับเงินได้ตามมาตรา 40(8) ที่ได้รับจากการอุปการะ โดยหน้าที่ธรรมจรรยาหรือจากการให้โดยเสน่หาเนื่องในพิธีหรือตามโอกาสแห่งขนบธรรมเนียมประเพณีทั้งนี้ จากบุคคลซึ่งมิใช่บุพการี ผู้สืบสันดาน หรือคู่สมรส ที่ไม่ได้รับยกเว้นตามมาตรา 42 (28) “
ตาม (1) และ (2) ของมาตรา 48 นี้ นับได้ว่าเป็นวิธีการหลักในการคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ส่วน (3) – (7) นั้น เป็นทางเลือกของผู้มีเงินได้พึงประเมินที่จะคำนวณเสียภาษีด้วยวิธีการที่แตกต่างออกไปได้ในบางกรณี
สำหรับวิธีการตามมาตรา 48(1) นั้น คือ ให้คำนวณหาเงินได้สุทธิก่อน โดยนำฐานภาษีหรือเงินได้พึงประเมินตามประเภทที่กำหนดในมาตรา 40 ที่ได้รับในปีภาษี มาหักด้วยรายการตามมาตรา 42 ทวิ ถึงมาตรา 47 หรือมาตรา 57 เบญจ จากนั้น ผลลัพท์ที่ได้คือเงินได้สุทธิ จากนั้นจึงให้นำเงินได้สุทธิไปคำนวณภาษี ตามอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา
4.1.1.1 เงินได้สุทธิ จากบทบัญญัติใน (1) ของมาตรา 48 นี้ จึงนำมาสรุปเป็นสมการในการคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ได้ดังนี้
เงินได้สุทธิ = เงินได้พึงประเมิน - (รายการตามมาตรา 42 ทวิ ถึงมาตรา 46) – (รายการตามมาตรา 47 หรือมาตรทา 57 เบญจ) หรือ
เงินได้สุทธิ = เงินได้พึงประเมิน – ค่าใช้จ่าย – ค่าลดหย่อน
ทั้งนี้ เพราะรายการที่กล่าวข้างต้น ตามมาตรา 42ทวิ ถึงมาตรา 46 คือ รายการค่าใช้จ่าย ส่วน รายการตามมาตรา 47 และมาตรา 57 เบญจ คือ รายการค่าลดหย่อน ที่ผู้เสียภาษีมีสิทธินำมาหักออกจากเงินได้พึงประเมินของตนได้ตามกฎหมาย
4.1.1.2 ค่าใช้จ่าย เงินได้พึงประเมินแต่ละประเภท ตามมาตรา 40 แห่งประมวลรัษฎากร นั้น ย่อมจะมีต้นทุนหรือค่าใช้จ่ายในการแสวงหาหรือได้มาไม่เท่ากัน และเงินได้พึงประเมินบางประเภท โดยสภาพก็ไม่สามารถกำหนดค่าใช้จ่ายให้ถูกต้องตามเป็นจริงได้อย่างครบถ้วนทุกประการ หรือหากจะให้ผู้เสียภาษีแจ้งค่าใช้จ่ายของตนเองแล้ว ผู้เสียภาษีแต่ละคนย่อมจะแจ้งค่าใช้จ่ายมากกว่าความเป็นจริง เพราะนั่นหมายความว่าเงินได้สุทธิที่คำนวณได้จะน้อยลง และตนจะได้เสียภาษีในจำนวนที่น้อยลง ตามไปด้วย ดังนั้น กฎหมายจึงต้องกำหนดค่าใช้จ่ายไว้ให้เท่าที่เห็นว่าเหมาะสม ซึ่งถือเป็นค่าใช้จ่ายสมมติ รายการค่าใช้จ่ายนั้น ประมวลรัษฎากรได้บัญญัติไว้ในมาตรา 42 ทวิ ถึง มาตรา 46 ดังนี้
มาตรา 42 ทวิ “ เงินได้พึงประเมินตามความในมาตรา 40(1) และ (2) ยอมให้หักค่าใช้จ่ายเป็นการเหมาได้ร้อยละ 50 แต่รวมกันต้องไม่เกิน 100,000 บาท
ในกรณีสามีภริยาต่างฝ่ายต่างมีเงินได้ตามวรรคหนึ่ง และความเป็นสามีภริยาได้มีอยู่ตลอดปีภาษี ให้ต่างฝ่ายต่างหักค่าใช้จ่ายได้ตามเกณฑ์ในวรรคหนึ่ง “
มาตรา 42 ตรี “ เงินได้พึงประเมินตามความในมาตรา 40(3) เฉพาะที่เป็นค่าแห่งกู๊ดวิลล์ ค่าแห่งลิขสิทธิ์หรือสิทธิอย่างอื่น ยอมให้หักค่าใช้จ่ายได้ตามที่กำหนดโดยพระราชกฤษฎีกา
ในกรณีที่สามีภริยาต่างฝ่ายต่างมีเงินได้ตามวรรคหนึ่ง และความเป็นสามีภริยาได้มีอยู่ตลอดปีภาษี ให้ต่างฝ่ายต่างหักค่าใช้จ่ายตามเกณฑ์ในวรรคหนึ่ง “
มาตรา 43 “ เงินได้พึงประเมินตามความในมาตรา 40(5) ยอมให้หักค่าใช้จ่ายได้ตามที่กำหนดโดยพระราชกฤษฎีกา “
มาตรา 44 “ เงินได้พึงประเมินตามความในมาตรา 40(6) ยอมให้หักค่าใช้จ่ายได้ตามที่กำหนดโดยพระราชกฤษฎีกา “
มาตรา 45 “ เงินได้พึงประเมินตามความในมาตรา 40(7) ยอมให้หักค่าใช้จ่ายได้ตามที่กำหนดโดยพระราชกฤษฎีกา “
มาตรา 46 “ เงินได้พึงประเมินตามความในมาตรา 40(8) ยอมให้หักค่าใช้จ่ายได้ตามที่จะได้กำหนดโดยพระราชกฤษฎีกา “
ซึ่งได้มีพระราชกฤษฎีกา ออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการกำหนดค่าใช้จ่ายที่ยอมให้หักจากเงินได้พึงประเมิน (ฉบับที่ 11) พ.ศ. 2502 กำหนดอัตราค่าใ ช้จ่ายที่จะหักออกจากเงินได้พึงประเมิน ในกรณีดังกล่าวไว้แล้ว
ส่วนรายการเงินได้พึงประเมินประเภทอื่นๆที่มิได้กำหนดไว้ข้างต้น ย่อมจะต้องคำนวณหักค่าใช้จ่ายตามความเป็นจริงเท่าที่มีหลักฐานปรากฏ นั่นคือ เงินได้พึงประเมิน ตามมาตรา 40(3) ที่มิใช่ ค่าแห่งกู๊ดวิลล์ ค่าแห่งลิขสิทธิ์หรือสิทธิอย่างอื่น และเงินได้พึงประเมิน ตามมาตรา 40(4)
4.1.1.3 ค่าลดหย่อน รายการค่าลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา นั้น กฎหมายบัญญัติขึ้นเพื่อเป็นการบรรเทาภาระภาษี มิให้ผู้เสียภาษีต้องเสียภาษีมากเกินไป จำนวนค่าลดหย่อนจีงเป็นเพียงจำนวนสมมติเท่านั้น อีกทั้งบางกรณีกฎหมายจะกำหนดให้ผู้เสียภาษีสามารถหักค่าลดหย่อนน้อยกว่าความเป็นจริง และจำนวนค่าลดหย่อนที่จะสามารถหักได้นี้ มักจะมีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ ตามสภาพเศรษฐกิจและนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาล
ประมวลรัษฎากรได้กำหนดรายการค่าลดหย่อนไว้ในมาตรา 47
มาตรา 47 “ เงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 เมื่อได้หักตามาตรา 42 ทวิ ถึงมาตรา 46 แล้ว เพื่อเป็นการบรรเทาภาระภาษี ให้หักค่าลดหย่อนได้อีก ดังต่อไปนี้
(1) ลดหย่อนให้สำหรับ
(ก) ผู้มีเงินได้ 60,000 บาท
(ข) สามีหรือภริยา ของผู้มีเงินได้ 60,000 บาท
(ค) บุตร
(1) บุตรชอบด้วยกฎหมายของผู้มีเงินได้ หรือบุตรชอบด้วยกฎหมายของสามีหรือภริยา ของผู้มีเงินได้ คนละ 30,000 บาท และสำหรับบุตรชอบด้วยกฎหมายตั้งแต่คนที่สองเป็นต้นไป ที่เกิดในหรือหลังปี พ.ศ. 2561 ให้หักลดหย่อนได้เพิ่มอีกคนละ 30,000 บาท โดยในการนับลำดับบุตร ให้นับลำดับของบุตรทุกคน ไม่ว่าจะมีชีวิตอยู่หรือไม่ก็ตาม
(2) บุตรบุญธรรมของผู้มีเงินได้ คนละ 30,000 บาท แต่รวมกันต้องไม่เกินสามคน
ในกรณีผู้มีเงินได้มีบุตรทั้ง (1) และ (2) การหักลดหย่อนสำหรับบุตร ให้นำบุตรตาม (1) ทั้งหมดมาหักก่อน แล้วจึงนำบุตรตาม (2) มาหัก เว้นแต่ในกรณีผู้มีเงินได้มีบุตรตาม (1) ที่มีชีวิตอยู่ รวมเป็นจำนวนตั้งแต่สามคนขึ้นไป จะนำบุตรตาม (2) มาหักไม่ได้ แต่ถ้าบุตรตาม (1) มีจำนวนไม่ถึงสามคน ให้นำบุตรตาม (2) มาหักได้ โดยเมื่อรวมกับบุตรตาม(1)แล้วต้องไม่เกินสามคน
การนับจำนวนบุตร ให้นับเฉพาะบุตรที่มีชีวิตอยู่ตามลำดับอายุสูงสุดของบุตร โดยให้นับรวมทั้งบุตรที่ไม่อยู่ในเกณฑ์ได้รับการหักลดหย่อนด้วย การหักลดหย่อนสำหรับบุตร ให้หักได้เฉพาะบุตรซึ่งมีอายุไม่เกินยี่สิบห้าปี และยังศึกษาอยู่ในมหาวิทยาลัยหรือชั้นอุดมศึกษา หรือซึ่งเป็นผู้เยาว์ หรือศาลสั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถหรือเสมือนไร้ความสามารถอันอยู่ในความอุปการะเลี้ยงดู แต่มิให้หักลดหย่อนสำหรับบุตรดังกล่าวที่มีเงินได้พึงประเมินในปีภาษีที่ล่วงมาแล้วตั้งแต่ 30,000 บาทขึ้นไป โดยเงินได้พึงประเมินนั้นไม่เข้าลักษณะตามมาตรา 42
การหักลดหย่อนสำหรับบุตรดังกล่าว ให้หักได้ตลอดปีภาษี ไม่ว่ากรณีที่จะหักได้นั้นจะมีอยู่ตลอดปีภาษีหรือไม่ และในกรณีบุตรบุญธรรมนั้น ให้หักลดหย่อนในฐานะบุตรบุญธรรมได้แต่ฐานะเดียว
(ง) เบี้ยประกันภัยที่ผู้มีเงินได้จ่ายไปในปีภาษี สำหรับการประกันชีวิตของผู้มีเงินได้ ตามจำนวนที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 10,000 บาท ทั้งนี้เฉพาะในกรณีที่กรมธรรม์ประกันชีวิตมีกำหนดเวลาตั้งแต่สิบปีขึ้นไป และการประกันชีวิตนั้นได้เอาประกันไว้กับผู้รับประกันภัยที่ประกอบกิจการประกันชีวิตในราชอาณาจักร
ในกรณีสามีหรือภริยาของผู้มีเงินได้ มีการประกันชีวิต และความเป็นสามีภริยาได้มีอยู่ตลอดปีภาษี ให้หักลดหย่อนได้ด้วย สำหรับเบี้ยประกันที่จ่ายสำหรับการประกันชีวิตของสามีหรือภริยานั้น ตามเกณฑ์ในวรรคหนึ่ง
(ช) เงินสะสมที่จ่ายเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ซึ่งเป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขที่กำหนดโดยกฎกระทรวง ตามมาตรา 65 ตรี (2) ตามจำนวนที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 10,000 บาท
ในกรณีสามีหรือภริยาของผู้มีเงินได้จ่ายเงินสะสมเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพตามวรรคหนึ่ง และความเป็นสามีภริยาได้มีอยู่ตลอดปีภาษี ให้หักลดหย่อนได้ด้วยสำหรับเงินสะสมของสามีหรือภริยาที่จ่ายเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพนั้น ตามเกณฑ์ในวรรคหนึ่ง
(ซ) ดอกเบี้ยเงินกู้ยืม ที่ผู้มีเงินได้จ่ายให้แก่ธนาคารหรือสถาบันการเงินอื่น บริษัทประกันชีวิต สหกรณ์หรือนายจ้าง สำหรับการกู้ยืมเงินเพื่อซื้อ เช่าซื้อ หรือสร้างอาคารอยู่อาศัย โดยจำนองอาคารที่ซื้อหรือสร้างเป็นประกันการกู้ยืมนั้น ตามจำนวนที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน10,000 บาท ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ และวิธีการที่อธิบดีกำหนดโดยอนุมัติรัฐมนตรี และประกาศในราชกิจจานุเบกษา อาคารดังกล่าวให้หมายความรวมถึงอาคารพร้อมที่ดินด้วย
 
(ฌ) เงินสมทบที่ผู้ประกันตนจ่ายเข้ากองทุนประกันสังคม ตามกฎหมายว่าด้วยการประกันสังคม ตามจำนวนที่จ่ายจริง
ในกรณีสามีหรือภริยาของผู้มีเงินได้ ซึ่งเป็นผู้ประกันตน จ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนประกันสังคมตามวรรคหนึ่ง และความเป็นสามีภริยาได้มีอยู่ตลอดปีภาษี ให้หักลดหย่อนได้ด้วยสำหรับเงินสมทบของสามีหรือภริยาที่จ่ายเข้ากองทุนประกันสังคมดังกล่าว ตามเกณฑ์ในวรรคหนึ่ง
(ญ) ค่าอุปการะเลี้ยงดูบิดามารดาของผู้มีเงินได้ รวมทั้งบิดามารดาของสามีหรือภริยาของผู้มีเงินได้ คนละสามหมื่นบาท โดยบุคคลดังกล่าวต้องมีอายุหกสิบปีขึ้นไป มีรายได้ไม่เพียงพอแก่การยังชีพ และอยู่ในความอุปการะเลี้ยงดูของผู้มีเงินได้ ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีประกาศกำหนด
ค่าอุปการะเลี้ยงดูตามวรรคหนึ่ง ให้หักลดหย่อนสำหรับเงินได้พึงประเมินประจำปี พ.ศ.2547 ที่จะต้องยื่นรายการในปี พ.ศ.2548 เป็นต้นไป
(ฎ) ค่าอุปการะเลี้ยงดูบิดามารดา สามีหรือภริยา บุตรชอบด้วยกฎหมายหรือบุตรบุญธรรมของผู้มีเงินได้ บิดามารดาหรือบุตรชอบด้วยกฎหมายของสามีหรือภริยาของผู้มีเงินได้ หรือบุคคลอื่นที่ผู้มีเงินได้เป็นผู้ดูแลตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ คนละหกหมื่นบาท โดยบุคคลดังกล่าวต้องเป็นคนพิการซึ่งมีบัตรประจำตัวคนพิการตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ หรือเป็นคนทุพพลภาพ มีรายได้ไม่เพียงพอแก่การยังชีพ และอยู่ในความอุปการะเลี้ยงดูของผู้มีเงินได้ ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไข รวมทั้งจำนวนคนพิการ และคนทุพพลภาพในความอุปการะเลี้ยงดูของผู้มีเงินได้ที่อธิบดีประกาศกำหนด
การหักลดหย่อนสำหรับบุตรบุญธรรม ให้หักได้ในฐานะบุตรบุญธรรมเพียงฐานะเดียว
ค่าอุปการะเลี้ยงดูตามวรรคหนึ่ง ให้หักลดหย่อนสำหรับเงินได้พึงประเมินประจำปี พ.ศ. 2552 ที่จะต้องยื่นรายการในปี พ.ศ. 2553 เป็นต้นไป
(ฏ) เงินที่บริจาคแก่พรรคการเมือง หรือเงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดที่ให้เพื่อสนับสนุนการจัดกิจกรรมระดมทุนของพรรคการเมืองตามกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง ตามจำนวนที่จ่ายจริงแต่รวมกันไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีประกาศกำหนด
 
(2) ในกรณีสามีภริยาต่างฝ่ายต่างมีเงินได้ การหักลดหย่อนตาม (1) (ก) และ (ข) ให้หักลดหย่อนรวมกันได้ 120,000 บาท
 
(3) ในกรณีผู้มีเงินได้มิได้เป็นผู้อยู่ในประเทศไทย การหักลดหย่อนตาม (1) (ข) และ (ค) ให้หักได้เฉพาะสามีหรือภริยาและบุตรที่อยู่ในประเทศไทย
(4) ในกรณีผู้มีเงินได้ถึงแก่ความตายในระหว่างปีภาษี ให้หักลดหย่อนได้เสมือนผู้ตายมีชีวิตอยู่ตลอดปีภาษีที่ผู้นั้นถึงแก่ความตาย
(5) ในกรณีผู้มีเงินได้เป็นกองมรดก ให้หักลดหย่อนได้ 60,000 บาท
(6) ในกรณีผู้มีเงินได้เป็นห้างหุ้นส่วนสามัญหรือคณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคล ให้หักลดหย่อนได้ตาม (1) (ก) สำหรับผู้เป็นหุ้นส่วนหรือบุคคลในคณะบุคคลแต่ละคน ซึ่งเป็นผู้อยู่ในประเทศไทย แต่รวมกันต้องไม่เกิน 120,000 บาท
 
(7) เมื่อได้หักลดหย่อนตาม (1)(2)(3)(4)(5) หรือ (6) แล้วเหลือเท่าใด ให้หักลดหย่อนได้อีกสำหรับเงินบริจาคดังต่อไปนี้ โดยให้หักได้เท่าจำนวนที่บริจาค แต่ต้องไม่เกินร้อยละ 10 ของเงินที่เหลือนั้น
 
(ก) เงินที่บริจาคแก่สถานพยาบาลและสถานศึกษาของทางราชการ
(ข) เงินที่บริจาคเป็นสาธารณประโยชน์แก่องค์การหรือสถานสาธารณกุศล หรือแก่สถานพยาบาล และสถานศึกษาอื่นนอกจากที่กล่าวใน (ก) ทั้งนี้ ตามที่รัฐมนตรีประกาศกำหนดในราชกิจจานุเบกษา “
4.1.1.4 อัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา เงินได้พึงประเมิน หลังจากได้หักค่าใช้จ่าย และค่าลดหย่อน ตามที่กำหนดไว้ดังกล่าวแล้ว ส่วนที่เหลือจะเป็นเงินได้สุทธิ ที่จะนำไปคำนวณเงินภาษีที่จะต้องชำระ ตามอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา
บัญชีอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา
เงินได้สุทธิไม่เกิน 300,000 บาท ร้อยละ 5
เงินได้สุทธิส่วนที่เกิน 300,000 บาท
แต่ไม่เกิน 500,000 บาท ร้อยละ 10
เงินได้สุทธิส่วนที่เกิน 500,000 บาท
แต่ไม่เกิน 750,000 บาท ร้อยละ 15
เงินได้สุทธิส่วนที่เกิน 750,000 บาท
แต่ไม่เกิน 1,000,000 บาท ร้อยละ 20
เงินได้สุทธิส่วนที่เกิน 1,000,000 บาท
แต่ไม่เกิน 2,000,000 บาท ร้อยละ 25
เงินได้สุทธิส่วนที่เกิน 2,000,000 บาท
แต่ไม่เกิน 5,000,000 บาท ร้อยละ 30
เงินได้สุทธิส่วนที่เกิน 5,000,000 บาท ร้อยละ 35
อัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดานี้ มีลักษณะเป็นอัตราภาษีแบบก้าวหน้า (progressive rate) ซึ่งในทางวิชาการเชื่อว่าอัตราภาษีแบบก้าวหน้านี้ จะมีความเป็นธรรมต่อผู้เสียภาษีมากที่สุด ทั้งนี้ โดยพิจารณาถึงความสามารถในการเสียภาษีของแต่ละบุคคล (ability to pay) กล่าวคือ ผู้ที่มีรายได้สูงก็ควรต้องเสียภาษีมาก ส่วนผู้ที่มารายได้น้อยก็ควรรับภาระภาษีน้อยกว่าผู้ที่มีรายได้มาก
อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่าโดยหลักทั่วไป การคำนวณภาษีจะต้องคำนวณตามสมการดังกล่าวข้างต้น และตามอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา แต่ก็มีบางกรณีที่มิได้เป็นไปตามหลักเกณฑ์นี้ โดยกฎหมายได้กำหนดให้ผู้เสียภาษีมีสิทธิเลือกคำนวณภาษีด้วยวิธีการที่แตกต่างออกไปได้ ตามมาตรา 48(3) – (5)
 
4.1.2 ภาษีเงินได้นิติบุคคล หลักการคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคลนี้ ก็คล้ายกับการคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ต่างกันที่การคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคลจะไม่มีการหักค่าลดหย่อน มีแต่การหักค่าใช้จ่าย ซึ่งกฎหมายเรียกว่า รายจ่าย
4.1.2.1 กำไรสุทธิ
มาตรา 65 แห่งประมวลรัษฎากร บัญญัติว่า “ เงินได้ที่ต้องเสียภาษีตามความในส่วนนี้คือกำไรสุทธิซึ่งคำนวณได้จากรายได้จากกิจการ หรือเนื่องจากกิจการ ที่กระทำในรอบระยะเวลาบัญชี หักด้วยรายจ่ายตามเงื่อนไขที่ระบุไว้ในมาตรา 65 ทวิ และมาตรา 65 ตรี และรอบระยะเวลาบัญชีดังกล่าวให้มีกำหนดสิบสองเดือน เว้นแต่ในกรณีดังต่อไปนี้ จะน้อยกว่าสิบสองเดือนก็ได้ คือ
(ก) บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลเริ่มตั้งใหม่ จะถือวันเริ่มตั้งถึงวันหนึ่งวันใดเป็นรอบระยะเวลาบัญชีแรกก็ได้
(ข) บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลอาจยื่นคำร้องต่ออธิบดี ขอเปลี่ยนวันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชี ในกรณีเช่นว่านี้ให้อธิบดีมีอำนาจสั่งอนุญาต หรือไม่อนุญาตสุดแต่จะเห็นสมควร คำสั่งเช่นว่านั้น ต้องแจ้งให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลผู้ยื่นคำร้องทราบภายในเวลาอันสมควร และในกรณีที่อธิบดีสั่งอนุญาต ให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลนั้นถือปฏิบัติตั้งแต่รอบระยะเวลาบัญชีที่อธิบดีกำหนด
การคำนวณรายได้และรายจ่ายตามวรรคหนึ่งให้ใช้เกณฑ์สิทธิ์ โดยให้นำรายได้ที่เกิดขึ้นในรอบระยะเวลาบัญชีใด แม้ว่าจะยังไม่ได้รับชำระในรอบระยะเวลาบัญชีนั้น มารวมคำนวณเป็นรายได้ในรอบระยะเวลาบัญชีนั้น และให้นำรายจ่ายทั้งสิ้นที่เกี่ยวกับรายได้นั้น แม้จะยังมิได้จ่ายในรอบระยะเวลาบัญชีนั้นมารวมคำนวณเป็นรายจ่ายของรอบระยะเวลาบัญชีนั้น
ในกรณีจำเป็น ผู้มีเงินได้จะขออนุมัติต่ออธิบดีเพื่อเปลี่ยนแปลงเกณฑ์สิทธิ์และวิธีการทางบัญชี เพื่อคำนวณรายได้และรายจ่ายตามวรรคสองก็ได้ และเมื่อได้รับอนุมัติจากอธิบดีแล้ว ให้ถือปฏิบัติตั้งแต่รอบระยะเวลาบัญชีที่อธิบดีกำหนดเป็นต้นไป “
จากบทบัญญัตินี้ ในการคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคลจึงต้องคำนวณหากำไรสุทธิก่อน โดยสามารถเขียนเป็นสมการได้ ดังนี้
กำไรสุทธิ = รายได้จากกิจการหรือเนื่องจากกิจการ ในรอบระยะเวลาบัญชี หักด้วย รายจ่าย ตามเงื่อนไขที่ระบุในมาตรา 65 ทวิ และ มาตรา 65 ตรี หรือ
กำไรสุทธิ = รายได้ – รายจ่าย
ซึ่งก็คล้ายคลึงกับภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ที่จะต้องคำนวณหาเงินได้พึงประเมินก่อน นั่นเอง
4.1.2.2 รายได้ สำหรับฐานภาษีหรือรายได้ของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล นั้น ก็มีที่มาเช่นเดียวกับภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา นั่นคือ ฐานเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 จึงไม่จำเป็นต้องกล่าวซ้ำอีก
4.1.2.3 รายจ่าย รายจ่ายของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ที่จะนำไปหักออกจากรายได้ เพื่อคำนวณกำไรสุทธินั้น ต้องเป็นไปตามเงื่อนไขที่ระบุไว้ใน มาตรา 65 ทวิ และ มาตรา 65 ตรี ดังต่อไปนี้
มาตรา 65 ทวิ “การคำนวณกำไรสุทธิและขาดทุนสุทธิในส่วนนี้ ให้เป็นไปตามเงื่อนไขดังต่อไปนี้
(1) รายการที่ระบุไว้ในมาตรา 65 ตรี ไม่ให้ถือเป็นรายจ่าย
(2) ค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคาของทรัพย์สิน ให้หักได้ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ เงื่อนไขและอัตราที่กำหนดโดยพระราชกฤษฎีกา
การหักค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคาดังกล่าว ให้คำนวณหักตามส่วนเฉลี่ยแห่งระยะเวลาที่ได้ทรัพย์สินนั้นมา
(3) ราคาทรัพย์สินอื่นนอกจาก (6) ให้ถือตามราคาที่พึงซื้อทรัพย์สินนั้นได้ตามปกติ และในกรณีที่มีการตีราคาทรัพย์สินเพิ่มขึ้น ห้ามมิให้นำราคาที่ตีราคาเพิ่มขึ้นมารวมคำนวณกำไรสุทธิหรือขาดทุนสุทธิ ส่วนทรัพย์สินรายการใดมีสิทธิหักค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคา ก็ให้หักค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคาในการคำนวณกำไรสุทธิ หรือขาดทุนสุทธิ ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ เงื่อนไข และอัตราเดิมที่ใช้อยู่ก่อนตีราคาทรัพย์สินเพิ่มขึ้น โดยให้หักเพียงเท่าที่ระยะเวลา และมูลค่าต้นทุนที่เหลืออยู่สำหรับทรัพย์สินนั้นเท่านั้น
(4) ในกรณีโอนทรัพย์สิน ให้บริการ หรือให้กู้ยืมเงิน โดยไม่มีค่าตอบแทน ค่าบริการ หรือดอกเบี้ย หรือมีค่าตอบแทน ค่าบริการ หรือดอกเบี้ย ต่ำกว่าราคาตลาดโดยไม่มีเหตุอันสมควร เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจประเมินค่าตอบแทน ค่าบริการ หรือดอกเบี้ยนั้น ตามราคาตลาดในวันที่โอน ให้บริการหรือให้กู้ยืมเงิน
(5) เงินตรา ทรัพย์สิน หรือหนี้สิน ซึ่งมีค่าหรือราคาเป็นเงินตราต่างประเทศ ที่เหลืออยู่ในวันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชี ให้คำนวณค่าหรือราคาเป็นเงินตราไทย อย่างใดอย่างหนึ่ง ดังนี้
(ก) กรณีบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลนอกจาก (ข) ให้เลือกใช้วิธีการคำนวณค่าหรือราคาของเงินตรา ทรัพย์สิน หรือหนี้สิน เป็นเงินตราไทย ตามอัตราถัวเฉลี่ยระหว่างอัตราซื้อและอัตราขายของธนาคารพาณิชย์ ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยได้คำนวณไว้ หรือวิธีการคำนวณค่าหรือราคาของเงินตรา หรือทรัพย์สินเป็นเงินตราไทย ตามอัตราถัวเฉลี่ยที่ธนาคารพาณิชย์รับซื้อ ซึ่งธนาคารแห่งประเทศไทยได้คำนวณไว้ และคำนวณค่าหรือราคาของหนี้สินเป็นเงินตราไทย ตามอัตราถัวเฉลี่ยที่ธนาคารพาณิชย์ขายซึ่งธนาคารแห่งประเทศไทยได้คำนวณไว้ หรือวิธีการอื่น ซึ่งสอดคล้องกับหลักเกณฑ์ตามวิชาการบัญชี ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่รัฐมนตรีประกาศกำหนดในราชกิจจานุเบกษา ทั้งนี้ เมื่อใช้วิธีการใดในการคำนวณค่าหรือราคาดังกล่าวแล้ว ให้ใช้วิธีการนั้นตลอดไป เว้นแต่จะได้รับอนุมัติจากอธิบดี จึงจะเปลี่ยนแปลงได้
(ข) กรณีธนาคารพาณิชย์หรือสถาบันการเงินอื่น ตามที่รัฐมนตรีกำหนด ให้ใช้วิธีการคำนวณค่าหรือราคาของเงินตรา ทรัพย์สิน หรือหนี้สิน เป็นเงินตราไทย ตามอัตราถัวเฉลี่ยระหว่างอัตราซื้อและอัตราขายของธนาคารพาณิชย์ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยได้คำนวณไว้
เงินตรา ทรัพย์สิน หรือหนี้สิน ซึ่งมีค่าหรือราคาเป็นเงินตราต่างประเทศ ที่รับมาหรือจ่ายไปในระหว่างรอบระยะเวลาบัญชี ให้ใช้วิธีการคำนวณค่าหรือราคาเป็นเงินตราไทย ตามราคาตลาดในวันที่รับมาหรือจ่ายไปนั้น
(6) ราคาสินค้าคงเหลือในวันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชี ให้คำนวณตามราคาทุน หรือราคาตลาด แล้วแต่อย่างใดจะน้อยกว่า และให้ถือราคานี้เป็นราคาสินค้าคงเหลือยกมา สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีใหม่ด้วย
การคำนวณราคาทุนตามวรรคก่อน เมื่อได้คำนวณตามหลักเกณฑ์ใด ตามวิชาการบัญชี ให้ใช้หลักเกณฑ์นั้นตลอดไป เว้นแต่จะได้รับอนุมัติจากอธิบดี จึงจะเปลี่ยนหลักเกณฑ์ได้
(7) การคำนวณราคาทุนของสินค้าที่ส่งเข้ามาจากต่างประเทศนั้น เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจประเมินโดยเทียบกับราคาทุนของสินค้า ประเภท และชนิดเดียวกัน ที่ส่งเข้าไปในประเทศอื่นได้
(8) (ยกเลิกโดยพระราชบัญญัติ แก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 50) พ.ศ. 2562)
(9) การจำหน่ายหนี้สูญจากบัญชีลูกหนี้ จะกระทำได้ต่อเมื่อเป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไข ที่กำหนดโดยกฎกระทรวง แต่ถ้าได้รับชำระหนี้ในรอบระยะเวลาบัญชีใด ให้นำมาคำนวณเป็นรายได้ในรอบระยะเวลาบัญชีนั้น
หนี้สูญรายใดได้นำมาคำนวณเป็นรายได้แล้ว หากได้รับชำระในภายหลัง ก็มิให้นำมาคำนวณเป็นรายได้อีก
(10) สำหรับบริษัทจำกัดที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายไทย ให้นำเงินปันผลที่ได้จากบริษัทจำกัดที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายไทย หรือสถาบันการเงินที่มีกฎหมายโดยเฉพาะของประเทศไทยจัดตั้งขึ้นสำหรับให้กู้ยืมเงินเพื่อส่งเสริมเกษตรกรรม พาณิชยกรรม หรืออุตสาหกรรม และเงินส่วนแบ่งกำไรที่ได้จากกิจการร่วมค้า มารวมคำนวณเป็นรายได้เพียงกึ่งหนึ่งของจำนวนที่ได้ เว้นแต่ บริษัทจำกัดที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายไทย ดังต่อไปนี้ ไม่ต้องนำเงินปันผลที่ได้จากบริษัทจำกัดที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายไทย หรือสถาบันการเงินที่มีกฎหมายโดยเฉพาะของประเทศไทยจัดตั้งขึ้นสำหรับให้กู้ยืมเงินเพื่อส่งเสริมเกษตรกรรม พาณิชยกรรม หรืออุตสาหกรรม และเงินส่วนแบ่งกำไรที่ได้จากกิจการร่วมค้า มารวมคำนวณเป็นรายได้
(ก) บริษัทจดทะเบียน
(ข) บริษัทจำกัดนอกจาก (ก) ซึ่งถือหุ้นในบริษัทจำกัดผู้จ่ายเงินปันผลไม่น้อยกว่าร้อยละ 25 ของหุ้นทั้งหมดที่มีสิทธิออกเสียงในบริษัทจำกัดผู้จ่ายเงินปันผล และบริษัทจำกัดผู้จ่ายเงินปันผลไม่ได้ถือหุ้นในบริษัทจำกัดผู้รับเงินปันผล ไม่ว่าโดยทางตรงหรือโดยทางอ้อม
ความในวรรคหนึ่งมิให้ใช้บังคับ ในกรณีที่บริษัทจำกัดหรือบริษัทจดทะเบียนมีเงินได้ที่เป็นเงินปันผลและเงินส่วนแบ่งกำไรดังกล่าว โดยถือหุ้นที่ก่อให้เกิดเงินปันผลและเงินส่วนแบ่งกำไรนั้นไว้ไม่ถึงสามเดือน นับแต่วันที่ได้หุ้นนั้นมา ถึงวันมีเงินได้ดังกล่าว หรือได้โอนหุ้นนั้นไปก่อนสามเดือน นับแต่วันที่มีเงินได้
เงินปันผลที่ได้จากการลงทุนของกองทุนสำรองเลี้ยงชีพตามมาตรา 65 ตรี (2) ไม่ให้ถือเป็นเงินปันผลหรือเงินส่วนแบ่งกำไร ตามความในวรรคสอง
(11) ดอกเบี้ยเงินกู้ยืม ที่อยู่ในบังคับต้องถูกหักภาษีไว้ ณ ที่จ่าย ตามกฎหมายว่าด้วยภาษีเงินได้ปิโตรเลียม ให้นำมารวมคำนวณเป็นรายได้ เพียงเท่าที่เหลือจากถูกหักภาษีไว้ ณ ที่จ่าย ตามกฎหมายดังกล่าว
(12) เงินปันผลหรือเงินส่วนแบ่งของกำไร ที่อยู่ในบังคับต้องถูกหักภาษีไว้ ณ ที่จ่าย ตามกฎหมายว่าด้วยภาษีเงินได้ปิโตรเลียม ให้นำมารวมคำนวณเป็นรายได้ เพียงเท่าที่เหลือจากถูกหักภาษีไว้ ณ ที่จ่าย ตามกฎหมายดังกล่าว และถ้าผู้รับเป็นบริษัทจดทะเบียน หรือเป็นบริษัทที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายไทย และไม่เข้า
ลักษณะตามมาตรา 75 ให้นำบทบัญญัติของ (10) มาใช้บังคับ โดยอนุโลม
(13) มูลนิธิหรือสมาคมที่ประกอบกิจการซึ่งมีรายได้ ไม่ต้องนำเงินค่าลงทะเบียน หรือค่าบำรุงที่ได้รับจากสมาชิก หรือเงิน หรือทรัพย์สินที่ได้รับจากการรับบริจาค หรือจากการให้โดยเสน่หา แล้วแต่กรณี มารวมคำนวณเป็นรายได้
(14) ภาษีขายซึ่งบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่เป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มได้รับหรือพึงได้รับ และภาษีมูลค่าเพิ่มที่มิใช่ภาษีตามมาตรา 82/16 ซึ่งได้รับคืนเนื่องจากการขอคืนตามหมวด 4 ไม่ต้องนำมารวมคำนวณเป็นรายได้
(15) บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่เป็นกองทุนรวม ไม่ต้องนำรายได้อันมิใช่เงินได้ตามมาตรา 40 (4) (ก) มารวมคำนวณเป็นรายได้ ”
มาตรา 65 ตรี “ รายการต่อไปนี้ ไม่ให้ถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิ
(1) เงินสำรองต่าง ๆ นอกจาก
(ก) เงินสำรองจากเบี้ยประกันภัย เพื่อสมทบทุนประกันชีวิตที่กันไว้ก่อนคำนวณกำไร เฉพาะส่วนที่ไม่เกินร้อยละ 65 ของจำนวนเบี้ยประกันภัยที่ได้รับในรอบระยะเวลาบัญชี หลังจากหักเบี้ยประกันภัยซึ่งเอาประกันต่อออกแล้ว
ในกรณีต้องใช้เงินตามจำนวนซึ่งเอาประกันภัยสำหรับกรมธรรม์ประกันชีวิตรายใด ไม่ว่าเต็มจำนวนหรือบางส่วน เงินที่ใช้ไปเฉพาะส่วนที่ไม่เกินเงินสำรองตามวรรคก่อน สำหรับกรมธรรม์ประกันชีวิตรายนั้น จะถือเป็นรายจ่ายไม่ได้
ในกรณีเลิกสัญญาตามกรมธรรม์ประกันชีวิตรายใด ให้นำเงินสำรองตามวรรคแรก จำนวนที่มีอยู่สำหรับกรมธรรม์ประกันชีวิตรายนั้น กลับมารวมคำนวณเป็นรายได้ในรอบระยะเวลาบัญชีที่เลิกสัญญา
(ข) เงินสำรองจากเบี้ยประกันภัย เพื่อสมทบทุนประกันภัยอื่น ที่กันไว้ก่อนคำนวณกำไร เฉพาะส่วนที่ไม่เกินร้อยละ 40 ของจำนวนเบี้ยประกันภัยที่ได้รับในรอบระยะเวลาบัญชี หลังจากหักเบี้ยประกันภัยซึ่งเอาประกันต่อออกแล้ว และเงินสำรองที่กันไว้นี้ จะต้องถือเป็นรายได้ในการคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีในรอบระยะเวลาบัญชีปีถัดไป
(ค) เงินสำรองที่กันไว้เป็นค่าเผื่อหนี้สูญหรือหนี้สงสัยจะสูญ สำหรับหนี้จากการให้สินเชื่อที่ธนาคารพาณิชย์ บริษัทเงินทุน บริษัทหลักทรัพย์ หรือบริษัทเครดิตฟองซิเอร์ ได้กันไว้ตามกฎหมายว่าด้วยการธนาคารพาณิชย์ หรือกฎหมายว่าด้วยการประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ แล้วแต่กรณี ทั้งนี้ เฉพาะส่วนที่ตั้งเพิ่มขึ้นจากเงินสำรองประเภทดังกล่าว ที่ปรากฏในงบดุลของรอบระยะเวลาบัญชีก่อน
เงินสำรองส่วนที่ตั้งเพิ่มขึ้นตามวรรคหนึ่ง และได้นำมาถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิหรือขาดทุนสุทธิไปแล้ว ในรอบระยะเวลาบัญชีใด ต่อมาหากมีการตั้งเงินสำรองประเภทดังกล่าวลดลง ให้นำเงินสำรองส่วนที่ตั้งลดลงซึ่งได้ถือเป็นรายจ่ายไปแล้วนั้น มารวมคำนวณเป็นรายได้ในรอบระยะเวลาบัญชีที่ตั้งเงินสำรองลดลงนั้น
(2) เงินกองทุน เว้นแต่กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ซึ่งเป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่กำหนดโดยกฎกระทรวง
(3) รายจ่ายอันมีลักษณะเป็นการส่วนตัว การให้โดยเสน่หา หรือการกุศล เว้นแต่
(ก) รายจ่ายซึ่งเป็นเงินที่บริจาคแก่พรรคการเมือง ตามกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง ให้หักได้ไม่เกินห้าหมื่นบาท ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไข ที่อธิบดีประกาศกำหนด
(ข) รายจ่ายเพื่อการกุศลสาธารณะ หรือเพื่อการสาธารณประโยชน์ ตามที่อธิบดีประกาศกำหนดโดยอนุมัติรัฐมนตรี ให้หักได้ในส่วนที่ไม่เกินร้อยละ 2 ของกำไรสุทธิ และรายจ่ายเพื่อการศึกษาหรือเพื่อการกีฬา ตามที่อธิบดีประกาศกำหนดโดยอนุมัติรัฐมนตรี ให้หักได้อีกในส่วนที่ไม่เกินร้อยละ 2 ของกำไรสุทธิ
(4) ค่ารับรองหรือค่าบริการ ส่วนที่ไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดโดยกฎกระทรวง
(5) รายจ่ายอันมีลักษณะเป็นการลงทุน หรือรายจ่ายในการต่อเติม เปลี่ยนแปลง ขยายออก หรือทำให้ดีขึ้นซึ่งทรัพย์สิน แต่ไม่ใช่เป็นการซ่อมแซมให้คงสภาพเดิม
(6) เบี้ยปรับและหรือเงินเพิ่มภาษีอากร ค่าปรับทางอาญา ภาษีเงินได้ของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล
(6ทวิ) ภาษีมูลค่าเพิ่มที่ชำระหรือพึงชำระ และภาษีซื้อ ของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่เป็นผู้ประกอบการจดทะเบียน เว้นแต่ภาษีมูลค่าเพิ่มและภาษีซื้อของผู้ประกอบการจดทะเบียน ซึ่งต้องเสียภาษีตามมาตรา 82/16 ภาษีซื้อที่ต้องห้ามนำมาหักในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 82/5 (4) หรือภาษีซื้ออื่นตามที่กำหนดโดยพระราชกฤษฎีกา
(7) การถอนเงินโดยปราศจากค่าตอบแทน ของผู้เป็นหุ้นส่วนในห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล
(8) เงินเดือนของผู้ถือหุ้นหรือผู้เป็นหุ้นส่วน เฉพาะส่วนที่จ่ายเกินสมควร
(9) รายจ่ายซึ่งกำหนดขึ้นเองโดยไม่มีการจ่ายจริง หรือรายจ่ายซึ่งควรจะได้จ่ายในรอบระยะเวลาบัญชีอื่น เว้นแต่ในกรณีที่ไม่สามารถจะลงจ่ายในรอบระยะเวลาบัญชีใด ก็อาจลงจ่ายในรอบระยะเวลาบัญชีที่ถัดไปได้
(10) ค่าตอบแทนแก่ทรัพย์สิน ซึ่งบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลเป็นเจ้าของเอง และใช้เอง
(11) ดอกเบี้ยที่คิดให้สำหรับเงินทุน เงินสำรองต่างๆ หรือเงินกองทุนของตนเอง
(12) ผลเสียหายอันอาจได้กลับคืน เนื่องจากการประกันหรือสัญญาคุ้มกันใดๆ หรือผลขาดทุนสุทธิในรอบระยะเวลาบัญชีก่อนๆ เว้นแต่ผลขาดทุนสุทธิยกมาไม่เกินห้าปีก่อนรอบระยะเวลาบัญชีปีปัจจุบัน
(13) รายจ่ายซึ่งมิใช่รายจ่ายเพื่อหากำไรหรือเพื่อกิจการโดยเฉพาะ
(14) รายจ่ายซึ่งมิใช่รายจ่ายเพื่อกิจการในประเทศไทยโดยเฉพาะ
(15) ค่าซื้อทรัพย์สินและรายจ่ายเกี่ยวกับการซื้อหรือขายทรัพย์สินในส่วนที่เกินปกติ โดยไม่มีเหตุผลอันสมควร
(16) ค่าของทรัพยากรธรรมชาติที่สูญหรือสิ้นไปเนื่องจากกิจการที่ทำ
(17) ค่าของทรัพย์สินนอกจากสินค้าที่ตีราคาต่ำลง ทั้งนี้ ภายใต้บังคับมาตรา 65 ทวิ
(18) รายจ่ายซึ่งผู้จ่ายพิสูจน์ไม่ได้ว่าใครเป็นผู้รับ
(19) รายจ่ายใดๆ ที่กำหนดจ่ายจากผลกำไรที่ได้ เมื่อสิ้นสุดรอบระยะเวลาบัญชีแล้ว
(20) รายจ่ายที่มีลักษณะทำนองเดียวกับที่ระบุไว้ใน (1) ถึง (19) ตามที่จะได้กำหนดโดยพระราชกฤษฎีกา
4.1.2.4 อัตราภาษีเงินได้นิติบุคคล เมื่อได้คำนวณกำไรสุทธิแล้ว จึงนำไปคำนวณภาษีตามอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคล ดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา 67 แห่งประมวลรัษฎากร
มาตรา 67 “ การเสียภาษีตามความในส่วนนี้ ให้เสียตามอัตราที่กำหนดไว้ในบัญชีอัตราภาษีเงินได้ ท้ายหมวดนี้ เว้นแต่
(1) กรณีที่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลตามมาตรา 66 วรรคสอง กระทำกิจการขนส่งผ่านประเทศต่าง ๆ ให้เสียภาษีเฉพาะกิจการขนส่งตามเกณฑ์ ดังต่อไปนี้
(ก) ในกรณีรับขนคนโดยสาร ให้เสียภาษีในอัตราร้อยละ ๓ ของค่าโดยสาร ค่าธรรมเนียม และประโยชน์อื่นใดที่เรียกเก็บในประเทศไทย ก่อนหักรายจ่ายใด ๆ เนื่องในการรับขนคนโดยสารนั้น
(ข) ในกรณีรับขนของ ให้เสียภาษีในอัตราร้อยละ ๓ ของค่าระวาง ค่าธรรมเนียม และประโยชน์อื่นใดที่เรียกเก็บ ไม่ว่าในหรือนอกประเทศไทย ก่อนหักรายจ่ายใด ๆ เนื่องในการรับขนของออกจากประเทศไทยนั้น
(2) มูลนิธิหรือสมาคมที่ประกอบกิจการซึ่งมีรายได้ อันมิใช่รายได้ตามมาตรา 65 ทวิ (13) ให้เสียภาษีในอัตราร้อยละ 10 ของรายได้ก่อนหักรายจ่ายใด ๆ
(3) เงินได้ตามมาตรา 40 (4) (ก) ของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่เป็นกองทุนรวม ให้เสียภาษีในอัตราร้อยละ 15 ของรายได้ ก่อนหักรายจ่ายใด ๆ ”
จากบทบัญญัตินี้ จึงมีข้อยกเว้นบางกรณีที่การคำนวณเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล สำหรับผู้เสียภาษีบางรายต้องนำรายได้ที่ได้รับทั้งหมดไปคำนวณเงินภาษีโดยไม่สามารถหักรายจ่ายใดๆได้ นั่นคือ
(1) บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศ และกระทำกิจการในที่อื่นๆ รวมทั้งในประเทศไทย ซึ่งปกติ มาตรา 66 วรรคสอง บัญญัติให้เสียภาษีในกำไรสุทธิจากกิจการ หรือเนื่องจากกิจการที่ได้กระทำในประเทศไทยในรอบระยะเวลาบัญชี และการคำนวณกำไรสุทธิให้หักรายจ่ายได้ โดยปฏิบัติเช่นเดียวกับมาตรา 65 และมาตรา 65 ทวิ แต่เฉพาะในกรณีที่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลดังกล่าว กระทำกิจการขนส่งผ่านประเทศต่าง ๆ จึงให้เสียภาษีเฉพาะกิจการขนส่งในอัตราภาษีร้อยละ 3 ของรายได้โดยไม่หักรายจ่าย ตามเกณฑ์ที่บัญัติไว้ใน มาตรา 67(1) (ก) และ (ข)
(2) กรณีผู้เสียภาษีเงินได้นิติบุคคลเป็นมูลนิธิหรือสมาคม ที่ประกอบกิจการซึ่งมีรายได้ ให้เสียภาษีในอัตราร้อยละ 10 ของรายได้ก่อนหักรายจ่ายใด ๆ เว้นแต่รายได้ที่เป็น เงินค่าลงทะเบียน หรือค่าบำรุง ที่ได้รับจากสมาชิก หรือเงิน หรือทรัพย์สิน ที่ได้รับจากการรับบริจาค หรือจากการให้โดยเสน่หา แล้วแต่กรณี ไม่ต้องนำมารวมคำนวณเป็นรายได้ ตามมาตรา 65 ทวิ(13)
(3) กรณีที่ผู้เสียภาษีเป็น กองทุนรวม ซึ่งมีสถานะเป็นนิติบุคคล ต้องเสียภาษีในอัตรา ร้อยละ 15 ของรายได้ ก่อนหักรายจ่ายใดๆ
บัญชีอัตราภาษีเงินได้สำหรับบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล
(ก) ภาษีจากกำไรสุทธิของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ร้อยละ 20
(ข) ภาษีตามมาตรา 70 นอกจากที่ระบุใน (ค) ร้อยละ 15
(ค) ภาษีตามมาตรา 70 เฉพาะกรณีการจ่ายเงินได้พึงประเมิน ตามมาตรา 40(4)(ข) ร้อยละ 10
(ง) ภาษีตามมาตรา 70 ทวิ ร้อยละ 10
4.2 การคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่ม
มาตรา 82/3 บัญญัติว่า “ ภายใต้บังคับมาตรา 82/7 มาตรา 82/8 และมาตรา 82/16 ให้ผู้ประกอบการเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม โดยคำนวณจากภาษีขายหักด้วยภาษีซื้อ ในแต่ละเดือนภาษี
หากภาษีขายมากกว่าภาษีซื้อ ให้ผู้ประกอบการชำระภาษีเท่ากับส่วนต่างนั้น
หากภาษีซื้อมากกว่าภาษีขาย ให้เป็นเครดิตภาษี และให้ผู้ประกอบการนั้นมีสิทธิได้รับคืนภาษี หรือนำไปชำระภาษีมูลค่าเพิ่มได้ตาม ส่วน 8
ภาษีซื้อที่มิได้นำไปหักในการคำนวณภาษี ในเดือนภาษีตามวรรคหนึ่ง เพราะมีเหตุจำเป็น ตามที่อธิบดีกำหนด ให้มีสิทธินำไปหักในการคำนวณภาษี ในเดือนภาษีหลังจากนั้นได้ ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไข ที่อธิบดีกำหนด แต่ต้องไม่เกินสามปี นับจากวันที่ได้มีการออกใบกำกับภาษี “
จากบทบัญญัตินี้ สามารถเขียนเป็นสมการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มได้ ดังนี้
ภาษีมุลค่าเพิ่ม = ภาษีขาย – ภาษีซื้อ
ในการประกอบกิจการของผู้ประกอบการแต่ละรายนั้น กิจการย่อมมีทั้งการขายสินค้าหรือให้บริการแก่ลูกค้า ซึ่งก่อให้เกิดรายรับ และมีการซื้อสินค้าหรือใช้บริการจากผู้ประกอบการรายอื่น ซึ่งถือเป็นสินค้าต้นทุนหรือรายจ่าย แต่ในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มนั้น กฎหมายมิได้กำหนดให้นำรายรับหักด้วยรายจ่าย วิธีการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มนั้น จะต้องเริ่มตั้งแต่เมื่อมีการซื้อสินค้าหรือใช้บริการต้นทุน โดยเมื่อผู้ประกอบการซื้อสินค้าซื้อสินค้าหรือให้บริการต้นทุน ผู้ขายหรือให้บริการก็จะเรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากผู้ประกอบการ ภาษีมูลค่าเพิ่มที่ถูกเรียกเก็บนี้ เรียกว่า ภาษีซื้อ ของผู้ประกอบการนั้น จนกระทั่งเมื่อมีการขายสินค้าหรือให้บริการออกไป และผู้ประกอบการได้เรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากผู้ซื้อหรือผู้ใช้บริการของตน ภาษีมูลค่าเพิ่มที่ผู้ประกอบการเรียกเก็บจากลูกค้าของตนนี้ เรียกว่า ภาษีขาย หลังจากนั้นผู้ประกอบการก็จะต้องนำภาษีซื้อและภาษีขายมาคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มที่จะต้องเสีย ต่อไป การคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มจึงมี 2 ขั้นตอน ขั้นตอนแรกเป็นการคำนวณภาษีซื้อและภาษีขาย ส่วนขั้นตอนที่สอง เป็นการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มที่จะต้องเสียหรือนำส่ง
4.2.1 ภาษีขายและภาษีซื้อ
ประมวลรัษฎากร มาตรา 77/1 ได้กำหนดนิยามคำว่า ภาษีขาย และภาษีซื้อ ไว้ดังนี้
มาตรา 77/1 “ ในหมวดนี้ เว้นแต่ข้อความจะแสดงให้เห็นเป็นอย่างอื่น
(17) “ ภาษีขาย “ หมายความว่า ภาษีมูลค่าเพิ่ม ที่ผู้ประกอบการจดทะเบียนได้เรียกเก็บ หรือพึงเรียกเก็บ จากผู้ซื้อสินค้า หรือผู้รับบริการ ตามมาตรา 82/4 วรรคหนึ่ง และภาษีมูลค่าเพิ่ม ที่ผู้ประกอบการจดทะเบียนมีหน้าที่เสีย ในกรณีที่เป็นการขายสินค้าตาม (ง) (จ) (ฉ) หรือ (ช) ของ (8) หรือในกรณีที่เป็นการให้บริการตาม (10) แต่ไม่รวมถึงภาษีที่ต้องเสียตามมาตรา 82/16 “
(18) " ภาษีซื้อ " หมายความว่า ภาษีมูลค่าเพิ่ม ที่ผู้ประกอบการจดทะเบียนถูกผู้ประกอบการจดทะเบียนอื่นเรียกเก็บ ตามมาตรา 82/4 วรรคสี่ และให้หมายความรวมถึง
(ก) ภาษีมูลค่าเพิ่ม ที่ผู้ประกอบการจดทะเบียนได้เสีย เมื่อนำเข้าสินค้า
(ข) ภาษีมูลค่าเพิ่ม ที่ผู้ประกอบการจดทะเบียนได้เสีย เนื่องจากได้รับโอนสินค้านำเข้า ที่จำแนกประเภทไว้ ในภาคว่าด้วยของที่ได้รับยกเว้นอากร ตามกฎหมายว่าด้วยพิกัดอัตราศุลกากร ตามมาตรา 82/15
(ค) ภาษีมูลค่าเพิ่ม ที่ได้นำส่ง ตามมาตรา 83/5 มาตรา 83/6 และมาตรา 83/7 “
สำหรับวิธีการคำนวณภาษี ต้องพิจารณาตามมาตรา 82/4 ดังนี้
มาตรา 82/4 “ ภายใต้บังคับมาตรา 83/5 มาตรา 83/6 และมาตรา 83/7 ให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนเรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากผู้ซื้อสินค้า หรือผู้รับบริการ เมื่อความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มเกิดขึ้น โดยคำนวณจากฐานภาษีตามส่วน 3 และอัตราภาษีตามส่วน 4
บทบัญญัติมาตรานี้ มิได้เป็นการห้ามผู้ประกอบการจดทะเบียนที่จะเสนอ หรือแสดงราคาสินค้า หรือราคาค่าบริการ แก่ผู้ซื้อสินค้าหรือผู้รับบริการ ในราคาที่รวมภาษีมูลค่าเพิ่มไว้แล้ว ทั้งนี้ ไม่ว่าผู้ประกอบการจดทะเบียนจะได้แจ้งให้ผู้ซื้อสินค้าหรือผู้รับบริการทราบด้วยหรือไม่ก็ตาม
ภาษีมูลค่าเพิ่มที่ผู้ประกอบการจดทะเบียน เรียกเก็บจากผู้ซื้อสินค้า หรือผู้รับบริการตามมาตรานี้ ย่อมเป็น ภาษีขาย ของผู้ประกอบการจดทะเบียนนั้น
ภาษีมูลค่าเพิ่มที่ผู้ประกอบการจดทะเบียนใดถูกผู้ประกอบการจดทะเบียนอื่น เรียกเก็บตามมาตรานี้ เนื่องจากการซื้อสินค้า หรือรับบริการมา เพื่อใช้ในการประกอบกิจการของตนย่อมเป็น ภาษีซื้อ ของผู้ประกอบการจดทะเบียนที่เป็นผู้ซื้อสินค้าหรือผู้รับบริการนั้น “
ดังนั้น การคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่ม ที่เป็นภาษีขาย หรือภาษีซื้อ จึงเขียนป็นสมการได้ดังนี้
ภาษี (ขาย หรือ ซื้อ) = ฐานภาษี * อัตราภาษี
4.2.2 อัตราภาษี อัตราภาษีมูลค่าเพิ่มมีใช้อยู่ 3 อัตรา คือ อัตราร้อยละ 10 อัตราร้อยละ 0 และอัตราร้อยละ 2.5 ซึ่งแต่ละอัตราต่างก็ใช้เฉพาะสำหรับกิจการที่กฎหมายระบุไว้เท่านั้น ดังต่อไปนี้
มาตรา 80 “ ให้ใช้อัตราภาษีร้อยละ 10.0 ในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่ม สำหรับการประกอบกิจการดังต่อไปนี้ ทั้งนี้ เว้นแต่กรณีที่กำหนดไว้ในมาตรา 80/2
(1) การขายสินค้า
(2) การให้บริการ
(3) การนำเข้า
อัตราภาษีตามวรรคหนึ่ง ให้ลดลงได้โดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกา แต่ต้องกำหนดอัตราภาษีให้เป็นอัตราภาษีเดียวกัน สำหรับการขายสินค้า การให้บริการและการนำเข้าทุกกรณี “
มาตรา 80/1 “ ให้ใช้อัตราภาษีร้อยละ 0 ในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่ม สำหรับการประกอบกิจการประเภทต่าง ๆ ดังต่อไปนี้
(1) การส่งออกสินค้าที่มิใช่การส่งออกสินค้าซึ่งได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 81(3)
(2) การให้บริการที่กระทำในราชอาณาจักร และได้มีการใช้บริการนั้นในต่างประเทศ ตามประเภท หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไข ที่อธิบดีกำหนด
การให้บริการที่กระทำในราชอาณาจักร และได้มีการใช้บริการนั้นในต่างประเทศ ให้รวมถึงการให้บริการที่กระทำในราชอาณาจักร เพื่อใช้ผลิตสินค้าในเขตอุตสาหกรรมส่งออกเพื่อส่งออก และการให้บริการที่กระทำในเขตอุตสาหกรรมส่งออก เพื่อใช้ผลิตสินค้าเพื่อส่งออกด้วย
(3) การให้บริการขนส่งระหว่างประเทศโดยอากาศยาน หรือเรือเดินทะเล ที่กระทำโดยผู้ประกอบการที่เป็นนิติบุคคล
(4) การขายสินค้าหรือการให้บริการ กับกระทรวง ทบวง กรม ราชการส่วนท้องถิ่น หรือรัฐวิสาหกิจ ตามโครงการเงินกู้ หรือเงินช่วยเหลือจากต่างประเทศ ทั้งนี้ เฉพาะกรณีที่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไข ที่อธิบดีกำหนด โดยอนุมัติรัฐมนตรี
(5) การขายสินค้าหรือการให้บริการ ให้แก่
(ก) องค์การสหประชาชาติ ทบวงการชำนัญพิเศษของสหประชาชาติ สถานเอกอัครราชทูต สถานทูต สถานกงสุลใหญ่ สถานกงสุล
(ข) องค์การระหว่างประเทศ ที่ประเทศไทยมีพันธกรณี ตามความตกลงที่จะต้องปฏิบัติเท่าเทียมกับสถานเอกอัครราชทูต องค์การสหประชาชาติ หรือทบวงการชำนัญพิเศษของสหประชาชาติ
(ค) สำนักงานเศรษฐกิจและการค้าของต่างประเทศ ที่จัดตั้งขึ้นในประเทศไทย ตามความตกลงระหว่างรัฐบาลไทยกับรัฐบาลต่างประเทศ
ทั้งนี้ เฉพาะการขายสินค้าหรือการให้บริการ ที่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และ เงื่อนไข ที่อธิบดีกำหนด
(6) การขายสินค้าหรือการให้บริการ ระหว่างคลังสินค้าทัณฑ์บนกับคลังสินค้าทัณฑ์บน หรือระหว่างผู้ประกอบการกับผู้ประกอบการที่ประกอบกิจการ ที่อยู่ในเขตปลอดอากร ไม่ว่าจะอยู่ในเขตเดียวกันหรือไม่ หรือระหว่างคลังสินค้าทัณฑ์บนกับผู้ประกอบการ ที่ประกอบกิจการอยู่ในเขตปลอดอากร ทั้งนี้ เฉพาะการขายสินค้าหรือการให้บริการที่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไข ที่อธิบดีกำหนด
คลังสินค้าทัณฑ์บน ตามวรรคหนึ่ง ให้หมายความถึงคลังสินค้าทัณฑ์บน ตามกฎหมายว่าด้วยศุลกากร “
มาตรา 80/2 “ ให้ใช้อัตราภาษีร้อยละ 2.5 ในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่ม สำหรับการขายสินค้า หรือการให้บริการในราชอาณาจักร ซึ่งกิจการดังกล่าวต้องคำนวณเสียภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 82/16
อัตราภาษีตามวรรคหนึ่ง ให้ลดลงได้ โดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกา แต่ต้องกำหนดอัตราภาษีให้เป็นอัตราภาษีเดียวกัน สำหรับการขายสินค้า และการให้บริการทุกกรณี “
อย่างไรก็ดี การคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มด้วยวิธีการนำภาษีขายหักด้วยภาษีซื้อนั้น ต้องเป็นภาษีที่ได้จากการคำนวณตามอัตราภาษีร้อยละ 10 และอัตราร้อยละ 0 เท่านั้น ส่วนภาษีที่ได้จากการคำนวณในอัตราร้อยละ 2.5 ผู้ประกอบการไม่สามารถนำไปคำนวณตามวิธีการดังกล่าวได้ เพราะมาตรา 82/16 กำหนดห้ามมิให้ผู้ประกอบการเรียกเก็บภาษีขายจากผู้ซื้อสินค้าหรือผู้รับบริการ
มาตรา 82/16 “ เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ผู้ประกอบการ ซึ่งประกอบกิจการเฉพาะการขายสินค้า หรือการให้บริการในราชอาณาจักร และกิจการดังกล่าวมีมูลค่าของฐานภาษีเกินกว่ามูลค่าของฐานภาษีของกิจการขนาดย่อม ตามมาตรา 81/1 แต่ไม่เกินกว่ามูลค่าของฐานภาษี ซึ่งได้คำนวณตามหลักเกณฑ์ตามที่กำหนดโดยพระราชกฤษฎีกา ให้ผู้ประกอบการดังกล่าวเสียภาษีมูลค่าเพิ่มโดยคำนวณจากฐานภาษีในเดือนภาษี ตามอัตราภาษีที่กำหนดไว้ในมาตรา 80/2
ในการคำนวณฐานภาษีตามวรรคหนึ่ง มิให้นำมาตรา 79 วรรคสาม (3) มาใช้บังคับ
ห้ามมิให้ผู้ประกอบการตามวรรคหนึ่งซึ่งได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม เรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากผู้ซื้อสินค้าหรือผู้รับบริการ ตามมาตรา 82/4 หรือออกใบกำกับภาษี “
ผู้ประกอบการกิจการที่จะต้องใช้อัตราภาษีร้อยละ 2.5 ในการคำนวณภาษี คือ ผู้ประกอบการในกิจการขนาดย่อม แล้วผู้ประกอบการกิจการขนดย่อม คือใคร มีลักษณะเช่นไร มีบทบัญญัติกำหนดไว้ใน มาตรา 81/1
มาตรา 81/1 “ ผู้ประกอบการซึ่งประกอบกิจการขายสินค้า หรือให้บริการ ที่อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม และกิจการดังกล่าว มีมูลค่าของฐานภาษีไม่เกินมูลค่าของฐานภาษีของกิจการขนาดย่อม ตามที่กำหนดโดยพระราชกฤษฎีกา ให้ได้รับยกเว้นไม่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม
พระราชกฤษฎีกาตามวรรคหนึ่ง จะกำหนดจำนวนมูลค่าของฐานภาษีของกิจการขนาดย่อมให้แตกต่างกัน ในกิจการแต่ละประเภทไม่ได้ แต่จำนวนมูลค่าของฐานภาษีที่กำหนด จะต้องไม่น้อยกว่า 600,000 บาทต่อปี “
กิจการขนาดย่อม ก็คือกิจการเฉพาะการขายสินค้าหรือให้บริการ ที่เข้าลักษณะเป็นผู้ประกอบการภาษีมูลค่าเพิ่ม แต่กิจการดังกล่าวมีมูลค่าของฐานภาษีไม่เกินมูลค่า ตามที่กำหนดโดยพระราชกฤษฎีกา และกิจการขนาดย่อมนี้ได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม
ต่อมา มีพระราชกฤษฎีกา ว่าด้วยการกำหนดมูลค่าของฐานภาษีของกิจการขนาดย่อมซึ่งได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 432) พ.ศ. 2548 กำหนดมูลค่าของฐานภาษีมูลค่าเพิ่มของกิจการขนาดย่อม ดังนี้
มาตรา 4 “ มูลค่าของฐานภาษีของกิจการขนาดย่อมตามมาตรา 81/1 แห่งประมวลรัษฎากร จะต้องไม่เกินหนึ่งล้านแปดแสนบาท ต่อปี “
ดังนั้น กิจการขนาดย่อม ก็คือกิจการที่มีมูลค่าของฐานภาษีไม่เกิน 1,800,000 บาท ต่อปี ซึ่งกิจการดังกล่าวนี้ จะได้รับการยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม
จากบทบัญญัติของ มาตรา 82/16 ผู้ประกอบการที่จะใช้อัตราภาษี ร้อยละ 2.5 ในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่ม จึงต้องมีมูลค่าของฐานภาษีเกินกว่า 1,800,000 บาท ต่อปี ขึ้นไป จนถึงระดับมูลค่าของฐานภาษี ซึ่งได้คำนวณตามหลักเกณฑ์ตามที่กำหนดโดยพระราชกฤษฎีกา
แต่ปัจจุบันนี้ ยังไม่พระราชกฤษฎีกากำหนดเพดานมูลค่าของฐานภาษีดังกล่าวแต่อย่างใด
ดั้งนั้น อัตราภาษีมูลค่าเพิ่มร้อยละ 2.5 จึงยังไม่มีที่ใช้
การประกอบกิจการในแต่ละเดือนภาษี ผู้ประกอบการแต่ละรายต่างก็มีทั้งภาษีขายและภาษีซื้อของตนเอง ครั้นถึงวันสิ้นเดือนภาษี ผู้ประกอบการก็จะต้องรวบรวมทั้งภาษีขายและภาษีซื้อทั้งหมด เพื่อนำมาคำนวณภาษีที่จะต้องเสียหรือนำส่ง ตามบทบัญญัติ มาตรา 82/3
มาตรา 82/3 “ ภายใต้บังคับมาตรา 82/7 มาตรา 82/8 และมาตรา 82/16 ให้ผู้ประกอบการเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม โดยคำนวณจากภาษีขายหักด้วยภาษีซื้อในแต่ละเดือนภาษี
หากภาษีขายมากกว่าภาษีซื้อ ให้ผู้ประกอบการชำระภาษีเท่ากับส่วนต่างนั้น
หากภาษีซื้อมากกว่าภาษีขาย ให้เป็นเครดิตภาษี และให้ผู้ประกอบการนั้นมีสิทธิได้รับคืนภาษี หรือนำไปชำระภาษีมูลค่าเพิ่มได้ตามส่วน 8
ภาษีซื้อที่มิได้นำไปหักในการคำนวณภาษีในเดือนภาษีตามวรรคหนึ่ง เพราะมีเหตุจำเป็นตามที่อธิบดีกำหนด ให้มีสิทธินำไปหักในการคำนวณภาษีในเดือนภาษีหลังจากนั้นได้ ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีกำหนด แต่ต้องไม่เกินสามปี นับจากวันที่ได้มีการออกใบกำกับภาษี “
4.3 การคำนวณภาษีธุรกิจเฉพาะ วิธีการคำนวณภาษีธุรกิจเฉพาะ กระทำโดย นำฐานภาษีธุรกิจเฉพาะมาคำนวณตามอัตราภาษี
มาตรา 91/8 บัญญัติว่า “ ให้ผู้มีหน้าที่เสียภาษีธุรกิจเฉพาะเสียภาษีโดยคำนวณจากฐานภาษีตามมาตรา 91/5 ในเดือนภาษีของผู้มีหน้าที่เสียภาษีธุรกิจเฉพาะ ตามอัตราภาษีที่กำหนดไว้ตามมาตรา 91/6 แต่ผู้มีหน้าที่เสียภาษีมีสิทธิอุทธรณ์การประเมินภาษีตามบทบัญญัติว่าด้วยการอุทธรณ์ในส่วน 2 หมวด 2 ลักษณะ 2
การคำนวณรายรับตามวรรคหนึ่ง ให้เป็นไปตามวิธีการ หลักเกณฑ์และการปฏิบัติทางบัญชี และเพื่อประโยชน์ในการคำนวณรายรับ เมื่อได้เลือกปฏิบัติเป็นอย่างใดแล้วให้ถือปฏิบัติเป็นอย่างเดียวกันตลอดไป เว้นแต่จะได้รับอนุมัติจากอธิบดีให้เปลี่ยนแปลงได้
ความในวรรคหนึ่งและวรรคสอง มิให้ใช้บังคับแก่ผู้มีหน้าที่เสียภาษีธุรกิจเฉพาะสำหรับกิจการขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางค้าหรือหากำไรตามมาตรา 91/2(6) และให้ผู้มีหน้าที่เสียภาษีกรณีดังกล่าวเสียภาษีโดยคำนวณจากฐานภาษีตามมาตรา 91/5(6) ในขณะที่จดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์นั้น ตามอัตราภาษีที่กำหนดไว้ในมาตรา 91/6 รวมทั้งมีสิทธิอุทธรณ์การประเมินภาษี ตามบทบัญญัติว่าด้วยการอุทธรณ์ในส่วน 2 หมวด 2 ลักษณะ 2 "
จากบทบัญญัตินี้ สามารถเขียนเป็นสมการได้ดังนี้
ภาษีธุรกิจเฉพาะ = ฐานภาษี * อัตราภาษี
ฐานภาษีธุรกิจเฉพาะ ได้แก่รายรับของผู้ประกอบกิจการที่ระบุไว้ใน มาตรา 91/5 ซึ่งได้กล่าวไว้แล้วในเรื่อง ฐานภาษี
ส่วนอัตราภาษีธุรกิจเฉพาะ มีใช้ 3 อัตรา ขึ้นอยู่กับลักษณะของกิจการ หรือลักษณะของรายรับ ดังที่บัญญัติไว้ ใน มาตรา 91/6
มาตรา 91/6 “ อัตราภาษีธุรกิจเฉพาะมีดังต่อไปนี้
(1) ร้อยละ 0.1 สำหรับรายรับตาม มาตรา 91/5 (7)
(2) ร้อยละ 2.5 สำหรับรายรับตาม มาตรา 91/5 (3) (ก) และ มาตรา 91/5 (4)
(3) ร้อยละ 3.0 สำหรับรายรับตาม มาตรา 91/5 นอกจากกรณีตาม (1) และ (2) “
อัตราภาษี ร้อยละ 0.1 ใช้สำหรับรายรับของกิจการ ตามมาตรา 91/5(7) คือ กิจการขายหลักทรัพย์ ตามกฎหมายว่าด้วยตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย หรือ กิจการค้าหุ้น ทั้งนี้ ก่อนหักรายจ่ายใดๆ
อัตราภาษี ร้อยละ 2.5 ใช้สำหรับรายรับของกิจการ ตามมาตรา 91/5(3) คือ กิจการรับประกันชีวิต ซึ่งได้แก่ ดอกเบี้ย ค่าธรรมเนียม หรือค่าบริการ และกิจการตามมาตรา 91/5(4) คือ กิจการโรงรับจำนำ ซึ่งได้แก่ ดอกเบี้ย ค่าธรรมเนียม และเงินหรือทรัพย์สิน ค่าตอบแทน หรือประโยชน์ใดๆ อันมีมูลค่า ที่ได้รับหรือพึงได้รับจากการขายของที่จำนำหลุดเป็นสิทธิ
ส่วนกิจการตามมาตรา 91/5 กรณีอื่นๆ นอกจากที่กล่าวข้างต้น ต้องใช้อัตราภาษี ร้อยละ 3.0 ในการคำนวณภาษี
โฆษณา