21 พ.ค. 2021 เวลา 14:47 • ความคิดเห็น
ความตายในประเทศที่สิ้นหวังและ Emotion Support
ที่ตากใบ นราธิวาส
ตอนที่คบกับแฟนเก่าเราเคยคุยเรื่องความตายของตัวเองกับแฟน แต่แฟนรู้สึกว่าไม่ชอบ
เรื่องที่คุยก็ประมาณว่า ถ้าวันหนึ่งที่เราทำความฝันหรือความหวังของเราสำเร็จแล้ว เราสามารถที่จะตัดสินใจเลือกการตายเป็นทางเลือกได้ไหม
ตอนนั้นเราอยู่ที่ปัตตานี(แน่นอนว่ายังไม่มีกลุ่มโยกย้าย ส่ายสะโพกโยกย้าย) ทำงานภาคประชาสังคม คือ เห็นการกดขี่เชิงโครงสร้างชัดเจนมาก และคาดคะเนไว้ด้วยว่าระบบนั้นจะขยายใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ จนมาถึงระดับประเทศ
ถ้าไม่ต้องการที่จะอยู่หรือไม่ยอมจำนนต่อการกดขี่
เรามีสิทธิที่จะเลือกความตายได้ไหม เพราะการุณยฆาต เป็นแนวคิดที่นำมาใช้กับผู้ป่วย(รุนแรง)ที่ปฏิเสธการรักษา
ไม่ใช่เยาวชน คนหนุ่ม คนสาวที่ต่อต้านระบบโครงสร้างอำนาจของประเทศตัวเอง
ตอนนั้นแฟนคือกลัวเราป่วยเป็นไบโพล่าหรือซึมเศร้า(เอาจริง ๆ ก็เกือบ ๆ) ก็พยายามที่จะซัพพอร์ตเงินค่าเดินทางให้เราขึ้นมาหาเพื่อนที่กรุงเทพฯ บ่อย ๆ เพราะแฟนกำลังทำปริญญานิพนธ์ ป.เอก ซึ่งไม่มีเวลาลงไปเจอ
แต่ชีวิตเพื่อน ๆ บางคนที่กรุงเทพฯ ก็ไม่ได้ดีหรือสวยงามเหมือนที่เรารับรู้จากหน้าเฟสบุ๊คหรือโซเชียล
กลายเป็นว่าเราขึ้นมาเจอเพื่อนบางคน(ซึ่งไม่ใช่แค่หนึ่งคน)ที่เข้ารับการรักษาทางจิต และแต่ละคนล้วนมีปมมาจากแรงกดดันของวัฒนธรรมชายเป็นใหญ่และการกดทับจากโครงสร้างทางเศรษฐกิจที่พังพินาศ ค่าใช้จ่ายในกรุงเทพฯ ที่สูง บางคนต้องจ่ายหนี้ ธกส. ให้พ่อแม่ที่ชนบท ต่าง ๆ นานา ที่มันพังมาก ๆ ของประเทศนี้
กลายเป็นว่าเราต้องมาสตรองเพราะต้องทำตัวเป็นกำลังใจให้เพื่อน เป็นที่ปรึกษา เป็นจิปาถะ เป็นคนที่ต้องเดินตามเพื่อนที่เดินละเมอออกนอกห้องตอนกลางคืนเพราะขาดยาจิตเวช
...
แน่นอนว่าตอนนั้นเรากลายเป็น Emotion Support ของเพื่อนไปโดยปริยาย บางครั้งที่ตัวเองรู้สึกจี๊ด ๆ ในใจก็ไปปรึกษาพี่ ๆ ที่สนิท แต่ช่วงนั้นพี่หลายคนก็เริ่มไปขยับงานการเมือง ซึ่งเราก็เกรงใจและกลายเป็นว่าอะไร ๆ ก็ต้องเก็บไว้คนเดียว
...
กลับมาอยู่บ้านสักพัก ก็เริ่มรู้สึกว่าวิธีคิดและวิถีการทำงานของเราแตกต่างจากวัฒนธรรมดั้งเดิมของตัวเองมาก
พยายามที่จะนำแนวคิดใหม่ ๆ เข้ามานำเสนอ แต่กลายเป็นปัญหามากกว่า ก็เบื่อ ๆ ตัวเองที่ไม่สามารถอธิบายสื่อสารได้ มีอารมณ์เบื่อเซ็งคนรอบข้าง แต่คือเป็นคนที่โกรธไม่เป็น และเราเข้าใจอยู่อย่างหนึ่งว่าทุก ๆ คนถูกปลูกฝังมาโดยวัฒนธรรมนั้น ซึ่งการเปลี่ยนแปลงที่ยากที่สุดคือการไปแตะโครงสร้างทางวัฒนธรรม ก็มันไม่เหมือนถนนหนทาง มนุษยธรรม สิทธิมนุษยชน เป็นนามธรรมมาก ๆ
และเกิดความสิ้นหวังอีกครั้งหนึ่ง แต่ไม่ค่อยได้คิดถึงเรื่องความตาย เพราะภาระเยอะแล้ว ก็ต้องแบกภาระหนี้สินและปัญหาของที่บ้าน
...
วันนี้ก็คุยกันกับน้อง หลังจากที่ลงพื้นที่ชุมชนที่ได้รับผลกระทบเรื่องปัญหาที่ดินที่ประกาศอุทยานทับที่ชุมชมดั้งเดิม ซึ่งพอกลับมา มันมีภาวะที่ดิ่งมาก ๆ
น้องพูดถึงเรื่อง Emotion Support ซึ่งคนแบบพวกเราต้องการ มากกว่าเงินกว่าทอง มากกว่าอะไรทั้งนั้นในชีวิตตอนนี้
และ Emotion Support ที่ดีที่สุดมักจะมาในรูปแบบของแฟน(ไม่ได้บอกว่าเราต้องมีแฟน แต่คือได้ฟังน้องเล่าว่าตอนนี้ดีขึ้นมากเพราะความรักดี 55555)
...
Emotion Support มันคือการสนับสนุนทางอารมณ์
และในศัพท์ทางการแพทย์มันก็มีคำว่า Emotional Support ซึ่งหมายถึง การระงับความเจ็บป่วยทางใจ และมันมีกลุ่มที่ทำงานในรูปแบบของการเป็น Emotional Support โดยการเป็นสนามอารมณ์หรือการช่วยเป็นพื้นที่รองรับความเจ็บปวดทางอารมณ์หรือความรู้สึกให้กับคนที่มีความรู้สึกนึกคิดเดียวกัน
แต่ในเมืองไทยกลุ่มแบบนี้อาจจะน้อยมาก ๆ
เวลาได้ไปดูหนังทางเลือกเป็นกรุ๊ปที กิจกรรมเสวนาการเมืองเล็ก ๆ หรือคอร์สสันติวิธี ก็จะเหมือนเจอกลุ่มแบบนี้ไปกลาย ๆ
ตอนนี้ไม่แน่ใจว่าการตายยังเป็นทางเลือกอยู่ไหม แต่อย่างน้อยมันมีกลุ่มโยกย้ายฯ ซึ่งมันทำให้พอมีหวังว่าสามารถเปลี่ยนตัวเองไปอยู่ในโลเคชั่นใหม่ ๆ ที่ไม่ต้องเจอการกดขี่ระยะยาวได้นะ
แต่ Emotional Support มันก็ยังเป็นเรื่องที่คิดว่าเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่จำเป็นมาก ๆ สำหรับสังคมนี้ ตอนนี้ เดี๋ยวนี้
คือทำไมเกิดเป็นคนรุ่นเรา(ที่มองเห็นความพังของโครงสร้างเศรษฐกิจ สังคม การเมือง วัฒนธรรม ที่ส่งผลในระยะยาว)แล้วหัวใจมันพังจังวะ
😢😢😢😢😢
ภาพเก่า.. ตากใบ นราธิวาส
โฆษณา