4 มิ.ย. 2021 เวลา 03:56 • ประวัติศาสตร์
เมื่อแรกมี “นามสกุล” ในประเทศไทย
ในอดีต ก่อนรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ประเทศไทยยังไม่มีการใช้นามสกุล ราษฎรทั่วไปจึงมีเพียงชื่อตัวที่บิดามารดา หรือผู้อาวุโส เป็นผู้ตั้งให้ โดยส่วนมากเป็นชื่อพยางค์เดียว และในแต่ละท้องที่ มักมีการตั้งชื่อซ้ำกัน ทำให้การระบุตัวบุคคลเป็นไปอย่างยากลำบาก
ด้วยเหตุนี้ คนในอดีตจึงพยายามแก้ปัญหา ด้วยการตั้งฉายาต่อท้ายชื่อ อ้างอิงจากตำหนิรูปพรรณสัณฐาน หรือภูมิลำเนาที่อยู่อาศัย บ้างก็อ้างอิงจากชื่อของบิดามารดา ดังตัวอย่างที่พบในจดหมายเหตุพระราชกิจรายวัน ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จุลศักราช ๑๒๕๒ เช่น
“...ฉบับ ๖ ว่ามีอ้ายผู้ร้ายปล้นเรือนนายแตงบ้านลำปำ...”
หรือ
“...ฉบับ ๙ ว่ามีอ้ายผู้ร้ายปล้นเรือนขุนเสนาทิพ รวม ๕ ราย จับได้ตัวอ้ายหนูผมยาว...”
ตัวอย่างข้อความในข้างต้น กล่าวถึงเหตุการณ์คนร้ายปล้นเรือนของราษฎร มีการระบุฉายาต่อท้ายชื่อของผู้เสียหาย และคนร้าย ทำให้ทราบว่านาย “แตง” ผู้ถูกปล้นเรือน คือคนที่มีภูมิลำเนาอยู่ “บ้านลำปำ” เมืองพัทลุง ส่วนคนร้ายปล้นเรือนขุนเสนาทิพ คืออ้าย หรือไอ้ “หนู” คนที่มี “ผมยาว” เป็นตำหนิรูปพรรณ
ต่อมาเมื่อมีจำนวนประชากรเพิ่มขึ้น ชื่อที่นิยมตั้งในท้องที่ต่างๆ ก็ยิ่งซ้ำ และปะปนกันมากขึ้น แม้จะมีความพยายามตั้งฉายาต่อท้ายชื่อ แต่ก็มิได้ช่วยให้ระบุตัวบุคคลได้ชัดเจนเท่าไรนัก ส่งผลให้เกิดปัญหาด้านการปกครอง และการดำเนินการทางกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นกฎหมายมหาชน กฎหมายอาญา กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการใช้สิทธิทางบุคคล ทรัพย์สิน และนิติกรรมสัญญา
พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงตระหนักถึงปัญหาดังกล่าวมาตั้งแต่ต้นรัชสมัยของพระองค์ จึงมีพระราชดำริเกี่ยวกับความสำคัญของการเริ่มใช้นามสกุลในประเทศไทย ดังปรากฏพระราชบันทึกในจดหมายเหตุรายวันส่วนพระองค์ เมื่อวันที่ ๑๓ มกราคม พุทธศักราช ๒๔๕๔ ความว่า
“...ว่าด้วยชื่อแซ่ฤาตระกูล ซึ่งในเมืองอื่นๆ เขาก็มีกันแบบทั่วไป แต่ในเมืองเรายังหามีไม่ เห็นว่าดูถึงเวลาแล้วที่จะต้องจัดให้มีขึ้น การมีชื่อตระกูลเป็นความสะดวกมาก อย่างต่ำๆ ที่ใครๆ ก็ย่อมจะมองและเห็นได้ คือชื่อคนในทะเบียนสำมะโนครัวจะได้ไม่ปนกัน แต่อันที่จริงจะมีผลสำคัญยิ่งกว่านั้น คือจะทำให้คนเรารู้จักรำลึกถึงบรรพบุรุษของตน ผู้อุตส่าห์ก่อร่างสร้างตัวมา และได้ตั้งตระกูลไว้ให้มีชื่อในแผ่นดิน เราผู้เป็นเผ่าพันธุ์ของท่านได้รับมรดกมาแล้ว จำจะต้องประพฤติตนให้สมกับที่ท่านได้ทำดีมาไว้ และการที่จะตั้งใจเช่นนี้ ถ้ามีชื่อที่ต้องรักษามิให้เสื่อมทรามไปแล้ว ย่อมจะทำให้เป็นเครื่องยึดเหนี่ยวหน่วงใจคน มิให้ตามใจตนไปฝ่ายเดียว จะถือว่า “ตัวใครก็ตัวใคร” ไม่ได้อีกต่อไป จะต้องรักษาทั้งชื่อของตัวเอง ทั้งชื่อของตระกูลด้วยอีกส่วน ๑...”
จากพระราชดำริในข้างต้น ถือเป็นปฐมเหตุของการตราพระราชบัญญัติขนานนามสกุล เมื่อวันที่ ๒๒ มีนาคม พุทธศักราช ๒๔๕๕ โดยทรงเห็นว่าถึงเวลาอันสมควรแล้ว ที่จะมีการบัญญัติวิธีจดทะเบียนคนเกิด คนตาย และการสมรส ให้เป็นการมั่นคงชัดเจนสืบไป และวิธีจดทะเบียนนี้ ย่อมต้องอาศัยการสอบสวนตำหนิรูปพรรณสัณฐานบุคคล และเทือกเถาเหล่ากอว่าสืบมาแต่บิดามารดาใด ให้ได้ความแม่นยำชัดเจนก่อนจึงจะทำได้
เพื่อให้เป็นผลสำเร็จดังพระราชประสงค์ ทุกคนจำต้องมีชื่อตัวและชื่อสกุล และวิธีขนานนามสกุลนั้น ควรให้ใช้แพร่หลายทั่วทั้งประเทศ โดยพระราชบัญญัติฉบับนี้ ช่วยให้เจ้าหน้าที่บ้านเมือง ตลอดจนราษฎร มีหลักเกณฑ์ในการตั้ง หรือจดทะเบียนนามสกุล
ผลจากการตราพระราชบัญญัติขนานนามสกุล พระพุทธศักราช ๒๔๕๖ ทำให้มีเชื้อพระวงศ์ ข้าราชการ ข้าทูลละอองธุลีพระบาท และราษฎรจำนวนมาก ต่างพากันกราบบังคมทูลพระกรุณาขอรับพระราชทานนามสกุล เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ตนเอง และผู้สืบสกุล
ทั้งนี้ มีพระราชดำริว่าการพระราชทานนามสกุล จะเป็นแบบอย่างให้คนทั้งหลายได้ดำเนินตามพระบรมราโชบาย และเป็นการกระตุ้นเตือนให้ราษฎรไปจดทะเบียนนามสกุลกันทั่วหน้า จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานนามสกุลแก่ผู้ขอรับพระราชทาน
เอกสาร พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว พระราชทานนามสกุล             แก่ เจ้าพระยาวงษานุประพัทธ์ (หม่อมราชวงศ์สท้าน สนิทวงศ์)
ในการพระราชทานนามสกุลนั้น ทรงใช้พระราชอัจฉริยภาพทางด้านอักษรศาสตร์ พิจารณาเลือกสรรคำศัพท์มาร้อยเรียงเป็นชื่อสกุล ซึ่งมีความไพเราะ สละสลวย และมีความหมายเหมาะสมกับประวัติบรรพบุรุษต้นตระกูลที่ผู้ขอพระราชทานจะสืบสาวขึ้นไปได้
นามสกุล “สุขุม” เป็นนามสกุลแรกของประเทศไทย ที่พระราชทานแก่เจ้าพระยายมราช (ปั้น สุขุม) เสนาบดีกระทรวงนครบาล เมื่อวันที่ ๓๐ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๔๕๖
นับแต่นั้นเป็นต้นมา ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานนามสกุล เป็นจำนวนมากถึง ๖,๔๓๒ นามสกุล นอกจากนี้ ยังมีนามสกุลที่ราษฎรตั้งด้วยตนเอง และจดทะเบียนกับเจ้าหน้าที่บ้านเมืองอีกเป็นจำนวนมาก นับเป็นการดำเนินตามพระบรมราโชบายที่จะให้มีการใช้นามสกุลแพร่หลายไปทั่วประเทศ
ด้วยพระราชญาณทัศนะของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทำให้ประเทศไทยมีการใช้นามสกุลมาจนถึงปัจจุบัน นอกจากจะเป็นคุณประโยชน์ต่อประเทศชาติในด้านการปกครองแล้ว ยังช่วยส่งเสริมให้เกิดความสามัคคีระหว่างเครือญาติในสายสกุล ทำให้ผู้ที่ใช้นามสกุลรู้สึกสำนึกในความผิดชอบชั่วดี พยายามปฏิบัติตนเป็นคนดี เพื่อรักษาเกียรติของสกุลตนเองไว้ และเมื่อคนในทุกสกุลคิดได้เช่นนี้ ย่อมทำให้สังคมประเทศชาติสงบสุขและเจริญก้าวหน้าอย่างแน่แท้
หนังสือ อักขรานุกรมนามสกุลพระราชทาน ในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว
โฆษณา