1 มิ.ย. 2021 เวลา 04:00 • ท่องเที่ยว
#ย้อนเวลาไปท่องโลก ... "นามิเบีย"
ตอนที่ 1: Etosha National Park
รู้สึกเหมือนนานมากแล้วที่เราไม่ได้ไปไหนไกลๆ ยาวๆ เลย ... คิดถึงช่วงเวลาแบบนั้นจัง ... เชื่อว่าหลายๆคนก็คงรู้สึกเหมือนกันใช่ไหมคะ
วันนี้จะขอพักผ่อนหย่อนใจ โดยจะพาทุกคนไปเที่ยว พร้อมๆกับเรื่องราวและภาพประกอบ เป็นการพาเที่ยวย้อนเวลาไปยังดินแดนที่ชื่อว่า "นามิเบีย" (Namibia)
เชิญพบกับซีรีย์ท่องเที่ยวชุด “ย้อนเวลาไปท่องโลก ... นามิเบีย”
การไปเที่ยวนามิเบีย เป็นหนึ่งในทริปที่ยังตราตรึงใจจนทุกวันนี้ ด้วยความ amazing ของทัศนียภาพที่ชวนตะลึงในทุกๆวัน มันไม่เหมือนที่ใดในโลกนี้ที่เราเคยเจอมาก่อนเลย
นามิเบียเป็นประเทศที่อยู่ทางตอนใต้ของทวีปแอฟริกา โดยทางใต้มีพรมแดนติดกับประเทศ South Africa และมีเพื่อนบ้านอื่นๆคือ แองโกลา แซมเบีย ซิมบับเว และบอสวานา
ในช่วงเดือนเมษายนของปี พ.ศ. 2562 เราได้เดินทางโดยเครื่องบินจากกรุงเทพไปลงที่เมือง Johannesburg (หรือเรียกสั้นๆว่า Joburg) ประเทศ South Africa แล้วค่อยบินต่อไปยังเมือง Windhoek (อ่านว่า วิน-ดุ๊ก) ซึ่งเป็นเมืองหลวงของประเทศนามิเบีย
การท่องเที่ยวที่นามิเบียนั้น เราได้จองทัวร์ท้องถิ่นของที่นั่นไว้ เป็นซาฟารีทัวร์ ชื่อว่า “7 Days Namibian Highlights” ของ Chameleon Safaris โดยเริ่มจากเมือง Windhoek รวม 6 คืน 7 วัน
หลักๆแล้ว เราจะไปซาฟารี ส่องหา Big 4 ที่ Etosha National Park ซึ่ง Big 4 ของที่นี่ก็คือ ช้าง สิงโต แรด และ เสือดาว นอกจากนี้แล้วเราจะไปทะเลทรายนามิบ (Namib) ... ทะเลทรายที่เก่าแก่ที่สุดในโลก
ช่วงเวลาเตรียมการดูเหมือนว่าจะไม่มีที่สิ้นสุด นู่นนี่นั่น ไปจนโค้งสุดท้ายกันเลยทีเดียว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเอกสาร เรื่องการ booking ต่างๆ เรื่องยาและวัคซีน ตลอดจนเรื่องเครื่องแต่งกาย ที่ดูเหมือนว่าไม่จบง่ายๆโดยเฉพาะสำหรับผู้หญิง
…. แล้วในที่สุดเราก็พร้อมแล้วสำหรับก้าวแรกในแอฟริกา ดินแดนแห่ง Lion King ...
เราจะพาทุกคนย้อนเวลาไปท่องโลก โดยเริ่มจากสถานที่นี้ ... "Etosha National Park" เป็นหนึ่งในสถานที่ในนามิเบียที่ชอบมากๆ การที่ได้เห็นสัตว์นานาชนิดอยู่ตามธรรมชาติด้วยตาตนเองนั้นเหมือนกับว่าเราได้หลุดเข้าไปอยู่ในช่อง National Geographic ยังไงยังงั้น
And the "Game Drive" begins ...
การออกล่าตามดูสัตว์ต่างๆใน park เรียกว่า "Game Drive" ... Game Drive ของเรามีสองวัน เป็นสองวันที่คุ้มค่ามากๆ เราไม่ได้ไปไหน นอกจากนั่งรถตะลอนๆดูสัตว์อยู่ใน Etosha ตั้งแต่เช้าจรดเย็น นี่แหละ
... ใน Etosha เขาห้ามคนลงจากรถอย่างเด็ดขาด และรถต้องขับบนถนนเท่านั้น ห้ามออกนอกเส้นทาง แต่สามารถเปิดกระจกรถได้ หรือเปิดหลังคารถได้ (ถ้ามี)
... ฟังดูเหมือนน่าเบื่อ แต่เชื่อสิ ตื่นเต้นกันทุกครั้งที่ได้เห็นตัวอะไรสักอย่าง
อากาศใน Etosha ช่วงเดือนเมษายน ถือว่าไม่ร้อนมาก เพราะกำลังจะเข้าสู่ฤดูหนาวแล้ว หรือที่เรียกว่า Dry Season ... Dry Season นี้ ก็คือ High Season ของ Etosha นั่นเอง
... หมายความว่าสัตว์จะออกมารวมตัวกันที่แหล่งน้ำเป็นจำนวนมาก จึงทำให้มีโอกาสเห็นสัตว์ได้มากกว่าช่วงอื่นๆ
... นี่ขนาดไม่ได้ไปช่วง High Season รถใน park วิ่งกันขวักไขว่ จากที่นึกในใจตอนแรกว่าจะโล่งๆ
... นักท่องเที่ยวเยอะจริงๆ ส่วนใหญ่เป็นชาวยุโรป อากาศช่วงกลางวัน แดดแรง แต่ก็มีลมเย็นสบาย และไม่ค่อยมีเหงื่อออก เพราะว่าอากาศที่นี่แห้งมากๆ และพอพระอาทิตย์ตกดินเมื่อไหร่ อากาศก็จะเริ่มเย็นขึ้นมาทันที แต่ก็ไม่จัดว่าหนาว
อุณหภูมิต่ำสุดอยู่ที่ประมาณ 18-19 องศา ส่วนอุณหภูมิสูงสุดนั้นไม่แน่ใจ เอาเป็นว่าที่เมืองไทยร้อนกว่าแน่นอน
เจ้าตัวนี้คือ "Springbok" (สปริง-บ๊อก) .... มาที่นี่เลยได้ความรู้ว่าตัวไหนชื่ออะไร ... ก่อนหน้านี้จะเรียกตัวประเภทนี้ทั้งหมดว่า Antelope (แอน-เท-โลบ)
มีสัตว์คล้ายๆแบบนี้อยู่หลายชนิด แต่สังเกตุง่ายๆว่า Springbok จะมีหน้าสีขาว และท้องสีขาว Springbok ทั้งตัวผู้และตัวเมียจะมีเขา และสามารถเห็นได้ทั่วไปใน Etosha
Game Drive ของที่ Etosha หลักๆแล้วคือการตามหา Big4 ซึ่งก็คือ สิงโต ช้าง แรด และ เสือดาว ... จะเจอไม่เจอ อยู่ที่ดวงล้วนๆเลย เพราะทุกอย่างคือ ธรรมชาติ ไม่สามารถกำหนดได้
... เจ้าตัวนี้คงไม่ต้องบอกว่าตัวอะไร หาตัวยากมากๆ แถมยังหลบซ่อนอยู่ในพุ่มไม้ ... นี่แบบซูมแล้วซูมอีก
ช่วงกลางวันแดดแรงมากๆ มีสิงโตสามสี่ตัวนอนหลับอยู่ในพุ่มไม้หลังกินยีราฟอิ่มแล้ว
ที่เราคาดเดาได้ว่าพวกมันกินยีราฟไป เพราะมีซากยีราฟตัวหนึ่ง นอนนิ่งอยู่ไม่ไกลนักจากฝูงสิงโต
...น่าสงสาร ... แต่นี่คือวงจรชีวิตของสัตว์ป่า และซากยีราฟที่เหลือจะเป็นไปตามห่วงโซ่อาหาร ของสัตว์ลำดับต่อไป เช่น hyena, jackle, อีแร้ง ... เป็นทอดๆไป ส่วนยีราฟตัวนี้ tour guide บอกว่าต้องใช้สิงโตประมาณ 3-4 ตัว ถึงจะล้มมันได้
เจ้าป่านี่ก็หาตัวยากเช่นกัน อยู่ซะไกลลิบ ถ้าไม่เห็นว่ามีรถคันนึงจอดดูอยู่ พวกเราคงไม่รู้ว่ามีสิงโตอยู่ตรงนั้น
... แฟมิลี่หมูป่า น่ารักมาก เดินเรียงกันไป จากใหญ่ไปเล็ก
เจ้าตัวนี้ชื่อ "Oryx" (ออ-ริกซ์) ... Oryx ก็เห็นได้ทั่วไปเช่นกัน แต่ไม่เยอะเท่า Springbok
จะบอกว่าเนื้อ Oryx ค่อนข้างอร่อยเลยทีเดียวล่ะ
นี่คือ Oryx ท่ามกลางฝูง Impala (อิม-พา-ล่า)
Impala ต่างจาก Springbok ตรงที่ หน้าไม่เป็นสีขาว ส่วนท้องคาดด้วยเฉดน้ำตาลอ่อนๆ
เราคนไทยอาจไม่ค่อยตื่นเต้นกับช้างเท่าไหร่ แต่พอเป็นช้างที่อยู่ตามธรรมชาติก็ทำให้ตื่นเต้นได้เหมือนกัน น่าเสียดายที่เราไม่ได้เห็นเป็นโขลง
เห็นช้างอีกตัวกำลังเดินมากินน้ำที่แหล่งน้ำอันน้อยนิดของมัน
ส่วนช้างตัวนี้ตายโดยธรรมชาติ ... มีทั้ง Hyena, Jackle มารุมล้อมกันหลายตัว
... ห่างออกไปไม่ไกล อีแร้งฝูงนี้ก็มารอกินซากช้างเช่นกัน
เห็นแรดดำ (black rhino) อยู่ไกลลิบโลก แต่ด้วยความที่ตัวมันใหญ่มาก เลยพอมองเห็นในภาพ
และแล้ว เราก็ได้เจอกับเจ้า ม้าลาย กับ ยีราฟ ...
ทั้งยีราฟ และ ม้าลาย ต่างเดินสวนสนามกันเข้ามากินน้ำที่ water hole แห่งนี้ ม้าลายสามารถพบเจอได้ทั่วไปใน Etosha ... ส่วนยีราฟนั้นไม่ได้เจอง่ายๆสักเท่าไหร่
เป็นสัตว์ที่ถ่ายรูปขึ้นมากทีเดียว ถ่ายเพลินมาก เลยมีหลายรูปมาฝากกันค่ะ
สภาพถนนใน Etosha นั้น ...สั่นสะเทือนไปทั่วรถ ทั่วร่างกันเลยทีเดียว แต่มันก็ให้บรรยากาศดิบๆดี ไม่มีแต่งเติมอะไรมากกับธรรมชาติที่มีอยู่ ใครที่มีปัญหาเรื่องหลัง อาจจะไม่โอเคกับสภาพถนนที่นี่ ... การสั่นสะเทือนเช่นนี้ tour guide บอกว่ามันคือ African massage
เฉพาะบางช่วงเท่านั้น ที่มีถนนราดยางแบบนี้ ... การที่มา Etosha ช่วงเมษา หรือ พฤษภา ก็ดีไปอย่างคือ พอมีสีเขียวๆข้างทางให้เห็นบ้าง
วิวข้างทาง ต่างสีกันออกไป ตามช่วงเวลา ... ภาพนี้น่าจะเป็นตอนเช้า
สองวันที่ Etosha ... เริ่มชินตากับวิวทุ่งโล่งๆแบบนี้ละ ต้นไม้หลายพันธุ์มีหนามแหลมเฟี้ยว เวลาเดินไปไหน ต้องระวังอย่าไปเฉียดมัน อาจจะเลือดซิบได้เลยทีเดียว
ตามความรู้สึก วิวนี้น่าจะเป็นสัญลักษณ์ของทุ่งหญ้าแอฟริกา ... ชวนให้คิดถึงตอนเริ่มเรื่องของ The Lion King ... ในทุ่งโล่งๆ ก็จะมีต้นไม้ใหญ่แบบนี้โผล่ขึ้นมาให้เห็นสักต้นนึง
รังนกอันเบิ้ม เกาะอยู่กับต้นไม้ใหญ่ ... มีให้เห็นเป็นระยะๆ ตลอดเส้นทางในนามิเบีย บางต้นไม่ใหญ่มาก แต่มีรังนกอยู่ถึงสามสี่รังก็มี
ภายใน park จะมี picnic area ไว้สำหรับปรุงอาหารง่ายๆสำหรับมื้อเที่ยง ในบริเวณนี้ยังมีห้องน้ำอีกด้วย ... ซึ่งตอนแรกเราก็แอบกังวลว่าห้องน้ำจะเป็นยังไง แต่ปรากฎว่า มันสะอาดมาก สะอาดกว่าห้องน้ำสาธารณะที่เมืองไทยอีก ... ก็เป็นอันหมดห่วงไป สำหรับเรื่องห้องน้ำ
นี่คือเจ้า "Kudu" (คู-ดู) ... ระหว่างที่คณะเรากำลังอยู่บนถนนในเขตของ Etosha National Park เราก็เห็น Kudu ยืนอยู่ข้างๆถนน แล้วจู่ๆ มันก็พุ่งพรวดออกมา ... ทุกคนตกใจกันหมด มันตัวใหญ่กว่าที่คิดไว้เยอะเลย ใหญ่ขนาดแทบจะขึ้นขี่เลยก็ว่าได้
ส่วนเจ้าตัวนี้เห็นในสารคดีเป็นประจำ "Wildebeest" (วิล-เดอ-บีส) ... พวกนี้คือพันธุ์ Blue Wildebeest มันอยู่กันเป็นฝูงใหญ่
สำหรับคนที่ชื่นชอบสารคดีเกี่ยวกับสัตว์ต่างๆในแอฟริกา ถ้าได้มาเห็นอะไรแบบนี้ บอกคำเดียว ว่า ฟินมากค่ะ
โปรดติดตามตอนต่อไป ...
#สมองสองช้อน ขอขอบคุณผู้อ่านทุกคน ขอบคุณทุกๆ like ทุกๆการติดตาม ทุกๆ comment ที่เป็นกำลังใจให้กับการเขียนของเรา ... ขอบคุณค่ะ

ดูเพิ่มเติมในซีรีส์

โฆษณา