การที่ โธมัส ทูเคิ่ล ใช้เวลาเพียงแค่ 4 เดือนในการเปลี่ยน เชลซี ที่สถานการณ์เคยดูสิ้นหวังเมื่อเดือนมกราคม กลายเป็นทีมที่คว้าแชมป์ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ได้เป็นหนแรกในรอบ 9 ปี นั่นทำให้เราปฏิเสธไม่ได้จริงๆ ว่าเขาคือกุนซือที่ยอดเยี่ยม
2
ถึงแม้ส่วนหนึ่งของความสำเร็จครั้งนี้ของทีมสิงห์บลูส์ เป็นเพราะพวกเขามีขุมกำลังนักเตะชั้นดีไว้ให้โค้ชหนุ่มชาวเยอรมันเลือกใช้งานมากมาย แถมส่วนใหญ่ดูจะเป็นผู้เล่นที่ลงล็อคกับแท็กติกของเขาได้ไม่ยาก แต่ความสำเร็จระดับเจ้ายุโรป ยังไงก็ต้องให้เครดิตกับคนเป็นหัวหน้าผู้ฝึกสอน
กุนซือคนใดก็ตามที่สามารถเอาชนะ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ที่คุมทีมโดย เป๊ป กวาร์ดิโอล่า ได้ 3 ครั้งติดต่อกันผ่านการเจอกัน 3 รายการ เขาคนนั้นย่อมมีฝีมือมากกว่าพึ่งโชคดวง และลูกทีมของเขา ต้องมีคุณภาพมากพอสมควร
หากไม่นับการแต่งตั้งกุนซือแบบขัดตาทัพ ถือว่า โธมัส ทูเคิ่ล คือเฮดโค้ชที่ได้รับสัญญาคุมทีมจาก เชลซี เป็นระยะเวลาสั้นที่สุดแล้วนะครับ นั่นคือ 18 เดือนเท่านั้น ตอนเข้ามารับเผือกร้อนต่อจาก แฟร้งค์ แลมพาร์ด ใหม่ๆ เมื่อเดือนมกราคม
แม้กระทั่งโค้ชอ่อนประสบการณ์อย่าง แลมพาร์ด ยังได้สัญญาคุมทีมที่อายุยาวนานกว่านี้ด้วยซ้ำ เพราะในปี 2019 สโมสรดีลให้อดีตกองกลางจอมซัลโวทำหน้าที่เฮดโค้ชนานถึง 3 ปี ซึ่งเทียบเท่ากับอายุสัญญาที่มอบให้ เมาริซิโอ ซาร์รี่ ในปี 2018 และ อันโตนิโอ คอนเต้ เมื่อปี 2016
1
หรือจะย้อนไปในอดีต กุนซือที่ประสบความล้มเหลวทั้ง อันเดร วิลลาช-โบอาช หรือ หลุยส์ เฟลิเป้ สโคลารี่ ต่างก็ได้สัญญาคุมทีมเบื้องต้นกันคนละ 3 ปีเท่ากัน โดย โชเซ่ มูรินโญ่ คือคนที่ได้สัญญายาวนานที่สุด นั่นคือ 4 ปี ตอนที่ย้ายจาก เรอัล มาดริด กลับมาคุมทีมรอบสองเมื่อปี 2013
แม้กระทั่ง โรแบร์โต้ ดิ มัตเตโอ ที่พาทีมสร้างปาฏิหาริย์คว้า 2 แชมป์ทั้ง เอฟเอ คัพ และ แชมเปี้ยนส์ ลีก ตอนที่เข้ามาคุมทีมชั่วคราวในปี 2012 ยังได้รับการตบรางวัลจากความสำเร็จครั้งนั้นเป็นสัญญาถาวรให้คุมทีมยาว 2 ปี
เชลซี คือสโมสรที่ไม่เคยลังเลกับการปลดกุนซือออกกลางอากาศ ถ้าหากสถานการณ์มันดูเลวร้าย ซึ่งทุกชื่อที่ผมไล่มาก่อนหน้าการเข้ามาของ ทูเคิ่ล ไม่มีใครเลยสักคนที่ได้ทำหน้าที่ครบอายุงานที่ตกลงกันไว้
นั่นจึงไม่ใช่เรื่องแปลก ที่เฮดโค้ชอย่าง โธมัส ทูเคิ่ล ซึ่งประวัติในอดีตของเขา มักมีปัญหากับบอร์ดบริหารอยู่บ่อยๆ ทั้งตอนคุม โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ ต่อด้วย เปแอสเช จะไม่ได้รับความไว้วางใจให้ทำหน้าที่นานนักในตอนแรก
1
ส่วนหนึ่งที่เป็นแบบนั้น อาจเป็นเพราะสโมสรรู้สึกเข็ดหลาบกับการต้องมาเสียเงินเสียทองจำนวนมากจ่ายค่าฉีกสัญญาราคาแพง การที่สัญญาของ ทูเคิ่ล มีอายุแค่ 18 เดือน หรือ 1 ปีครึ่ง จึงเป็นเหมือนเกราะป้องกันความเสียหายของสโมสร ให้ไม่ต้องเข้าเนื้อมากนัก หากผลงานของโค้ชชาวเยอรมันไม่ได้ตามเป้า
แต่ในทางกลับกัน นั่นก็หมายความว่า ทูเคิ่ล ต้องเจอกับโจทย์สุดหิน เพราะเขามีเวลาให้ได้รับการพิสูจน์ตัวเองน้อยกว่าโค้ชคนอื่นๆ ที่ โรมัน อบราโมวิช เคยว่าจ้างให้เข้ามาทำทีม
นับตั้งแต่ อบราโมวิช เทคโอเวอร์เชลซีจาก เคน เบตส์ เมื่อปี 2003 สิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นกับทีมสิงโตน้ำเงินครามมาก่อน ก็คือการพบกับฤดูกาลที่ไร้ถ้วยรางวัลนานถึง 2 ปีซ้อน
ซีซั่น 2003-04 พวกเขามือเปล่า แต่ถัดจากนั้นมาแค่ปีเดียว โชเซ่ มูรินโญ่ ก็เข้าไปสร้างอาณาจักรความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ จน เชลซี สถาปนาตัวเองเป็นหนึ่งในทีมระดับแถวหน้าของพรีเมียร์ลีกอย่างเต็มตัว
ฤดูกาล 2007-08 พวกเขาได้ทริปเปิ้ลรองแชมป์อย่างน่าเจ็บปวด แต่พอถึงซีซั่น 2008-09 ก็ได้ กุส ฮิดดิ้งค์ กลายเป็นอัศวินชั่วคราวขี่ม้าขาว พลิกสถานการณ์จากที่ หลุยส์ เฟลิเป้ สโคลารี่ ทำทีมฟอร์มดำดิ่ง กลับมามีถ้วย เอฟเอ คัพ ติดมือ
ซีซั่น 2010-11 คาร์โล อันเชล็อตติ ทำให้ทีมไม่ได้แชมป์อะไรเลยอย่างน่าผิดหวัง แต่ฤดูกาล 2011-12 ที่มีการเปลี่ยนกุนซือกลางคันจาก อันเดร วิลลาช-โบอาช กลายเป็น โรแบร์โต้ ดิ มัตเตโอ กลับกลายเป็นหน้าประวัติศาสตร์เชลซี ที่ผู้คนจดจำมากที่สุด
โชเซ่ มูรินโญ่ อาจจะเข้ามาพาทีมคว้าแชมป์ไม่สำเร็จในปีแรกของการกลับมาทำงานที่อังกฤษ แต่พอถึงซีซั่นที่ 2 ของการคุมทีมภาคสองของเขา เชลซี สามารถคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกได้แบบม้วนเดียวจบ
1
ฤดูกาล 2015-16 ที่ มูรินโญ่ มีปัญหากับคุณหมอ เอวา คาร์เนยโร่ ตั้งแต่ต้นซีซั่น ก่อนที่ปัญหาจะลุกลามจนทำให้สโมสรเจอกับขวบปีที่ย่ำแย่ที่สุด ก็ยังถูกชดเชยด้วยแชมป์พรีเมียร์ลีกสมัยสุดท้ายของสโมสรอย่างเหนือชั้นในซีซั่น 2016-17 ด้วยแท็กติก 3-4-3 อันลือลั่นของ อันโตนิโอ คอนเต้
เชลซี พบกับฤดูกาลอันมือเปล่าครั้งสุดท้ายเมื่อซีซั่นที่แล้ว ที่ แฟร้งค์ แลมพาร์ด ไม่มีโอกาสได้เสริมนักเตะใหม่เข้าสู่ทีมแม้แต่คนเดียว แต่เมื่อขุมกำลังได้รับการแต่งเติมอย่างจัดหนักในฤดูกาลนี้ กลับกลายเป็นโจทย์ยากที่ทำให้ แลมพาร์ด อยู่ไม่ได้ เมื่อผลงานของเขาแย่ลงจากฤดูกาลที่แล้ว
ทูเคิ่ล ที่ได้งานใหม่อย่างรวดเร็ว เพราะว่างงานจาก เปแอสเช ได้แบบถูกจังหวะพอดี มีเวลาเพียงแค่ 4 เดือนในการทำยังไงก็ได้ ให้ทีมที่รั้งแค่อันดับ 9 บนตาราง และตามหลังพื้นที่ท็อปโฟร์ห่างถึง 5 คะแนนตอนผ่านพ้นครึ่งซีซั่น กลับมาจบฤดูกาลด้วยการได้ไปเล่น แชมเปี้ยนส์ ลีก
เรื่องนั้นว่ายากแล้ว แต่สิ่งที่ยากกว่าก็คือ เขามีเวลาจนถึงแค่จบฤดูกาลหน้าเท่านั้น ในการพาทีมหยิบโทรฟี่ติดมือให้ได้สักถ้วย ไม่อย่างนั้นอายุงานของเขาในถิ่น เดอะ บริดจ์ ก็คงไม่เกิน 18 เดือนตามที่ตกลงกันไว้นั่นแหละ
1
การคุม เชลซี จะว่าง่ายก็ง่าย ตรงที่เจ้าของทีมพร้อมเปย์ไม่อั้นเพื่อเสริมผู้เล่นคุณภาพที่คุณต้องการเข้ามาได้เรื่อยๆ
แต่ถ้าจะบอกว่ามันยาก มันก็คืองานที่โหดหินสุดๆ ยิ่งกว่าการคุมทีมอื่นๆ ด้วยเหมือนกัน เพราะเมื่อใดที่คุณทำได้ต่ำกว่ามาตรฐาน สโมสรพร้อมปลดคุณทันทีโดยไม่สนเลยว่าก่อนหน้านี้คุณทำอะไรดีๆ ให้ทีมมาบ้าง
โธมัส ทูเคิ่ล คว้าชัยชนะกับ เชลซี ได้เป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ 31 มกราคม 2021 ด้วยการเปิดบ้านชนะ เบิร์นลี่ย์ 2-0 ในพรีเมียร์ลีก จาก 2 ประตูของกองหลังอย่าง เซซาร์ อัซปิลิกวยต้า และ มาร์กอส อลอนโซ่
ผู้สื่อข่าวไปถามเขาว่า รู้สึกอย่างไรที่ได้งานคุมทีมแบบที่มีเวลาให้พิสูจน์ตัวเองค่อนข้างน้อย และกลัวหรือไม่ ที่ตัวเองอาจจะต้องเอาชื่อมาทิ้งกับตำแหน่งนายใหญ่สิงห์บลูส์เหมือนกุนซือคนอื่นๆ ก่อนหน้านี้
โค้ชหนุ่มชาวด๊อยท์ช ตอบไว้อย่างน่าฟังว่า “ในตอนแรกมันคือความรู้สึกกังวลจริงๆ ผมคิดในใจนิดหน่อยว่า “ทำไมถึงแค่ 18 เดือนเองวะ?” แต่หลังจากนั้นนาทีเดียว ผมคิดต่อว่า “แล้วมันจะมีอะไรเปลี่ยนแปลงตรงไหน ถ้าพวกเขาให้สัญญาผม 4 ปีครึ่ง แล้วสุดท้ายก็มาไล่ผมออกอยู่ดี?” เพราะถ้าพวกเขาไม่แฮปปี้กับผม พวกเขาก็ปลดผมทิ้งได้ทุกเมื่อ”
“ถ้าพวกเขาให้สัญญาผม 4 ปีครึ่ง แล้วใส่เงื่อนไขเอาไว้ว่า ตอนที่ไล่ผมออกไม่ต้องจ่ายอะไรผมเลย แล้วผมจะมั่นใจได้ตรงไหนว่าผมจะได้ทำงานนานถึง 4 ปีครึ่ง? คุณมั่นใจไม่ได้เลยนะ นั่นคือความจริงของงานระดับนี้”
“ผมไม่อยากจะมาพร่ำปรัชญาอะไรมากมาย แต่ตอนนี้บทบาทของคนเป็นโค้ชคือตรงไหนล่ะ?”
“ชัดเจนว่าที่นี่แตกต่างกับที่อื่น แต่ที่เยอรมนี, ที่ฝรั่งเศส พวกเราได้คุมทีมทั้งหมดจริงหรือเปล่า? เรามีอำนาจกับเรื่องการซื้อขายหรือไม่? พวกเรามีอิสระในสิ่งที่เราทำจริงๆ กันไหม? พวกเรารับผิดชอบแค่เฉพาะผลการแข่งขันแย่ๆ หรือรวมถึงผลงานดีๆ ด้วยกันแน่?”
“ตำแหน่งนี้มันคือจุดไหน และเราจะค้นพบตัวเองได้ตรงจุดไหน? ผมตัดสินใจว่าจะไม่กังวลกับอะไรพวกนั้นมากเกินไป”
“ผมเลือกที่จะกล้าหาญมากพอในการมาผจญภัยครั้งนี้ เพราะผมอยากจะลุยกับมันจริงๆ และผมไม่อยากจะพลาดโอกาสไป แต่มันก็เป็นคาแรกเตอร์ของผมด้วยเช่นกัน ที่เชื่อในเรื่องของโอกาส มากกว่าจะเป็นการวัดดวง”
“โดยส่วนตัวแล้ว สำหรับผม มันไม่มีอะไรต้องกลัวเลย ผมรู้สึกขอบคุณอย่างมากที่ได้งานนี้ในเกมระดับนี้ ผมไม่ต้องการจะเสียเวลาไปคิดเกี่ยวกับความเสี่ยงอะไร”
ถึงแม้จะพลาดแชมป์ เอฟเอ คัพ ด้วยการแพ้ต่อ เลสเตอร์ ซิตี้ ไปแบบพลิกล็อคพอสมควรในเกมนัดชิง ขณะที่สถานการณ์ในพรีเมียร์ลีก ก็เกือบจะหลุดท็อปโฟร์เอาในวันสุดท้าย แต่ผลงานโดยรวมของ เชลซี ในยุค ทูเคิ่ล ถือว่าโชว์ฟอร์มได้ดีคงเส้นคงวามากเป็นอันดับต้นๆ ในลีก
1
จากทั้งหมด 19 นัดในพรีเมียร์ลีกที่ทีมสิงโตน้ำเงินครามอยู่ภายใต้การคุมทีมโดยกุนซือชาวเยอรมัน พวกเขาเก็บได้ถึง 38 แต้ม (ชนะ 11 เสมอ 5 แพ้ 3) โดยมีเพียงแชมเปี้ยนอย่าง แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ทีมเดียวที่เก็บแต้มได้มากกว่าในช่วงเวลาเดียวกัน (45 แต้ม)
จุดแข็งของ เชลซี ในยุค ทูเคิ่ล คือการเป็นทีมที่เสียประตูยากที่สุด พวกเขาเก็บคลีนชีตไปถึง 11 ครั้งในพรีเมียร์ลีกครึ่งฤดูกาลหลัง หากนับรวมทุกถ้วย พวกเขาไม่เสียประตูมากถึง 19 นัดในยุคของทูเคิ่ล ชัดเจนว่าระบบ 3-4-2-1 ที่เขานำเข้ามาติดตั้ง สามารถยกระดับเกมรับได้ดีขึ้นกว่ายุคที่ แลมพาร์ด ยังเป็นกุนซือ
ส่วนหนึ่งที่ทำให้แท็กติกหลังสามออกมาดี เป็นเพราะกองหลังของเชลซีหลายคนคุ้นเคยกับระบบนี้อยู่แล้วตั้งแต่สมัยที่ อันโตนิโอ คอนเต้ ยังคุมทัพ ขณะที่ แลมพาร์ด เองก็เคยใช้แผนนี้มาก่อนเป็นครั้งคราว
2
เคล็ดลับระบบ 3-4-2-1 ของ ทูเคิ่ล คือลดความผิดพลาดในแผงหลังเพื่อให้ทีมเสียประตูยากที่สุด
โดยเซนเตอร์แบ็ก 3 คน รวมถึงคู่กลางรับอีก 2 คนจะช่วยกันยืนตำแหน่งให้เพื่อนผ่านบอลกันให้ได้ง่ายๆ ส่วนแนวรุก 3 ตัวบนจะเน้นใช้งานนักเตะที่มีความคล่องตัวสูงและเป็นพวกขยันวิ่ง เพื่อให้เกิดความได้เปรียบในการรับบอลยาวจากแดนหลัง เมื่อคู่แข่งใช้วิธีเพรสซิ่งสูง
เอ็นโกโล่ ก็องเต้ กลับมาเป็นสุดยอดตัวตัดเกมระดับโลกอีกครั้ง หลังถูกจับไปรับบทบาทกองกลางบ็อกซ์ทูบ็อกซ์มานานกว่า 2 ปี
ขณะที่พวกกองหลัง จากที่หลายๆ คนมีฟอร์มการเล่นที่เอาแน่เอานอนไม่ได้ในยุคของ แลมพาร์ด กลายเป็นว่าไม่ว่า ทูเคิ่ล จะเลือกใช้งานใคร ก็กลายเป็นแผงแบ็กทรีที่เสียประตูยากเสมอ
เซซาร์ อัซปิลิกวยต้า กับ อันโตนิโอ รือดิเกอร์ คืนชีพจากการเป็นตัวสำรองในช่วงครึ่งซีซั่นแรก กลายเป็นตัวหลักที่ทีมขาดไม่ได้ในแผงหลังในยุคของโค้ชจากเมืองเบียร์ แม้กระทั่ง อันเดรียส คริสเตนเซ่น ก็เล่นได้นิ่งขึ้นเยอะ เมื่อมีกองหลังคอยช่วยซัพพอร์ตเขาในพื้นที่ตัวเองมากกว่าเดิม
ถ้าหากเกมใดก็ตามที่ เชลซี มีผู้เล่นในสนามครบ 11 คน เราแทบมองไม่เห็นช่องว่างที่คู่แข่งจะสามารถทะลุทะลวงไปเล่นงานพวกเขาได้เลย
อีกจุดที่ทำให้ โธมัส ทูเคิ่ล สามารถคุมห้องแต่งตัวเอาไว้ได้อยู่หมัด ก็คือการที่เขาเป็นกุนซือที่พยายามให้โอกาสนักเตะทุกคนที่เล่นเข้ากับแผนของเขาได้พิสูจน์ตัวเอง
เขาอาจจะปรับเปลี่ยน 11 ตัวจริงไปเรื่อยๆ แต่ระบบการเล่นยังคงแน่นอน และไม่ว่าใครก็ตามต่างมีโอกาสได้ลงสนามในเกมสำคัญทั้งนั้น
แน่นอนว่า เอดูอาร์ เมนดี้ คือมือหนึ่งอย่างชัดเจน แต่ ทูเคิ่ล ก็ไม่เคยทอดทิ้ง เกปา อาร์รีซาบาลาก้า ให้กลายเป็นตัวตลก เขาจะหาโอกาสที่เหมาะสมให้ เกปา ยังรู้สึกว่าตัวเองมีบทบาทกับทีมเสมอ
กองหลังอาจจะมีกัปตันทีมอย่าง เซซาร์ อัซปิลิกวยต้า และ อันโตนิโอ รือดิเกอร์ เป็นแกนหลัก แต่เซนเตอร์คนอื่นๆ ทั้ง ติอาโก้ ซิลวา, เคิร์ต ซูม่า และ อันเดรียส คริสเตนเซ่น ก็มีสิทธิ์ลงตัวจริงได้ ถ้าทำผลงานได้ดีพอและน่าไว้ใจมากพอ
เช่นเดียวกัน ในตำแหน่งอื่นๆ ทุกจุด ทูเคิ่ล ล้วนมีนักเตะที่จะเป็นตัวเลือกแรกอยู่ในใจ แต่คนที่ได้ออกสตาร์ทตัวจริงต่อเนื่อง ล้วนเป็นคนที่พิสูจน์แล้วว่าสร้างประโยชน์ในแท็กติกของเขาได้มากที่สุด
อย่างในรายของ ติโม แวร์เนอร์ ถึงแม้จะมีประสิทธิภาพการจบสกอร์ที่ไม่น่าไว้วางใจ แต่ก็ทดแทนด้วยการขยันเคลื่อนที่ตลอดเวลา และวิ่งหาช่องได้ดีมาก
แวร์เนอร์ อาจจะพลาดโอกาสที่ควรจะส่งบอลเข้าก้นตาข่ายได้ในช่วงต้นเกมของนัดชิง UCL แต่เขาก็ชดเชยด้วยการมีส่วนช่วยให้เกิดประตูชัยจาก ไค ฮาแวร์ทซ์ ด้วยการขยับวิ่งล่อ รูเบน ดิอาส ให้ตามประกบ เพื่อเปิดพื้นที่โล่งให้ ฮาแวร์ทซ์ หลุดไปดวลเดี่ยวกับ เอแดร์ซอน โมราเอส
ถึงแม้อดีตดาวเตะ ไบเออร์ เลเวอร์คูเซ่น จะยังมีเครื่องหมายคำถามว่าเขายังโชว์ฟอร์มไม่ค่อยคุ้มค่าตัวมหาศาลระดับ 71 ล้านปอนด์ แถมตำแหน่งของเขาก็ยังไม่แน่นอนว่าจะได้ลงตัวจริงหรือไม่ และควรเล่นตรงไหนกันแน่ แต่การยิงประตูที่สำคัญที่สุดของฤดูกาลได้สำเร็จ น่าจะลดความกดดันของเจ้าตัวก่อนเข้าสู่ฤดูกาลที่ 2 ลงไปได้เยอะ
เชลซี มีความโชคดีตรงที่ พวกเขาได้ครอบครองหนึ่งในนักเตะผู้ปิดทองหลังพระซึ่งทรงคุณค่าที่สุดในโลกยุคนี้อย่าง เอ็นโกโล่ ก็องเต้ ไว้ในทีม ทุกวันนี้คุณคงหาผู้เล่นแบบนี้ ที่ขยันวิ่งไล่แย่งบอลจากฝั่งตรงข้ามตลอดทั้ง 90 นาทีในทีมอื่นแทบไม่เจออีกแล้ว
และถึงแม้ดาวเตะทีมชาติฝรั่งเศสจะเป็นนักเตะรูปร่างเล็ก แต่ความมหัศจรรย์ก็คือในเกมที่ปอร์โต้เมื่อวันเสาร์ ก็องเต้ คือนักเตะที่เอาชนะการดวลลูกกลางอากาศได้มากที่สุด โหม่งชนะคู่แข่งได้ถึง 4 ครั้งด้วยกัน
อีกคนที่เค้นฟอร์มสุดยอดออกมาได้อย่างน่าปรบมือให้ ก็คือวิงแบ็กขวาอย่าง รีซ เจมส์ เมื่อคืนที่ผ่านมาดาวเตะวัย 21 ปี โชว์ฟอร์มราวกับว่าต้องการพิสูจน์ตัวเองให้ แกเร็ธ เซาธ์เกต เห็นว่าเขาคู่ควรกับตำแหน่งแบ็กขวาตัวจริงทีมชาติอังกฤษมากที่สุด ด้วยการเข้าปะทะสำเร็จมากที่สุด (7 ครั้ง) และเคลียร์บอลอันตรายทิ้งมากที่สุด (5 หน)
ความสำเร็จระดับแชมป์ยุโรปสมัยที่ 2 ในประวัติศาสตร์สโมสรของทีมสิงห์บลูส์ มันไม่ได้มาจากคนคนเดียว แต่เราได้เห็นนักเตะทุกคนทุ่มเทเล่นเพื่อช่วยเหลือกันและกัน โดยที่กุนซือใหญ่อย่าง โธมัส ทูเคิ่ล แสดงให้เห็นถึงแพชชั่นในการอยากเอาชนะตลอดทั้ง 90 นาที
ความน่าประทับใจของ ทูเคิ่ล ในการเข้าชิงบอลยุโรปหนที่ 2 ของเขา คือการทำหน้าที่ทั้งโค้ชที่กระตุ้นลูกทีม และเป็นเชียร์ลีดเดอร์ตลอดทั้งเกม ที่เรียกร้องให้แฟนบอลในสนามช่วยตะโกนส่งเสียงเชียร์นักเตะของเขาให้ดังๆ อย่าได้แผ่วจนกระทั่งผู้ตัดสินเป่านกหวีดจบเกม
คุณคงไม่สามารถเรียกร้องให้กุนซือคนไหนทำงานได้น่าประทับใจมากกว่านี้อีกแล้ว
เรื่องวาสนา บางทีก็เป็นสิ่งสำคัญ เพราะย้อนไปในช่วง 2 สัปดาห์ก่อน ทูเคิ่ล ยังถือว่าสุ่มเสี่ยงที่จะจบฤดูกาลนี้แบบล้มเหลวอยู่เลยนะครับ
การแพ้คาบ้านต่อ อาร์เซน่อล 0-1 ในลีก ตามด้วยพ่าย เลสเตอร์ ซิตี้ ในเกม เอฟเอ คัพ นัดชิง ทำให้ เชลซี ต้องลุ้นหนักว่าอาจจะหลุดท็อปโฟร์ ขณะที่ความหวังสุดท้ายที่จะมีแชมป์ติดมืออยู่ที่นัดชิง UCL เท่านั้น
ใครจะไปคิดว่าพอถึงเกมนัดสำคัญระดับชี้ชะตา จู่ๆ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า จะตัดสินใจแบบล้ำเกินเหตุ ด้วยการไม่ส่งมิดฟิลด์ตัวรับธรรมชาติลงสนามแม้แต่คนเดียว และเลือกใช้งานปีกที่ฟอร์มตกมานานอย่าง ราฮีม สเตอร์ลิ่ง ลงตัวจริงตั้งแต่นาทีแรกซะอย่างนั้น
ถ้าหาก แมนฯ ซิตี้ ได้ประตูนำอย่างรวดเร็วและกุมสถานการณ์อยู่หมัด มันจะกลายเป็นแผนการเล่นที่อัจฉริยะ แต่น่าเสียดายที่มันไม่เป็นแบบนั้น แถมการไม่มีมิดฟิลด์ตัวรับ จนต้องถอย อิลคาย กุนโดกัน ไปยืนต่ำแล้วทำหน้าที่ตัดเกมได้ไม่ดีพอ กลับกลายเป็นต้นเหตุให้ทีมเสียประตูอีกด้วย
นอกจากนั้นแล้ว มันยังมีสถานการณ์ที่เข้าทาง เชลซี เพิ่มเติมในครึ่งหลัง นั่นคืออาการบาดเจ็บของเพลย์เมกเกอร์ตัวความหวังทีมเรือใบสีฟ้าอย่าง เควิน เดอ บรอยน์
ซึ่งแม้ว่า ติอาโก้ ซิลวา จะบาดเจ็บจนเล่นต่อไม่ได้เช่นกันในครึ่งแรก แต่ในแง่ของตัวตายตัวแทนข้างสนาม ถือว่าการที่ แมนฯ ซิตี้ ต้องขาด เดอ บรอยน์ ในสถานการณ์ต้องการทวงประตูคืน มันคือเรื่องที่ดูลำบากมากกว่า
ผมคิดว่าแชมป์ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ของ เชลซี ในคริสต์ศักราช 2021 มีความแตกต่างจากแชมป์แรกในประวัติศาสตร์เมื่อปี 2012 อยู่พอสมควร
เพราะเมื่อ 9 ปีก่อน มันแทบจะเป็นโอกาสคว้าแชมป์ยุโรปหนสุดท้ายในชีวิตของพวกตัวหลักไม้ใกล้ฝั่งอย่าง ดิดิเย่ร์ ดร็อกบา, แอชลี่ย์ โคล, แฟร้งค์ แลมพาร์ด, ปีเตอร์ เช็ก รวมถึงกัปตันทีมที่ติดโทษแบนในนัดชิงอย่าง จอห์น เทอร์รี่ แถมทีมยังตกอยู่ในสถานการณ์หลังพิงฝาตลอดเกม จนเกือบจะแพ้ใน 90 นาทีอยู่รอมร่อ
แต่สำหรับแชมป์ครั้งล่าสุด มันส่งสัญญาณให้เห็นว่า เชลซี ชุดนี้ยังมีอนาคตที่สวยงามรออยู่อีกมาก เพราะนักเตะอย่าง ติโม แวร์เนอร์, เมสัน เมาน์ท, ไค ฮาแวร์ทซ์, เบน ชิลเวลล์, รีซ เจมส์, คริสเตียน พูลิซิช และ อันเดรียส คริสเตนเซ่น ยังมีช่วงพีครอพวกเขาอยู่ต่อจากนี้อีกหลายปี
แม้กระทั่งนักเตะวัยขึ้นเลขสามแล้วอย่าง เอ็นโกโล่ ก็องเต้ และ เซซาร์ อัซปิลิกวยต้า ก็น่าจะยังพร้อมเป็นตัวหลักในฤดูกาลหน้าต่อได้แบบไร้ปัญหา ส่วน เอดูอาร์ เมนดี้ วัย 29 ปี ก็พร้อมยึดมือหนึ่งต่อไปได้อีกหลายปีไม่ยาก
เมสัน เมาน์ท ให้สัมภาษณ์หลังได้ชูถ้วยหูโต ซึ่งเป็นโทรฟี่แรกของเขาในระดับการเล่นทีมชุดใหญ่เอาไว้ว่า “การเล่นที่ดีที่สุดของผมยังมาไม่ถึง ผมยังหนุ่ม ผมยังคงเรียนรู้ และกระหายที่จะทำให้ดีขึ้นกว่านี้เรื่อยๆ นั่นคือแนวทางที่ผมเป็น”
“การคว้าแชมป์นี้ ทำให้ผมรู้สึกกระหายมากขึ้นด้วยซ้ำ ผมรู้ว่าผมรู้สึกยังไงในตอนนี้ เราต้องการแชมป์นี้อีกในซีซั่นหน้า มันไม่สามารถเป็นการได้ครั้งเดียวแล้วจบกันได้ ผมอยากจะไล่ล่าแชมป์พรีเมียร์ลีก, คว้าแชมป์นี้อีก และหวังว่าเราจะได้แชมป์อีกเรื่อยๆ”
ปฏิเสธไม่ได้ว่า ถึง เชลซี ซีซั่น 2020-21 จะเต็มไปด้วยผู้เล่นคุณภาพสูงหลายคน แต่พวกเขาก็ยังมีจุดที่ต้องปรับปรุงอีกหลายจุดเหมือนกัน ในการยกระดับให้ทีมสมบูรณ์แบบมากขึ้นกว่านี้
กองหน้าตัวเป้าที่จบสกอร์ได้อย่างเด็ดขาด หรือปราการหลังที่สามารถเข้ามาเป็นศูนย์กลางในแนวรับแทนที่ ติอาโก้ ซิลวา ที่อายุมากแล้ว คือสิ่งที่ เชลซี จะต้องเสริมเข้ามาให้ได้ ถ้าต้องการยืนระยะเป็นทีมระดับแถวหน้าให้ได้ในระยะยาว
สิ่งที่น่าสนใจก็คือ โธมัส ทูเคิ่ล จะได้ทำหน้าที่คุมทีมชุดนี้ต่อไปได้นานแค่ไหนมากกว่า เพราะตลอดช่วงที่ผ่านมาที่ โรมัน อบราโมวิช เป็นเจ้าของทีม ยังไม่เคยมีกุนซือคนไหนได้อยู่ในตำแหน่งนานถึง 4 ปีมาก่อนเลย
หนึ่งในเรื่องที่สวยงามมากๆ สำหรับ ทูเคิ่ล ก็คือโอกาสเจอกับเจ้าของทีมอย่าง โรมัน อบราโมวิช แบบตัวต่อตัวครั้งแรก คือบรรยากาศค่ำคืนที่ยิ่งใหญ่ อย่างการได้ฉลองถ้วยบิ๊กเอียร์ร่วมกัน
มีรายงานว่า สโมสรเตรียมขยายอายุงานคุมทีมของเขาเพิ่ม จากที่สัญญาจะหมดลงในฤดูกาลหน้า แต่ตอนนี้ผู้สื่อข่าวเจ้าดังหลายๆ คนยืนยันว่า เชลซี มีแพลนจะให้เขาคุมทีมจนถึงหลังจบซีซั่น 2022-23 เป็นอย่างน้อย โดยมีออปชั่นต่อสัญญาเพิ่มอีก หากผลงานยังคงเป็นที่น่าพอใจ
ทูเคิ่ล ให้สัมภาษณ์หลังจบเกมที่เขาได้แชมป์ระดับทวีปครั้งแรกในชีวิตเมื่อคืนนี้ โดยชี้ว่าตัวเขาเองยังไม่รู้มาก่อน ว่าจะได้รับการตบรางวัลจากผลงานสุดยอดในรูปแบบไหน
“ผมไม่ค่อยแน่ใจว่าผมสามารถพูดเรื่องนี้ได้หรือเปล่า ผมไม่แม้แต่จะมั่นใจได้ 100% เลยด้วยซ้ำ แต่บางทีผมอาจจะมีสัญญาใหม่รออยู่แล้วก็ได้จากการได้แชมป์นี้”
“ผู้จัดการส่วนตัวของผมมาบอกอะไรบางอย่าง แต่ผมไม่รู้เลย ซึ่งผมต้องไปเช็คก่อนอีกที”
“ตอนนี้ผมได้คุยกับเจ้าของทีม (โรมัน อบราโมวิช) แล้วในสนาม ผมคิดว่ามันคือช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการเจอกันครั้งแรก หรือมันอาจจะแย่ที่สุดก็ได้ เพราะจากจุดนี้ มันมีแต่สิ่งที่แย่กว่านี้แล้วเท่านั้นแหละที่จะเกิดขึ้น!”
1
“เราจะได้คุยกันในวันพรุ่งนี้ เราจะได้คุยกันทีหลัง ผมตั้งตารอสิ่งนี้อยู่ (สัญญาใหม่) ซึ่งผมสามารถทำให้เขามั่นใจได้ว่าผมจะยังคงกระหายเรื่อยๆ ผมต้องการแชมป์ถ้วยต่อไป และผมมีความสุขอย่างแท้จริง”
“ผมรู้สึกว่าผมคือส่วนหนึ่งของสโมสรที่ทะเยอทะยาน เป็นส่วนที่แข็งแกร่งของกลุ่มคนที่แข็งแกร่ง ซึ่งเข้ากันดีกับความเชื่อและแพชชั่นของผมเกี่ยวกับฟุตบอล ในช่วงเวลาที่มันสมบูรณ์แบบ”
“ความปรารถนาของผมคือการคว้าชัยชนะที่มากขึ้น และเติบโตไปในฐานะโค้ช ผมอยากจะผลักดันลูกทีมของผมตั้งแต่วันแรกของซีซั่นหน้า ให้ไปให้สุดขีดจำกัดของพวกเขาเลย”
“เรามีงานต้องทำในการลดช่องว่าง (จาก แมนฯ ซิตี้ ในลีก) นี่คือสิ่งที่ผมหมายถึงทั้งหมด”
….
ไม่มีใครรู้ว่าโค้ชหนุ่มชาวเยอรมันวัย 47 ปี จะได้ทำงานในถิ่น สแตมฟอร์ด บริดจ์ ต่ออีกถึงเมื่อไร และช่วงเวลาแห่งความสุขของเขา ในการทำให้แฟนบอลสิงห์บลูส์ได้ภาคภูมิใจ จะเกิดขึ้นอีกบ่อยแค่ไหน
แต่เราสามารถบอกได้อย่างเต็มปากแล้วในเวลานี้ ว่าการที่ เชลซี ตัดสินใจมอบความไว้วางใจให้เขาเข้ามาทำงาน คือการตัดสินใจที่ถูกต้องจริงๆ
เรื่องความสำเร็จต่อเนื่องในระยะยาว สิ่งนั้นไม่มีใครรู้ว่าจะเป็นไปได้หรือเปล่า…
แต่สิ่งที่มันแน่นอนแล้ว นั่นก็คือ ณ ปัจจุบัน ชื่อของ โธมัส ทูเคิ่ล สามารถเข้าไปติดทำเนียบกุนซือที่ประสบความสำเร็จเป็นอย่างสูงกับ เชลซี ได้เรียบร้อยแล้ว
#เสียบสามเหลี่ยม #ทูเคิ่ล #โธมัสทูเคิ่ล #เชลซี #สิงห์บลูส์ #สิงโตน้ำเงินคราม #Chelsea #CFC #เรือใบสีฟ้า #แมนฯซิตี้ #แมนเชสเตอร์ซิตี้ #เป๊ปกวาร์ดิโอล่า #ก็องเต้ #ฮาแวร์ทซ์ #เมาน์ท #แวร์เนอร์ #อัซปิลิกวยต้า #UCL #แชมเปี้ยนส์ลีก #ยูฟ่าแชมเปี้ยนส์ลีก #พรีเมียร์ลีก