29 พ.ค. 2021 เวลา 11:40 • ปรัชญา
พระมหาอุเทน ปัญญาปริทัตต์
22 เมษายน ·
วินิจฉัยกรณีทำอัตวินิบาตกรรม “ตัดศีรษะของตนสองมือถือยกชูน้อมถวายเป็นพุทธบูชา”
นิกเขปบทข้อความเบื้องต้นเพื่อทำการวินิจฉัยโดยธรรม กรณีตัวอย่างที่เข้าใจผิด
พระเทวทัตถูกแผ่นดินสูบ
พวกศิษย์หามเตียงน้อยค่อยเดินเรื่อย จนเหน็ดเหนื่อยอยากนั่งใช่พลั้งเพลอ
มาถึงสระโบกขรณีที่พบเจอ ถอนใจเฮ้อเหนื่อยนักขอพักที
วางเตียงลงตรงในที่ใกล้สระ ขอพักนะมันเมื่อยเหนื่อยเหลือที่
ไปล้างหน้าล้างตาน่าจะดี อยู่ตรงนี้นะอาจารย์อย่าพาลตาย
เทวทัตลุกขึ้นนั่งหวังเหยียบพื้น คิดจะยืนขึ้นมาหาผันผาย
เพื่อบรรเทาเร่าร้อนให้ผ่อนคลาย มองขวาซ้ายเห็นว่าใกล้ธานี
พอหย่อนเท้าวางลงที่ตรงพื้น ตกใจตื่นร้องลั่นจนขวัญหนี
แผ่นดินสั่นพลันแยกดูแปลกดี อะไรนี่อะไรนั่นน่าหวั่นกลัว
แผ่นดินสูบเทวทัตยากขัดขวาง ให้ช่องทางดูดลงเหลือตรงหัว
ไม่อาจทานทนฝืนดูดกลืนตัว คนโฉดชั่วช้าแสนหนักแผ่นดิน
เหลือเพียงคางวางบนพื้นให้ตื่นตก ขวัญตระหนกพลันนึกระลึกถวิล
ถึงพระพุทธภิยโยองค์โสภิน ใกล้จะสิ้นชีวานิคาลัย
เปล่งเสียงพลันสรรเสริญจำเริญว่า พระศาสดาผ่องผุดพิสุทธิ์ใส
ผู้ประเสริฐเลิศหล้ายิ่งกว่าใคร มีพระทัยเที่ยงธรรม์ไม่ผันแปร
พระรูปล้วนนวลใยวิไลลักษณ์ มองพระพักตร์งามเด่นดุจเพ็ญแข
มีพระญาณผ่านฟ้ามาดูแล ส่องสุขแท้แก่คนพลประชา
เป็นผู้ฝึกไพร่พลมากล้นหลาม ให้รู้ตามทางธรรม์สุขหรรษา
ข้าพระองค์หลงชั่วมืดมัวตา โปรดทราบว่ารู้สึกสำนึกตัว
สำนึกตัวได้ทันมันก็สาย คงต้องตายเป็นแน่เหลือแต่หัว
จะต้องตกนรกร้อนไปนอนนัว ขอมอบหัวถวายองค์พระทรงชัย
ขอถึงพระชินสีห์เป็นที่พึ่ง ด้วยซาบซึ้งยิ่งนักอย่าผลักไส
ก่อนถึงที่ชีวานิคาลัย ขอจงให้ยืนยงทรงพระเจริญ ฯ
(จากหนังสือพุทธประวัติ ภาคหลากบทกวี ประพันธ์โดยพระมหาอุเทน ปัญญาปริทัตต์)
ความผิดพลาดการทำอัตวินิบาตกรรมฆ่าตัวตายของอดีตพระธรรมกร ฐานธมฺโมในครั้งนี้ สาเหตุเกิดมาจากการศึกษาพุทธธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าไม่ถ่องแท้ ศึกษาเข้าใจได้ไม่ทั่วถึงอรรถถึงธรรม ไม่ได้ศึกษาธรรมอย่างเป็นระบบครบวงจรจริงๆ ขาดๆ แหว่งๆ ตกหล่นหายไปมาก
อนึ่ง สมุฏฐานของการทำอัตวินิบาตกรรมฆ่าตัวตายของอดีตพระธรรมกร ฐานธมฺโม มาจากโมหจิตล้วนๆ มาจากโลภจิตอยากเป็นพระปัจเจกพุทธเจ้าทางลัดได้เร็วๆ โดยคิดว่า “การตัดศีรษะของตนด้วยเครื่องประหารชีวิตมนุษย์ชื่อ ‘กิโยติน’ มือถือเศียรยกชูขึ้นน้อมถวายเป็นพุทธบูชา จะได้อุบัติสำเร็จเป็นพระปัจเจกพุทธเจ้า เหมือนพระเทวทัตที่กำลังถูกแผ่นดินสูบดูดดึงร่างกายลงไปเหลือเพียงศีรษะและคางที่วางอยู่กับพื้นดิน
เรื่องพระเทวทัตถูกแผ่นดินสูบหรือที่เราเรียกว่า “ถูกธรณีสูบ” ความเป็นไปในขณะเวลานั้นท่านพระเทวทัตรู้สึกสำนึกผิดระลึกถึงพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็น “พุทธานุสติ” กล่าวสรรเสริญเปล่งวาจาเป็นคำพูดออกมามากมาย วาจาประโยคสุดท้ายขอน้อมศีรษะของตนถวายเป็นพุทธบูชา การน้อมศีรษะของพระเทวทัตถวายเป็นพุทธบูชา มิได้เกิดขึ้นจากการทำอัตวินิบาตธรรมตัดศีรษะของตนเองเหมือนอดีตพระธรรมกร ฐานธมฺโม อายุ ๖๘ ปีคนนี้เลย พระเทวทัตมรณภาพด้วยการถูกแผ่นดิบสูบ ถือว่าเป็นการตายโดยธรรมชาติของผู้กระทำกรรมชั่วที่หนักมากๆ น้ำหนักของความชั่วเขา แม้แต่แผ่นดินก็ไม่อาจทานทนรองรับเอาไว้ได้ จำต้องปริแยกออกเป็นช่องและดูดดึงชีวิตของเขาคนชั่วนั้นให้ไปตกอยู่ในอเวจีมหานรก
พระเทวทัตมรณภาพด้วยธรรมชาติ มิได้ทำอัตวินิบาตกรรมฆ่าตัวตาย พร้อมกับสำนึกผิดได้ กลับมายอมรับผิด และเปล่งวาจาสรรเสริญพระบรมศาสดาพร้อมกับน้อมศีรษะของตนถวายเป็นพุทธบูชาด้วยกุศลจิตจริงๆ ด้วยเหตุนี้ จึงเป็นอานิสงส์เป็นผลบุญยิ่งใหญ่มหาศาล ทำให้พระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงพยากรณ์พระเทวทัตว่าจะได้อุบัติสำเร็จเป็นพระปัจเจกพุทธเจ้าองค์หนึ่งในกัประยะเวลาหาประมาณมิได้ คือ ไม่สามารถคำนวณได้ว่าจะเป็นแสนกัปสองแสนกัป โดยมีนามว่า “อัฏฐิสสระ” แต่พระเทวทัตจะต้องตกนรกชื่อ “อเวจีมหานรก” ก่อน สิ้นระยะเวลาประมาณ ๑ กัปล่วงไปหลายพุทธันดรเลยทีเดียว ปัจจุบันนี้พระเทวทัตก็ตกอยู่ในอเวจีมหานรกนั้นต้องชดใช้กรรมของตนเองยังไม่ได้พ้นออกมาเลย
แต่การตกอเวจีมหานรกของพระเทวทัตมิได้มีผลมาจากการน้อมถวายศีรษะของตนเป็นพุทธบูชา มีผลมาจากพระเทวทัตก่อเหตุทำกรรมชั่วร้ายที่หนักมากๆ อยู่ในขั้น “อนันตริยกรรม” ทั้ง ๒ อย่างเลย คือ ๑. ทำพระโลหิตของพระพุทธเจ้าให้ห้อขึ้น ๒. ทำสังฆเภทแยกสงฆ์ออกจากกัน นำพระสงฆ์กลุ่มหนึ่งประมาณ ๕๐๐ รูปผู้เพิ่งบวชใหม่ๆ ไปปกครองที่คยาสีสประเทศ โดยหวังว่าตนจะได้เป็นพระศาสดาอีกองค์เหมือนพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ทรงมีบริษัททั้ง ๔ อยู่ในการปกครอง
พระเทวทัตนั้นพ้นจากขอบปากอเวจีมหานรกแล้ว กลับมาเกิดเป็นมนุษย์ครั้งใหม่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะบรรลุปัจเจกโพธิญาณสำเร็จเป็นพระปัจเจกพุทธเจ้านามว่า “อัฏฐิสสระ” ได้เลยทันที พระเทวทัตยังต้องบำเพ็ญบารมีไปอีกหลายภพหลายชาติหลายกัปหลายกัปล์อย่างมีระยะเวลาหาประมาณไม่ได้ด้วย
ถ้าปรารถนาจะบรรลุพุทธภูมิสำเร็จเป็นพระพุทธเจ้า บรรลุปัจเจกพุทธภูมิสำเร็จเป็นพระปัจเจกพุทธเจ้า มีข้อกำหนดกฎเกณฑ์ทางธรรมชาติว่า ท่านผู้ปรารถนานั้นต้องบำเพ็ญบารมี ๓๐ ทัศ (มาจากคำบาลีว่า “ทส” แปลว่า “๑๐” แต่ละ ๑๐ ทั้ง ๓ อย่างรวมกันทั้งหมดก็จะได้ครบ ๓๐ พอดี) ทานบารมี อุปทานบารมี ปรมัตถบารมี เป็นต้น จนกว่าบารมี ๓๐ ทัศจะเต็มบริบูรณ์ บารมี ๓๐ ทัศของพระเทวทัตเต็มบริบูรณ์เมื่อไร พระเทวทัตก็บรรลุปัจเจกโพธิญาณสำเร็จเป็นพระปัจเจกพุทธเจ้า นามว่า “อัฏฐิสสระ” ตามพุทธพยากรณ์นั้นได้เมื่อนั้น
เรื่องบารมี ๓๐ ทัศจะเต็มบริบูรณ์เมื่อไรนั้นก็กำหนดระยะเวลาไม่ได้เสียด้วย มันขึ้นอยู่กับความเพียรความอดทนของผู้ปรารถนาบรรลุพุทธภูมิปัจเจกพุทธภูมิว่าจะเป็นอย่างไร ถ้าเพิ่มกำลังความเพียรในการบำเพ็ญบารมีให้แรงกล้าขึ้นเป็นทวีคูณสองเท่า ระยะเวลาต่อวันสำคัญที่จะบรรลุหรือตรัสรู้ก็จะเร็วขึ้น แต่ถ้าความเพียรหย่อนยานเนื่องเพราะปณิธานยังไม่ตั้งมั่นได้ดีพอ ระยะเวลาต่อวันสำคัญที่จะบรรลุหรือตรัสรู้ก็จะขยายออกไปอีกมาก สมมุติว่าใช้ระยะเวลาอยู่ ๒ อสงไขย ก็จะขยายออกไปอีกเป็น ๔ อสงไขย
ดังนั้น ท่านจึงทิ้งคำพูดไว้เป็นกลางๆ ว่า “ในกัปอันหาประมาณมิได้” เพราะกำหนดระยะเวลาที่แน่นอนยังไม่ได้นั่นเอง ขึ้นอยู่เหตุปัจจัยเงื่อนไขหลายอย่างของผู้บำเพ็ญบารมีท่านนั้น ดูตัวอย่างพระพุทธเจ้าพระนามว่า “โคดม” สมัยหนึ่งเกิดเป็นพระราชาครองเมืองพาราณสีได้ทรงกระทำกรรมชั่วบาปหยาบช้า โดยรับสั่งตัดสินให้ประหารชีวิตนักโทษ รับสั่งตัดสินให้ตัดแขนตัดขาคนกระทำความผิดฉกชิงวิ่งราวลักขโมย ท้าวเธอเสด็จสวรรคตแล้วต้องไปตกอยู่ในนรกเป็นเวลายาวนานถึง ๘๐,๐๐๐ ปี
นี้ก็เท่ากับว่าเวลาพระโพธิสัตว์มหาบุรุษพุทธเจ้าพระนามว่า “โคดม” องค์ปัจจุบันนี้เสียไปเปล่าๆ แล้วถึง ๘๐,๐๐๐ ปี ๘๐,๐๐๐ ปีที่ตกอยู่ในนรกเสวยวิบากกรรมอันเผ็ดร้อน ก็หมดสิทธิ์ทำความดี บำเพ็ญกุศลบารมีอะไรไม่ได้เลย
แต่ถ้าปณิธานของท่านผู้ปรารถนาพุทธภูมิปัจเจกพุทธภูมิเพื่อสำเร็จเป็นพระปัจเจกพุทธเจ้า พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ตั้งมั่นได้ดีจริงๆ คือชาติหนึ่งภพใดก็ไม่แปรเปลี่ยนไปจากปณิธานของตนเองเลย แม้จะไม่รู้ตัวว่าตนเป็นพระโพธิสัตว์ปรารถนาปัจเจกพุทธภูมิ พุทธภูมิ ภูมิให้สำเร็จเป็นพระปัจเจกพุทธเจ้า พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ตาม (บางพระชาติที่พระพุทธเจ้าเสวยพระชาติเป็นพระโพธิสัตว์บำเพ็ญบารมีก็ไม่รู้ตัวว่า ตนเป็นพระโพธิสัตว์ บางพระชาติก็รู้ เช่น พระเวสสันดร ทรงรู้ว่าพระองค์ปรารถนาพระสัพพัญญุตญาณเพื่อสำเร็จเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แม้รู้ตัวว่า ตนเป็นพระโพธิสัตว์กำลังบำเพ็ญบารมีอยู่แท้ๆ แต่ก็ไม่บอกให้ใครทราบว่าตนเป็นพระโพธิสัตว์ วิสัยของพระมหาบุรุษย่อมไม่บอกให้ใครทราบอยู่แล้ว) แต่ก็ต้องบำเพ็ญบารมีไปเรื่อยๆ
ปกติของผู้มีปณิธานตั้งมั่น (มุ่งมั่นสูง) ก็มักจะทำความเพียรอย่างแรงกล้าอยู่แล้ว ดังนั้น ท่านจึงมีข้อกำหนดกฎเกณฑ์ทางธรรมชาติไว้ว่า
๑. ผู้ปรารถนาเป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าจะต้องบำเพ็ญบารมี ๓๐ ทัศ หลังจากได้รับคำพยากรณ์จากพระพุทธเจ้าพระองค์ใดพระองค์หนึ่งแล้วว่าตนจะได้สำเร็จเป็นพระพุทธเจ้าในอนาคตกาลอย่างแน่นอน ระยะเวลาของการบำเพ็ญบารมีจนกว่าจะเต็มบริบูรณ์คือ ๔ อสงไขย ๑ แสนกัป
๒. ผู้ปรารถนาปัจเจกพุทธภูมิสำเร็จเป็นพระปัจเจกพุทธเจ้า ระยะเวลาของการบำเพ็ญบารมีจนกว่าจะเต็มบริบูรณ์คือ ๒ อสงไขย ๑ แสนกัป
๓. ผู้ปรารถนาเป็นอัครสาวกซ้ายขวาของพระพุทธเจ้าพระองค์ใดพระองค์หนึ่ง ระยะเวลาของการบำเพ็ญบารมีจนกว่าจะเต็มบริบูรณ์คือ ๑ อสงไขย ๑ แสนกัป
๔. ผู้ปรารถนาเป็นอสีติมหาสาวกหรือได้รับการยกย่องจากพระพุทธเจ้าว่าเป็นเอตทัคคะเลิศทางด้านใดทางด้านหนึ่ง เช่น นางวิสาขา ได้รับเอตทัคคะเลิศกว่าอุบาสิกาทั้งหลายผู้ยินดีในการทำทาน ระยะเวลาของการบำเพ็ญบารมีจนกว่าจะเต็มบริบูรณ์คือ ๑ แสนกัป
ส่วนผู้ไม่ปรารถนาอะไรคือไม่ต้องการสำเร็จเป็นพระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า อัครสาวก อสีติมหาสาวก หรือเอตทัคคะเลิศด้านใดด้านหนึ่ง ไม่มีข้อกำหนดในเรื่องระยะเวลานี้เลย ขึ้นอยู่กับโพธิปักขิยธรรม ๓๗ ประการว่าจะทำการสั่งสมอบรมบ่มเพาะเต็มเป็น “มัคคสมังคี” เมื่อไหร่ ก็บรรลุธรรม ได้ดวงตาเห็นธรรมสำเร็จเป็นพระอริยบุคคลโสดาบันเมื่อนั้นทันที
เงื่อนไขของพระเทวทัตที่คนไม่ค่อยพูดถึง คือ ท่านกลับใจมาเป็นคนดีร้อยเปอร์เซ็นต์แล้ว “คนดีร้อยเปอร์เซ็นต์” ในที่นี้ก็คือ “พระโพธิสัตว์” นั่นเอง แต่ก็เป็นพระโพธิสัตว์ปุถุชนอยู่ พระพุทธเจ้าของเราพยากรณ์พระเทวทัตว่าจะได้สำเร็จเป็นพระปัจเจกพุทธเจ้านามว่า “อัฏฐิสสระ” ในกัประยะเวลาหาประมาณมิได้ แต่ก็มิได้ตรัสบอกว่าเทวทัตเป็นพระโพธิสัตว์ แต่เมื่อพระเทวทัตพ้นจากขอบปากอเวจีมหานรกแล้วกลับมาเกิดเป็นมนุษย์บำเพ็ญบารมีเพื่อปัจเจกโพธิญาณนั้น ก็ต้องเป็น “พระโพธิสัตว์” ไปโดยปริยาย และความโชคดีของพระเทวทัตคือได้รับคำพยากรณ์จากพระพุทธเจ้าแล้วว่าตนจะต้องได้สำเร็จเป็นพระปัจเจกพุทธเจ้านามว่า “อัฏฐิสสระ” อย่างแน่นอน
พระเทวทัตจึงเป็นพระโพธิสัตว์ประเภท “นิยตโพธิสัตว์” เที่ยงตรงต่อการตรัสรู้บรรลุปัจเจกโพธิญาณ มิใช่พระโพธิสัตว์ประเภท “อนิยตโพธิสัตว์” ไม่เที่ยงตรงต่อการตรัสรู้ ยังไม่แน่นอน ถ้าเป็นอนิยตโพธิสัตว์ ยังไม่ได้รับคำพยากรณ์จากพระพุทธเจ้าพระองค์ใดพระองค์หนึ่ง ก็เปลี่ยนใจได้ ทำพิธีสลัดคืนความปรารถนาทั้งหมดที่มีมาในอดีตกลับไปได้ เมื่อเห็นว่าระยะเวลาช่างยาวนานเหลือเกิน “รอไม่ไหว เปลี่ยนใจดีกว่า ขอบรรลุธรรมในชาติใดชาติหนึ่งก็แล้วกัน”
แต่ถ้าเป็นนิยตโพธิสัตว์ได้รับคำพยากรณ์จากพระพุทธเจ้าพระองค์ใดพระองค์หนึ่งแล้ว จะเปลี่ยนใจไม่ได้เลย คือสลัดคืนความปรารถนาของตนนั้นกลับไปไม่ได้ ต้องบำเพ็ญบารมีต่อไปอย่างเดียว จนกว่าจะครบกำหนดกฎเกณฑ์ทางธรรมชาตินั้น เช่น จะสำเร็จเป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า เรียกชื่อเต็มจริงๆ ว่า “สัพพัญญูพุทธเจ้า” ต้องบำเพ็ญบารมี ๓๐ ทัศ สิ้นระยะเวลา ๔ อสงไขย ๑ แสนกัป (ไม่นับก่อนหน้านั้นหลายอสงไขย ประมาณ ๑๖ อสงไขย นับเฉพาะช่วงของการบำเพ็ญบารมีบ่มโพธิญาณเท่านั้น หลังจากได้รับคำพยากรณ์จากพระพุทธเจ้าทรงพระนามว่า “ทีปังกร” เป็นครั้งแรก ขณะเวลานั้นพระโพธิ์สัตว์ของเรามีนามว่า “สุเมธดาบส”)
อดีตพระธรรมกร ฐานธฺมโม ไม่อยู่ในกรณีดังกล่าวมานี้เลยสักนิด กลายเป็นว่ามาอยู่ในกรณีทำอัตวินิบาตกรรมฆ่าตัวตายโดยเฉพาะ มิหนำซ้ำประกอบไปด้วยโมหจิตล้วนๆ และยิ่งเป็นโลภจิตที่อยากจะไปอุบัติสำเร็จเป็นพระปัจเจกพุทธเจ้าองค์ใดองค์หนึ่งในอนาคตกาลโดยทางลัด ด้วยวิธีฆ่าตัวตายถวายเป็นพุทธบูชานี้ ซึ่งตัวท่านเองก็ยังไม่ทราบเลยว่า ตนจะได้อุบัติสำเร็จเป็นพระปัจเจกพุทธเจ้านามว่าอะไร
ในทางอภิธรรมกล่าวถึงเรื่องจิตของคนก่อนจะเสียชีวิตเอาไว้ว่า ถ้าคนนั้นประกอบไปด้วยโลภจิต ก็จะไปเกิดเป็นเปรต (ปิตฺติโก) ประกอบไปด้วยโทสจิตก็จะไปเกิดเป็นสัตว์นรก (เนรยโก) ประกอบไปด้วยโมหจิตก็จะไปเกิดเป็นสัตว์เดรัจฉาน (ติรจฺฉาโน)
กรณีของอดีตพระธรรมกร ฐานธมฺโม นี้ประกอบไปด้วยโลภจิตก่อน คืออยากจะไปเกิดเป็นพระปัจเจกพุทธเจ้า โลภจิตอยากเป็นๆ พระปัจเจกพุทธเจ้านั้นหน่วงอยู่ในอารมณ์ความรู้สึกมาตลอดกาลยาวนานทราบว่านานถึง ๕ ปีเลยทีเดียว โดยคิดว่าจะสำเร็จเป็นพระปัจจเจกพุทธเจ้าเหมือนพระเทวทัตได้ก็ต้องถวายศรีษะของตนเป็นพุทธบูชาเท่านั้น ความปรารถนานั้นก็จะสำเร็จได้โดยเร็ว ขณะที่โลภจิตหน่วงอยู่ในอารมณ์ความรู้สึกของอดีตพระธรรมกร ฐานธมฺโม โมหจิตก็แทรกเจือติดตามมาครอบงำท่านไว้ตลอดโดยไม่ให้เห็นว่าสิ่งที่คิดจะทำวางแผนทำโดยใช้เครื่องประหารชีวิตมนุษย์กิโยตินมีดคมหล่นลงมาอย่างรวดเร็วตัดศีรษะของตนให้ขาดกระเด็นนั้นเป็นบาปอกุศล มิใช่กุศลบุญคุณงามความดีแต่อย่างไรเลย และแล้วโมหจิตก็มาสำแดงเดชอย่างรุนแรงตอนที่อดีตพระธรรมกร ฐานธมฺโม ตัดสินใจทำอัตตวินิบาตกรรมตามลำพัง โดยสั่งกำชับพระลูกวัดและญาติโยมภายในวัด ไม่ให้เข้ามาดูรู้เห็นการกระทำของตน ขณะก่อนจะตายนั่นแหละ อดีตพระธรรมกร ฐานธมฺโม ประกอบไปด้วยโมหจิตล้วนๆ โมหจิตสุดๆ โมหจิตรุนแรงมากๆ
คำถามก็คือว่า อดีตพระธรรมกร ฐานธมฺโม ตายไปพร้อมกับโมหจิตที่รุนแรงมากนั้นจะไปเกิดเป็นอะไร จะไปเกิดเป็นพระปัจเจกพุทธเจ้าได้ไหม คำตอบก็คงชัดอยู่ภายในใจของทุกคนที่อ่านบทความธรรมะวันนี้ อดีตพระธรรมกร ฐานธมฺโมต้องไปเกิดเป็นสัตว์เดรัจฉานอย่างแน่นอน หลีกเลี่ยงไม่ได้ด้วย และก็ไม่รู้เลยว่ากี่ภพกี่ชาติจึงจะพ้นออกจากกำเนิดของสัตว์เดรัจฉานกลับมาเกิดเป็นมนุษย์ได้อีก เพราะโมหจิตมันมีความรุนแรงและเข้มข้นมากจริงๆ อดีตพระธรรมกร ฐานธมฺโมไม่ได้สติระลึกอะไรไม่ได้เลย
ประเด็นสุดท้ายที่ข้าพเจ้าขอเขียนวินิจฉัยเอาไว้ คือเรื่องของความดี เรื่องของศีลเรื่องของธรรมที่ทางภาษาจริยศาสตร์ (Ethic) เรียกว่า “Morality” เมธีปราชญ์บัณฑิต (นักคิด) ทางสายปรัชญา สาขาจริยศาสตร์นี้ ทั้งทางด้านตะวันออกและทางด้านตะวันตก แต่ละท่านก็ให้ทัศนคติความคิดเห็น (View) กันไปต่างๆ นานา จนกระทั่งจะเป็นข้อสรุปรวมกันเป็นหนึ่งคือเชื่อไปในแนวทางเดียวกันไม่ได้
ถ้าเราจะวินิจฉัยการกระทำที่คนใดคนหนึ่งทำว่าเป็น “กรรมดี” “บุญกุศล” หรือ “กรรมชั่ว” “บาปอกุศล” จะตัดสินก็ได้ง่ายมาก ง่ายนิดเดียว กล่าวคือ ถ้าใครคนใดคนหนึ่งหรือกลุ่มคนใดกลุ่มคนหนึ่ง แอบกระทำแบบปกปิดซ่อนเร้นไม่เปิดเผย มิหนำซ้ำเมื่อกระทำสำเร็จแล้วก็รีบบ่ายเบี่ยงเลี่ยงหลบกลบเกลื่อนทำลายหลักฐาน รื้อเอาเครื่องประหารชีวิตมนุษย์ที่เรียกว่า “กิโยติน” ออกไปเสีย ยังไม่ทันข้ามวันไปเลยก็รีบเผาศพของอดีตพระธรรมกร ฐานธมฺโม ในเย็นของวันนั้นทันที เจ้าหน้าที่ตำรวจไปถึงที่เกิดเหตุก็เจรจาไกล่เกลี่ยกับคนผู้รู้เห็นเป็นใจเหล่านี้อยู่นานมาก นักข่าวบอกว่า “คุยกันแทบตาย กว่าจะรู้เรื่อง” และคนผู้รู้เห็นเป็นใจร่วมรับรู้รับเห็นอยู่ในเหตุการณ์นั้นทั้งหมดก็ขอร้องเจ้าหน้าที่ตำรวจอย่าให้ต้องตกเป็นข่าวเลย อย่าให้ข่าวการเสียชีวิตของอดีตพระธรรมกร ฐานธมฺโม ด้วยเครื่องประหารชีวิตมนุษย์ชื่อ “กิโยติน” นี้ แพร่สะพัดออกไปสู่สังคมในวงกว้างเลย
คำถามง่ายๆ คือว่า “ถ้าพวกคุณคนผู้รู้เห็นเป็นใจทั้งหมดนั้น สำคัญว่าการกระทำอัตวินิบาตกรรมของอดีตพระธรรมกร ฐานธมฺโม เป็นกรรมดี ไม่ผิดกฎหมาย เป็นกรรมที่ควรยกย่องสรรเสริญให้สัททสัญญาสาธุการของคนพุทธทั้งหลายภายในประเทศไทยนี้โดยพร้อมเพรียงกัน พวกคุณจะปกปิดซ่อนเร้นทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นไปทำไม เปิดเผยให้ร่วมรู้ร่วมเห็นอย่างชัดเจนไปเลยไม่ดีกว่าหรือ เร่ิมตั้งแต่ตี ๕ ที่อดีตพระธรรมกร ฐานธมฺโม เตรียมการเอาคอมาพาดที่เครื่องประหารชีวิตมมุษย์ที่เรียกว่า “กิโยติน” ชักดึงเอาถังที่บรรจุปูนซิเมนต์จนเต็มหนักถึง ๑๐ กิโล ทั้งสองข้างขึ้นไป แล้วปล่อยเชือกที่ชักรอกขึ้นไปนั้นให้มีดด้านคมหล่นลงมาอย่างรวดเร็วปานสายฟ้าแลบตัดคอของตนขาดกระเด็น แยกร่างกับศีรษะออกจากกันได้ทันที
การที่คนใดคนหนึ่งหรือกลุ่มคนใดกลุ่มคนหนึ่ง ทำกรรมใดไว้แล้ว กลับรีบบ่ายเบี่ยงเลี่ยงหลบกลบเกลื่อนทำลายหลักฐานให้คนเอามาเป็นพยานชี้มูลความจริงไม่ได้เลย พอถูกทวงถามในเรื่องนั้นก็กลับบ่ายเบี่ยงเบี่ยงเลี่ยงหลบพูดไปเป็นอื่น โกหกไม่ตรงกับเรื่องจริงที่เกิดขึ้น มิหนำซ้ำขอร้องอย่าเอาเรื่องเอาราวกันเลย อย่าปล่อยข่าวอะไรออกไปเลย
ตอบว่า “กรรมนั้นเป็นกรรมชั่ว กรรมไม่ดี ผิดกฎหมายอย่างแน่นอน”
ส่วนกรรมดีนั้นเป็นอย่างไร คนจะกระทำกรรมดีโดยสุจริต เขาคนนั้นจะหลบๆ ซ่อนๆ แอบกระทำหรือไม่ อาจจะมีกรณีกระทำดีแบบปิดทองหลังพระ โดยไม่อยากเปิดเผยให้ใครรู้ว่าตนเป็นคนทำ เป็นการทำความดีเพื่อความดีจริงๆ ทำบุญเพื่อบุญจริงๆ แต่ว่าการกระทำดีแบบปิดทองหลังพระนั้น เขาคนนั้นจะสบายอกสบายใจก่อนที่จะทำ ขณะทำ และทำเสร็จแล้วไหม และเมื่อมีคนเจอทองที่เขาปิดไว้หลังพระ ถามว่า “นี่ใครมาปิดทองหลังพระเอาไว้” เขาจะโกหกไหมว่า “เปล่า ผมไม่ได้ทำ” คนดีๆ เมื่อถูกถามดีๆ เขาก็ต้องตอบมาดีๆ ตรงตามความเป็นจริงทุกประการ ไม่โกหกเฉไฉเลี่ยงตอบออกไปเป็นอื่น เขาต้องตอบอย่างนี้ว่า “ผมเองครับที่มาปิดทองหลังองค์พระปฏิมานี้ไว้ พระท่านบอกว่า ถ้าจะทำดีได้ความดีเต็มดีจริงๆ ต้องทำความดีแบบปิดทองหลังพระครับ”
นี่แหละคือข้อแตกต่างระหว่างกรรมดีกับกรรมชั่ว กรรมดีที่คนดีทำเขาก็จะทำได้อย่างเปิดเผยสบายอกสบายใจ ส่วนกรรมชั่วที่คนชั่วทำเขาก็จะทำแอบซุกปกปิดซ่อนเร้นเอาไว้ไม่ยอมเปิดเผยให้ใครได้รู้ได้เห็นเลย
การบ่ายเบี่ยงเลี่ยงหลบกลบเกลื่อน วิ่งเต้นเล่นเส้นสาย คือพฤติกรรมของคนไม่ดีผู้มีความเท็จอยู่ภายในใจต้องการปกปิดซ่อนเร้นความไม่ดีความเท็จของตนนั้นไว้โดยถ่ายเดียว
กรณีของอดีตพระธรรมกร ฐานธมฺโมนี้ เราท่านทั้งหลายที่อ่านบทความธรรมะที่ข้าพเจ้าสละเวลายามเช้ายามบ่ายเขียนวินิจฉัยไว้ในครั้งนี้ ก็คงจะได้คำตอบอย่างชัดเจนแล้วใช่ไหมว่า “กรรมของอดีตพระธรรมกร ฐานธมฺโม มิใช่กรรมประกอบด้วยกุศลจิตที่บริสุทธิ์ (โมหะล้วนๆ โมหะบริสุทธิ์ โมหะแบบดื้อตาใส ใสมากๆ ด้วย) หากแต่เป็นกรรมที่ประกอบไปด้วยโลภจิตและโมหจิต โมหจิตล้วนๆ และรุนแรงมากด้วย ย่ิงวางแผนที่จะทำมาเป็นแรมเดือนแรมปีนับได้ถึง ๕ ปีเต็ม กรรมนี้ก็ยิ่งเป็นกรรมหนักมาก รุนแรงมากๆ อยู่แล้ว
คนบางคนที่อยากดังหลังตาย ข่าวการตายของตนจะได้แพร่กระจายกระฉ่อนไปทั่วทุกสารทิศ คิดเลียนแบบทำตาม “อดีตพระธรรมกร ฐานธมฺโม” นี้ไหม
ถ้าคิดจะเลียนแบบทำตามเขา โมหะของเจ้าก็สุดๆ เหมือนกัน
โมหะอ้อยต้อยเลยบาดหนิ.
โฆษณา