Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
กานต์อ่าน White Paper
•
ติดตาม
29 พ.ค. 2021 เวลา 10:11 • คริปโทเคอร์เรนซี
ขอต้อนรับสู่ EP. 1 ของเพจกานต์อ่าน White Paper เพจที่จะนำข้อมูลจาก White Paper ของ Cryptocurrency นามสกุลต่างๆ มาเสิร์ฟให้กับคุณแบบย่อยง่าย โดยมีความยาวเพียง 8 ย่อหน้า
EP. 1 Bitcoin White Paper
[1] Bitcoin นั้นเกิดจาก Satoshi Nakamoto ที่ได้นำเสนอระบบการเงิน Electronic ระหว่างผู้ใช้กับผู้ใช้ (Peer to Peer) ที่มีพื้นฐานมาจากการเข้ารหัสลับ (Crypto Graphic) แทนที่จะใช้ความน่าเชื่อถือของตัวกลางที่ดูแลด้านการเงิน
(ในสถานการณ์ปัจจุบัน การที่เราจะสามารถโอนเงินชำระสินค้าออนไลน์ได้ เกิดจากบุคคลที่ 3 ที่จัดการในส่วนของการทำธุรกรรมให้กับเรา เช่น ธนาคาร หรือผู้ให้บริการต่างๆ)
1
[2] การทำธุรกรรมของ บิตคอยน์ (ตรงนี้จะ Technical นิดนึง) ให้เราเปรียบว่าเหรียญดิจิตัลหรือเงินของเราเป็นข้อมูลชนิดหนึ่ง โดยที่ปกติเราจะใช้กระเป๋าตังในการเก็บเหรียญหรือธนบัตร แต่ในโลกของเงินดิจิตัลเราจะใช้ Address(Public Key) ในการเก็บหรือใช้ส่งให้ผู้ที่ต้องการโอนเหรียญมาให้เรา (เหมือนการโอนเงินเข้าบัญชีธนาคาร จะโอนให้ถูกคนได้ต้องขอเลขบัญชีจากคนที่เราจะโอนให้) โดยจากนี้จะขอเรียกกระเป๋าเงินดิจิตัลว่า Wallet ซึ่งแต่ละ Wallet จะมีทั้ง Public Key และ Private Key อยู่คู่กัน สำหรับใช้ในการแปลข้อมูลธุรกรรมที่เราทำ ให้เป็นในรูปของรหัสลับ ซึ่ง Public Key เราสามารถส่งให้คนอื่นเพื่อเป็นที่อยู่ในการรับเงินของเราได้ แต่สำหรับ Private Key นั้น "ห้ามส่งให้ใคร" เพราะถ้าใครรู้ Private Key และ Public Key ของเรา เขาจะสามารถควบคุม Wallet และใช้จ่ายเหรียญของเราได้ (หากผู้อ่านอยากทำความเข้าใจในส่วนนี้อย่างเร็วที่สุด ให้ลองดูวิธีการสร้างกระเป๋าเงินคริปโต การเก็บรักษา Seed และการทดลองโอนเหรียญเข้าและออก)
1
[3]เมื่อมีธุรกรรมเกิดขึ้น มันจะถูกประกาศสู่สาธารณะ เพราะระบบนี้ถูกออกแบบมาให้ผู้ที่มีส่วนร่วมทุกคนสามารถช่วยกันตรวจสอบแต่ละธุรกรรมที่เกิดขึ้นในระบบได้ โดยเมื่อธุรกรรมถูกประกาศออกไป Node ทุก Node บนเครือข่ายจะเห็นและช่วยกันจดจำธุรกรรมที่เกิดขึ้น
[4] ระบบที่บิทคอยน์ใช้เรียกว่า Proof of Work (การพิสูจน์จากการทำงาน) ซึ่งใช้ในการตรวสอบค่าของ Hash ซึ่งการจะขุดให้ได้รางวัลหรือที่กล่าวว่าการขุดเหรียญ คือต้องใน Block จะเพิ่ม ชุดตัวเลขแบบสุ่ม (Nonce) ขึ้นมาโดย หากพบชุดตัวเลข ที่มี Hash เป็นเลข 0 นำหน้า ถึงจะถือว่าขุดสำเร็จ ซึ่งความยากในการขุดนั้นจะถูกปรับตามสภาพแวดล้อมของ "นักขุด" โดยเหล่านักขุดนั้นก็จะมีสิทธิ์ในการลงคะแนน เพื่อกำหนดทิศทางในการพัฒนา บิตคอยน์ โดยจำกัดสิทธิ์ 1 IP ต่อ 1 Vote
[5] ทำไมหลายคนถึงเข้ามาขุด บิตคอยน์ ? --> เพราะระบบของ บิตคอยน์ มีการให้รางวัล "นักขุด" เพื่อดึงดูดให้ผู้ที่สนใจมาช่วยกันทำงานเพื่อระบบและสนับสนุนระบบต่อไป โดยจะคล้ายๆกับการทำเหมืองขุดทอง "นักขุด" จะต้องมีต้นทุนที่ใช้ในการขุด ซึ่งต้นทุนของการขุดบิตคอยน์ คือ ปริมาณไฟฟ้า และ ตัวประมวลผล (CPU) โดยรางวัลที่ "นักขุด" จะได้จากการช่วยเหลือระบบคือ การได้เหรียญใหม่ ที่ถูกสร้างขึ้นมาในระบบ และค่าธรรมเนียมจากการทำธุรกรรม โดยไม่ต้องกังวลเมื่อเหรียญถูกสร้างจนครบจำนวน จะไม่มีรายได้ เพราะเมื่อเหรียญถูกสร้างจนครบตามจำนวนแล้ว เหล่าบรรดานักขุดผู้สนับสนุนระบบจะยังคงมีรายได้จากค่าธรรมเนียมในการทำธุรกรรม
[6] จากตรงนี้จะเห็นว่าการที่ บิตคอยน์ ใช้ระบบ Proof of Work เพื่อการพิสูจน์คุณค่าจากหลักฐานการทำงาน(การจ่ายด้วยไฟฟ้า) ดังนั้นการที่จะได้มาซึ่ง Bitcoin ต้องผ่านการขุด ด้วยการใช้การประมวลผลของ CPU และ ไฟฟ้า เพื่อเป็นการเชื่อมต่อมูลค่าของโลกจริง สู่โลกดิจิตัล มูลค่าเริ่มต้นของบิตคอยน์ จะเท่ากับปริมาณไฟฟ้าและ CPU ที่ใช้ในการขุด (คล้ายๆกับต้นทุนในการทำเหมืองขุดทองในโลกความเป็นจริง ดังนั้นราคาทองจะไม่มีทางลงไปต่ำกว่าราคาต้นทุนในการขุด)
[7] การโจมตีระบบโดยผู้ไม่หวังดี --> หากมีผู้ไม่หวังดีลงทุนเพื่อหวังจะคุมกำลังการผลิต (ต้องมีต้นทุนมหาศาล > 50% ของทั้งระบบ หรือเรียกว่า 51% Attack) การโจมตีลักษณะนี้คล้ายกับการที่มีผู้เข้าถือหุ้นมากกว่า 50% ของบริษัท ซึ่งคนนั้นๆจะกลายเป็นผู้ควบคุมและมีอำนาจในการกำหนดทิศทางของบริษัท โดยผู้ที่หวังจะโจมตีระบบ หรือผู้เข้ามาหวังโกงระบบ ต้องพิจารณาก่อนว่าเขาจะเลือกโจมตีระบบ หรือเลือกที่จะช่วยเหลือระบบ ซึ่งถ้าหากเขาเลือกที่จะช่วยเหลือระบบ เขาจะพบว่าเขาจะได้รับผลตอบแทนดีกว่าการที่เขาเข้ามาโกงหรือทำลายระบบ เพราะมูลค่าของ บิตคอยน์ เกิดจากความเชื่อในความปลอดภัยของระบบ ถ้าส่วนนี้ถูกทำลายคุณค่าของ บิตคอยน์ จะหายไป ( 3 สิ่งที่ไม่มีทาง ทำให้เกิดขึ้นพร้อมกันได้ในโลก Blockchain คือ 1.การไม่มีตัวกลาง 2.ความปลอดภัย 3.การรับรองการขยายตัวของผู้ใช้งานจำนวนมาก ซึ่งบิตคอยน์ มีจุดเด่นในเรื่องของการไม่มีตัวกลาง และความปลอดภัยที่สูง)
[8] แม้ในย่อหน้าที่ [7] จะกล่าวถึง 3 สิ่งที่ไม่มีทางทำให้เกิดขึ้นพร้อมกันได้ในโลก Block Chain จะเห็นได้ว่าบิตคอยน์นั้น จะมีปัญหาในส่วนของการรับรองผู้ใช้งานจำนวนมาก ซึ่งเหตุการณ์นี้ได้เกิดขึ้นแล้ว(ใช้เวลาหลายนาทีกว่าธุรกรรมจะสำเร็จ) แต่ในปัจจุบัน ก็ได้มีผู้ที่พัฒนา Application เพื่อแก้ปัญหาการโอนที่ช้าของบิตคอยน์อย่าง Lighning Network เกิดขึ้น ซึ่งอาจจะยังไม่แพร่หลายเท่าไหร่นัก และตัว บิตคอยน์เองก็ยังคงต้องพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เพื่อไปสู่การเป็นสกุลเงินที่ดีของมนุษยชาติ ในอนาคต
คำถามที่พบบ่อยๆ เกี่ยวกับบิตคอยน์ ที่เกี่ยวข้องกับเนื้อหาใน White Paper
- ถ้าไฟฟ้าดับทั้งโลกบิตคอยน์ จะพังไป พร้อมกับเงินที่เราลงทุน ?
คำตอบ --> ใช่ แต่ถ้ามีที่ไหนซักแห่งบนโลก ไฟฟ้ากลับมาติดใหม่ ระบบก็จะกลับมาทำงานต่อไปได้ คือตั้งแต่วันที่ตัว Code ของบิตคอยน์ นั้นถูก Run มันก็ทำงานมาตลอดเรื่อยๆทุกวัน ไม่มีใครไปหยุดมันได้ และหากไฟฟ้าดับทั้งโลกจริงๆ มนุษย์จะต้องมีปัญหาในการใช้ชีวิตประจำวันที่ต้องกังวล มากกว่าการห่วงเรื่องบิตคอยน์
1
- บิตคอยน์เป็นเงินในอากาศไม่มีคุณค่า ?
คำตอบ --> บิตคอยน์ใช้ระบบ Proof of Work (การพิสูจน์ด้วยการทำงาน) ถามว่าหลักฐานการทำงานของบิตคอยน์คืออะไร นั่นคือพลังงานไฟฟ้า บิตคอยน์จำเป็นต้องใช้พลังงานไฟฟ้าและการประมวลผล เพื่อเชื่อมมูลค่าในโลกความเป็นจริง (ต้นทุนในการขุด) เข้าสู่โลกดิจิตัล หากมอง บิตคอยน์เป็นสินค้า นับตั้งแต่วันที่บิตคอยน์เกิดขึ้น ถามว่ามันควรมีราคาเท่าไหร่ คำตอบคือต้องมากกว่าต้นทุนที่ใช้ในการผลิตมันขึ้นมา เช่น ถ้าใช้ต้นทุน 100,000 บาท ผลิตได้ 100,000 บิตคอยน์ ดังนั้นต้นทุนของบิตคอยน์เท่ากับ 1 บาท ต่อ 1 บิตคอยน์
2
และหากเรามองเงินเป็นเพียงข้อมูล เราไม่จำเป็นต้องจับต้องเงินได้ ขอเพียงมูลค่าเหล่านั้นยังอยู่กับเรา เหมือนกับการโอนเงินที่อยู่ในบัญชีธนาคาร เราไม่จำเป็นต้องจับต้องได้ แต่เราสามารถรับส่งเงินให้กันได้
- บิตคอยน์นั้นสิ้นเปลืองพลังงานไฟฟ้า ?
คำตอบ --> บิตคอยน์นั้นจำเป็นต้องใช้พลังงานไฟฟ้า เพื่อเชื่อมต่อมูลค่าของโลกความเป็นจริงเข้าสู่โลกดิจิตัล ซึ่งถามว่าสิ้นเปลืองหรือไม่นั้น ตอบได้ยาก ต้องเทียบพลังงานในการใช้บิตคอยน์ กับการเปิดสาขาของแต่ละธนาคารทั่วโลก ว่าแบบไหนเปลืองพลังงานกว่ากัน และอย่าลืมว่าตอนนี้บิตคอยน์นั้นถูกผลิตขึ้นมามากกว่า 18 ล้านบิตคอยน์ (บิตคอยน์มีทั้งหมดประมาณ 21 ล้านบิตคอยน์) และบิตคอยน์ถูกผลิตจนครบ รางวัลของนักขุด จะมีเพียงค่าธรรมเนียมจากการทำธุรกรรม ซึ่งปริมาณไฟฟ้าที่ใช้นั้น แทบไม่ต่างกับการที่เราใช้ Internet บนคอมพิวเตอร์เลย
สามารถอ่าน White Paper ต้นฉบับภาษาอังกฤษของ บิตคอยน์
ได้ที่ :
https://bitcoin.org/en/bitcoin-paper
33 บันทึก
8
18
33
8
18
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย