27 พ.ค. 2021 เวลา 06:54 • หนังสือ
#4 เล่ม 3 บทที่ 1 หน้า 29 ~ 37
...
แต่ตอนนี้ฉันขอพูดถึงความจริงอันลึกล้ำยิ่งกว่าที่ว่านี้ก่อนสักข้อ เพราะมันแฝงอยู่ในคำตอบของคำถามในส่วนที่สองที่เธอถามไว้
...
...
...
N : ผมกำลังอยากให้เรากลับไปที่คำถามส่วนนั้นของผมพอดี เราจะถือว่าพ่อแม่รักลูกมั้ยถ้าพวกเขาเข้าไปชี้แนะหรือเจ้ากี้เจ้าการในสิ่งที่พวกเขาคิดว่าดีที่สุดสำหรับตัวลูกหรือกระทั่งถึงขั้นเข้าไปยับยั้งเจตจำนงของลูก❓ จะถือว่าพ่อแม่กำลังแสดงความรักที่แท้จริงอยู่ไหมถ้าพวกเขาปล่อยให้ลูกลงไปเล่นบนถนนได้ตามใจ❓
G : นี่เป็นคำถามที่ดีมาก และเป็นคำถามที่พ่อแม่ทุกคนต้องการคำตอบไม่ทางใดก็ทางหนึ่งมาตั้งแต่เริ่มมีการเลี้ยงดูลูกเกิดขึ้นแล้ว คำตอบสำหรับเธอในฐานะพ่อแม่ก็เป็นเช่นเดียวกับคำตอบสำหรับฉันในฐานะพระเจ้า
N : แล้ว "คำตอบ" มันคืออะไรล่ะครับ❓
G : ใจเย็นก่อนลูกเอ๋ย "สิ่งดีๆทั้งหมดจะมาหาผู้ที่รอคอย"★ เธอไม่เคยได้ยินหรือ❓
★น่าจะตรงกับสำนวนไทยที่ว่า "ช้าๆได้พร้าเล่มงาม" ~ แอดมิน
N : เคยครับ พ่อผมชอบพูดมันมากและผมเกลียดมัน
G : ฉันเข้าใจเธอนะ แต่เธอต้องหัดให้ตัวเองใจเย็นให้เป็น โดยเฉพาะถ้าสิ่งที่เธอเลือกนั้นไม่ได้ทำให้เธอได้รับในสิ่งที่เธอ "คิดว่า" เธอต้องการ อย่างเช่น ไม่ได้รับคำตอบสำหรับคำถามในส่วนที่สองของเธอ เป็นต้น
เธอบอกว่าเธอต้องการรู้คำตอบ แต่เธอก็ไม่ยอม "เลือก" (เชื่อ) ว่าตัวเธอเองรู้คำตอบนั้นอยู่แล้ว
เธอรู้ว่าที่ตัวเองไม่ยอมเลือกหรือเชื่อว่าตัวเองรู้คำตอบนั้นอยู่แล้วก็เพราะเธอยังไม่มีประสบการณ์ (หรือรู้สึก) ว่าตัวเองรู้มัน
✴️ทั้งที่ความจริงเธอรู้คำตอบนั้นไปเรียบร้อยแล้ว เธอรู้มันมาโดยตลอด เธอเพียงไม่ยอม "เลือก" ว่าเธอรู้มันอยู่แล้วเท่านั้นเอง แต่กลับ "เลือก" ที่จะเชื่อว่าตัวเอง "ไม่รู้" เธอถึงได้ไม่รู้อยู่นี่ไง✴️
N : ครับ พระองค์พูดเรื่องนี้มารอบนึงแล้วในเล่ม 1 ว่าผมมีทุกสิ่งทุกอย่างที่ผมเลือกจะมีอยู่ในตอนนี้แล้ว (รวมถึงความเข้าใจที่ครบถ้วนสมบูรณ์เรื่องพระเจ้า) ทว่าผมไม่อาจมีประสบการณ์ถึงสิ่งที่ผมมีได้จนกว่าผมจะ "รู้" ว่าผมมี★
★ต้องรู้เรื่องนั้นก่อน แล้วประสบการณ์ในเรื่องนั้นจะตามมา ~ แอดมิน
G : เยี่ยมยอด❗ เธอพูดได้สมบูรณ์แบบมาก
N : แต่ผมจะรู้ว่าตัวเองมีได้ยังไงในเมื่อผมยังไม่มีประสบการณ์ว่าตัวเองมี❓
ผมจะรู้ถึงสิ่งที่ผมยังไม่มีประสบการณ์ได้ยังไง❓
ไม่ใช่ว่าเคยมีปราชญ์ท่านหนึ่งพูดเอาไว้ว่า "ความรู้ทั้งมวลนั้นเกิดขึ้นมาจากประสบการณ์" หรือครับ❓
G : 🔸เขาพูดผิดแล้ว🔸
🌟"การรู้" ไม่ได้เกิดขึ้นทีหลังประสบการณ์ แต่เกิดก่อนประสบการณ์ต่างหาก🌟
กับเรื่องนี้ 💢คนครึ่งโลกทำสลับกัน💢
N : พระองค์กำลังบอกว่าผมรู้คำตอบของคำถามส่วนนั้นของผมอยู่แล้ว เพียงแต่ผมไม่รู้ว่าตัวเองรู้อย่างนั้นใช่ไหมครับ❓
G : ถูกต้อง
N : เมื่อผมไม่รู้ว่าตัวเองรู้ ผมก็เลยไม่รู้❓
G : ใช่ ตรงนี้คือความจริงที่ดูเหมือนจะขัดแย้งกันเอง
N : ผมไม่เข้าใจ...เว้นแต่ผมจะเข้าใจ❓
G : ถูกเผง
N : แล้วผมจะทำให้ตัวผม "รู้ว่าตัวเองรู้" เรื่องนั้นเรื่องนี้ได้ยังไงถ้าผม "ไม่รู้ว่าตัวเองรู้"❓
G : "การจะรู้ว่าตัวเองรู้ได้" นั้นก็คือ :
✴️จงแสดงออกให้เหมือนว่าตัวเองรู้✴️
N : พระองค์ก็พูดเกี่ยวกับเรื่องนี้เอาไว้ในเล่ม 1 เหมือนกัน
G : ใช่ เป็นเรื่องดีที่เราจะเริ่มด้วยการสรุปประเด็นสำคัญจากคำสอนก่อนหน้ากันตรงนี้ และเธอ "อยู่ๆก็ถาม" คำถามที่ควรถามขึ้นมาพอดี ทำให้ฉันได้โอกาสสรุปสั้นๆตั้งแต่ช่วงต้นๆของหนังสือเล่มนี้ เกี่ยวกับเรื่องบางเรื่องที่เราได้คุยกันไปในเล่มก่อน
ในเล่ม 1 เราคุยกันถึงเรื่องกระบวนการของการ :
✨เป็น (be) - ทำ (do) - มี/ได้รับ (have)✨
และพูดถึงว่าคนส่วนใหญ่มักทำสลับกระบวนการกันได้อย่างไร
คนส่วนใหญ่เชื่อว่าถ้าตน "มี" อะไรบางอย่าง (มีเวลามากขึ้น / มีเงินมากขึ้น / มีความรักมากขึ้น - หรือมีอะไรก็ตามมากขึ้น)
มันจะทำให้พวกเขาสามารถ "ทำ" บางสิ่งได้ในที่สุด (เขียนหนังสือ / ทำงานอดิเรก / ไปเที่ยว / ซื้อบ้าน / สร้างความสัมพันธ์กับคนนั้นคนนี้)
ซึ่งจะทำให้พวกเขาสามารถ "เป็น" บางสิ่งได้ หรืออยู่ในภาวะบางอย่างได้เสียที (สุข / สงบ / พอใจ / รัก)
แต่ในความเป็นจริงแล้ว พวกเขากำลัง 💢ทำสลับกระบวนการ💢 ของการ ✨เป็น - ทำ - มี✨ ซึ่งความจริงของจักรวาลนั้น (เป็นตรงกันข้ามกับสิ่งที่พวกเธอคิด)
"การมี" มิได้นำไปสู่ "การเป็น" แต่อย่างใด 🔸หากแต่กลับกัน🔸
✴️ ขั้นแรก เธอต้อง "เป็น" สิ่งที่เรียกว่า "ความสุข" (หรือ "ความรู้" หรือ "ความฉลาด" หรือ "ความเมตตากรุณา" หรืออะไรก็ตามแต่) เสียก่อน เธอถึงจะเริ่ม "ทำ" อะไรก็ตามจากสภาวะนั้น และไม่นานเธอก็จะค้นพบว่า สิ่งที่เธอกำลังทำอยู่นั้นสุดท้ายแล้วจะทำให้เธอ "มี/ได้รับ" สิ่งที่เธอต้องการมาโดยตลอด
วิธีการที่จะ 🔸เริ่ม🔸 กระบวนการสร้างสรรค์สิ่งใดก็ตามให้เกิดขึ้น (และนี่คือกระบวนการแห่งการสร้างสรรค์สรรพสิ่ง...ซึ่งสรรพสิ่งถูกสร้างขึ้นมาด้วยกระบวนการนี้) ก็คือ :
✨ให้ดูว่าเธอต้องการที่จะ "มีอะไร"✨
✴️จงถามตัวเองว่าเธอคิดว่าเธอจะ "เป็นอย่างไรหรืออยู่ในสภาวะไหน" ถ้าเธอ "มี" สิ่งนั้นแล้ว
✴️จากนั้นเธอจง :
✨เป็นสภาวะนั้นในทันที✨
ด้วยวิธีนี้เองที่เธอจะย้อนกระบวนการการ "เป็น - ทำ - มี" ในแบบที่เธอได้ทำมาโดยตลอดได้★ (จริงๆต้องบอกว่าทำให้มันถูกต้องเสียที) และผสานตัวเอง (ทำตามมิใช่ฝืนต้าน) เข้ากับพลังแห่งการสร้างสรรค์ของจักรวาล
★ สิ่งที่เราทำมาตลอดก็คือคิดว่า ต้องมีก่อน - แล้วค่อยทำ - สุดท้ายถึงเป็น มันกลายเป็น "มี - ทำ - เป็น" ซึ่งมันย้อนกระบวนการแห่งการสร้างสรรค์สรรพสิ่ง และพระองค์ให้เรากลับกระบวนการเสียใหม่ก็คือให้ เป็นก่อน - จากนั้นก็ทำออกมาจากภาวะแห่งการเป็นนั้น - สุดท้ายมันถึงจะมี (เป็น - ทำ - มี)
ก็คิดดูละกันว่าเรากำลังว่ายทวนการไหลของพลังแห่งเอกภพอยู่ ชีวิตที่เราปรารถนามันจะสำเร็จไหม? ในทางกลับกันชีวิตที่เราไม่ปรารถนา (เช่นเราคิดว่าชีวิตคือความทุกข์) มันถึงได้เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าในชีวิตเรา เพราะเราดันไปทำตามกระบวนการในเรื่องที่เราไม่ควรทำนั่นเอง ~ แอดมิน
และวิธีที่จะพูดถึงกระบวนการนี้ให้กระชับก็คือ :
🌟เธอไม่จำเป็นต้องทำอะไรทั้งนั้นในชีวิต ทั้งหมดเป็นเรื่องของ 🔸สิ่งที่เธอเป็น🔸🌟
นี่คือหนึ่งใน "สารสามประการ" ซึ่งฉันจะพูดถึงมันอีกครั้งก่อนจบการพูดคุยนี้ ฉันจะปิดท้ายหนังสือเล่มนี้ด้วยเรื่องนี้
สำหรับตอนนี้ เพื่อที่จะอธิบายถึงประเด็นนี้
ให้เธอลองนึกภาพถึงคนผู้หนึ่งที่พลันรู้ขึ้นมาว่า ถ้าตัวเขามีเวลามากขึ้นอีกสักนิด มีเงินเพิ่มขึ้นอีกสักหน่อย มีความรักมากขึ้นอีกสักเล็กน้อย เขาก็จะ 🔸มีความสุขมาก🔸
N : เขายังไม่เห็นความเชื่อมโยงกันระหว่าง "การที่เขาไม่มีความสุขมาก ๆ ในตอนนี้" กับ "การที่เขาไม่มีเวลา ไม่มีเงิน หรือไม่มีความรักอย่างที่เขาต้องการ"
G : ถูกต้อง พูดอีกอย่างก็คือ คนที่ 🔸เป็นสุข🔸 นั้น ดูจะมีเวลาทำสิ่งต่างๆได้อย่างมากมาย มีเงินได้อย่างที่ต้องการ มีความรักอย่างเพียงพอได้ตลอดทั้งชีวิต
N : เขาค้นพบว่าตัวเองจะมีทุกสิ่งที่จำเป็นต่อการ 🔸มีความสุข🔸 ได้ด้วยการ...
✴️เป็นความสุขเสียเองตั้งแต่แรก❗
G : ถูกเผง
✴️การตัดสินใจล่วงหน้าถึงสิ่งที่เธอเลือกจะเป็น
✴️จะก่อให้เกิดประสบการณ์นั้นขึ้นในชีวิตจริง
N : "คำถามก็คือ จะเป็นหรือไม่เป็น"★
★ To be, or not to be. That is the question.
 
เป็นประโยคจากวรรณกรรมเรื่อง เฮมเล็ต ของเช็คสเปียร์ ในบริบทของวรรณกรรมประโยคนี้ให้ความหมายทำนองว่า "จะอยู่หรือตาย เลือกเอาเองก็แล้วกัน" ~ ผู้แปล
G : ถูกต้อง ✴️ความสุขเป็นสภาวะของจิตใจ (เป็นเรื่องของการเป็น)✴️
✴️และสภาวะทางใจทุกชนิดจะแปลงสภาพตัวมันเองให้กลายเป็นรูปธรรมทางกายภาพ✴️
มีประโยคให้เอาแผ่นแม่เหล็กแปะไว้ตรงตู้เย็นว่า :
🌟สภาวะทางใจหรือการเป็นทุกชนิดจะสร้างตัวมันเองออกมา🌟★
★ สภาวะที่เป็นนามธรรมทุกชนิดนั้นจะเกิดขึ้นในโลกความจริงทางกายภาพ "ใจเป็นยังไง กายก็เป็นอย่างนั้น" เช่น ใจเชื่อว่าตัวเองป่วย ร่างกายก็จะป่วยตาม ใจเชื่อว่าตัวเองต้องแก่ ร่างกายก็จะแก่ตาม เป็นต้น ~ แอดมิน
N : แต่เราจะเริ่มต้น "เป็น" สุขก่อน หรือ "เป็น" อะไรก็ตามที่เราต้องการจะเป็น (เช่น มั่งมีขึ้น เป็นที่รักมากขึ้น) ได้ยังไงครับ ถ้าเรายังไม่มีสิ่งที่เราคิดว่าจำเป็นต่อการ "เป็น" ภาวะนั้น❓
G : ✴️แสดงออกให้เหมือนกับว่าเธอเป็นภาวะนั้นแล้ว
✴️แล้วภาวะนั้นจะเกิดขึ้นในชีวิตเธอ
✴️อะไรที่เธอแสดงออกเหมือนว่าเธอเป็นอย่างนั้น
✴️เธอก็จะกลายเป็นอย่างนั้นในที่สุด
N : พูดอีกอย่างก็คือ "แสร้งเป็นจนกว่าจะเป็นอย่างนั้นจริงๆ"
G : ก็ประมาณนั้น เพียงแต่ว่า 🔸เธอไม่สามารถแสร้งทำเป็นอย่างนั้นด้วยใจจริงๆได้หรอก🔸★
✴️การเป็นของเธอต้องออกมาจากใจจริงๆ✴️
★เหมือนกับว่า รู้แน่อยู่แก่ใจว่าไม่ได้เป็น (แกล้งเป็น) แล้วมันจะเป็นจริงๆไปได้ยังไง? ~ แอดมิน
✴️ทุกสิ่งที่เธอเป็น ขอให้เป็นออกมาจากใจจริงๆ ไม่อย่างนั้นการเป็นนั้นของเธอก็จะไร้ประโยชน์✴️
นี่ไม่ใช่เป็นเพราะฉันไม่ยอม "ให้รางวัลกับเธอ" หรอกนะ พระเจ้าไม่ให้ทั้ง "รางวัล" และ "บทลงโทษ" ซึ่งเธอเองก็รู้อยู่แล้ว
✴️เพียงแต่ 🔸กฎของธรรมชาติ🔸 นั้นเรียกร้องให้ "กาย จิต วิญญาณ" ต้องผสานเป็นหนึ่งเดียวกัน "ทั้งในความคิด คำพูด และการกระทำ" กระบวนการแห่งการสร้างสรรค์ถึงจะได้ผล✴️
💢เธอหลอกจิตใจของตัวเองไม่ได้หรอก ถ้ามันไม่ได้ออกมาจากใจจริงๆ ใจเธอเองก็รู้ แค่นี้ก็จบแล้ว💢
💢เพราะเธอเพิ่งจะทำลายโอกาสที่จิตใจจะช่วยเหลือเธอในกระบวนการแห่งการสร้างนี้💢
✴️แน่นอน เธอสามารถสร้างได้โดยปราศจากการช่วยเหลือของจิตใจ แต่งานของเธอจะยากขึ้นเป็นอย่างมาก เธอสามารถขอให้ร่างกายทำบางสิ่งที่จิตใจไม่เชื่อได้ และถ้าร่างกายทำสิ่งนั้นได้นานพอ จิตใจเธอจะเริ่มปล่อยแนวคิดที่มีต่อเรื่องนั้นๆก่อนหน้านี้ไป และสร้างแนวคิดใหม่ขึ้นมา
✴️เมื่อเธอมีแนวคิดใหม่เกี่ยวกับเรื่องอะไรก็ตาม เท่ากับว่าเธอกำลังอยู่บนเส้นทางของการสร้างสิ่งนั้นขึ้นมาให้กลายเป็นความจริงถาวรด้านหนึ่งของตัวเธอ แทนที่จะเป็นเพียงแค่บางสิ่งที่เธอแกล้งทำมันออกมา (ทำให้การสร้างไม่ได้ผล)
นี่เป็นวิธีการที่ยาก★ เพราะถึงแม้เธอจะใช้วิธีการนี้ การกระทำก็ต้องออกมาจากใจจริงๆอยู่ดี 💢ไม่มีทางที่เธอจะสามารถตบตาหรือปั่นหัวจักรวาลได้เหมือนกับที่เธอทำกับผู้คน💢★★
★ใช้กายนำจิตใจ
 
★★คนอื่นไม่รู้ใจเราแต่ว่าจักรวาลรู้
~ แอดมิน
✴️ฉะนั้นสมดุลในเรื่องนี้จึงเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนมากๆ ร่างกายทำบางสิ่งที่จิตใจไม่เชื่อ ทว่าจิตใจก็ต้องใส่องค์ประกอบของความจริงใจเข้าไปในการ กระทำนั้นของร่างกายอยู่ดีมันถึงจะได้ผล✴️
N : จิตใจจะใส่ความจริงใจเข้าไปได้ยังไงครับในเมื่อมัน "ไม่เชื่อ" ในสิ่งที่กายกำลังทำ❓
G : ด้วยการเอาด้านที่เป็น "ผลประโยชน์ส่วนตัว" ออกไป
N : ยังไงครับ❓
G : จิตใจอาจไม่คล้อยตามเต็มที่ว่าการกระทำของร่างกายนั้นจะทำให้เธอได้รับในสิ่งที่เธอเลือก แต่จิตใจดูจะเข้าใจได้อย่างชัดเจนว่า 🌟พระเจ้าจะนำสิ่งที่ดีผ่านทางเธอไปยังผู้อื่น🌟
✴️ฉะนั้น สิ่งใดก็ตามที่เธอเลือกให้กับตัวเอง จงให้สิ่งนั้นแก่ผู้อื่น✴️
N : ได้โปรดอธิบายให้ฟังอีกรอบได้มั้ยครับ❓
G : ได้แน่นอน
✴️สิ่งใดก็ตามที่เธอเลือกให้กับตัวเอง
✴️จงให้สิ่งนั้นแก่ผู้อื่น
✨ถ้าเธอเลือกที่จะมีความสุข
✨จงเป็นเหตุให้ผู้อื่นมีความสุข
✨ถ้าเธอเลือกที่จะเจริญรุ่งเรือง
✨จงเป็นเหตุให้ผู้อื่นเจริญรุ่งเรือง
✨ถ้าเธอเลือกที่จะมีความรักมากขึ้นในชีวิต
✨จงเป็นเหตุให้ชีวิตของผู้อื่นมีความรักมากขึ้นกว่าเดิม
🌟จงทำสิ่งนี้ด้วยความจริงใจ
🌟ให้มันออกมาจากใจที่แท้จริง
🌟ออกมาจากใจที่บริสุทธิ์
💢ไม่ใช่ทำเพราะหวังให้ตัวเองได้รับประโยชน์ในตอนท้าย💢
🌟แต่ทำเพราะเธอต้องการให้คนอื่นได้รับในสิ่งนั้นจริงๆ
✴️แล้วทุกสิ่งที่เธอให้ออกไปจะย้อนกลับมาหาเธอ✴️
N : ทำไมถึงเป็นแบบนั้นล่ะครับ❓ กระบวนการมันเป็นยังไงกันแน่ครับ❓
G : ✴️เมื่อเธอให้สิ่งใดออกไป เธอจะได้รับประสบการณ์ว่าตัวเองมีสิ่งนั้นอยู่แล้ว เพราะเธอไม่อาจให้สิ่งที่เธอไม่มีได้✴️
✴️จิตใจก็จะเกิดข้อสรุปใหม่หรือแนวคิดใหม่เกี่ยวกับตัวเอง✴️
พูดง่ายๆก็คือ :
✴️เธอต้องมีสิ่งนั้นอยู่ก่อนแล้ว ไม่อย่างนั้นจะให้คนอื่นไปได้ยังไง✴️
✴️แนวคิดใหม่นี้จะกลายเป็นประสบการณ์ของเธอ แล้วเธอก็จะเริ่ม "เป็น" อย่างนั้น และเมื่อเธอเริ่ม "เป็น" ในสิ่งใด ก็เท่ากับเธอกำลังเชื่อมต่อกับเครื่องมือแห่งการสร้างสรรค์ที่ทรงพลังที่สุดในจักรวาล✴️
ซึ่งก็คือ ✨ตัวตนอันศักดิ์สิทธิ์ของเธอเอง✨
🌟ไม่ว่าเธอกำลังเป็นในสิ่งใด
🌟เธอก็กำลังสร้างสิ่งนั้น
วงจรจึงสมบูรณ์★
★ วงจร "เป็น - ทำ - มี" ~ แอดมิน
✴️แล้วเธอก็จะสามารถสร้างสิ่งนั้นได้มากขึ้นและมากขึ้นได้ในชีวิต
✴️มันจะปรากฏเป็นประสบการณ์ในโลกความจริงทางกายภาพของเธอ
🌟นี่คือความลับที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของชีวิต🌟
นี่คือเรื่องที่เล่ม 1 และ เล่ม 2 ได้บอกไว้ มันอยู่ในนั้นหมดแล้วพร้อมรายละเอียดที่มากยิ่งกว่านี้
N : ได้โปรดอธิบายให้ผมเข้าใจหน่อยครับว่า ทำไมความจริงใจถึงได้สำคัญเสียเหลือเกินในการ 🔸ให้คนอื่นในสิ่งที่เราได้เลือกให้ตัวเอง🔸
G : 💢ถ้าเธอให้คนอื่นเพียงเพื่อใช้เป็นเทคนิคหรืออุบายวิธีเพื่อให้มีบางสิ่งย้อนกลับมาหาตัวเธอเองแล้วละก็ ใจเธอยังไงก็รู้เรื่องนี้ (เธอหลอกจิตใจของตัวเองไม่ได้หรอก)💢
และนี่เท่ากับเธอ "ส่งสัญญาณออกไป" ว่า : 💢เธอไม่มีสิ่งนั้นอยู่ในตอนนี้💢
✴️และจักรวาลก็ไม่ใช่อะไรอื่นนอกจากเป็นเครื่องถ่ายสำเนาขนาดมหึมาที่จะคอยทำสำเนาความคิดของเธอให้ออกมาเป็นรูปธรรมทางกายภาพ และนั่นก็จะกลายเป็นประสบการณ์ของเธอ ✴️
✴️ นั่นคือ : เธอจะยังคงได้รับประสบการณ์ว่า "ไม่มีสิ่งนั้นต่อไป" ไม่ว่าเธอกำลังทำอะไรอยู่ก็ตาม❗✴️
💢ที่ยิ่งไปกว่านั้นคือ : มันจะกลายเป็นประสบการณ์ของคนที่เธอพยายามจะให้ด้วย💢
💢พวกเขาจะสัมผัสได้ว่าเธอแค่พยายามทำให้ตัวเองได้รับอะไรบางอย่าง สัมผัสได้ว่าจริงๆแล้วเธอไม่มีอะไรจะให้พวกเขาได้เลยด้วยซ้ำ และการให้ของเธอก็จะเป็นการแสดงออกหรือการกระทำที่ไร้ความหมาย เพราะมันออกมาจาก "ความไม่จริงใจ" และการทำเพื่อผลประโยชน์ส่วนตน💢
ฉะนั้น 💢เธอจึงผลักสิ่งที่เธอพยายามดึงดูดเข้ามาในชีวิตให้ออกไปจากชีวิตของตัวเอง💢
✴️แต่เมื่อเธอให้ผู้อื่นด้วยหัวใจที่บริสุทธิ์ เพราะเห็นแล้วว่าพวกเขาต้องการมัน และเป็นสิ่งจำเป็นที่พวกเขาสมควรจะได้รับ✴️
เมื่อนั้นเธอจะค้นพบว่า :
🌟ตัวเธอเองมีสิ่งนั้นอยู่กับตัวอยู่แล้วนั่นเองเธอถึงสามารถให้ได้🌟
และนี่คือ ✨การค้นพบอันยิ่งใหญ่✨
...
...
...

ดูเพิ่มเติมในซีรีส์

โฆษณา