10 มิ.ย. 2021 เวลา 05:30 • ความคิดเห็น
ออมหุ้นด้วยเงินสงเคราะห์บุตร ปั้นพอร์ตให้เจ้าตัวน้อย
1
เงินสงเคราะห์บุตร เป็นสิทธิประโยชน์ที่ทางประกันสังคมจ่ายให้กับผู้ประกันตน
สามารถเลือกใช้สิทธิได้ทั้งสามีหรือภรรยาที่เป็นผู้ประกันตน
ผมใช้สิทธิของภรรยาในการยื่นเรื่องกับทางประกันสังคม
โดยภรรยาได้เตรียมเอกสารต่างๆ ไว้ให้เรียบร้อยแล้ว เหลือแค่ใบสูติบัตรที่ผมต้องไปรับกับทางโรงพยาบาล
ภรรยาผมคลอดที่โรงพยาบาลลาดพร้าว ตามโรงพยาบาลที่ใช้สิทธิประกันสังคม
ผมรับสูติบัตรจากทางโรงพยาบาลเสร็จก็ไปที่สำนักงานเขตประกันสังคมที่บางกะปิ
เนื่องจากใกล้และสะดวกที่จะเดินทาง
การไปยื่นเอกสารกับประกันสังคมในครั้งนั้น คนที่ไปยื่นเรื่องติดต่อกับประกันสังคมเยอะพอสมควร
เนื่องจากเป็นช่วงโควิด-19 ระบาดใหม่ๆ คือเดือนเมษายนปีที่แล้ว
เจ้าหน้าที่ประกันสังคมตั้งโต๊ะรับเรื่องที่ชั้นล่าง มีการวัดไข้ก่อนเข้าติดต่อยื่นเอกสาร
ส่วนใหญ่เป็นการยื่นลงทะเบียนว่างงาน
ผมต้องรีบยื่นเรื่องเพราะกลัวได้รับเงินล่าช้า และไม่อยากเสียวันลางานเพิ่ม จากการลาไปรับสูติบัตรที่ทางโรงพยาบาล
หลังจากยื่นเรื่องกับทางประกันสังคมหนึ่งเดือนก็ได้รับเงินค่าคลอดบุตร
ส่วนเงินสงเคราะห์บุตรได้รับทั้งเดือนปัจจุบันและย้อนหลัง ประมาณ 5 เดือนหลังจากยื่นเรื่อง
ภรรยาตั้งใจที่จะเก็บเงินสงเคราะห์บุตรไว้เป็นเงินออมของลูก เพราะมีเพื่อนของภรรยาบางคนฝากประจำ หรือซื้อสลากออมสินเก็บไว้
ส่วนผมมีความเห็นว่าให้นำมาซื้อกองทุนรวม เนื่องจากภรรยาก็มีบัญชีซื้อขายกองรวมอยู่แล้ว
ภรรยาผมเห็นด้วย เพราะผมรับปากเป็นมั่นเหมาะว่า ถ้าขาดทุนผมรับผิดชอบในส่วนนั้นเอง
ผมเลือกที่จะซื้อกองทุนรวมดัชนีหุ้น โดยตั้งเป้ากำไรไว้ที่ 15% แล้วขายรับกำไรส่วนต่างของราคาต่อหน่วยลงทุน
แต่เมื่อซื้อไปแล้วกำไร 15% ตามเป้าไม่ใช่เรื่องง่ายนัก ในระยะเวลา 1 ปีนี้
ราคาต่อหน่วยลงทุนของกองทุนรวมขึ้นๆลงๆ บางทีก็กลัวว่ามันจะลงไปมากกว่านี้
ผมขายกองทุนรวมแล้วเลือกที่จะหาหุ้นสักตัวที่มีปันผลต่อปีสัก 5% เพราะคิดว่าการจะทำกำไร 15% จากส่วนต่างของราคากองทุนรวมหรือหุ้น สำหรับผมแล้วมันทำได้ยากมาก
การออมเงินในหุ้นจากเงินสงเคราะห์บุตร และเงินต่างๆ ที่ญาติหรือคนอื่นให้มาเป็นเรื่องที่ผมมองว่าผมสามารถทำได้ง่าย
ปันผล 5% ต่อปี ไม่ใช่เรื่องยากนัก
เมื่อเงินสงเคราะห์บุตรจ่ายให้ครบตามอายุของเจ้าตัวน้อย ผมจะประเมินพอร์ตของเขาอีกที
สุดท้ายขอยกคำพูดคำเขียนของ ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร มากล่าวอ้าง
“ถ้าจะหาคุณลักษณะการลงทุนของผมโดยเปรียบเทียบกับสัตว์แล้ว คิดว่าผมคือ “เต่า” นั่นคือเน้นว่าเลือกที่จะ “เดินทาง” หรือลงทุนอย่างช้า ๆ ไม่เลือกหุ้นหวือหวาที่อาจให้ผลตอบแทนเร็วมากแต่อาจมีความเสี่ยง อยากเดินไปเรื่อยๆ ไม่หยุด คิดว่าถ้ามี “เวลา” ในการลงทุนยาวนานเหมือนอายุเต่า เงินจะพอกพูนขึ้นเรื่อยๆ โดยที่ไม่ต้องรีบ”
1
ขอบคุณแนวคิดจากทุกๆ บทความของ ดร.นิเวศน์ ครับ
https://images.app.goo.gl/GvioJo2yKuPTugCz6
โฆษณา