Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
อ่านง่ายภายในหนึ่งคำ
•
ติดตาม
6 มิ.ย. 2021 เวลา 06:14 • หนังสือ
📚 Book Review Ep.3 : เปลี่ยนวิธีทำงานแค่ 1 % คุณก็แซงหน้าคน 99%
ทำงานแทบตายแต่ทำไมงานออกมาไม่ดี ?
ทำงานตัวเป็นเกลียว หัวเป็นน็อต แต่งานออกมาไม่น่าประทับใจ
อาจจะเพราะว่าเราทำงานผิดวิธี หากแค่ปรับวิธีนิดหน่อย….คุณก็จะมีความสามารถที่แซงคนอื่นแล้ว
หนังสือเล่มนี้เหมือนเป็นเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยที่ช่วยให้คุณทราบว่า เอ้อออ คนที่เก่งๆ เค้าประสบความสำเร็จเค้าทำแบบนี้นะ โดยหัวข้อของเนื้อหาค่อนข้างที่จะหลากหลาย และครอบคลุมค่ะ สำหรับคนที่อยากจะพัฒนาตัวเอง และไม่ชอบอ่านอะไรที่มันยาวๆ ก็เหมาะเลย
หนังสือเล่มนี้เขียนโดยคุณโคโนะ เอตาโร่ ซึ่งคุณผู้เขียนเป็นกรรมการผู้จัดการสายงานบริการธุรกิจข้ามชาติของ IBM JAPAN และหนังสือเล่มนี้ยังเป็นหนังสือธุรกิจที่มียอดจำหน่ายสูงสุดแห่งปีของญี่ปุ่น ว๊าววววว [เหตุผลที่อิชั้นซื้อมา 55]
ในหนังสือเล่มนี้จะมีทั้งหมด 8 บทด้วยการเล่าเทคนิคง่ายๆ แต่เราต้องรอว่า เฮ้ยยยยย เออ โป๊ะเช๊ะ นั้นดิ น่าจะทำแบบนั้นนะ เน๊อะ ประมานนี้ 555555 มาดูกันค่ะว่ามีอะไรบ้าง
บทที่ 1 : เคล็ดลับโฮเร็นโซ
ผู้เขียนเปิดด้วยการอธิบายว่าในการทำงานสิ่งที่ขาดไม่ได้คือ “การรายการ” , “การติดต่อ”, “การปรึกษา” รวมทั้งหมดเรียกว่าโฮเร็นโซ ซึ่งเจ้าโฮเร็นโซเอาง่ายๆ ก็คือเคล็ดลับที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานค่ะ
ตัวอย่างการทำงานอย่างมีโฮเร็นโซ เช่น เวลาทำงานให้เรามีความมั่นใจเข้าไว้ เนื่องจากการแสดงออกอย่างมีความมั่นใจ จะเป็นแรงขับให้เราสามารถเปลี่ยนปฏิกิริยาให้อีกฝ่ายเป็นบวกได้ นอกจากนี้การอธิบาย หรือ เล่าเรื่องอะไรอย่างลื่นไหลก็จะทำให้ผู้ฟังเข้าใจ และ Get point เราได้ง่ายมากขึ้น โดยเคล็ดลับที่ใช้จะมี 2 อย่างคือ เล่าจาก ใหญ่ไปเล็ก เช่น ป่า -- ต้นไม้ --กิ่งใบ [เล่าจากภาพใหญ่และค่อยลงรายละเอียด] และ การเลือกคำเกริ่นนำ และคำเชื่อมไว้ล่วงหน้า เช่น แต่ และ ถ้ายกตัวอย่างชัดๆ เป็นต้น
เทคนิคอื่นๆ เช่น การตอบให้ตรงคำถาม การตรวจสอบงานตั้งแต่เนิ่นๆ พูดคำว่ า”ขอเวลา 3นาที” ให้ติดปาก การเตรียมข้อมูลเพื่อให้เป็นตัวเลือกแก่ผู้บริหาร
บทที่ 2 : เคล็ดลับการประชุม
การประชุมนั้นจำเป็นจะต้องมีการกำหนด จุดมุ่งหมาย และเป้าหมายไว้ล่วงหน้า เพื่อให้การประชุมไม่เสียเวลา และได้ในสิ่งที่ทุกคนอยากได้ โดยไวท์บอร์ดเป็นสิ่งที่สำคัญมาก หากเราดำเนินการประชุมด้วยการทำให้ทุกคนเห็นภาพไปพร้อมๆ กันจะช่วยเลี่ยงไม่ให้เกิด “สงครามน้ำลาย” ที่ประชุมไปแล้วมีแต่น้ำ [เพิ่มเอง 555] [ตอนนี้แอดแนะนำว่าทำงาน WFH คงไม่สะดวกใช้ไวท์บอร์ด อาจจะเปลี่ยนเป็น Google slide ตอนประชุมออนไลน์แทน]
นอกจากนี้หากเราเป็นผู้ร่วมประชุม และอยากจะล้วงข้อมูลจากผู้พูด ให้เราพยักหน้า เขาจะเห็นว่าเรากำลังตั้งใจฟังเขาอยู่ มันจะช่วยให้คุณสามารถควบคุมการประชุมได้ และสิ่งที่สำคัญหลังประชุมเสร็จคือ กำหนดแนวทางปฎิบัติว่าจะต้องทำอะไรบ้าง และ ส่งรายงานการประชุมให้ทุกคน เพื่อให้ทุกคนเห็นภาพว่าขั้นตอนต่อไปต้องทำอะไรต่อไป
บทที่ 3 : เคล็ดลับการใช้อีเมล์
การเขียนอีเมลอาจจะเป็นสิ่งที่ใครหลายคนมองข้าม แต่ผู้เขียนให้ความสำคัญมาก ซึ่งเทคนิคที่สำคัญที่ผู้เขียนแนะนำมา เช่น เขียนหัวอีเมล์ให้ชัดเจนเพื่อ และค่อยใส่รายละเอียดในอีเมล เพื่อที่ผู้อ่านจะได้ไม่ต้องหงุดหงิดว่าส่งอีเมลอะไรกันเนี่ย เสียเวลาชะมัด [หนังสือบอก555] โดยเนื้อหาในอีเมลห้ามเขียนหลายข้อเกินไปเพราะจะทำให้ผู้อ่านสับสน โดยเขียนอย่างไรก็ได้อย่าให้ผู้รับอีเมล์ต้องเลื่อนเมาส์ นอกจากนี้การเขียนอีเมลถ้าต้องการให้ผู้อ่านทำอะไร ควรเขียนเนื้อหาเชิงรุก คือการกำหนดสิ่งที่เราต้องการ และให้อีกฝ่ายตัดสินใจว่าได้หรือไม่ ก็จะช่วยจำนวนการโต้ตอบอีเมลให้น้อยที่สุด
บทที่ 4 : เคล็ดลับการจัดทำเอกสาร
กฎการทำเอกสารคือ “กฎ KISS” นั้นก็คือ Keep it short&Simple&Stupid ในที่นี้คือ การทำเอกสารให้ สั้น และเรียบร่าย โดยไม่ต้องใช้สมองในการตีความ ส่วนการทำ Slide ก็เช่นกันให้ใช้หลัก One slide One Message หนึ่งแผ่นต่อหนึ่งสารที่เราจะสื่อสาร ไม่ใช้ยัดทุกอย่างลงไปในนั้น
หลักการทำเอกสารที่ผู้เขียนแนะนำคือ ให้วางแผน หรือทำเค้าโครงก่อนลงมือเพราะจะช่วยให้ทำงานได้เร็วขึ้น เห็นแต่ละส่วนของงานทำให้สามารถแบ่งงานกันทำในทีมได้ และหากเอกสารมีเนื้อความที่เยอะมาก อาจจะทำสรุป 3 ข้อไว้บนหัวเอกสาร เพื่อให้คนอ่านเห็น Key message ได้ทันทีไม่ต้องเสียเวลาอ่านรายละเอียดทั้งหมด แล้วงง[ตึ้บบบ]
บทที่ 5 : เคล็ดลับการสื่อสาร
อันดับแรกที่ผู้เขียนแนะนำคือ การจำคู่สนทนาให้ได้ และเรียกชื่อเขาในระหว่างการสนทนาเพื่อให้เกิดความรู้สึกใกล้ชิด โดยเราจำเป็นจะต้องสนใจประวัติส่วนตัวของผู้สนทนา เช่น เค้าชอบอะไร เกิดที่ไหน รสนิยมเป็นอย่างไร ก็จะทำให้บทสนทนาราบรื่นยิ่งขึ้น นอกจากนี้การสังสรรค์กันบ้างเป็นบางเวลา หรือ การเดินผ่ากลางออฟฟิศบ่อยๆ เพื่อให้เจอเพื่อนทำงานคนอื่น ก็จะช่วยให้เรามี Connection ที่มากขึ้น [ ต้องชวนคุยด้วยนะ ไม่ใช่เดินผ่านจริงๆ 555]
เทคนิคอื่นๆ ก็อย่างเช่น ไม่พูดแทรกคนอื่น ไม่กลัวความขัดแย้งมากเกินไปจนไม่ยอมพูดความเป็นจริง หรือสิ่งที่ถูกต้อง
บทที่ 6 : เคล็ดลับการบริหารเวลา
การจัดลำดับความสำคัญก่อนหลังเป็นสิ่งที่สำคัญมาก เพราะถ้าคุณรีบเร่งทำทุกอย่างไปพร้อมๆ กัน งานของคุณแต่ละงานก็จะจบอย่างครึ่งๆ กลางๆ และผู้เขียนแนะนำว่าให้ฝึกการทำแบบทันที ไม่ผลัดวันประกันพรุ่ง เลื่อนทุกอย่าง จนกลายเป็นคนไม่มีวินัย โดยอาจจะใช้เวลาที่เราทำอีกอย่างอยู่ แล้วทำอีกอย่างไปด้วย เช่น ฟัง Podcast ขณะนั่งรถไฟ นั่งรอเพื่อนที่กำลังมาด้วยการคิดแผนงาน เป็นต้น และอีกหนึ่งสิ่งที่ผู้เขียนแนะนำคือ การทำงานแต่เช้าตรู่ เพราะเป็นเวลาที่มีสมาธิ และไม่มีใครมากวน
บทที่ 7 : เคล็ดลับการทำงานเป็นทีม
สิ่งหนึ่งที่ผู้เขียนให้ความสำคัญคือ หากเราทำให้คนในทีมรู้สึกถึง “การถูกบังคับ” มากกว่า “การกระตุ้น” ก็จะทำให้ผลงานของคนคนนั้นออกมาไม่ดี เพราะฉะนั้นเราควรปฎิบัติต่อคนอื่นๆ ดีๆ และหากเราจะไหว้วานให้ผู้อื่นช่วยงาน ควรมีการเตรียมข้อมูล และการแจ้งวัตถุประสงค์ของงาน เพื่อไม่ให้เขาไขว้เขว
ซึ่งผู้เขียนใช้วิธี 4H ในการพัฒนาทีม โดยเริ่มต้นจากขั้นที่ 1. ดื่มน้ำผึ้งพระจันทร์ คือ การทำอะไรให้สนุกไปหมด พบว่าเพื่อนร่วมทีมเราเก่ง ขั้นที่ 2.ตั้งตนเป็นศัตรู คือ การเริ่มพบข้อบกพร่องของอีกฝ่าย ขั้นที่ 3.สร้างอารมณ์ขัน คือ การเห็นความแตกต่าง และเปลี่ยนให้เป็นเสียงหัวเราะ และขั้นสุดท้าย ขั้นที่ 4. ทำบ้านให้อบอุ่น คือการที่เราจำเป็นต้องประนีประนอม มองให้เป็นเรื่องธรรมดา และช่างมันให้ได้ หากเราผ่านขั้นตอนเหล่านี้ไปได้ ทีมเราก็จะเป็นทีมที่มีความสุข
เทคนิคอื่นๆ เช่น การพูดคำชม หรือ การขอบคุณพร้อมบอกเหตุผล หมั่นสอนงานคนอื่นเพื่อพัฒนาตัวเอง เลิกบ่นแต่ให้แสดงความคิดเห็นที่มีประโยชน์ และสวมวิญญาณกิ้งก่า เพื่อทำงานให้สอดคล้องได้กับทุกคน
บทที่ 8 : เคล็บลับการบรรลุเป้าหมาย
บทสุดท้ายจะเป็นบทสรุป และบทที่สำคัญเลยก็ว่าได้ค่ะ ผู้เขียนแนะนำว่า “จงอย่าสร้างขีดจำกัดให้ตัวเอง” ในที่นี้คือ อย่านำคำวิจารณ์ของใครมากำหนดว่าเราเป็นแบบนั้น หรือ คิดว่าเราไม่มีความสามารถ ให้เรากำหนดเป้าหมาย และวางแผน เพื่อที่จะทำให้เราไปถึงเป้าหมายได้ โดยสิ่งที่เขาเน้นคือ ไม่มีคำว่าสายสำหรับการเริ่มต้น หากเราอยากจะทำอะไรซักอย่างที่ทำแล้วมีคุณค่า ให้เราเริ่มต้นทำได้เลย
ส่วนการฝึกนิสัยของตัวเอง เช่น ทำเรื่องง่ายๆ ให้เป็นนิสัย เพราะเรื่องยากๆ มันเริ่มยาก จึงให้เริ่มสิ่งที่ง่ายๆ ก่อน เช่น การฝึกภาษาอังกฤษยังไม่จำเป็นต้องอ่านหนังสือเล่มใหญ่ๆ แต่เปิดวิทยุภาษาอังกฤษฟังเรื่อยๆ เส้นทางนี้อาจจะอ้อม แต่แท้จริงแล้วเป็นทางลัดสู่การบรรลุเป้าหมาย
สุดท้ายแล้ว ผู้เขียนบอกว่า หากเราทำไม่สำเร็จให้เราคิดว่าเราได้ทำจนสุดความสามารถแล้ว เพื่อไม่ให้เราท้อแท้ แต่ก่อนที่จะรู้สึกอย่างนั้น เราต้องพยายามไปเรื่อยๆ ให้ถึงที่สุดเสียก่อน และปิดจบด้วยการรักษาสุขภาพเป็นเรื่องสำคัญ เพราะ “ร่ายกายคือต้นทุน” ถ้าพละกำลังกายถดถอย จิตใจ ความคิดเราก็จะถดถอยไปด้วย
หวังว่าเทคนิคต่างๆ ที่เขียนมาจะมีประโยชน์กับทุกๆ คนนะคะ สำหรับแอดมินแล้วรู้สึกว่าการอ่านหนังสือแต่ละเล่มมันมีเรื่องราว และสิ่งดีๆมากมาย ถ้าเก็บไว้คนเดียวคงน่าเบื่อ เลยอยากจะนำสิ่งดีๆ เหล่านี้มาแบ่งปันให้กับทุกคน
หากชอบรบกวนช่วยกดไลค์ กดแชร์ ส่งต่อ หรือ ถ้าอยากให้ Feedback ใดๆ ก็สามารถพิมพ์คอมเม้นต์ได้ที่ข้างล่างเลยนะคะ
แล้วเจอกันใหม่สัปดาห์หน้านะคะ : )
บันทึก
4
4
1
4
4
1
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย